โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช
ตราประจำโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช
ประพฤติดี มีวัฒนธรรม นำสังคม
ข้อมูล
ชื่ออังกฤษ Benchama Maharat School
อักษรย่อ บ.ม. / B.M.
ประเภท โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ก่อตั้ง 28 กันยายน พ.ศ. 2458
เพลง มาร์ชเบ็ญจะมะมหาราช, ร่วมกายร่วมใจ, ชูเกียรติเบ็ญ

โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษประเภทสหศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขตที่ 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาสายสามัญ ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ แต่เดิมโรงเรียนนี้เคยเป็นโรงเรียนชายล้วนประจำมณฑลอุบลราชธานี คู่กับโรงเรียนนารีนุกูลที่เป็นโรงเรียนหญิงล้วนประจำจังหวัดอุบลราชธานีในสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และโรงเรียนชายล้วนประจำจังหวัดในสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว

ชื่อโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช[แก้]

ชื่อโรงเรียน "เบ็ญจะมะมหาราช" แห่งนี้แตกต่างจากโรงเรียนอื่นที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า "เบญจม" ทั้งหลาย เพราะถือเอาตามลายพระหัตถ์ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ได้ประทานนามไว้เมื่อปี พ.ศ. 2458 และเป็นโรงเรียนเดียวที่ต่อท้ายด้วย "มหาราช" ในประเทศไทย สำหรับชื่อในภาษาอังกฤษใช้ตามที่กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดให้ใช้ในการออกเอกสารใบรับรองผลการเรียนว่า Benchama Maharat School

ประวัติ[แก้]

การสถาปนา[แก้]

ภาพวาดอาคารเรียนหลังแรกของโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช

โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชมีจุดเริ่มต้นจากการจัดการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาลไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยในปี พ.ศ. 2439 พระญาณรักขิต (พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ - จันทร์ สิริจฺนโท) ได้มอบหมายให้พระมหาอ้วน ติสฺโส (สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดบรมนิวาส) และคณะ ทำการรวบรวมอุปกรณ์การศึกษาจากกรุงเทพมหานคร นำมาที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อจัดตั้งโรงเรียนขึ้นภายในบริเวณวัดสุปัฏนาราม เมื่อ พ.ศ. 2440 โดยใช้ชื่อว่า "โรงเรียนอุบลวิทยาคม" โรงเรียนนี้เปิดสอนนักเรียนทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ชายในวิชาภาษาบาลี และภาษาไทย ซึ่งในการนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทรัพย์จำนวน 10 ชั่ง เพื่อเป็นทุนในการใช้จ่ายในการเรียนการสอนโดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงใหญ่ต่างพระองค์ สำเร็จราชการมณฑลอีสานเป็นผู้แทนพระองค์ทรงนำมามอบให้[1]

ต่อมาโรงเรียนอุบลวิทยาคมมีจำนวนนักเรียนมากขึ้น ทำให้โรงเรียนคับแคบและชำรุดทรุดโทรม ทางราชการซึ่งมีพระยาศรีธรรมศกราช (ปิ๋ว บุนนาค) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุบลราชธานี ในขณะนั้นได้ดำริสร้างโรงเรียนขึ้นใหม่ที่มุมทุ่งศรีเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ใน พ.ศ. 2458 ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของโรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานีในปัจจุบัน เมื่อโรงเรียนได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้ประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2458 โดยพระยาศรีธรรมศกราชได้ทูลเชิญ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสนาธิการทหารบกซึ่งเสด็จมาตรวจราชการที่มณฑลอุบลราชธานีในเวลานั้น ทรงเป็นประธานประกอบพิธีเปิด และได้ประทานนามโรงเรียนว่า "โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลอุบลราชธานี เบ็ญจะมะมหาราช" เพื่อเป็นอนุสรณ์ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ได้ทรงออกใบประกาศตั้งนามโรงเรียนให้ไว้เป็นสำคัญด้วย ซึ่งโรงเรียนได้ใส่กรอบเก็บรักษาไว้จนกระทั่งบัดนี้[2]

โรงเรียนหลังที่สอง[แก้]

อาคารเรียนโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชหลังที่ 2 ถ่ายเมื่อประมาณ พ.ศ. 2496

โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชได้เปิดทำการสอนในที่ตั้งดังกล่าวมาจนถึง พ.ศ. 2477 ก็ประสบปัญหาสถานที่เรียนคับแคบอีกครั้ง เนื่องจากโรงเรียนได้ขยายชั้นเรียนและรับนักเรียนเพิ่มขึ้นจนล้นโรงเรียน ทางโรงเรียนจึงได้แบ่งนักเรียนชั้นต้นๆ แยกไปเรียนที่อื่น โดยใช้อาคารสโมสรเสือป่าเก่า (ตั้งอยู่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวเป็นสถานที่เรียน ส่วนนักเรียนชั้นปลายยังคงเรียนอยู่ในที่เดิม ก่อให้เกิดไม่สะดวกในการปกครองและการดูแลการเรียนการสอน

ต่อมาจังหวัดอุบลราชธานีได้รับงบประมาณจากทางราชการกว่า 4 หมื่นบาท เพื่อจัดสร้างอาคารเรียนหลังใหม่เพิ่มเติมในบริเวณกรมทหารเก่า (ซึ่งย้ายไปตั้งอยู่ที่อำเภอวารินชำราบ) ทางทิศตะวันตกของทุ่งศรีเมือง หรือด้านหลังของศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน โรงเรียนแห่งนี้มีเนื้อที่ราว 40 กว่าไร่ ทิศเหนือจรดถนนเบ็ญจะมะและวัดชัยมงคล ทิศใต้จรดถนนศรีณรงค์และวัดศรีอุบลรัตนาราม ทิศตะวันออกจรดถนนอุปราชและทุ่งศรีเมือง ทิศตะวันตกจรดบ้านประชาชนและป่าช้าโรมันคาทอลิก ตัวอาคารเรียนหลักเป็นอาคารเรียนไม้ 2 ชั้น ขนาด 20 ห้องเรียน ตั้งอยู่ตรงกลางของพื้นที่ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีสนามและเสาธงขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนพูนดินมีขาเสาธงสี่ขาตั้งอยู่หน้าอาคารเรียน [3] อาคารนี้เป็นอาคารหลังเดียวของโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชแห่งที่ 2 ที่ยังคงหลงเหลือในปัจจุบัน

เมื่อสร้างเสร็จโรงเรียนแห่งใหม่แล้วเสร็จ พระสารศาสตร์ประพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น มาเป็นประธานในพิธีเปิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2478 ในนามโรงเรียน "เบ็ญจะมะมหาราช" และได้เปิดสอนอยู่ในที่ตั้งแห่งนี้จนถึง พ.ศ. 2516 โรงเรียนจึงได้ย้ายที่ตั้งอีกครั้งมาอยู่ในที่ตั้งปัจจุบัน ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว โรงเรียนได้เปิดสอนชั้นเตรียมอุดมศึกษา แผนกวิทยาศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2489 และในปี พ.ศ. 2503 จึงเริ่มใช้หลักสูตรมัธยมศึกษา ตามแผนการศึกษาชาติ พุทธศักราช 2503 [4]

การย้ายโรงเรียนมายังที่ตั้งปัจจุบัน[แก้]

เหตุที่โรงเรียนต้องมีการย้ายที่ตั้งอีกครั้ง เนื่องจากในช่วงปี พ.ศ. 2511 - 2512 นายพัฒน์ บุณยรัตนพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีในขณะนั้นได้ตกลงกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ ในการยกที่ดินโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชให้ใช้สร้างเป็นศาลากลางจังหวัดหลังใหม่ แทนที่อาคารศาลากลางหลังเดิมที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2461 ซึ่งมีขนาดเล็กและคับแคบ (ศาลากลางแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของทุ่งศรีเมือง ตรงข้างกับวัดศรีอุบลรัตนาราม ปัจจุบันอาคารนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และมีการปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อุบลราชธานีในปัจจุบัน) การดำเนินการดังกล่าวนี้ทางจังหวัดไม่ได้แจ้งให้ทางโรงเรียนได้ทราบล่วงหน้า เพราะทางโรงเรียนรู้เรื่องนี้เมื่อมีการส่งเจ้าหน้าที่มาทำการการวางผังและปักหมุดสร้างอาคารศาลากลางจังหวัดหลังใหม่แล้ว

ประตูหน้าของโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชในปัจจุบัน

ทางราชการได้อนุมัติเงินงบประมาณ 11 ล้านบาทเศษ สร้างโรงเรียนขึ้นใหม่เพื่อให้โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชย้ายไปอยู่ที่ตำบลท่าวังหิน ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ แปลงเลขที่ 1776 เนื้อที่ประมาณ 150 ไร่ 15.9 ตารางวา ตั้งอยู่เลขที่ 600 ถนนสรรพสิทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี อาณาเขตทิศเหนือจรดบ้านพักอาจารย์สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี ทิศใต้ (ด้านหน้า) จรดถนนสรรพสิทธิ์ ทิศตะวันออกจรดซอยชื่นจิต ทิศตะวันตกจรดถนนหน้าที่ทำการการประปา โดยในขณะที่กำลังสร้างหลังใหม่นั้น โรงเรียนหลังเก่าก็ยังทำการสอนต่อไป เพื่อรอโรงเรียนที่กำลังสร้างใหม่ ส่วนศาลากลางจังหวัดก็ดำเนินการก่อสร้างไปพร้อมๆ กันจนแล้วเสร็จ จึงได้ทำการย้ายนักเรียนจากหลังเก่ามาเรียนในที่แห่งใหม่นี้ ใน พ.ศ. 2516 ในนาม "โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช" ตามเดิม มีนายอภัย จันทวิมล ปลัดกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นมาเป็นประธานในพิธีเปิด[5]

ปัจจุบันโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาส่วนภูมิภาคขนาดใหญ่พิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานอุบลราชธานีเขตที่ 1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เปิดสอนตามหลักสูตรสายสามัญ ตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 แบบสหศึกษา มีนักเรียนรวมทุกระดับชั้น 5,305 คน และคณาจารย์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ รวม 253 คน (ข้อมูลในปีการศึกษา 2550[6])

ทำเนียบผู้บริหารโรงเรียน[แก้]

รองอำมาตย์ตรี ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ อดีตครูใหญ่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช (พ.ศ. 2468 - 2474)
  1. ราชบุรุษ อุ่ม สุวรรณ พ.ศ. 2458
  2. อำมาตย์ตรี เจิม ยุวจิติ พ.ศ. 2459
  3. อำมาตย์ตรี ละมุน พ.ศ. 2460
  4. ราชบุรุษ ผึ่ง ผโลปการ พ.ศ. 2461
  5. รองอำมาตย์ตรี ขุนโกศลเศรษฐ์ พ.ศ. 2462- พ.ศ. 2466
  6. รองอำมาตย์ตรี ขุนประสงค์จรรยา พ.ศ. 2466 - พ.ศ. 2468
  7. รองอำมาตย์ตรี ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ พ.ศ. 2468 - พ.ศ. 2474
  8. รองอำมาตย์ตรี น้อม วนะรมย์ พ.ศ. 2474 - พ.ศ. 2483
  9. นายสกล สิงหไพศาล พ.ศ. 2483 - พ.ศ. 2486
  10. นายเข็บ พฤกษพิทักษ์ พ.ศ. 2486 - พ.ศ. 2505
  11. นายวินัย เกษมเศรษฐ พ.ศ. 2505 - พ.ศ. 2508
  12. นายขวัญ จันทนปุ่ม พ.ศ. 2507 - พ.ศ. 2518
  13. นายเนย วงศ์อุทุม พ.ศ. 2518 - พ.ศ. 2519
  14. นายบัญญัติ บูรณะหิรัญ พ.ศ. 2519 - พ.ศ. 2520
  15. นายอุดร มหาเมฆ พ.ศ. 2520 - พ.ศ. 2527
  16. นายคำพันธ์ คงนิล พ.ศ. 2527 - พ.ศ. 2532
  17. นายมงคล สุวรรณพงศ์ พ.ศ. 2532 - พ.ศ. 2534
  18. นายประดิษฐ์ ศรีวรมาศ พ.ศ. 2534 - พ.ศ. 2536
  19. นายวินัย เสาหิน พ.ศ. 2536 - พ.ศ. 2541
  20. นายสมพงษ์ โลมะรัตน์ พ.ศ. 2541 - พ.ศ. 2546
  21. นายอิทธิพล ทองปน พ.ศ. 2546 - พ.ศ. 2550
  22. นายสมจิต บุตรทองทิม พ.ศ. 2550 - พ.ศ. 2553
  23. นายประยงค์ แก่นลา พ.ศ. 2554 - ปัจจุบัน

สัญลักษณ์[แก้]

ตราสัญลักษณ์ 

ตราประจำโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชในระยะแรก น้อม วนะรมย์ อาจารย์ใหญ่ ได้กำหนดตราให้เป็นรูปต้นไทรมีอักษร ร เกี่ยวที่ลำต้นไทรมีเลข "๕" อยู่ด้านล่าง มีรัศมีกระจายเป็นวงรอบต้นไทร มีชายผ้าเป็นธงปลายสองแฉก และเขียนตรงกลางว่า "เบ็ญจะมะมหาราช" ไว้ด้านล่าง ต่อมา เปลี่ยนเป็นตราพระมหามงกุฎเปล่งรัศมีครอบเลข "๕" ตั้งอยู่บนฐานรูปดอกบัวบาน มีความหมายว่า เป็นโรงเรียนที่สถาปนาขึ้นเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ในพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี และตั้งอยู่ ณ จังหวัดอุบลราชธานี

สีธงประจำโรงเรียน 

ธงประจำโรงเรียนเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แบ่งครึ่งตามแนวนอน ครึ่งบนเป็นสีเขียว ครื่งล่างเป็นสีแดง สีดังกล่าวมาจากการแข่งขันกีฬาแต่เดิมไม่มีอัฒจันทร์สำหรับนั่งดู นักเรียนต่างรุมดูอยู่รอบสนามปะปนกัน เกิดปัญหาการกระทบกระทั่งกัน โรงเรียนจึงได้ทำธงสามเหลี่ยมสองผืน ผืนหนึ่งสีเขียวอีกสีหนึ่งสีแดง นำไปปักไว้เป็นเขตดูกีฬา

ต้นไม้ประจำโรงเรียน 

ในปี พ.ศ. 2480 น้อม วนะรมย์ อาจารย์ใหญ่ พร้อมด้วยนักเรียน ได้ปลูกต้นไทรไว้หลังโรงเรียนหลังที่ 2 (บริเวณศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีเดิม ที่ริมทุ่งศรีเมืองด้านทิศตะวันตก) ต้นไทรนั้นจึงเป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียน และนักเรียนโรงเรียนนี้มักเรียกตนว่าเป็นลูกแม่ไทรงาม

ปรัชญา

"ประพฤติดี มีวัฒนธรรม นำสังคม"

คติธรรม

"สุพฺพตธมมฺสํคโม วฑฺฒติ" (ผู้มีความประพฤติธรรม สังคมดี ย่อมเจริญ)

คำขวัญ

"วิชา กีฬา ดนตรี คือศักดิ์ศรีของเบ็ญฯ"

อัตลักษณ์

โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ได้กำหนดอัตลักษณ์ ของโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการพัฒนานักเรียน ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งโรงเรียน ปรัชญา คติพจน์ และวิสัยทัศน์ ของโรงเรียน โดยมีข้อความว่า "ต้นแบบคนดี ศักดิ์ศรีแห่ง "เบ็ญฯ" " ซึ่งหมายถึง การสร้างนักเรียนให้เป็นคนดีทุกๆ ด้าน มีความรู้ มีความเป็นผู้นำ เพื่อเป็นแบบอย่างการพัฒนาสังตมต่อไป ซึ่งจะนำมาซึ่ง ชื่อเสียงของสถาบัน คือ โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช

อาคารเรียน[แก้]

อาคารเรียนเดิม[แก้]

อาคารเรียนเดิมของโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช และพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ประจำอาคารศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ที่ริมทุ่งศรีเมืองด้านทิศตะวันตก (อาคารศาลากลางจังหวัดตั้งอยู่ระหว่างอาคารเรียนเดิมกับพระบรมราชานุสาวรีย์ ปัจจุบันถูกรื้อถอนแล้ว)

หลังการสร้างอาคารศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีที่ริมทุ่งศรีเมืองด้านทิศตะวันตก และมีการย้ายโรงเรียนไปที่บ้านท่าวังหินทั้งหมดใน พ.ศ. 2516 อาคารเรียนเดิมของโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชได้ถูกปรับปรุงให้มีการใช้ในราชการมาโดยตลอด โดยใช้เป็นที่ทำการของหน่วยงานต่างๆ ของจังหวัด ได้แก่ สัสดีจังหวัด สำนักงานธนารักษ์จังหวัด สำนักงานสถิติจังหวัด และสำนักงานพัฒนาอำเภอเมืองอุบลราชธานี จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2543 ได้มีการย้ายส่วนราชการออกทั้งหมด โดยบางส่วนของอาคารยังคงใช้เป็นสถานที่เก็บพัสดุ ต่อมากรมศิลปากรได้ทำการขึ้นทะเบียนอาคารเรียนหลังนี้เป็นโบราณสถานของชาติเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2545

เมื่อศาลากลางจังหวัดถูกเผาโดยกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติในจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นการตอบโต้การสลายการชุมนุมของรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553[7] หลังเหตุการณ์สงบได้มีการสำรวจความเสียหาย ปรากฏว่าอาคารศาลากลางจังหวัดเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถใช้การได้[8] ส่วนอาคารเรียนเดิมโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ทางจังหวัดจึงได้ทำการรื้อถอนและย้ายสำนักงานของส่วนราชการที่ตั้งอยู่ในอาคารศาลากลางจังหวัดไปอยู่ที่สถาบันพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศ.อ.ศ.อ. เป็นการชั่วคราว เพื่อรอการสร้างศาลากลางหลังใหม่ที่บริเวณตำบลห้วยแจระแมจนกว่าจะแล้วเสร็จ โดยจะอยู่ห่างจากศาลากลางแห่งนี้ออกไปทางทิศเหนือของตัวเมืองราว 9 กิโลเมตร (ซึ่งทางจังหวัดมีโครงการจะย้ายศูนย์ราชการไปรวมกันที่นั่นอยู่แล้วก่อนจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น)[9] สำหรับอาคารเรียนโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชหลังเดิมและบริเวณโดยรอบนั้น ได้มีการปรับปรุงเพื่อเตรียมจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองอุบลราชธานี โดยความร่วมมือของกรมศิลปากร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เบ็ญจะมะมหาราชสมาคม และเครือข่ายภูมิพลังเมืองอุบลราชธานี[10]

อาคารเรียนปัจจุบัน[แก้]

อาคารเรียนหลักของโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชในที่ตั้งปัจจุบันมีทั้งหมด 6 อาคาร เมื่อแรกสร้างโรงเรียนใหม่ใน พ.ศ. 2513 นั้น มีอาคารเรียนหลักเพียง 5 หลัง ทางโรงเรียนได้กำหนดชื่ออาคารเรียนหลักทั้งหมดตามพระราชสมัญญานามของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และผู้ประทานนามโรงเรียนคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ดังนี้

  • มหาราช คือ อาคารเรียนวิทยาศาสตร์
  • จักรพงษ์ คือ อาคารเรียนที่ 1 ตึกอำนวยการ เป็นที่ตั้งของห้องประชาสัมพันธ์ ห้องผู้ช่วยผู้อำนวยการ ห้องคอมพิวเตอร์ และห้องเรียนวิชาวิทยาศาสตร์
  • ภูวนาถ คือ อาคารเรียนที่ 2 เป็นที่ตั้งของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและห้องพยาบาล
  • ปิยะ คือ อาคารเรียนที่ 3 เป็นที่ตั้งของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
  • ประชานาถ คือ อาคารเรียนที่ 4 เป็นที่ตั้งของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
อาคารเรียนสิรินธร ในวันทำพิธีเปิด

ต่อมาเมื่อมีนักเรียนจำนวนนักเรียนมากขึ้นใกล้จำนวน 5,000 คน ทำให้เกิดปัญหาความแออัดในการจัดการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก เนื่องจากจำนวนนักเรียนต่อห้องโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 50 คนโดยประมาณ แต่จำนวนห้องเรียนมีไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียนที่นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทางโรงเรียนจึงดำเนินการของบประมาณจากทางรัฐบาลเพื่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติม เป็นอาคารเรียนแบบ 324 ล.41 (หลังคาทรงไทย) 4 ชั้น 24 ห้องเรียน ชั้นล่างใต้ถุนโล่ง ชั้นที่ 2, 3 และ 4 แบ่งเป็นห้องเรียน 20 ห้อง ห้องสำนักงาน 2 ห้อง และห้องปฏิบัติการพิเศษ 2 ห้อง โดยได้รับงบประมาณในปี พ.ศ. 2543 จำนวน 19,837,000 บาท สร้างแล้วเสร็จและใช้งานในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2544

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเปิดป้ายอาคารสิรินธร โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช

ทางโรงเรียนได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีใช้ชื่ออาคารว่า สิรินธร พร้อมอัญเชิญพระนามาภิไธย ส.ธ. ประดิษฐานที่ป้ายชื่ออาคาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตตามที่กราบบังคมทูล เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเปิดป้ายอาคารสิรินธร โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ในวันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2545

นอกจากนี้ยังมีอาคารเรียนอื่น ๆ ได้แก่

  • อาคารเรียนชั่วคราว เป็นอาคารเรียนก่ออิฐโครงไม้ชั้นเดียว สร้างเป็นห้องแถวยาวติดกัน 7 ห้อง ตั้งอยู่ด้านหลังอาคารเรียนที่ 4 ติดกับแนวรั้วหลังโรงเรียน ที่นี่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องเรียนรวมชั่วคราวก่อนจะมีการสร้างอาคารสิรินธร ปัจจุบัน มีการรื้อถอนและได้ทำการสร้างตึกเรียนหลังใหม่ขึ้น
  • อาคารเรียนคหกรรม
  • อาคารเรียนศิลปศึกษา
  • อาคารเรียนวิชาช่างต่างๆ
  • อาคารเรียนวิชาเกษตรกรรม
  • อาคารเรียนวิชาพื้นฐานธุรกิจ
  • อาคารเกียรติสุรนนท์
  • อาคารเรียนโครงการโรงเรียนสองภาษา (English Program)
  • อาคารเรียนโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ (EEP)
  • อาคารเรียนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา
  • หอประชุมสุนีย์ ตริยางค์กูลศรี
  • หอประชุมเบญจาณุสรณ์
  • ห้องสมุดกาญจนาภิเษก

เกียรติประวัติ[แก้]

จากประวัติอันยาวนานของเบ็ญจะมะมหาราช สถาบันการศึกษาแห่งนี้ได้ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคมและประเทศชาติเป็นจำนวนมาก มีศิษย์เก่าจำนวนมากมายที่ออกไปทำคุณประโยชน์และชื่อเสียงเกียรติคุณแก่ประเทศชาติ ในส่วนของสถานศึกษาเองก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นโรงเรียนที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนดีเด่น ดังนี้

พ.ศ. 2527
  • ได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทานดีเด่นขนาดใหญ่ ระดับมัธยมศึกษา เขตการศึกษา 10 (ครั้งที่ 1)
พ.ศ. 2528
  • ได้รับเลือกเป็นศูนย์พัฒนาการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ (ERIC) และศูนย์ประสานงาน AFS
พ.ศ. 2533
  • ได้รับเกียรติบัตรห้องสมุดดีเด่น จาก สมาคมห้องสมุด แห่งประเทศไทย
พ.ศ. 2536
  • นักเรียนได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ในการโต้คารมมัธยมศึกษา รุ่นที่ 4
พ.ศ. 2537
  • ได้รับเลือกเป็นศูนย์พัฒนาวิชาการระดับจังหวัด 5 ศูนย์วิชา
พ.ศ. 2538
  • ได้รับเลือกเป็นศูนย์นวัตกรรมและนิเทศทางไกล กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 10
  • ได้รับรางวัลโรงเรียนจัดสิ่งแวดล้อมดีเด่น มาตรฐานเหรียญทอง
  • ได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทานดีเด่นขนาดใหญ่ ระดับมัธยมศึกษา เขตการศึกษา 10 (ครั้งที่ 2)
พ.ศ. 2539
  • ได้รับคัดเลือกจาก กรมสามัญศึกษา ให้ห้องสมุดเป็น "ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก"
  • พ.ศ. 2540
  • ได้รับเกียรติบัตร การเข้าร่วมแสดงผลงานสารสนเทศโรงเรียน โรงเรียนขนาดใหญ่ ในงานทางวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเฉลิมพระเกียรติปีกาญจนาภิเษก และนิทรรศการการแสดงผลงานการปฏิรูปการศึกษา โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา ระดับประเทศ
พ.ศ. 2542
  • ได้รับการคัดเลือกเป็นโรงเรียนนำร่องการพัฒนาหลักสูตรของโรงเรียนในโครงการเงินกู้ธนาคารโลก
  • ได้รับการคัดเลือกเป็นโรงเรียนนำร่องโครงการรุ่งอรุณ
  • ได้รับการคัดเลือกเป็นโรงเรียนนำร่องการพัฒนาหลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
พ.ศ. 2544
  • ได้รับการคัดเลือกเป็นโรงเรียนแกนนำคุณภาพปฏิรูปการศึกษา ของกรมสามัญศึกษา
  • ได้รับคัดเลือกจากกรมสามัญศึกษาให้ "ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก" เป็น "ห้องสมุดโรงเรียนดีเด่น กรมสามัญศึกษา ประจำปี 2544"
  • ได้รับเกียรติบัตรกรมสามัญศึกษา เป็นโรงเรียนจัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนดีเด่น
พ.ศ. 2545
  • ได้รับการคัดเลือกเป็นโรงเรียนปฏิรูปการศึกษาดีเด่น กรมสามัญศึกษา
พ.ศ. 2546
  • ได้รับรางวัล เว็บไซต์ชนะเลิศประเภททั่วไป ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
พ.ศ. 2549
  • ได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทานดีเด่นขนาดใหญ่พิเศษ ระดับมัธยมศึกษา (ครั้งที่ 3)

การแข่งขันโอลิมปิกทางวิชาการระหว่างประเทศ[แก้]

การแข่งขันโอลิมปิกทางวิชาการระหว่างประเทศ เป็นการแข่งขันความสามารถพิเศษในด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ของเยาวชนที่มีอายุไม่เกิน 20 ปี จากทั่วโลก ประเทศไทยได้ส่งเยาวชนเข้าร่วมแข่งขันเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2532 ในสาขาวิชาคณิตศาสตร์เพียงวิชาเดียวและได้เพิ่มวิชาอื่นๆ ในปีต่อมาจนครบ 5 วิชา คือ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยาและสาขาคอมพิวเตอร์

สำหรับนักเรียนโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นเยาวชนตัวแทนเข้าแข่งขัน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 จนถึงปัจจุบัน มีทั้งหมด 6 คน โดยเป็นสาขาวิชาคณิตศาสตร์ 2 คน สาขา วิชาฟิสิกส์ 3 คน และสาขาวิชาชีววิทยา 1 คน ดังนี้

  • นายราชวัติ ดาโรจน์ คณิตศาสตร์โอลิมปิกที่ ประเทศสาธารณรัฐเยอรมัน พ.ศ. 2532
  • นายปริญญา ชำนาญ ฟิสิกส์โอลิมปิกที่ ประเทศสาธารณรัฐคิวบา พ.ศ. 2534
  • นายพิเชษฐ์ บุญหนุน ฟิสิกส์โอลิมปิก ที่ ประเทศออสเตรเลีย พ.ศ. 2538
  • นายนฤนาท โลมะรัตน์ ชีววิทยาโอลิมปิก ที่ ประเทศยูเครน พ.ศ. 2539 ได้รับรางวัล เหรียญทองแดง
  • นายมนตรี นรมัตถ์ ฟิสิกส์โอลิมปิก ที่ ประเทศไอซ์แลนด์ พ.ศ. 2540
  • นายเฉลิมพงศ์ วรวรรโณทัย คณิตศาสตร์โอลิมปิก ที่ ประเทศเกาหลีใต้ พ.ศ. 2543


ทีมเชียร์ลีดเดอร์ BMC โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช[แก้]

ได้รางวัลชนะเลิศระดับประเทศไทย ในการแข่งขันรายการ ซีคอนสแควร์เชียร์ลีดดิ้ง ในปี 2003 และในปี 2008-2010 สามสมัยซ้อน ได้ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาไว้ในการครอบครอง

ในปี2010

เป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งขันเชียร์ลีดดิ้งชิงแชมป์โลก ณ สวนสนุกดิสนีย์เวิร์ล รัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา ในรายการ International Cheer Union 2010 และรายการ The Cheerleading World 2010 ประเทศไทยได้รับรางวัลคะแนนรวมสูงสุดอันดับที่2ของโลก

ปี2011

เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันเชียร์ลีดดิ้งชิงแชมป์โลก ณ เมืองโกลโคส ประเทศออสเตรเลีย ได้รับรางวัลชนะเลิศกลับมา

และในปี 2013

ได้รับรางวัลชนะเลิศอีกครั้ง ในรายการซีคอนสแควร์เชียร์ลีดดิ้ง ชิงแชมป์ประเทศไทย

ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "ปฐมการศึกษาของเมืองอุบลราชธานี". สืบค้นเมื่อ 2007-09-24. 
  2. "การสถาปนาโรงเรียน". สืบค้นเมื่อ 2007-09-24. 
  3. "อาคารเรียนหลังที่สอง". สืบค้นเมื่อ 2007-09-24. 
  4. "ที่มาของไทรงามและธงสีเขียวแดง". สืบค้นเมื่อ 2007-09-24. 
  5. "โรงเรียนหลังที่ 3 ณ ที่ตั้งปัจจุบัน". สืบค้นเมื่อ 2007-09-24. 
  6. "สารสนเทศครูและนักเรียนโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช". สืบค้นเมื่อ 2007-09-24. 
  7. อุบลฯ ฮือเผาศาลากลาง ถูกยิงเจ็บ 6 ราย. ไทยรัฐออนไลน์ (19 พฤษภาคม 2553). สืบค้นวันที่ 12 เมษายน 2554.
  8. เล็งชงครม.ของบ1.3พันล้านสร้างศาลากลางถูกเผา. คมชัดลึก (24 พฤษภาคม 2553). สืบค้นวันที่ 12 เมษายน 2554.
  9. "ความคืบหน้าของศูนย์ราชการจังหวัดอุบลราชธานี". สืบค้นเมื่อ 2010-04-12. 
  10. guideubon.com (2011-02-09). "อาคารเรียน ร.ร.เบ็ญจะมะมหาราช ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น". สืบค้นเมื่อ 2011-04-12. 
  11. 11.0 11.1 OSK Network
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 12.4 ศิษย์เก่าดีเด่นเบ็ญจะมะมหาราช (ข้อมูลจากเบ็ญจะมะมหาราชสมาคม)
  13. โครงการแผนที่วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
  14. 14.0 14.1 เมืองอุบลฯ กับวงการแพทย์ (Guideubon.com)
  15. รชต กิตติโกสินท์

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 15°14′20″N 104°50′26″E / 15.23886°N 104.840534°E / 15.23886; 104.840534