เพชรา เชาวราษฎร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เพชรา เชาวราษฎร์
เพชราเชาวราษฏร์.jpg
ชื่อเกิด เอก ชาวราษฎร์
ชื่อเล่น อี๊ด, เอก
เกิด 19 มกราคม พ.ศ. 2486 (73 ปี)
จังหวัดระยอง ประเทศไทย
คู่สมรส ชรินทร์ นันทนาคร
ชื่ออื่น ปัทมา ชาวราษฎร์
อาชีพ นักแสดง นักจัดรายการวิทยุ[1]
ปีที่แสดง 2505–21
รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี
นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม
พ.ศ. 2507 - นกน้อย
ข้อมูลบนเว็บ IMDb
ฐานข้อมูลภาพยนตร์ไทย (ThaiFilmDb)

เพชรา เชาวราษฎร์ (ชื่อเล่น: อี๊ด; เกิด 19 มกราคม พ.ศ. 2486) ชื่อจริงว่า เอก ชาวราษฎร์ เป็นนักแสดงภาพยนตร์เจ้าของฉายา นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง มีผลงานแสดงประมาณ 300 เรื่อง ระหว่าง พ.ศ. 2505 ถึง 2521 บทบาทการแสดงของเธอมีความหลากหลาย บางเรื่องแสดงเป็นเจ้าหญิง บางเรื่องแสดงเป็นขอทาน บางเรื่องเป็นเด็กแก่นแก้ว นอกจากภาพยนตร์ไทยแล้วยังได้แสดงหนังจีนจากไต้หวัน เป็นภาพยนตร์กำลังภายใน

ประวัติ[แก้]

วัยเด็ก[แก้]

เพชรา เชาวราษฎร์ เกิดที่จังหวัดระยอง เป็นบุตรคนที่ 4 จากกระบวนพี่น้องทั้งหมด 7 คน บิดามีเชื้อสายจีนด้วยปู่เป็นจีนอพยพ ส่วนมารดาเป็นคนไทย ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขายและทำไร่สวน เบื้องต้นเธอจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านเกาะกลอย[2]

เมื่ออายุ 15 ปี ได้เข้ามาเรียนกวดวิชาที่กรุงเทพมหานครจนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3[1] โดยพักอาศัยอยู่กับพี่สาวและพี่เขย และช่วยงานที่ร้านเสริมสวยของน้องสาวพี่เขย เธอได้รับการชักชวนให้เข้าประกวดเทพธิดาเมษาฮาวายประจำปี พ.ศ. 2504 จัดโดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ใช้ชื่อในการประกวดว่า ปัทมา ชาวราษฎร์ ได้ตำแหน่งชนะเลิศ[3]

เข้าสู่วงการ[แก้]

บันทึกรักพิมพ์ฉวี (2505)

เธอได้รับการชักชวนจากศิริ ศิริจินดา และดอกดิน กัญญามาลย์ ให้แสดงภาพยนตร์เรื่อง บันทึกรักของพิมพ์ฉวี เมื่อ พ.ศ. 2505 เป็นเรื่องแรก ขณะอายุ 19 ปี แสดงคู่กับ มิตร ชัยบัญชา โดยดอกดิน กัญญามาลย์ เป็นผู้ตั้งชื่อว่า "เพชรา เชาวราษฎร์" โดยให้เหตุผลว่าปัทมาชื่อเก่านั้นเรียบไป[2] ส่วนเจน จำรัสศิลป์ได้ตั้งฉายาให้ว่า "นางเอกสาวนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง"[4]

เพชรา เชาวราษฎร์ แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวจากภาพยนตร์เรื่องที่สอง เรื่อง ดอกแก้ว ตามด้วย หนึ่งในทรวง, อ้อมอกสวรรค์ และได้แสดงคู่กับมิตร ชัยบัญชา รับบทคู่รักในภาพยนตร์อีกหลายเรื่องจนเป็นที่ชื่นชอบของแฟนภาพยนตร์ เรียกว่า คู่ขวัญ มิตร-เพชรา ที่มีชื่อเสียงสูงสุดช่วงปี พ.ศ. 2506-2507[5] ในยุคที่เธอโด่งดังมาก ๆ แต่ละเดือนมีคิวถ่ายหนังประมาณ 12-18 เรื่อง แต่ละวันต้องถ่ายทำภาพยนตร์วันละ 3-4 เรื่อง ในปี พ.ศ. 2508 เพชราเข้ารับพระราชทานรางวัลตุ๊กตาทอง จากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของเธอ เธอเคยกล่าวไว้ว่า "เป็นความประทับใจ เป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต และจะไม่มีวันลืมตราบที่ยังมีลมหายใจ"[6] จากบทบาทภาพยนตร์เรื่อง นกน้อย

หลังจากมิตร ชัยบัญชาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในการถ่ายภาพยนตร์เรื่อง อินทรีทอง เพชราก็ยังรับบทนางเอกภาพยนตร์ต่อเนื่องมาอีกหลายปี คู่กับ สมบัติ เมทะนี, ไชยา สุริยัน, ลือชัย นฤนาท และพระเอกใหม่ ครรชิต ขวัญประชา, นาท ภูวนัย, ยอดชาย เมฆสุวรรณ, กรุง ศรีวิไล

เพชราเคยต้องเผชิญกับวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ เมื่อถูกกรมสรรพากรเล่นงานเรื่องภาษีถึงขั้นฟ้องล้มละลาย จนต้องเลหลังขายบ้าน แต่ในตอนนั้นทั้งชรินทร์ นันทนาครทำหนังใหม่เรื่อง เพลงรักดอกไม้บาน นำแสดงโดยนันทิดา แก้วบัวสาย เมื่อหนังออกฉายก็พอมีเงินใช้หนี้ และได้เข้าเจรจากับกรมสรรพากรขอส่งตามที่มี แต่บางครั้งเมื่อขาดส่งทีไรหนังสือพิมพ์ก็มักลงข่าวว่า "เพชราโกงภาษี" ทุกที[7]

โลกแห่งความมืด[แก้]

ประมาณ พ.ศ. 2515 เธอเริ่มมีปัญหาเรื่องสายตา เนื่องจากในการถ่ายภาพยนตร์ต้องใช้แสงไฟสว่างจ้า[1] ใช้เวลารักษาอยู่หลายปี จนกระทั่งตาบอดสนิททั้งสองข้าง เมื่อ พ.ศ. 2521[1] ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่เธอแสดง คือเรื่อง ไอ้ขุนทอง ซึ่งเธออำนวยการสร้าง และแสดงเป็นแม่ของพระเอก รับบทโดยสรพงศ์ ชาตรี

สาเหตุของการตาบอดของเพชรา มาจากการไม่ได้พักสายตา ไม่ว่าจะเป็นบทบาทที่ต้องร้องไห้บ่อย การขับรถไปทำงานเอง ประกอบกับสมัยนั้น ถ่ายหนังต้องใช้ไฟแรง หรือใช้รีเฟล็กซ์เยอะ ช่วงหลัง ๆ ที่ถ่ายหนังเรื่อง “ไทยใหญ่” เมื่อปี 2513 เริ่มแสบตา แต่เธอก็ยังขับรถไปถ่ายหนังต่างจังหวัดเอง และอดทนแสดงภาพยนตร์จนถึงเรื่องสุดท้ายคือ “ไอ้ขุนทอง” เข้าฉายในปี 2520

เมื่อดวงตาเริ่มมีปัญหา จึงไปหาหมอ แต่ว่าไม่ได้ไปตามนัดโดยสม่ำเสมอ เพราะต้องไปถ่ายหนัง บางวันก็อยู่ต่างจังหวัด พออาการเริ่มหนักขึ้น ถึงขั้นขับรถปีนเกาะกลางถนนหลายครั้ง ช่วงที่อาการหนักมาก ๆ ก็พยายามรักษาทุกวิถีทาง ครั้นเมื่อแพทย์ให้ยารักษาตามารับประทาน เธอได้แพ้ยาดังกล่าวจนตัวบวม จากเดิมน้ำหนัก 47-48 กิโลกรัม ขึ้นหนัก 60 กว่ากิโลกรัม ต้องซื้อเสื้อผ้าคนท้องมาใส่ ผมร่วงหมดศีรษะ ฝ้าขึ้นดำไปทั้งหน้าทั้งตัว เมื่อตัวบวมมาก ๆ ก็หายใจไม่ออก[8] กลืนน้ำก็ไม่ได้ ต้องเข้าไปนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล การทำงานของไตหยุด พิษยาจึงคั่งค้างทำให้ตัวบวม ต้องรอให้พิษยาลดลง จากที่เคยสวมแว่นดำและนั่งแท็กซี่ไปไหนมาไหนได้เอง ตอนหลังก็มองไม่เห็น ออกไปไหนคนเดียวไม่ได้[9]

ครั้นเวลาต่อมาเธอจึงเข้าผ่าตัดดวงตาด้วยหวังใจจะรักษาให้หาย แต่ผลกลับทำให้ตาที่เห็นเลือนรางกลายเป็นบอดสนิทในที่สุด[8] หลังตาบอดสนิทในกลางปี 2524 หลังจากนั้น เธอก็ไม่ปรากฏตัวที่ไหนอีกเลย

คืนวงการ[แก้]

หลังจากหยุดงานแสดงเพื่อรักษาสุขภาพมาหลายปี เธอทำงานเป็นนักจัดรายการวิทยุคลื่นลูกทุ่งเอฟเอ็ม ตั้งแต่ พ.ศ. 2544-2548 เธอก็ไม่ปรากฏตัวในที่แห่งใดส่วนใหญ่จะอยู่แต่ในบริเวณบ้าน โดยเธอให้เหตุผลว่า "ไม่ค่อยได้ออกไปไหนไม่อยากเป็นภาระคนอื่นเขาเพราะว่าถ้าไปต้องมีคนช่วยดูแลหน้าตาอะไรต่ออะไรรวมทั้งเครื่องแต่งตัวดูว่าพอใช้ได้ใช่มั้ย ไม่ใช่ออกไป โอ้โห แล้วคนเขาจำได้ด้วยไง ถ้าเราแต่งตัวอยู่ในสภาพไม่พร้อมนี่ อยากมุดแผ่นดินหนี แต่เราอยู่ในสภาพที่ดีแล้วยังคุยกันได้ ยังพอรู้เรื่อง"[8]

ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2552 เธอให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์ครั้งแรกในรอบ 30 ปี ในรายการ วู้ดดี้เกิดมาคุย ซึ่งดำเนินรายการโดยวุฒิธร มิลินทจินดา หรือวู้ดดี้ โดยเข้าไปคุยในบ้านของเธอเอง พร้อมพูดเปิดใจและบอกสาเหตุที่เก็บตัวเงียบ ไม่ยอมออกรายการโทรทัศน์ แต่ยังคงไม่เปิดเผยหน้าตา[10]

เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2552 เพชราได้รับงานโฆษณาลิปสติกมิสทีน จากการเข้าติดต่อการเจรจาถึง 9 ครั้ง[11] จนครั้งสุดท้ายที่สำเร็จ โดยรายได้จากงานครั้งนี้เพชราจะบริจาคให้องค์กรการกุศลทั้งหมด ส่วนหนึ่งจะมอบให้กับมูลนิธิคนตาบอดแห่งประเทศไทย โฆษณาประชาสัมพันธ์ได้แพร่ภาพเมื่อประมาณกลางเดือนกันยายน โดยตัวแรกที่นำเสนอภาพของเพชราในอดีต และตัวที่สองมีพรีเซนเตอร์ของมิสทีนคนก่อน ๆ มาพูดถึงจุดเด่นของโฆษณาตัวนี้ โฆษณาชุดนี้ถ่ายทำเมื่อวันที่ 16-17 กันยายน และเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552 โดยผู้บรรยายโฆษณาคือ นิรุตต์ ศิริจรรยา และผู้ขับร้องเพลง หยาดเพชร เพลงประกอบโฆษณาชิ้นนี้คือ ศุกลวัฒน์ คณารศ นับเป็นโฆษณาทางโทรทัศน์ตัวแรกในรอบกว่า 30 ปีที่เธอยอมให้มีการถ่ายภาพใบหน้าของเธออย่างชัดเจน[12][13][14]

เพชรากลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อมีผู้นำคลิปงานเลี้ยงวันเกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559 ซึ่งชรินทร์ สามี ได้ขับร้องเพลงหยาดเพชรให้แก่เธอ มาเผยแพร่ในสังคมออนไลน์[15] โดยก่อนหน้านี้ในวันเกิดเมื่อปี 2558 ศุภชัย ศรีวิจิตร ได้โพสต์ภาพของเพชราลงในบัญชีผู้ใช้อินสตาแกรมของเขา[16] และในเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 เพชราได้รับเป็นพรีเซนเตอร์ของศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์[17]

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

คู่ขวัญ มิตร-เพชรา

เพชราเคยมีคู่หมั้นเป็นลูกเศรษฐีเจ้าของอู่ต่อเรือประมงเมื่อตอนที่อายุ 15 ปี โดยผู้ใหญ่จะตัดสินใจรับหมั้น แต่ด้วยความที่อายุน้อยจึงบ่ายเบี่ยงไปตลอดเกือบ 2 ปี ครั้นเมื่อจวนจะถึงวันสมรส เพชราจึงหนีไปก่อนวันเข้าพิธี 20 วัน[4][18] อันเป็นเหตุที่ทำให้พ่อแม่เธอชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมาก[3] และหลังจากนั้นก็มีชายหนุ่มมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้าหาเธอเพื่อหวังสานสัมพันธ์แต่เธอปฏิเสธทั้งหมด[4]

เธอมีความสนิทสนมกับมิตร ชัยบัญชาอย่างสูง หลังรู้จักกันครั้งแรกจากการแสดงภาพยนตร์เรื่อง บันทึกรักของพิมพ์ฉวี ซึ่งถ่ายทำนานราว 3-4 เดือนจนสนิทสนมกัน[5] เพชรากล่าวว่าเธอมองมิตรเป็นพี่ชายที่แสนดีของเธอเพราะเกิดปีเดียวกับพี่ชายคนโตจึงรักและเคารพยิ่ง และมิตรเองก็ทำหน้าที่ปกป้องเพชราหากมีผู้ชายเจ้าชู้เข้ามาใกล้เธอ[4][5] หลังมิตรเสียชีวิต เพชรากล่าวว่าเธอฝันเห็นเขาหลังจากนั้นกว่า 20 ปี[5]

เพชรา สมรสกับชรินทร์ นันทนาคร (ศิลปินแห่งชาติ ปี 2541 สาขาศิลปะการแสดง) นักร้องเพลงไทยสากล เพชราและชรินทร์ร่วมงานครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง แพนน้อย จนกระทั่งได้แสดงหนังเรื่อง แผ่นดินแม่ หลังฝ่ายชายได้เลิกรากับสปัน เธียรประสิทธิ์ไปก่อนหน้านี้[3] ในปี พ.ศ. 2518 เพชราและชรินทร์จึงตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งคู่แต่งงานกันเงียบ ๆ เลี้ยงเพื่อนร่วมวงการเพียงไม่กี่คน[19] เพชราและชรินทร์ไม่มีบุตรด้วยกัน เคยตั้งครรภ์ถึง 3 ครั้ง คนที่ 3 อุ้มท้องนาน 6-7 เดือน แต่อยู่วันหนึ่งต้นโกสนถูกลมพัดล้มลงบนพื้น เพชราจึงก้มไปหยิบต้นไม้ตั้งไว้อย่างเดิม แต่เป็นเหตุทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลด่วน ฉีดยาห้ามเลือดอยู่ 1-2 วัน สุดท้ายหมอได้ทำคลอดออกมาเป็นผู้ชายแต่ไม่หายใจแล้ว[20]

เพชรามีหลานสาวที่เป็นนักแสดงเช่นกันคือนันทรัตน์ ชาวราษฎร์ (ชื่อเล่น ตรี) ซึ่งเป็นบุตรของจำรัส ชาวราษฎร์ ผู้จัดการออนไลน์ว่าผู้นี้เป็นน้องชายคนหนึ่งของเพชรา[21] ต่อมานันทรัตน์ได้ออกมาระบุว่า ปู่ของเธอเป็นน้องชายของบิดาเพชรา และยืนยันว่าตนเป็นญาติเพชราจริง โดยเพชรามีศักดิ์เป็นป้า[22] ต่อมานันทรัตน์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า "[เธอกับเพชราเป็นญาติที่] ห่างมาก ๆ จนแทบนับญาติกันไม่ได้"[23]

ผลงาน[แก้]

รางวัล[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 30ปีแห่งความหลัง"เพชรา เชาวราษฎร์" komchadluek.net
  2. 2.0 2.1 "เสียงจากเพชรา เชาวราษฏร์ เพชรของภาพยนตร์ไทย". มูลนิธิหนังไทย. 9 กรกฎาคม 2547. สืบค้นเมื่อ 24 มกราคม 2559. 
  3. 3.0 3.1 3.2 ""เพชรา" ในความทรงจำ (ตอนที่ 1)". ผู้จัดการ. 28 กันยายน 2552. สืบค้นเมื่อ 24 มกราคม 2559. 
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 "เส้นทางรัก...เพชรามาถึงวันนี้ที่มีแต่ "ชรินทร์"". คมชัดลึก. 6 ตุลาคม 2552. สืบค้นเมื่อ 24 มกราคม 2559. 
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 "'ถ้ามีเขาเราคงไม่อ้างว้างอย่างนี้...' เพชรา ถึง มิตร ชัยบัญชา พี่ชายที่แสนดี". ไทยรัฐออนไลน์. 2 มกราคม 2554. สืบค้นเมื่อ 24 มกราคม 2559. 
  6. ย้อนฉากชีวิต 'เพชรา' 'เอก เชาวราษฎร์' dailynews.co.th
  7. พิสุทธินี, "ชรินทร์ นันทนาคร", นิตยสารลิปส์ ฉบับปักษ์หลังมกราคม 2553 หน้า 178-185
  8. 8.0 8.1 8.2 ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง (7 มกราคม 2559). "สิ่งดี ๆ ในโลกมืด จากปาก "เพชรา เชาวราษฎร์"". มติชนออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 24 มกราคม 2559. 
  9. ชีวิตในโลกมืด ของอดีตนางเอกนัยน์ตา หยาดน้ำผึ้งเพชรา เชาวราษฎร์ 14 พ.ค. 49 - 04:24 ไทยรัฐ
  10. วู้ดดี้เกิดมาคุย
  11. 30 ปีแห่งความหวังกับวันที่รอคอย dailynews.co.th
  12. ฮือฮา!! เพชรา เชาวราษฎร์ รับเป็นพรีเซ็นเตอร์เครื่องสำอางชื่อดัง
  13. อดีตดาราดัง เพชรา เชาวราษฎร์ รับพรีเซ็นเตอร์มิสทีน!!
  14. เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน เพชรา เชาวราษฎร์ ถ่ายโฆษณา
  15. หวานซึ้ง! ชรินทร์ ครวญเพลง"หยาดเพชร"ในวันเกิด เพชรา
  16. ยลโฉม “เพชรา เชาวราษฎร์” ในวัย 72 ปี
  17. เผยโฉมนางเอกตลอดกาล เพชรา เชาวราษฎร์ ปัจจุบันยังสวยเซี้ยะ!
  18. เพชรา เชาวราษฎร์ กับ 30 ปี ที่แฟน ๆ คิดถึง
  19. "เพชรา" ในความทรงจำ (ตอนที่ 1) ASTVผู้จัดการออนไลน์
  20. พิสุทธินี, "ชรินทร์ นันทนาคร", นิตยสารลิปส์ ฉบับปักษ์หลังมกราคม 2553 หน้า 178-185
  21. "ทายาท "เพชรา" มาแล้วจ้า ..."ตรี-นันทรัตน์ ชาวราษฎร์"". ผู้จัดการรายวัน. 16 เมษายน 2553. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2559. 
  22. "ตรี ท้าพิสูจน์บัตรประชาชนแอบอ้างเป็นหลาน เพชรา". อาร์วายทีไนน์. 27 กรกฎาคม 2553. สืบค้นเมื่อ 24 มกราคม 2559. 
  23. "‘ตรี’ สาวเซ็กซี่ไซส์มินิ คบแฟนแก่กว่า 1 รอบ พอใจอึ๋มเล็กพริกขี้หน". บ้านเมือง. 29 กันยายน 2556. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2559. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]