โคลงสี่สุภาพ
- ในชุด 19 คำแม้ไม่กำหนดรูปวรรณยุกต์ ในท้ายวรรคทุกวรรคต้องไม่มีรูปวรรณยุกต์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะจะทำให้น้ำหนักของโคลงเสียไป ได้แก่คำที่กากบาทในแผนผังข้างล่าง
| ๐ ๐ ๐ เอก โท | ๐ X (๐ ๐) | |
| ๐ เอก ๐ ๐ X | เอก โท | |
| ๐ ๐ เอก ๐ X | ๐ เอก (๐ ๐) | |
| ๐ เอก ๐ ๐ โท | เอก โท ๐ X |
โคลงสี่สุภาพที่มีรูปวรรณยุกต์ตรงตามบังคับนั้นมีตัวอย่างอยู่หลายเรื่อง เช่น ลิลิตพระลอ โคลงนิราศนรินทร์ โคลงนิราศพระประธม เป็นต้น ตัวอย่างจากหนังสือจินดามณี พระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงวงษาธิราชสนิท ว่าดังนี้
| นิพนธ์กลกล่าวไว้ | เป็นฉบับ | |
| พึงเพ่งตามบังคับ | ถี่ถ้วน | |
| เอกโทท่านลำดับ | โดยที่ สถิตนา | |
| ทุกทั่วลักษณะล้วน | เล่ห์นี้คือโคลง |
การแต่งโคลงสี่สุภาพต่อกันหลายๆ บท เป็นเรื่องราวอย่างโคลงนิราศ โคลงเฉลิมพระเกียรติ โคลงสุภาษิต หรือโคลงอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ อาจทำได้ 2 ลักษณะ คือ โคลงสุภาพชาตรี และ โคลงสุภาพลิลิต
- โคลงสุภาพชาตรี ไม่มีสัมผัสระหว่างบท ส่วนใหญ่กวีนิพนธ์แบบเก่าจะนิยมแบบนี้เป็นส่วนมาก
- โคลงสุภาพลิลิต มีการร้อยสัมผัสระหว่างบท โดยคำสุดท้ายของบทต้นต้องส่งสัมผัสสระ ไปยังคำที่ 1 หรือ 2 หรือ 3 ในบทต่อไป
เช่น
| 1. บุเรงนองนามราชเจ้า | จอมรา มัญเฮย | |
| ยกพยุหแสนยา | ยิ่งแกล้ว | |
| มอญม่านประมวลมา | สามสิบ หมื่นแฮ | |
| ถึงอยุธเยศแล้ว | หยุดใกล้นครา |
| 2. พระมหาจักรพรรดิเผ้า | ภูวดล สยามเฮย | |
| วางค่ายรายรี้พล | เพียบหล้า | |
| ดำริจักใคร่ยล | แรงศึก | |
| ยกนิกรทัพกล้า | ออกตั้งกลางสมร |
| 3. บังอรอัคเรศผู้ | พิศมัย ท่านนา | |
| นามพระสุริโยทัย | ออกอ้าง | |
| ทรงเครื่องยุทธพิไชย | เช่นอุปราชแฮ | |
| เถลิงคชาธารคว้าง | ควบเข้าขบวนไคล | |
| — โคลงภาพเรื่องพระราชพงศาวดาร | ||
[แก้] สัมผัส
-
ดูเพิ่มที่ คำคล้องจอง
สัมผัสบังคับ เรียกอีกอย่างว่า "สัมผัสนอก" หมายถึงสัมผัสที่กำหนดเป็นแบบแผนในคำประพันธ์ เป็นสัมผัสสระ คือมีเสียงสระและตัวสะกดมาตราเดียวกัน ดังนี้
บาทแรก คำสุดท้ายของวรรคที่ 2 สัมผัสกับ คำสุดท้ายของวรรคแรก ในบาทที่ 2 และ 3
บาทที่ 2 คำสุดท้ายของวรรคที่ 2 สัมผัสกับ คำสุดท้ายของวรรคแรก ในบาทที่ 4
ในจินดามณี ฉบับพระโหราธิบดี อธิบายสัมผัสบังคับของโคลงสี่สุภาพไว้ว่า
| ให้ปลายบาทเอกนั้น | มาฟัด | |
| ห้าที่บทสองวัจน์ | ชอบพร้อง | |
| บทสามดุจเดียวทัด | ในที่ เบญจนา | |
| ปลายแห่งบทสองต้อง | ที่ห้าบทหลัง |
[แก้] คำสร้อย
คำสร้อยซึ่งใช้ต่อท้ายโคลงสี่สุภาพในบาทที่ 1 และบาทที่ 3 นั้น จะใช้ต่อเมื่อความขาด หรือยังไม่สมบูรณ์ หากได้ใจความอยู่แล้วไม่ต้องใส่ เพราะจะทำให้ "รกสร้อย"
คำสร้อยที่นิยมใช้กันเป็นแบบแผนมีทั้งหมด 18 คำ
- พ่อ ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล
- แม่ ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล หรือเป็นคำร้องเรียก
- พี่ ใช้ขยายความเฉพาะบุคคล อาจใช้เป็นสรรพนามบุรุษที่ 1 หรือบุรุษที่ 2 ก็ได้
- เลย ใช้ในความหมายเชิงปฏิเสธ
- เทอญ มีความหมายเชิงขอให้มี หรือ ขอให้เป็น
- นา มีความหมายว่าดังนั้น เช่นนั้น
- นอ มีความหมายเช่นเดียวกับคำอุทานว่า หนอ หรือ นั่นเอง
- บารนี สร้อยคำนี้นิยมใช้มากในลิลิตพระลอ มีความหมายว่า ดังนี้ เช่นนี้
- รา มีความหมายว่า เถอะ เถิด
- ฤๅ มีความหมายเชิงถาม เหมือนกับคำว่า หรือ
- เนอ มีความหมายว่า ดังนั้น เช่นนั้น
- ฮา มีความหมายเข่นเดียวกับคำสร้อย นา
- แล มีความหมายว่า อย่างนั้น เป็นเช่นนั้น
- ก็ดี มีความหมายทำนองเดียวกับ ฉันใดก็ฉันนั้น
- แฮ มีความหมายว่า เป็นอย่างนั้นนั่นเอง ทำนองเดียวกับคำสร้อยแล
- อา ไม่มีความหมายแน่ชัด แต่จะวางไว้หลังคำร้องเรียกให้ครบพยางค์ เช่น พ่ออา แม่อา พี่อา หรือเป็นคำออกเสียงพูดในเชิงรำพึงด้วยวิตกกังวล
- เอย ใช้เมื่ออยู่หลังคำร้องเรียกเหมือนคำว่าเอ๋ยในคำประพันธ์อื่น หรือวางไว้ให้คำครบตามบังคับ
- เฮย ใช้เน้นความเห็นคล้อยตามข้อความที่กล่าวหน้าสร้อยคำนั้น เฮย มาจากคำเขมรว่า "เหย" แปลว่า "แล้ว" จึงน่าจะมีความหมายว่า
นอกจากนี้มีคำสร้อยที่เรียกว่า "สร้อยเจตนัง" คือใช้ตามใจไม่ควรใช้ในงานกวีนิพนธ์ที่เป็นพิธีการ และไม่นิยมกัน
-
-
-
-
-
-
-
-
-
- "หายเห็นประเหลนุช นอนเงื่อง งงง่วง" โคลงนิราศตามเสด็จทัพลำน้ำน้อย
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
- "พวกไทยไล่ตามเพลิง เผาจุด ฉางฮือ" โคลงภาพพระราชพงศาวดาร
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
-
- "ลัทธิท่านเคร่งเขมง เมืองท่าน ถือฮอ" โคลงภาพฤๅษีดัดตน
-
-
-
-
-
-
-
-
[แก้] ตัวอย่าง
| เสียงลือเสียงเล่าอ้าง | อันใด พี่เอย | |
| เสียงย่อมยอยศใคร | ทั่วหล้า | |
| สองเขือพี่หลับใหล | ลืมตื่น ฤๅพี่ | |
| สองพี่คิดเองอ้า | อย่าได้ถามเผือ | |
| — ลิลิตพระลอ | ||
| ธรณีนี่นี้ | เป็นพยาน | |
| เราก็ศิษย์มีอาจารย์ | หนึ่งบ้าง | |
| เราผิดท่านประหาร | เราชอบ | |
| เราบ่ผิดท่านมล้าง | ดาบนี้ คืนสนอง | |
| — กำสรวลศรีปราชญ์ | ||