พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ
พระเจ้าวรวงศ์เธอ ชั้น 5 พระองค์เจ้าชั้นโท
พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ-หม่อมอุบล.jpg
หม่อมหม่อมฟองจันทร์ ยุคล ณ อยุธยา
หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา
พระบุตรจันทรจรัสศรี ไพบูลย์เลิศ
ภุมรีภิรมย์ เชลล์
มาลินีมงคล อมาตยกุล
ปัทมนรังษี เสนาณรงค์
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล
หม่อมเจ้านภดลเฉลิมศรี ยุคล
ราชวงศ์จักรี
พระบิดาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์
พระมารดาพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล
ประสูติ1 เมษายน พ.ศ. 2458
สิ้นพระชนม์2 มกราคม พ.ศ. 2541 (82 ปี)

พลโท พลเรือโท พลอากาศโท[1] พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ หรือ พระองค์ชายเล็ก (1 เมษายน พ.ศ. 2458 – 2 มกราคม พ.ศ. 2541)[2] เป็นพระโอรสองค์สุดท้องใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ กับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล (พระธิดาใน สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ซึ่งเป็นพระอนุชาร่วมพระครรโภทรกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ประสูติเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2458 ที่ตำหนักเขาน้อย จังหวัดสงขลา ขณะที่พระบิดาทรงรับราชการเป็นอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ มีพระเชษฐา 2 พระองค์[3] คือ

การศึกษา[แก้]

ทรงศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา ในยุคลที่หลวงปิยะวิทยาการ เป็นอาจารย์ใหญ่ และต่อมาได้ประชวรเป็นพระโรคร้ายจนแทบเอาชีวิตไม่รอด จึงทรงต้องออกจากโรงเรียน พระบิดาทรงตั้งการสอนขึ้นที่พระตำหนักเขาน้อย จนกระทั่งพระบิดาทรงย้ายกลับเข้าพระนคร ประมาณปี พ.ศ. 2468 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้ทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ประมาณ 2-3 ปี จึงได้เสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ เมื่อพระชันษาเพียง 10 พรรษา นอกจากนี้ยังได้ทรงศึกษาหลักสูตรอื่นๆ เพิ่มเติม คือ ฝึกการบินพลเรือนจนได้รับปีกวิทยฐานะ รุ่นที่ 26 และทรงฝึกอบรมหลักสูตรบรรเทาสาธารณภัย รุ่นที่ 5

การทรงงาน[แก้]

หลังจากเสด็จกลับจากประเทศอังกฤษแล้ว พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ ได้เข้ารับราชการสังกัดกระทรวงกลาโหม โดยได้รับพระราชทานพระยศว่าที่ร้อยตรี เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2481 ประจำกรมพาหนะทหารบก และได้ทรงย้ายไปประจำการหลายแห่งด้วยกัน อาทิเช่น กรมสารวัตรทหารบก กรมทหารสื่อสารในตำแหน่งหัวหน้ากองการภาพ และทรงเป็นที่ปรึกษาสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 เป็นต้น และที่สุดครบเกษียณอายุราชการในขณะดำรงพระยศพันเอก สังกัดเหล่าทหารสื่อสาร เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2518 และต่อมาในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2535 ได้รับพระราชทานพระยศ พลตรี พลเรือตรี และพลอากาศตรี[4]

นอกจากนี้ยังทรงดำรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ทรงเป็นนายทหารพิเศษ ประจำกรมนักเรียนนายเรือ รักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรือ และ ประจำกรมนักเรียนนายเรืออากาศ รักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรืออากาศ อีกด้วย[5] และในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ให้พลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ ซึ่งได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจสนองพระเดชพระคุณในฐานะผู้แทนพระองค์ไปในงานพระราชพิธีต่างๆ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะอย่างสูงมาโดยตลอด และได้ทรงช่วยเหลือราชการแผ่นดิน เป็นผลดีแก่ประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง เป็น พลโท พลเรือโท พลอากาศโท ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นไป[6]

ความสนพระทัยและการทรงงานด้านภาพยนตร์[แก้]

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ สนพระทัยด้านภาพยนตร์ ตั้งแต่พระชนม์มายุ 17-18 พรรษา ซึ่งขณะนั้นทรงศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ ทรงศึกษาฝึกงานละครที่อังกฤษและภาพยนตร์ที่ฮอลลีวู๊ด โดยทรงรับจ้างเกี่ยวกับงานละครของบริษัทอังกฤษ ชื่อ โกมองห์ บริติส ซึ่งเป็นงานกึ่งรับจ้างกึ่งเรียนในลักษณะฝึกงาน โดยทรงทำตั้งแต่งานเคลื่อนย้ายยกไฟเรื่อยมา จนสุดท้ายได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ (มีพระนามปรากฏในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับสองเรื่อง)[7] ทำให้ทรงรู้จักกับนักเขียนบทละครและดาราชื่อดัง คือ ไอเวอร์ โนเวลโล และเป็นผู้สนับสนุนให้พระองค์ทำหน้าที่คอลล์บอย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่ทำหน้าที่เรียกตัวละครมาเข้าฉาก ทำให้ทรงต้องอ่านบทละครจนจำได้อย่างแม่นยำจึงจะสามารถเรียกตัวละครได้ถูกต้อง ซึ่งนับว่าเป็นประสบการณ์พื้นฐานด้านการละครของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ[8]

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ทำให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ ตัดสินพระทัยเสด็จกลับประเทศไทย ซึ่งนอกเหนือจากงานในหน้าที่ราชการทหารแล้ว ยังทรงทำละคร โดยทรงเริ่มต้นจากการเป็นที่ปรึกษาของพระนางเธอลักษมีลาวัณ ซึ่งทรงทำละครอยู่หลายเรื่องด้วยกัน โดยเรื่องที่ทรงทำถวายพระนางเธอลักษมีลาวัณทั้งหมดด้วยพระองค์เอง คือเรื่อง สังข์ทอง โดยทรงนำมาแปลงเป็นเรื่องสั้นๆ สมัยใหม่เรียกว่า ละครดึกดำบรรพ์ จากละครทรงย้ายไปผลิตผลงานด้านโทรทัศน์ ท้ายสุดได้ทรงก่อตั้ง บริษัทละโว้ภาพยนตร์ (Lavoa Motion Pic. Prod) สัญลักษณ์พระปรางค์สามยอด สร้างเรื่อง หนามยอกหนามบ่ง ของไม้เมืองเดิม เมื่อ พ.ศ. 2483 (เอกสารบางเล่ม กล่าวว่า พ.ศ. 2479)[9]โดยจะทรงเขียนบท ถ่ายทำ และล้างฟิล์มด้วยพระองค์เอง

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ ทรงเป็นหนึ่งในบรรดาผู้สร้างยุคบุกเบิกและผู้นำความแปลกใหม่มาสู่วงการภาพยนตร์ไทย โดยเฉพาะยุคที่เปลี่ยนจาก 16 ม.ม. มาเป็น 35 ม.ม. มีภาพยนตร์เด่นหลายเรื่อง ได้แก่ นางทาษ, เงิน เงิน เงิน, อีแตน, เกาะสวาทหาดสวรรค์ และ แม่นาคพระนคร

ทรงได้รับรางวัลพิเศษ"ดาราทอง"เนื่องในงานภาพยนตร์แห่งชาติรางวัลพระสุรัสวดี ครั้งที่ 16 ประจำปี พ.ศ. 2535 และการยกย่องเชิดชูเกียรติในฐานะศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ผู้สร้างภาพยนตร์-ผู้กำกับภาพยนตร์) ประจำปี พ.ศ. 2539

ตำแหน่งท้ายสุดทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ของมูลนิธิหนังไทย

สิ้นพระชนม์[แก้]

พลโท พลเรือโท พลอากาศโทพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2541 สิริพระชันษา 83 ปี ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พลเรือเอกหม่อมหลวงอัศนี ปราโมช องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปพระราชทานน้ำหลวงสรงพระศพ พลโท พลเรือโท พลอากาศโทพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ในการนี้ทรงพระราชทานพระโกศกุดั่นน้อยทรงพระศพ แวดล้อมด้วยเครื่องสูงตามพระเกียรติยศ

และในวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2541 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ พระราชทานเพลิงพระศพ ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส

ครอบครัว[แก้]

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ ทรงเสกสมรสกับ หม่อมฟองจันทร์ ยุคล ณ อยุธยา[10] และ หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา โดยมีโอรสธิดาดังนี้

หม่อมฟองจันทร์ ยุคล ณ อยุธยา[แก้]

หม่อมฟองจันทร์ ยุคล ณ อยุธยา หรือ เจ้าฟองจันทร์ อินทขัติย์ เชื้อสายจากตระกูล ณ เชียงใหม่ (นางงามเชียงใหม่ ครั้งที่1 พ.ศ. 2477) โดยมีพิธีแต่งงานแบบชาวเหนือ มีพิธีผูกข้อมือและบายศรีสู่ขวัญโดยเจ้าแก้วนวรัฐ[11][12] มีพระธิดา ได้แก่

  • ท่านหญิงจันทรจรัสศรี ไพบูลย์เลิศ พระนามเดิม หม่อมเจ้าหญิงจันทรจรัสศรี ยุคล หรือ ท่านหญิงเล็ก (2 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 – 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548) ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อสมรสกับ ประพันธุ์ ไพบูลย์เลิศ
    • คัจฉพงศ์ ไพบูลย์เลิศ
    • สกลกาจ ไพบูลย์เลิศ
  • ท่านหญิงภุมรีภิรมย์ เชลล์ พระนามเดิม หม่อมเจ้าหญิงภุมรีภิรมย์ ยุคล หรือ ท่านหญิงน้อย (ประสูติ 22 มีนาคม พ.ศ. 2482) ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อสมรสกับ โรมาโน ลุคโก และ ชอง มารี เชลล์
    • เกอาตอง ลุคโก
    • วาลีลี ลุคโก
    • อเล็กซานเดอร์ ลุคโก
    • ซาเวียร์ ลุคโก
    • ปิแอร์ ลุยจิ ลุคโก

หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา[แก้]

และเสกสมรสครั้งที่สองกับ หม่อมอัญชลี ยุคล ณ อยุธยา (ขัติยสุรินทร์) (ประสูติ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2499)

ผลงาน[แก้]

ภาพยนตร์[แก้]

ไฟล์:นางทาษ (2498).jpg
ภาพยนตร์ นางทาษ (2498)
ไฟล์:นางทาษ (2505).jpg
ภาพยนตร์ นางทาษ (2505)
ไฟล์:เงิน เงิน เงิน.jpg
ภาพยนตร์ เงิน เงิน เงิน (2508)
ไฟล์:เกาะสวาทหาดสวรรค์.jpg
ภาพยนตร์ เกาะสวาทหาดสวรรค์ (2512)

ละโว้ภาพยนตร์

หนังเงียบขาวดำ 35 มม.

หนังสี 16 มม.พากย์

หนังสี 35 มม.ไวด์สกรีน เสียง (พากย์ ) ในฟิล์ม

  • 2500: ปักธงไชย - บทพระนิพนธ์ บทภาพยนตร์ และลำดับภาพ (พระนามแฝง ล.อัศวดารา )
  • 2502: เชลยศักดิ์ - บทภาพยนตร์ และลำดับภาพ รางวัลตุ๊กตาทอง ประจำปี 2502 (ออกแบบและสร้างฉาก)
  • 2505: นางทาษ - บทภาพยนตร์ กำกับการแสดง และอำนวยการสร้าง รางวัลตุ๊กตาทอง ประจำปี 2506 (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้แสดงประกอบหญิง บทประพันธ์ ออกแบบเครื่องแต่งกาย)

หนังสี 35 มม. ซูเปอร์ซีเนสโคป เสียง (พากย์ ) ในฟิล์ม

  • 2508: เงิน เงิน เงิน / Money,Money,Money - บทพระนิพนธ์ และกำกับการแสดง (หนังซีเนมาสโคปเรื่องแรกของละโว้และของมิตร-เพชรา ครั้งแรกของหนังไทยแนวรีวิวเพลงหลากหลายตลอดเรื่อง รวมดารามากที่สุด ความยาวเกือบ 200 นาที มากที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างกันมาและครั้งแรกที่มีแนวคิดล้ำยุคล้อเลียนการใช้คอมพิวเตอร์สำนักงานซึ่งยังไม่มีใช้กันแพร่หลายในเมืองไทยขณะนั้น รางวัลตุ๊กตาทอง ประจำปี 2508 เพลงประกอบ และโล่เกียรตินิยมคู่ดารานำที่ทำรายได้มากที่สุด) คำขวัญ "เพลงพราว ดาวพรู ดูเพลิน"
  • 2511: อีแตน / Miss Tan - บทพระนิพนธ์ และกำกับการแสดง (เรื่องแรกของ อรัญญา นามวงศ์ ในฐานะดารานำ และหนังไทยที่นำเสนอการแสดงชายแต่งหญิง หญิงแต่งชายก่อนแนวคาบาเร่ต์โชว์เป็นที่รู้จักทั่วไปในเวลาต่อมา) คำขวัญ "ดาราเยอะแยะ หัวใจเฮาะแฮะ"
  • 2512: เกาะสวาทหาดสวรรค์ / Paradise Island - บทพระนิพนธ์ กำกับการแสดง ลำดับภาพ และคามีโอ (cameo) บทนักกีต้าร์ ร่วมกับ สง่า อารัมภีร คำขวัญ "หวานชื่น ครื้นเครง เพลงเพราะ"
  • 2513: แม่นาคพระนคร / Bangkokian Ghostly Love Story - บทพระนิพนธ์ และกำกับการแสดง (หนังไทยลงทุนเทคนิคพิเศษ "ทริค" โดย ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล และให้ข่าวว่าพิมพ์สีเทคนิค เรื่องแรกของเมืองไทย , เรื่องสุดท้ายของ กิ่งดาว ดารณี)
  • 2513: ฟ้าคะนอง - บทพระนิพนธ์ และกำกับการแสดง (ภาวนา ชนะจิต แสดงหนัง 35 มม.เรื่องแรก) คำขวัญ "ใหม่ที่สุด แปลกที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด"
  • 2514: วิวาห์พาฝัน / Marriage Thai Style - บทพระนิพนธ์และกำกับการแสดง (รัชนก ณ เชียงใหม่ สาวประเภทสองชื่อดังเป็นคามิโอครั้งแรกครั้งเดียวบนจอเงิน) คำขวัญ "ครื้นเครง เพลงมาก ดูไม่ยาก สบายตา"
  • 2514: มันมากับความมืด - องค์ที่ปรึษา และดาราเกียรติยศ (ครั้งแรกของหนังไซไฟสิ่งมีชีวิตผสมเครื่องจักรกลจากอวกาศและการถ่ายภาพใต้ทะเลในหนังไทย หุ่นสัตว์ประหลาดสั่งจากฮอลลีวู้ด เทคนิคพิเศษโดยทีมงานไทย) คำขวัญ "ตื่นตา มาใหม่ ไม่เหมือนใคร ในปี 2515" (ฉายปลายปี 2514)
  • 2516: เขาชื่อกานต์/ Doctor Kan - องค์ที่ปรึกษา ภาพยนตร์ตีแผ่ปัญหาสังคมทำรายได้สูงและการกล่าวขวัญทั่วไปอย่างกว้างขวาง , แหวนทองเหลือง / Brass Ring - บทพระนิพนธ์ และกำกับการแสดง (หนังไทยเรื่องแรกที่ให้ข่าวว่าฉายระบบวิสต้าวิชั่น และมีพักครึ่งเวลาแบบหนังใหญ่ฮอลลีวู้ด รวมทั้งยังเป็นหนังเรื่องแรกของโลกที่เอาไตเติ้ลไปอยู่ช่วงพัก)

สหมงคลฟิล์ม - ละโว้ภาพยนตร์

หนังสี 35 มม. ซีเนมาสโคป เสียง (พากย์ ) ในฟิล์ม

พร้อมมิตรภาพยนตร์ (พร้อมมิตรโปรดักชั่น )

หนังสี 35 มม. ไวด์สกรีน ซาวออนฟิล์ม

  • องค์ที่ปรึกษา

หนังสือ[แก้]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

พงศาวลี[แก้]

ธรรมเนียมพระยศของ
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ
การทูลฝ่าพระบาท
การแทนตนเกล้ากระหม่อม/เกล้าหม่อมฉัน
การขานรับเกล้ากระหม่อม/เพคะ

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2540/B/005/2.PDF
  2. ศุภวัฒย์ เกษมศรี, พลตรี หม่อมราชวงศ์, และรัชนี ทรัพย์วิจิตร. พระอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าในพระราชวงศ์จักรี. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2549. 360 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-221-818-8
  3. กิตติพงษ์ วิโรจน์ธรรมากูร. ย้อนรอยราชสกุลวงศ์"วังหลวง". กรุงเทพ : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2549. 304 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-941-205-2
  4. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระยศทหารและแต่งตั้งให้ทรงเป็นนายทหารพิเศษ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2535/D/033/5.PDF
  5. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระยศทหารและแต่งตั้งให้ทรงเป็นนายทหารพิเศษ 14 กุมภาพันธ์ 2535http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2535/D/033/5.PDF
  6. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระยศทหาร http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2540/B/005/2.PDF
  7. คำประกาศเกียรติคุณ พลโท พระเจ้าวรวงเธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ ศิลปินแห่งชาติ สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ 2539
  8. พระประวัติและผลงาน พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงhttp://book.culture.go.th/artist/artist2539/mobile/index.html#p=41
  9. โดม สุขวงศ์ ,ประวัติภาพยนตร์ไทย ,องค์การค้าของคุรุสภา, 2533 ISBN 974-005-244-4 หน้า 34
  10. http://freepages.genealogy.rootsweb.com/~royalty/thailand/i351.html#I351
  11. พิมาน แจ่มจรัส. รักในราชสำนัก. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์สร้างสรรค์บุ๊คส์, พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2544. 448 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-341-064-3
  12. กิติวัฒนา (ไชยันต์) ปกมนตรี, หม่อมราชวงศ์. สายพระโลหิตในพระพุทธเจ้าหลวง. กรุงเทพฯ : ดีเอ็มดี, พ.ศ. 2551. 290 หน้า. ISBN 978-974-312-022-0
  13. ราชกิจจานุเบกษา,แจ้งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ฉบับพิเศษ หน้า ๓๓ เล่ม ๘๙ ตอนที่ ๒๐๒, ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕
  14. ราชกิจจานุเบกษา,ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า หน้า ๑ เล่ม ๑๑๓ ตอนที่ ๗ ข, ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙
  15. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (ชั้นสายสะพาย จำนวน ๔,๕๒๔ ราย)เล่ม ๑๑๓ ตอน ๒๒ ข ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ หน้า ๘
  16. ราชกิจจานุเบกษา,แจ้งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ฉบับพิเศษ หน้า ๑๖ เล่ม ๑๐๙ ตอนที่ ๑๕๔, ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕
  17. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ ฉบับพิเศษ หน้า ๘ เล่ม ๑๐๘ ตอนที่ ๑๓๙, ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๔
  18. ราชกิจจานุเบกษา,ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ดิเรคุณาภรณ์ หน้า ๑๘ เล่ม ๑๑๔ ตอนที่ ๒๙ ข, ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๐
  19. http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2506/D/122/523.PDF
  20. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๔๑, ตอน ๐ ง, ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๗, หน้า ๒๔๒๐
  21. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 43 หน้า 4299 วันที่ 6 มีนาคม 2469http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2469/D/4298.PDF
  22. ราชกิจจานุเบกษา,แจ้งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ หน้า ๑๐๑๑ เล่ม ๗๑ ตอนที่ ๑๗, ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๖


แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]