ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา (ระยอง–พัทยา)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พิกัดภูมิศาสตร์: 12°40′47″N 101°00′18″E / 12.67972°N 101.00500°E / 12.67972; 101.00500

ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา (ระยอง–พัทยา)

Rayong - U-Taphao International (UTP - VTBU) AN1906182.jpg

IATA: UTPICAO: VTBU
Dotmap-UTP-RTNAF.jpg
ข้อมูลสำคัญ
การใช้งาน เชิงพาณิชย์/สาธารณะ/เชิงทหาร
ผู้ดำเนินงาน กรมท่าอากาศยาน
พื้นที่บริการ จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี เมืองพัทยา ประเทศไทย
ฐานการบิน ไทยแอร์เอเชีย บางกอกแอร์เวย์ พัทยาแอร์เวย์
ความสูง 42 ฟุต / 13 เมตร
ทางวิ่ง
ทิศทาง
ความยาว
พื้นผิว
เมตร
ฟุต
18/36 3,505 11,500 ยางมะตอย
แหล่งข้อมูล: DAFIF[1][2]

ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา (ระยอง–พัทยา) (อังกฤษ: U-Tapao International Airport) หรือมักเรียกกันว่า สนามบินอู่ตะเภา เป็นสนามบินตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงเทพมหานคร อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 13 เมตร ห่างจากจังหวัดระยองประมาณ 30 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 190 กิโลเมตร ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ กองการบินทหารเรือ, กองเรือยุทธการ และ กองการสนามบินอู่ตะเภา

ประวัติ[แก้]

สนามบินอู่ตะเภาเป็นท่าอากาศยานภายใต้การดูแลของกองทัพเรือไทย ริเริ่มโครงการในปี พ.ศ. 2504 สืบเนื่องจากกองทัพเรือต้องการก่อสร้างสนามบินทหารเรือ จึงดำเนินการสำรวจพื้นที่บริเวณจังหวัดชลบุรี และ จังหวัดระยอง ณ เวลานั้น กระทรวงกลาโหมได้อนุมัติให้ฝูงบินทหารเรือสังกัดกองเรือยุทธการ โดยใช้สนามบินกองทัพอากาศดอนเมืองเป็นสนามบินชั่วคราว

ต่อมากองบัญชาการทหารสูงสุดอนุมัติสร้างสนามบินแห่งใหม่ของกองทัพเรือบริเวณหมู่บ้านอู่ตะเภา จังหวัดระยอง โดยเป็นทางวิ่งลาดยางความยาว 1,200 เมตร เมื่อการก่อสร้างสำเร็จเรียบร้อย ในขณะนั้น ได้เกิดการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้ และประเทศลาว รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเห็นว่าต้องสร้างสนามบินขนาดใหญ่ในประเทศไทยเพิ่มเติม

ในปี พ.ศ. 2505 รัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกาได้มีโครงการร่วมกัน โดยคณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาปรับปรุงสนามบินอู่ตะเภาในปี พ.ศ. 2508 เพื่อเป็นหน่วยในการลำเลียงหน่วยรบไปยังจุดยุทธศาสตร์ต่างๆภายในประเทศ การก่อสร้างแล้วเสร็จในระยะเวลาประมาณ 1 ปี จอมพล ถนอม กิตติขจร ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในเวลานั้น มีคำสั่งให้สนามบินแห่งนี้ให้กองทัพเรือใช้ในราชการ และดูแลรักษาสนามบิน โดยใช้ชื่อว่า "สนามบินอู่ตะเภา"

ในปี พ.ศ. 2519 กองทัพสหรัฐอเมริกาได้ถอนกำลังทหารออกจากประเทศไทย รวมทั้งสนามบินอู่ตะเภาด้วย คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้สนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินพาณิชย์ระหว่างประเทศ และเป็นสนามบินสำรองของท่าอากาศยานดอนเมือง

หลังจากการปรับปรุงสนามบินอู่ตะเภาโดยกรมการบินพาณิชย์ คณะรัฐมนตรีเห็นว่าควรใช้ประโยชน์จากสนามบินอู่ตะเภามากขึ้น จึงพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเป็นท่าอากาศยานสากล โดยใช้ชื่อว่า "สนามบินนานาชาติระยอง–อู่ตะเภา" ภายใต้สังกัดของกองทัพเรือ โดยให้พัฒนาเป็นสนามบินพาณิชย์ร่วมกับกรมการบินพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม

การบินไทยได้ตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยานลำตัวกว้างแห่งที่สองขึ้นที่สนามบินอู่ตะเภา โดยศูนย์ซ่อมนี้สามารถรองรับเครื่องบิน ตระกูล Boeing 737,747 และ 777 และเครื่องบินตระกูล Airbus A300 A330 A340

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 มีการเปิดให้ใช้สนามบินอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ในการระบายผู้เดินทางเข้า-ออกประเทศไทย แทนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองที่ถูกคำสั่งปิดเนื่องจากมีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

วันที่ 3 มิถุนายน 2558 ได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาให้เป็นท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์ แห่งที่ 3

วันที่ 25 มีนาคม 2561 สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เปิดเส้นทางใหม่บินตรงจากท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา พัทยา ถึงท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ แบบเที่ยวบินประจำ 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยให้บริการทำการบินด้วยเครื่องบินแบบโบอิ้ง 737-800(WL)

วันที่ 23 มิถุนายน 2561 การบินไทย ได้ลงนามสัญญาระหว่าง บริษัท การบินไทย และ บริษัท แอร์บัส เพื่อจัดตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยานของบริษัทแอร์บัส ที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา[3]

วันที่ 7 พฤศจิกายน การบินไทยทำการบินจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เที่ยวบิน TG8419 มาที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อทดสอบภายหลังซ่อมเครื่องบินทะเบียน HS-TGF[4]

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561สายการิบน อูซ แอร์เที่ยวบินที่ ZF7721 ทำการบินไปกลับจากเมืองมอสโก มายังท่าอากาศยานอู่ตะเภา

ในเดือน ธันวาคม 2561 ถึง มีนาคม 2562 เที่ยวบินที่ทำการบินไกลที่สุดได้แก่ สายการบิน TUI Airways เที่ยวบิน TOM456/TOM457 ทำการิบนจากเบอร์มิงแฮม เที่ยวบิน TOM162/TOM163 ทำการบินจากท่าอากาศยานลอนดอนแกตวิก และเที่ยวบิน TOM276/TOM277 ทำการบินจากเมืองแมนเซสเตอร์[5]รองลงมาเป็น

สายการบินที่ทำการบินในปัจจุบัน[แก้]

สายการบิน จุดหมายปลายทาง[6] หมายเหตุ
การบินไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เที่ยวบินสำหรับฝึกฝนนักบินพาณิชย์
เอเชียแอตแลนติกแอร์ไลน์ส ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เที่ยวบินวาระพิเศษ/เช่าเหมาลำ
บางกอกแอร์เวย์ ภูเก็ต, เกาะสมุย ภายในประเทศ
ไทยแอร์เอเชีย อุดรธานี, เชียงใหม่, หาดใหญ่, ภูเก็ต, ขอนแก่น* (21 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป) ภายในประเทศ
ไทยไลอ้อนแอร์ เชียงใหม่ ภายในประเทศ
S7 มอสโก ระหว่างประเทศ
แอร์เอเชียมาเลเซีย กัวลาลัมเปอร์ ระหว่างประเทศ
ไทยแอร์เอเชีย หนานหนิง, มาเก๊า ระหว่างประเทศ
นกแอร์ นานฉาง, ฉางชา, ยี่ซาง, ชูบู้หลิง , เหอถง , เมลัน , เบาเตา ระหว่างประเทศ
ไหหนานแอร์เวย์ ซานย่า ไหโข่ว ระหว่างประเทศ
เซินเจิ้นแอร์ไลน์ กว่างโจว ระหว่างประเทศ
ไชนาเซาเทิร์นแอร์ไลน์ เซี่ยงไฮ้-ผู่ตง ระหว่างประเทศ
นิวเจนแอร์เวย์ เจิ้งโจว ระหว่างประเทศ
ไทยไลอ้อนแอร์ ฉางชา ระหว่างประเทศ
Donghai ท่าอากาศยานนานาชาติเจิ้งโจวซินเจิ้ง ระหว่างประเทศ
กาตาร์แอร์เวย์ โดฮา ระหว่างประเทศ

สายการบินที่เคยทำการบินในอดีต[แก้]

สายการบิน จุดหมายปลายทาง[7] หมายเหตุ
ไทยแอร์เอเชีย สิงคโปร์, อุบลราชธานี ยกเลิกทำการบิน
กานต์แอร์ เชียงใหม่, อุบลราชธานี, อุดรธานี, ขอนแก่น, หัวหิน, ดอนเมือง, สุราษฎร์ธานี, หาดใหญ่ ยกเลิกทำการบิน เนื่องจากปัญหาด้านใบอนุญาตทำการบิน

การคมนาคม[แก้]

รถยนต์[แก้]

ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ 2 ชั่วโมง โดยใช้เส้นทาง ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) , ถนนบางนา-ตราด หรือ ถนนเส้นทางยุทธศาสตร์ (331) ที่แยกตัดออกมาจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 36 ในช่วงที่ต่อกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์)

รถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน[แก้]

อุปสรรคและการวิพากษ์วิจารณ์[แก้]

สนามบินอู่ตะเภา สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่เช่น Boeing 747 หรือ A380 ได้ แต่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงทำให้ไม่มีเที่ยวบินประจำมากนัก เที่ยวบินระหว่างประเทศที่มาใช้บริการเป็นแบบเช่าเหมาลำส่วนใหญ่ โดยเฉพาะจากประเทศรัสเซียเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561 เนื่องจากฝนตกหนักเที่ยวบิน EK418 ได้ทำการบินมาลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา นับเป็นครั้งแรกที่ เครื่องบินA380 สายการบินต่างชาติ ได้แก่เอมิเรตส์แอร์ไลน์ ทำการบินลงที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภาก่อนที่จะทำการบินต่อไปยัง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

สนามบินอู่ตะเภาได้แสดงศักยภาพอีกครั้งเมื่อเหตุการณ์บุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2551 แต่เนื่องด้วยมีอาคารผู้โดยสารขนาดเล็ก และ อุปกรณ์ภาคพื้นไม่เพียงพอ ทำให้มีสภาพแออัดในช่วงเวลาดังกล่าว

นอกจากนี้สนามบินอู่ตะเภา ยังใช้งานในภารกิจเที่ยวบินทางทหาร และ เที่ยวบินขนส่งเพื่อมนุษยธรรม ในเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ

โครงการในอนาคต[แก้]

ภายหลังเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง รัฐบาลได้เห็นความจำเป็นในการเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารของสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา–พัทยา ให้มากขึ้น จึงได้จัดสรรงบประมาณ เพื่อจัดสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ โดยใช้รูปแบบใกล้เคียงกับท่าอากาศยานพิษณุโลก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปยังจังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด อาคารเหล่านี้จะเริ่มก่อสร้างปี พ.ศ. 2558 แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2563

แนวทางการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา[แก้]

ได้แบ่งออกเป็น 3 เฟส ได้แก่

  • เฟสที่ 1 พัฒนาให้รองรับผู้โดยสารจากเดิม 8 แสนคนต่อปี เป็น 5 ล้านคนต่อปี
  • เฟสที่ 2 พัฒนาให้รองรับผู้โดยสารได้ 15 ล้านคนต่อปี
  • เฟสที่ 3 จะก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 2 ระยะ 3,500 เมตร และสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนในอนาคต

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]