วชิราวุธวิทยาลัย
| วชิราวุธวิทยาลัย | |
|---|---|
| ที่อยู่ | |
| 197 ถนนราชวิถี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 |
|
| ข้อมูล | |
| ชื่ออังกฤษ | Vajiravudh College |
| ประเภท | โรงเรียนเอกชน |
| สถาปนา | 29 ธันวาคม พ.ศ. 2453 |
| ผู้ก่อตั้ง | พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว |
| รหัส | 1110100022 (ใหม่) 81100205 (เก่า) |
| เพลง | เพลงมหาวชิราวุธราชสดุดี |
| สังกัดการศึกษา | สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน |
| เว็บไซต์ | http://www.vajiravudh.ac.th |
วชิราวุธวิทยาลัย เป็นโรงเรียนประจำชาย(โรงเรียนชายล้วน) สถาปนาขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อสร้างโรงเรียนแก่กุลบุตรชาวไทยแทนการสร้างพระอารามซึ่งมีอยู่มากแล้วนั้น ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้มีพระบรมราชโองการให้รวมโรงเรียนมหาดเล็กหลวง กรุงเทพ โรงเรียนราชวิทยาลัยและโรงเรียนพรานหลวง เข้าด้วยกัน โดยให้นักเรียนย้ายมาเรียนรวมกันที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงกรุงเทพ พร้อมทั้งได้พระราชทานนามโรงเรียนขึ้นใหม่ว่า “วชิราวุธวิทยาลัย” เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดโรงเรียนสืบต่อไป
วชิราวุธวิทยาลัยมีตึกที่พักนักเรียน เรียกว่า "คณะ" เป็นเสมือนบ้านของนักเรียน แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ คณะเด็กโต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม แบ่งออกเป็น ๖ ตณะ คือ คณะผู้บังคับการ คณะดุสิต คณะจิตรดา คณะพญาไท คณะจงรักภักดี คณะศักดิ์ศรีมงคล ส่วนคณะเด็กเล็กสำหรับนักเรียนชั้นประถม แบ่งออกเป็น ๓ คณะ คือ คณะสนามจันทร์ คณะนันทอุทยาน และ คณะสราญรมย์ นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังส่งเสริมให้นักเรียนได้เล่นกีฬาต่าง ๆ เช่น รักบี้ฟุตบอล แบดมินตัน นอกจากนี้ ยังมีการจัดการแข่งขันรักบี้ประเพณีกับมาเลย์ คอลเลจ (Malay College Kuala Kangsar) จากประเทศมาเลเซีย เป็นประจำทุก ๆ ปี
ปัจจุบัน ดำเนินการสอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตั้งอยู่ที่ ถนนราชวิถี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
เนื้อหา |
[แก้] ประวัติ
พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกำเนิดโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2453 เพื่อโรงเรียนแห่งนี้เป็นสถาบันที่ให้การศึกษาอย่างแท้จริงแก่กุลบุตรชาวไทย และเป็นเสมือนพระอารามหลวงประจำรัชกาล ซึ่งมิได้โปรดฯ ให้สร้างขึ้น เพราะทรงมีพระราชดำริว่า ในรัชสมัยของพระองค์พระอารามหลวงต่างๆ มีอยู่มากแล้ว หากจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอารามหลวงขึ้นอีกก็จะเป็นพระราชภาระในการปฏิสังขรณ์อีกโดยมิควร ประกอบกับในรัชสมัยของพระองค์นั้นการศึกษาได้เปลี่ยนแปลงไป มิได้อยู่กับวัดดังเช่นกาลก่อน นักเรียนต้องการครูบาอาจารย์ที่เป็นคฤหัสถ์ เพื่อทำการอบรมสั่งสอน[1] ดังนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนขึ้นตามแบบโรงเรียนรัฐบาลของประเทศอังกฤษ และพระราชทานนามโรงเรียนแห่งนี้ว่า "โรงเรียนมหาดเล็กหลวง"[2]
ในการสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง พระองค์ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดสร้างอาคารเรียนชั่วคราวเป็นเรือนไม้ หลังคามุงจากขึ้นก่อนในที่ดินส่วนพระองค์ที่สวนกระจัง ริมคลองเปรมประชากร ตำบลสวนดุสิต แล้วโปรดฯ ให้ย้ายนักเรียนมหาดเล็กหลวงซึ่งเปิดการสอนเป็นการชั่วคราวจากโรงเรียนราชกุมาร (เก่า) ใกล้หอพิธีพราหมณ์ในพระบรมมหาราชวัง มาดำเนินการสอนในสถานที่ซึ่งพระราชทานให้ใหม่นี้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2454 ต่อมาใน พ.ศ. 2458 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กรมศิลปากรมาดำเนินการก่อสร้างอาคารถาวรของโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ซึ่งประกอบด้วยหอประชุมและอาคารที่พักของนักเรียนที่มุมโรงเรียนอีก 4 หลัง[3] และได้ทรงพระมหากรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาพระฤกษ์สร้างอาคารโรงเรียนเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2458[1] ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2459 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โอนโรงเรียนราชวิทยาลัยจากกระทรวงยุติธรรมมาไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่อีกแห่งหนึ่งใน พ.ศ. 2459
การดำเนินการศึกษาในโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จำต้องยุติลง เนื่องจากพระองค์ได้ด่วนเสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ในรัชสมัยต่อมา ประเทศสยามต้องประสบสภาวะฝืดเคืองทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จึงทำให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจำต้องทรงตัดทอนรายจ่ายส่วนพระองค์ลง ทั้งนี้เพื่อให้การเงินในประเทศเข้าสู่สมดุล ดังนั้น ใน พ.ศ. 2469 ได้มีพระบรมราชโองการให้รวมโรงเรียนมหาดเล็กหลวงกรุงเทพฯ โรงเรียนราชวิทยาลัยและโรงเรียนพรานหลวงเข้าด้วยกัน โดยให้ย้ายนักเรียนมาเรียนรวมกันที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงกรุงเทพ และได้พระราชทานนามโรงเรียนให้ใหม่ว่า “วชิราวุธวิทยาลัย” เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดโรงเรียนสืบต่อไป[4]
[แก้] ผู้บังคับการ
ผู้บังคับการ คือ ผู้ที่มีความรับผิดชอบสูงสุดในการดูแลจัดการวชิราวุธวิทยาลัย เป็นทั้งหัวหน้าฝ่ายบริหาร และครูใหญ่ รวมทั้งผู้รับใบอนุญาตผู้จัดการโรงเรียน ทั้งนี้ ผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย ต้องเป็นผู้ที่ผ่านพระบรมราชานุมัติจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว
รายนามอาจารย์ใหญ่และผู้บังคับจากอดีตถึงปัจจุบัน:
อาจารย์ใหญ่
- พ.ศ. 2453 - 2455 - พระโอวาทวรกิจ (เหม ผลพันธิน)
- พ.ศ. 2455 - 2458 - พระอภิรักษ์ราชฤทธิ์ (ศร ศรเกตุ)
ผู้บังคับการ
- พ.ศ. 2458 - 2460 - พระยาบริหารราชมานพ (ศร ศรเกตุ)
- พ.ศ. 2460 - 2469 - พระยาบรมบาทบำรุง (พิณ ศรีวรรธนะ)
- พ.ศ. 2469 - 2476 - พระยาปรีชานุสาสน์ (เสริญ ปันยารชุน)
- พ.ศ. 2476 - 2478 - พระยาบรมบาทบำรุง (พิณ ศรีวรรธนะ)
- พ.ศ. 2478 - 2485 - พระพณิชยสารวิเทศ (ผาด มนตธาตุผลิน)
- พ.ศ. 2486 - 2518 - พระยาภะรตราชา (ม.ล.ทศทิศ อิศรเสนา)
- พ.ศ. 2519 - 2538 - ศาสตราจารย์ ดร. กัลย์ อิศรเสนา ณ อยุธยา
- พ.ศ. 2539 - 2550 - ศาสตราจารย์ ดร. ชัยอนันต์ สมุทวณิช
- พ.ศ. 2550 - ปัจจุบัน - ดร.สาโรจน์ ลีสวรรค์
[แก้] ชีวิตนักเรียนประจำ
[แก้] กีฬา
วชิราวุธวิทยาลัยส่งเสริมให้นักเรียนได้เล่นกีฬา รวมทั้ง มีการจัดการแข่งขันกีฬาภายในทุกปี โดยมีการแบ่งประเภทกีฬาออกเป็นภาคการศึกษา ดังนี้
- ภาควิสาขะ : รักบี้ฟุตบอล สควอช ไฟฟ์
- ภาคปวารณา : บาสเกตบอล ฟุตบอล ว่ายน้ำ
- ภาคมาฆะ : เทนนิส กรีฑา แบดมินตัน วอลเลย์บอล ระเบียบแถว
โดยกีฬาแต่ละประเภทที่แข่งขัน คณะที่ชนะเลิศจะได้รับถ้วยรางวัลซึ่งแต่ละถ้วยรางวัลจะเป็นถ้วยรางวัลที่ได้รับพระราชทาน อาทิเช่น ถ้วยชนะเลิศรักบี้ฟุตบอลรุ่นใหญ่ เป็นถ้วยพระราชทานของ กีฬาหลักของโรงเรียน คือ รักบี้ โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่ารักบี้นั้นจะเป็นกีฬาที่สอนให้นักเรียนรู้จักแพ้ ชนะ และอภัย และจะฝึกให้นักเรียนเป็นสุภาพบุรุษอย่างสมบูรณ์แบบ รักบี้ประเพณีกับมาเลย์ คอลเลจ (Malay College Kuala Kangsar) จากประเทศมาเลเซียจะถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุก ๆ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 และรักบี้ประเพณีกับ Saad foundation school ประเทศมาเลเซีย[5]
[แก้] หอพัก หรือ คณะ
วชิราวุธวิทยาลัยมีหอพัก หรือที่เรียกว่า "คณะ" เพื่อให้นักเรียนใช้เป็นที่พักอาศัยในช่วงระหว่างที่อยู่โรงเรียนสองอาทิตย์ คณะหนึ่งนั้นจะมีนักเรียนประมาณ 80 คน แต่ละคณะนั้นจะแบ่งกระจายนักเรียนของแต่ละชั้นเรียนให้เท่า ๆ กัน แบ่งเป็นสองฝั่ง คือ คณะเด็กใน และ คณะเด็กเล็ก
โดยที่คณะเด็กในจะใช้เป็นที่พักพิงของนักเรียนตั้งแต่ชั้น ม.1 ถึง ม.6 ทั้งนี้ มีด้วยกันอยู่ 6 คณะ คือ คณะผู้บังคับการ คณะดุสิต คณะจิตรดา คณะพญาไท คณะจงรักภักดี คณะศักดิ์ศรีมงคล
ส่วนคณะเด็กเล็กนั้นจะใช้เป็นที่พักของเด็กนักเรียนชั้น ป.4 ถึง ม.1 เมื่อนักเรียนแต่ละคนเข้าเรียนชั้น ม.1 แล้วจะทำการย้ายเข้าไปอยู่เด็กในกับรุ่นพี่ คณะของคณะเด็กเล็ก ได้แก่ คณะสนามจันทร์ คณะนันทอุทยาน และ คณะสราญรมย์
การปกครองของคณะเด็กใน และเด็กเล็กนั้นจะต่างกันเพียงเล็กน้อย โดยคณะเด็กเล็กนั้นจะมีผู้กำกับ และครูผู้ช่วยมาช่วยดูแล และควบคุมเด็ก ๆ ส่วนคณะเด็กในนั้นจะมีเพียงผู้กำกับคณะคอยดูแล และหน้าที่ควบคุมเด็กในคณะนั้นจะตกอยู่กับรุ่นพี่หัวหน้าคณะโดยมีผู้กำกับคณะเป็นที่ปรึกษา
การปกครองในคณะเด็กในนั้นจะเป็นระบบรุ่นพี่ รุ่นน้อง โดยจะเน้นอยู่ว่า "การจะเป็นผู้นำที่ดีได้ ต้องเคยเป็นผู้ตามที่ดีมาก่อน" ดังนั้น ก่อนที่นักเรียนแต่ละคนจะมาเป็นหัวหน้าคณะปกครองรุ่นน้อง ก็จะเคยเป็นผู้ตามถูกปกครองโดยรุ่นพี่มาก่อน และเรียนรู้การปกครองนั้นมาปกครองรุ่นน้องถัด ๆ ไป
6.00 น. || ตื่นนอน
7.00 น. || เรียนคาบ 1
8.00 น. || อาหารเช้า
8.30 น. || สวดมนต์
9.00 น. || เรียนคาบ 2 - 6
13.30 น. || อาหารกลางวัน
14.00-15.00 น. || กิจกรรมดนตรี/ศิลปะ
16.00-17.30 น. ||กีฬา
17.30 น. || อาบน้ำ / เวลาอิสระ
18.15 น. || อาหารเย็น
19.00 - 20.45 น. || PREP : คณะเด็กเล็ก และ เด็กใน
20.45-21.00 น. || เวลาอิสระ / เด็กเล็กเข้านอน
21.00 น. || สวดมนต์
21.30 น. || ปิดไฟเข้านอนของ Junior
22.00 น. || ปิดไฟเข้านอนของ Senior
[แก้] ประเพณีโรงเรียน
[แก้] เครื่องแต่งกาย
การแต่งกายของนักเรียนวชิราวุธเมื่อยามที่โรงเรียนมีงานพิธีสำคัญ นักเรียนจะแต่งกายด้วยชุดราชปะแตน ซึ่งเป็นชุดพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ให้นักเรียนแต่งตัวให้มีระเบียบเรียบร้อย โดยชุดนั้นประกอบไปด้วย[6]
- เสื้อนอกคอปิดสีขาวแบบราชการ ปากกระเป๋ามีปกสำหรับกระเป๋าบน ใช้กระดุมเงินตราพระมหามงกุฎ 5 เม็ด
- แผ่นคอ พื้นเป็นกำมะหยี่สีน้ำเงินแก่ มีแถบเงินกว้างขนาด 1 เซนติเมตร พาดกลาง ถ้าเป็นอาจารย์หรือครู จะใช้แถบอย่างเดียวกัน ล้อมกรอบแผ่นคอ
- กางเกง ใช้สีน้ำเงินแก่ ยาวลงมาแค่ครึ่งเข่า
- หมวก ในการเปิดโรงเรียนตอนแรกใช้หมวกแก๊ปทรงหม้อตาล สีน้ำเงินแก่ ใช้แก๊ปหนังมันดำ มีสายรัดคางหนังมันดำ ติดดุมพระมหามงกุฎขนาดเล็กลงที่ขอบหมวก ผ้าพันหมวกเป็นสีน้ำเงินมีแถบขาวพาดกลาง ต้นปี พ.ศ. 2458 จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำหมวกหนีบมาใช้ที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเป็นครั้งแรก ตัวหมวกส่วนบนเป็นสีขาว ซีกที่พับเป็นสีน้ำเงิน ปัจจุบันได้ใช้เป็นสีน้ำเงินแก่ทั้งหมด
- ถุงเท้าสีดำยาวถึงหัวเข่า และรองเท้าหนังผูกเชือกสีดำ
[แก้] เพลงโรงเรียน
หนึ่งในประเพณีของวชิราวุธวิทยาลัย คือ การร้องเพลงในงานสำคัญต่างๆ รวมถึงเพลงเชียร์กีฬา โดยเพลงที่มักจะได้ยินบ่อยๆ มีดังนี้
- เพลงมหาวชิราวุธราชสดุดี ประพันธ์โดยท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา และทำนองโดย โฉลก เนตรสูตร เป็นเพลงประจำโรงเรียนมักถูกขับร้องในงานพิธีสำคัญ เพื่อเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้สถาปนาโรงเรียน
- เพลง Graduates Song Goodbye เป็นเพลงภาษาอังกฤษทำนองและเนื้อร้องโดย F.Rico ถูกขับร้องในงานพระราชทานประกาศนียบัตรนักเรียนเก่า โดยนักเรียนปัจจุบันที่กำลังจะจบการศึกษา เนื้อหาของเพลงนั้นเพื่อนึกถึงอนาคตเมื่อออกไปจากโรงเรียน และรำลึกถึงชีวิตในโรงเรียน
- เพลงอีกสี่สิบปี ประพันธ์โดยท่านผู้หญิงดุษฎีมาลา มาลากุล ณ อยุธยา ทำนองนั้นคัดมาจาก Forty Years On ของโรงเรียนแฮร์โรว ในอังกฤษ มักถูกร้องในงานราชพิธีสำคัญ เนื้อหาในเพลงเพื่อรำลึกถึงชีวิตในโรงเรียน
- เพลงเราเด็กในหลวง พระราชนิพนธ์โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำนอง สิงโตเล่นหาง เป็นเพลงกลอนบรรเลงโดยวงดนตรีไทย เป็นเพลงปฏิญาณนึกถึงความสำคัญของนักเรียนมหาดเล็ก ดังมีตัวอย่างท่อนจบว่า "รักษาชาติศาสนากว่าจะตาย เป็นผู้ชายชาติไทยไม่ลืมเอย"
- เพลงเชียร์กีฬา มักถูกขับร้องในการแข่งขันรักบี้ระหว่างโรงเรียน นอกจากนั้นสำหรับการแข่งขันภายใน แต่ละคณะก็จะมีเพลงเชีย์กีฬาของตัวเองอีกด้วย
- เพลงจรรยานักกีฬา เป็นเพลงกลอนมักถูกขับร้องก่อนการแข่งขันกีฬาระหว่างคณะ เพื่อนึกถึงจรรยาของนักกีฬา
นอกจากนี้ยังมีเพลงอีกมากมายต้องหาในหนังสือสวดมนต์ของรร.
[แก้] อาคารเรียน
อาคารเรียน พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกำเนิดโรงเรียนมหาดเล็กหลวง โดยพระราชทานที่ดินและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ซึ่งลักษณะของหอประชุม หอนาฬิกา อาคารจิตรลดา และตึกขาว เป็นอาคารที่มีรูปแบบของสถาปัตยกรรมไทย ผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันตก โดยได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปี พ.ศ. 2525 [7]
[แก้] นักเรียนเก่าที่มีชื่อเสียง
- จักรพันธุ์ โปษยกฤต นักเขียน ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพุทธศักราช 2543
- จุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา องคมนตรี อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา
- หม่อมราชวงศ์เจตจันทร์ ประวิตร ประธานผู้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลราชประชา และนายกสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย
- ชัยอนันต์ สมุทวณิช ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ นายกราชบัณฑิตยสถาน
- เชาวน์ ณ ศีลวันต์ องคมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อดีตสมาชิกวุฒิสภา
- หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล นักการเกษตร
- นิธิ สถาปิตานนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (แบบร่วมสมัย) ประจำปีพุทธศักราช 2545
- พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี อดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
- ไพโรจน์ ไชยพร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
- วิจิตร คุณาวุฒิ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง
- พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
- หม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- เจ้าวงศ์สักก์ ณ เชียงใหม่ นัดดา (หลานปู่) ในพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
- หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล นักโบราณคดี บุคคลแรกที่พบทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร
- สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นายกสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- อดิศัย โพธารามิก อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงศึกษาธิการ
- พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
- หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้เขียนบท ผู้อำนวยการผลิตภาพยนตร์
- ประสพสุข บุญเดช ผู้พิพากษาศาลฎีกา อดีตประธานวุฒิสภา
- จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด
- พระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย
- สุรพล เศวตเศรณี ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
[แก้] อ้างอิง
- ^ 1.0 1.1 ราชกิจาจานุเบกษา, การก่อพระฤกษ์โรงเรียนมหาดเล็กหลวง , เล่ม ๓๒, ตอน ง, ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๘, หน้า ๒๒๖๔
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง ย้ายโรงเรียนมหาดเล็กข้าหลวงเดิม, เล่ม ๒๘, ตอน ๐ง, ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๔, หน้า ๑๕
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ซึ่งบรรจุไว้ในศิลาพระฤกษ์โรงเรียนมหาดเล็กหลวง, เล่ม ๓๒, ตอน ง, ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๘, หน้า ๒๒๖๖
- ^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศ วางรูปการและพระราชทานนามโรงเรียนมหาดเล็กหลวง, เล่ม ๔๓, ตอน ๐ก, ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๙, หน้า ๙๕
- ^ วชิราวุธาสาส์น : รายงานประจำปี 2548 หน้า 52 จาก โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย
- ^ ข้อบังคับเครื่องแต่งกายนักเรียนมหาดเล็กหลวง
- ^ สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ : อาคารอนุรักษ์ ประจำปี 2525 อาคารเรียน โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
- โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย
- สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยฯ
- แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศของ วชิราวุธวิทยาลัย
- ภาพถ่ายดาวเทียม จาก วิกิแมเปีย หรือ กูเกิลแมปส์
- แผนที่ จาก มัลติแมป หรือ โกลบอลไกด์
- ภาพถ่ายทางอากาศ จาก เทอร์ราเซิร์ฟเวอร์
พิกัดภูมิศาสตร์: 13°46′32″N 100°31′08″E / 13.775497°N 100.518785°E
|
||||||||
|
|||||||||||||||||||||||
