พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล
พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล.jpg

พระนาม เฉลิมเขตรมงคล
พระอิสริยยศ พระเจ้าวรวงศ์เธอ
ฐานันดรศักดิ์ พระองค์เจ้าชั้นโท
ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติ 10 มีนาคม พ.ศ. 2435
สิ้นพระชนม์ 23 มกราคม พ.ศ. 2500 (64 ปี)
พระบิดา สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช
พระมารดา หม่อมแม้น ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา
พระสวามี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์
พระบุตร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล (10 มีนาคม พ.ศ. 2435 - 23 มกราคม พ.ศ. 2500) พระชายาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์ และพระองค์เป็นพระธิดาในสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช อันประสูติแต่หม่อมแม้น ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา แรกประสูติ คือ หม่อมเจ้าเฉลิมเขตรมงคล ภาณุพันธุ์

พระประวัติ[แก้]

หม่อมเจ้าเฉลิมเขตรมงคล ภาณุพันธุ์ ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2435 เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช กับหม่อมแม้น ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา (สกุลเดิม บุนนาค)[1] พระองค์มีพระเชษฐาร่วมมารดา 2 พระองค์คือ

1.หม่อมเจ้านิพันธุ์ภาณุพงศ์ ภาณุพันธุ์ ต่อมาคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านิพันธุ์ภาณุพงศ์ กรมหมื่นภาณุพงศ์พิริยเดช

2.หม่อมเจ้าศิริวงษ์วัฒนเดช ภาณุพันธุ์ ต่อมาคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศิริวงษ์วัฒนเดช

พระองค์เป็นพระธิดาที่ใกล้ชิดกับพระบิดา ด้วยความที่ทรงกำพร้ามารดาตั้งแต่พระชันษาได้เพียง 2 ปี[1] จึงเลี้ยงไว้ไม่ห่างพระองค์ ด้วยความรักในพระธิดา สิ่งใดที่เป็นความสุขและความปรารถนาของพระธิดา ถ้าไม่เหลือความสามารถแล้วพระองค์หญิงเป็นต้องได้[1] ทั้งนี้ทรงมีพี่เลี้ยงเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำรบ ซึ่งเป็นนายทหารคนสนิทของพระบิดา โดยพระองค์ทรงเรียกพระองค์เจ้าคำรบว่า "แม่"[2]

ในปีที่ประสูตินั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉลองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี[3] จึงมีเจ้านายทูลขอพระราชทานนามสำหรับพระโอรสธิดาในเวลาไล่เลี่ยกัน 3 พระองค์ ต่อไปนี้[3]

  1. หม่อมเจ้าเฉลิมเขตรมงคล ภาณุพันธุ์ พระธิดาในสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช
  2. หม่อมเจ้ารัชลาภจีระฐิต ดิศกุล พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
  3. หม่อมเจ้ารัชฎาภิเศก โสณกุล พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา

เมื่อแรกประสูติพระองค์มีพระอิสริยยศเป็น หม่อมเจ้า แล้วได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ในวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2436 และสถาปนาขึ้นเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2443 พร้อมกับพระเชษฐาร่วมพระมารดาทั้งสอง[4]

เสกสมรส[แก้]

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล ทรงพบกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์ ครั้งแรกในงานออกร้านวัดเบญจมบพิตร ดังที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ทรงเล่าให้หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุลฟัง ความว่า[5]

“...ในงานออกร้านวัดเบ็ญจมบพิตร เจ้านายหนุ่ม ๆ อยากดูผู้หญิงก็ไม่กล้า เราต้องจัดการให้ ลุงนั่งอยู่กับพวกหนุ่ม ๆ หน้าร้านเรียกสาว ๆ ให้เข้าไปรับแจก บางคนทำดัดจริตกระมิตกระเมี้ยนเพราะมีหนุ่ม ๆ อยู่ด้วย แต่พอถึงยายบี้ [พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล] แกก็ทำหน้าเป๋อไปหมอบกราบเอาเงินแจก แล้วยังซ้ำกราบเจ้านายหนุ่ม ๆ นั้นเสียด้วย สมเด็จชายก็เลยพอพระทัยว่าไม่มีจริต...”

ด้วยความที่พระองค์ไม่มีจริตและน้ำพระทัยอันบริสุทธิ์ ประกอบกับการแสดงออกทางอากัปกิริยาที่เป็นธรรมชาติ คือสิ่งที่ดึงดูดพระทัยสมเด็จชายที่กำลังทรงอยู่ในแวดวงของเหล่าสตรีที่มีจริต และด้วยความสมน้ำสมเนื้อดังกล่าว ความรักของทั้งสองพระองค์ก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น[5]

เมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล มีพระชนมายุได้ 16 พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงเสกสมรสกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร์ และได้รับการยกย่องจากรัชกาลที่ 5 ในฐานะสะใภ้หลวง[2] สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเล่าถึงงานอภิเษกสมรสนี้ ความว่า[5]

“...ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าคุณจอมมารดาแพ [เจ้าคุณพระประยูรวงศ์] พาพระบุตรีของพระองค์ คือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคลไปพระราชทานสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมขุนลพบุรีราเมศวร์ เป็นนางห้ามสะใภ้หลวงตามธรรมเนียมพิธีอย่างใหม่ที่ใช้กันไม่มีการซู่ซ่าอันใด เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๐...”

ทั้งนี้สมเด็จชายและพระองค์หญิงทรงใช้ชีวิตครองคู่ หรือที่เรียกอย่างสามัญว่า "ผัวเดียวเมียเดียว"[5] ทรงให้กำเนิดพระโอรสด้วยกัน 3 พระองค์ คือ[2]

  1. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล (27 พฤศจิกายน 2453 - 5 กุมภาพันธ์ 2538) เสกสมรสกับหม่อมหลวงสร้อยระย้า สนิทวงศ์, บุญล้อม นาตระกูล, ปริม บุนนาค และไฉไล ถาวร มีพระโอรส-ธิดา 6 พระองค์
  2. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร (29 เมษายน 2456 - 1 ตุลาคม 2534) เสกสมรสกับหม่อมราชวงศ์กุลปราโมทย์ สวัสดิกุล, สมเชื้อ ชมเสวี, ทองไพ ประยูรโต, ทองแถม ประยูรโต และบัวทอง ไตลังคะ มีพระโอรส-ธิดา 6 พระองค์
  3. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ (1 เมษายน 2458 - 2 มกราคม 2541) เสกสมรสกับฟองจันทร์ อินทขัติย์ และอุบล สุฤทธิ์ มีพระโอรส-ธิดา 7 พระองค์

พระจริยวัตร[แก้]

พระองค์ทรงออกพระนามพระองค์เองว่า "แม่หนูเฉลิมเขตร"[6] ส่วนเจ้านายชั้นผู้ใหญ่พระองค์อื่น ๆ ออกพระนามว่า "ยายบี้" ด้วยมีพระนาสิกแบน[6] และพระราชนัดดาองค์อื่น ๆ ในรัชกาลที่ 5 ออกพระนามว่า "ยิบหยี" เพราะโปรดทำพระเนตรหยี[4]

พระองค์ไม่สันทัดในงานบ้านงานเรือนนัก แต่ก็ทำหน้าที่ของบุตรที่ดีโดยมิขาดตกบกพร่อง โดยพระองค์เองเคยกล่าวเกี่ยวกับความไม่สันทัดดังกล่าว ความว่า "เกิดมาเป็นลูกเจ้าฟ้า มาแต่งงานก็เป็นเมียเจ้าฟ้า จะให้รู้จักเช็ดกระไดไชรูท่ออย่างไร"[7]

หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ได้กล่าวถึงอุปนิสัย และพระจริยวัตรโดยรวมของพระองค์ไว้ ความว่า "พระองค์หญิงเฉลิมเขตรมงคลมีพระรูปโฉมเหมือนสมเด็จพระบิดาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งพระอัธยาศัยก็คล้ายกันเป็นอันมาก กล่าวคือไม่มีใครเกลียดและไม่มีศัตรู เพราะไม่เป็นภัยกับใครเลย ไม่มีการเล่นพวก ไม่ด่าว่าค่อนแคะผู้ใด ไม่ดูถูกเหยียดหยามผู้ใด มีแต่ความซื่อสัตย์สุจริตและตามพระทัยพระองค์เอง เช่นเด็กที่เป็น Spoiled Child มาตั้งแต่เกิดเพราะไม่เคยมีใครขัดใจเท่านั้น ถ้ามีสิ่งใดที่เสียก็เป็นเรื่องที่ท่านทำพระองค์ท่านเอง ไม่มีผู้ใดต้องมาเสียหายด้วย เช่น ทรงใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ก็เป็นเงินของท่านเอง ไม่ได้ไปหยิบยืมใครมาให้เขาสูญทรัพย์"[8]

ความสนพระทัย[แก้]

พระองค์หญิงก็ทรงสนพระทัยในงานด้านศิลปะ การแสดง และทรงริเริ่มในการฝึกละครข้าหลวงตั้งเป็นคณะนาฏดุริยศิลปินจัดแสดงภายในวัง เมื่อตามเสด็จพระสวามีไปประทับยังมณฑลปักษ์ใต้ก็ทรงจัดตั้งวงดนตรี มีข้าหลวงเป็นนักดนตรีประจำคณะ ส่วนพระองค์ทรงซอด้วง[9]

ต่อมาทรงหันมาสนพระทัยด้านศิลปะรำไทย ทรงตั้งคณะชูนาฏดุริยศิลป[9] ทั้งนี้ทรงมีความสามารถในการเขียนบทละคร ทั้งละครรำละละครพันทางซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น บทละครดังกล่าวได้แก่ ปันหยีมิสาหรัง และบทละครจากนวนิยายเรื่อง รุ่งฟ้าดอยสิงห์ เป็นต้น[9]

สิ้นพระชนม์[แก้]

ในบั้นปลายพระชนม์ชีพ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคลได้ทรงพระประชวร ไม่สามารถเสด็จออกงานพระราชพิธีต่าง ๆ ได้ โดยได้ย้ายไปประทับที่วังมังคละ และหมดพระกำลังสิ้นพระชนม์ลงด้วยโรคพระวักกะพิการเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2500 สิริพระชนมายุได้ 65 พรรษา[10]

พระนามของพระองค์ ถูกนำมาใช้เป็นชื่อของ โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมเขตร์

พระเกียรติยศ[แก้]

พระอิสริยยศ[แก้]

  • หม่อมเจ้าเฉลิมเขตรมงคล ภาณุพันธุ์ (10 มีนาคม พ.ศ. 2435 - 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2436)
  • พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล (21 พฤษภาคม พ.ศ. 2436 - 12 เมษายน พ.ศ. 2443)
  • พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล (12 เมษายน พ.ศ. 2443 - 23 มกราคม พ.ศ. 2500)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

พงศาวลี[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. ลูกท่านหลานเธอ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในราชสำนัก. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ:มติชน. 2555, หน้า 308
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 สัจธรรม. อาทิตย์อุไทย. กรุงเทพฯ:ดีเอ็มจี. 2551, หน้า 189
  3. 3.0 3.1 สัจธรรม. อาทิตย์อุไทย. กรุงเทพฯ:ดีเอ็มจี. 2551, หน้า 188
  4. 4.0 4.1 สัจธรรม. อาทิตย์อุไทย. กรุงเทพฯ:ดีเอ็มจี. 2551, หน้า 187
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. ลูกท่านหลานเธอ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในราชสำนัก. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ:มติชน. 2555, หน้า 310
  6. 6.0 6.1 สัจธรรม. อาทิตย์อุไทย. กรุงเทพฯ:ดีเอ็มจี. 2551, หน้า 185
  7. ธงทอง จันทรางศุ. ในกำแพงแก้ว. กรุงเทพฯ:เอส.ซี.พริ้นท์แอนด์แพค. 2550, หน้า 105
  8. ธงทอง จันทรางศุ. ในกำแพงแก้ว. กรุงเทพฯ:เอส.ซี.พริ้นท์แอนด์แพค. 2550, หน้า 101
  9. 9.0 9.1 9.2 ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. ลูกท่านหลานเธอ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในราชสำนัก. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ:มติชน. 2555, หน้า 311
  10. สัจธรรม. อาทิตย์อุไทย. กรุงเทพฯ:ดีเอ็มจี. 2551, หน้า 190
  11. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายใน, เล่ม ๒๔, ตอน ๐ ฉบับพิเศษ, ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๐, หน้า ๘๘๓
  12. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลปัจจุบันฝ่ายใน, เล่ม ๒๕, ตอน ๓๙, ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๑, หน้า ๑๑๕๓
  13. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ฝ่ายใน, เล่ม ๔๓, ตอน ๐ ง, ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๙, หน้า ๓๑๑๔
  14. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๖๓, ตอน ๑๗ ง, ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙, หน้า ๔๒๖
  15. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๗๐, ตอน ๒๐ ง, ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๖, หน้า ๑๒๕๕