มังมหานรธา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มังมหานรธา
မဟာနော်ရထာ
ตาย มีนาคม ค.ศ. 1767
ที่เกิด หุบเขามู, ราชอาณาจักรพม่า
ที่เสียชีวิต นอก กรุงศรีอยุธยา สยาม
รับใช้ ราชวงศ์คองบอง
สังกัด กองทัพอาณาจักรพม่า
ปีปฏิบัติหน้าที่ ค.ศ. 1752–1767
ชั้นยศ ผู้ร่วมบัญชาการทหารสูงสุด
บังคับบัญชา กองทัพฝ่ายใต้ (ค.ศ. 1765–1767)
การยุทธ์ สงครามคองบอง-หงสาวดี (ค.ศ. 1752–1757)
สงครามพม่า-สยาม (ค.ศ. 1759–1760)
สงครามพม่า-สยาม (ค.ศ. 1765–1767)

มังมหานรธา (พม่า: မဟာနော်ရထာ, Maha Nawrahta) เป็นหนึ่งในขุนพลเอกของพระเจ้ามังระที่พระองค์ทรงไว้ใจเป็นอย่างมาก มังมหานรธามักจะเป็นตัวเลือกแรกๆที่พระเจ้ามังระทรงเลือกใช้งานโดยไม่คำนึงถึงอายุที่มากของเขาไม่ว่าผู้ใดจะทัดทาน ในปี พ.ศ. 2308 พระเจ้ามังระได้ประกาศสงครามกับอยุธยา ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่พระองค์ทรงเลือกใช้มังมหานรธา ถึงขนาดปรารภในที่ประชุมขุนนางว่า "การณ์ทำสงครามกับอยุธยาจะสำเร็จได้ต้องอาศัยมังมหานรธาเป็นผู้นำทัพอีกทางหนึ่ง"

บุกกรุงศรีอยุธยา[แก้]

พระองค์แต่งตั้งเขาเป็นผู้คุมกองทัพฝ่ายใต้ 30000 นายในการทำสงครามคราวนี้ ซึ่งมังมหานรธาก็สามารถสนองพระบรมราชโองการของพระเจ้ามังระได้เป็นอย่างดี แม้จะเดินทางช้าแต่กองทัพของเขานั้นกลับมีประสิทธิภาพมาก แม้กองทัพจากอยุธยาจะยกขึ้นมาต้านทานเขาก็ยังสงบนิ่งสามารถหาทางรับ และรุกตอบโต้ได้อย่างมีวินัย ทำให้ตลอดเส้นทางแทบไม่พ่ายแพ้แก่ผู้ใดเลย จนสามารถล้อมกรุงศรีอยุธยาเอาไว้ได้ใน พ.ศ. 2309 ก่อนเนเมียวสีหบดีจะยกมาสมทบในปีเดียวกัน กองทัพของทั้งคู่สามารถปิดล้อมเพื่อโดดเดียวอยุธยาจากการช่วยเหลือทั้งทางเหนือและใต้ได้อย่างสมบูรณ์ร่วม 14 เดือน แต่เขาต้องมาเสียชีวิตเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่กองทัพพม่าจะประสบความสำเร็จในการพิชิตกรุงศรีอยุธยา

ปิดฉากกรุงศรีอยุธยา[แก้]

โดยในขณะที่กำลังป่วยมังมหานรธารู้แล้วว่า ไม่มีเวลาสำหรับการล้อมกรุงอีกต่อไปแล้ว เพราะศึกกับจีนก็ชี้ชะตากรุงอังวะเช่นกัน ก่อนจะสิ้นใจไม่นานเขาได้บอกแผนสุดท้ายให้แก่เนเมียวสีหบดี วิธีที่จะปิดฉากกรุงศรีอยุธยาโดยใช้ระยะเวลาสั้นที่สุด นั้นคือการขุดรากกำแพงเมืองแล้วสุมด้วยไฟ ท่านก็จะสามารถพิชิตกรุงศรีอยุธยาได้ในครานี้

มังมหานรธา เสียชีวิตในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2310 เมื่อ พระเจ้ามังระ ทรงทราบถึงการเสียชีวิตของมังมหานรธา ก็ได้มีพระราชโองการให้จัดฝังร่างเขาอย่างสมเกียรติเป็นพิเศษ[1]

อ้างอิง[แก้]

  1. GE Harvey (1925). History of Burma. London: Frank Cass & Co. Ltd. p. 252.