สงครามพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้
Burmese-Siamese War of 1548-49 (Thai version).svg
เส้นทางการเดินทัพของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้
วันที่ พ.ศ. 2091-2092
สถานที่ ภาคตะวันออกและใต้ของพม่า ภาคตะวันตกและภาคกลางของอาณาจักรอยุธยา
ผลลัพธ์ อยุธยาได้ชัยชนะ
คู่ขัดแย้ง
อาณาจักรพม่า (หงสาวดี) อาณาจักรอยุธยา
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้
มหาอุปราชบุเรงนอง
พระเจ้าแปร
พระยาพสิม
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
สมเด็จพระสุริโยทัย 
พระราเมศวร (เชลย)
พระมหินทราธิราช
สมเด็จพระมหาธรรมราชา (เชลย)

สงครามพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ หรือ สงครามคราวเสียสมเด็จพระสุริโยทัย[1] เป็นหนึ่งในสงครามครั้งแรก ๆ ระหว่างอาณาจักรอยุธยากับอาณาจักรพม่า สงครามเริ่มขึ้นนับจากการรุกรานของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้แห่งราชวงศ์ตองอูผ่านด่านเจดีย์สามองค์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2091 วอกศก อันเป็นผลมาจากความวุ่นวายในการผลัดแผ่นดินและการแย่งชิงราชสมบัติของอาณาจักรอยุธยา ความขัดแย้งดังกล่าวยุติลงโดยมีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเป็นพระมหากษัตริย์อยุธยา

สงครามครั้งนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่านำมาซึ่งการรบสมัยใหม่ช่วงแรกโดยทหารรับจ้างชาวโปรตุเกส และเป็นที่รู้จักกันดีในประวัติศาสตร์ไทยว่าสมเด็จพระสุริโยทัยสวรรคตในการรบบนหลังช้าง

กองทัพอยุธยาฝ่ายตั้งรับได้รับชัยชนะและกองทัพพม่าถูกขับไล่ออกจากแผ่นดินอยุธยา แต่ในระหว่างเดินทัพกลับ กองทัพพม่าได้จับกุมพระราเมศวรและสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งเมืองพิษณุโลก ซึ่งเสียทีแก่ข้าศึกในระหว่างการไล่ตี กลับไปด้วย เพื่อแลกกับการเจรจาให้พม่าถอนทัพอย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งนี้เป็นชัยชนะที่ไม่เด็ดขาด จึงได้นำไปสู่การรุกรานอีกครั้งในสงครามช้างเผือก รัชสมัยพระเจ้าบุเรงนอง ในปี พ.ศ. 2106 และสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่ง ในปี พ.ศ. 2112 ตามลำดับ

เบื้องหลัง[แก้]

การขึ้นสู่อำนาจของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้[แก้]

ในปี พ.ศ. 2029 เจ้าเมืองตองอูได้ก่อการกบฏต่อพระมหากษัตริย์ในอังวะ ต่อมาได้ปราบดาภิเษกตนเองเป็นพระเจ้าเมงจีโย ผู้สร้างสถาปนาราชวงศ์ตองอูและสร้างอาณาจักรใหม่ขึ้น[2] การกบฏดังกล่าวก่อให้เกิดความยุ่งยากและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่ขัดแย้งกันในอาณาจักรอังวะ ซึ่งเป็นรัฐที่มีอำนาจทางตอนกลางของพม่านับตั้งแต่ พ.ศ. 1907 เจ้าฟ้าแห่งรัฐฉานทางตอนเหนือเห็นสบโอกาสที่จะรุกรานและยึดครองอังวะและสามารถผนวกดินแดนดังกล่าวในปี พ.ศ. 2070[3] แต่ความไม่พอใจต่อการปกครองของฉาน ทำให้ขุนนางและสามัญชนชาวพม่าจำนวนมากอพยพมารวมกับชาวพม่าที่ตองอู ทำให้อาณาจักรตองอูเป็นรัฐที่มีอำนาจมากขึ้น[4][5]

ในปี พ.ศ. 2074 พระเจ้าเมงจีโยเสด็จสวรรคต พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระราชบิดาเป็นพระมหากษัตริย์แห่งตองอู ในปี พ.ศ. 2078 พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงยกทัพไปตีอาณาจักรมอญทางตอนใต้ซึ่งมีเมืองหลวงอยู่ที่หงสาวดี[5] จนกระทั่งปี พ.ศ. 2081 ดินแดนมอญส่วนใหญ่ รวมทั้งเมืองหลวงหงสาวดี ได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้[6] ในปี พ.ศ. 2082 พระองค์ทรงย้ายเมืองหลวงไปยังหงสาวดี ตั้งแต่นั้นมา พระองค์จึงได้ชื่อว่าพระมหากษัตริย์แห่งหงสาวดี นอกจากนี้ เมืองที่ยิ่งใหญ่ของพม่าอย่างแปร และเมาะตะมะ ก็ตกอยู่ภายใต้กองกำลังของพระองค์ในเวลาไม่นานนัก[7]

ระหว่างสงครามเพื่อขยายพระราชอาณาเขตเหล่านี้ แม่ทัพคู่ใจของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้คือพระสหายในวัยเด็กของพระองค์ หลังจากที่ได้สมรสกับพระนางตะเกงจี พระพี่นางของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ แม่ทัพผู้นี้ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น บาเยนองจอเดงนรธา หรือเพี้ยนเป็น บุเรงนองกะยอดินนรธา มีความหมายว่า "พระเชษฐาธิราชผู้ทรงกฤษดาภินิหาร" ต่อมา บุเรงนองผู้นี้ได้รับเลือกให้เป็นทายาทผู้มีสิทธิโดยตรงและมกุฎราชกุมาร[5][7] และเป็นสมัยแรกที่พม่าและอยุธยามีอาณาเขตติดต่อกันโดยตรง

การตีเมืองเชียงกราน[แก้]

การรบที่เชียงกราน (ภาพ Production sketch สำหรับภาพยนตร์ไทยเรื่อง สุริโยไท)

ในปี พ.ศ. 2081 พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ยึดครองเมืองเชียงกรานของมอญ ซึ่งเป็นรัฐบรรณาการของอยุธยา บริเวณชายแดนระหว่างอยุธยากับพม่า[8] สมเด็จพระไชยราชาธิราชจึงทรงเกณฑ์กำลังพลและเคลื่อนทัพไปยังเชียงกรานในเดือนพฤศจิกายน โดยพระองค์ทรงนำพ่อค้าชาวโปรตุเกสกว่า 120 คนเข้าร่วมสงครามดังกล่าวด้วย[9] ผลปรากฏว่าอยุธยาประสบความสำเร็จในการขับไล่พม่าออกจากเชียงกราน การรบดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการปะทะกันทางทหารครั้งแรกระหว่างพม่ากับอยุธยา[10]

ความวุ่นวายในอยุธยา[แก้]

สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของราชวงศ์สุพรรณภูมิ ซึ่งสืบทอดพระราชอำนาจจากราชวงศ์อู่ทอง นับตั้งแต่ พ.ศ. 1952 พระองค์เสวยราชสมบัติเมื่อปี พ.ศ. 2076 หลังจากทรงแย่งชิงราชบัลลังก์จากพระรัษฎาธิราช ผู้มีพระชนมายุ 5 พรรษา และทรงครองราชย์เพียง 4 เดือน[11] ด้วยการสำเร็จโทษ[12] พระราชบิดาของพระรัษฎาธิราช คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 ทรงเป็นกึ่งพระเชษฐาของสมเด็จพระไชยราชาธิราช สมเด็จพระไชยราชาธิราชสวรรคตในปี พ.ศ. 2089 หลังจากทรงครองราชย์มาเป็นระยะเวลา 13 ปี พระมหากษัตริย์รัชกาลต่อมา คือ พระยอดฟ้า[13]

เนื่องจากพระยอดฟ้าทรงขึ้นครองราชย์ตั้งแต่มีพระชนมายุน้อย พระราชมารดาของพระองค์ คือ ท้าวศรีสุดาจันทร์ จึงทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทน โดยพระองค์ทรงสืบเชื้อสายจากราชวงศ์อู่ทอง พระอุปราชและกึ่งพระเชษฐาของสมเด็จพระไชยราชาธิราช พระเฑียรราชา ก็ทรงมีสิทธิ์ในอำนาจผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในราชสำนักกับท้าวศรีสุดาจันทร์จึงทรงออกผนวชเสีย[13] มีการกล่าวว่าแม้ก่อนการสวรรคตของสมเด็จพระไชยราชาธิราช ท้าวศรีสุดาจันทร์ทรงมีความสัมพันธ์ผิดประเวณีกับขุนชินราช ผู้ซึ่งเป็นผู้รักษาหอพระข้างในหรือหอพระเทพบิดรในพระบรมมหาราชวังของกรุงศรีอยุธยา เฟอร์เนา เมนเดส ปินโต นักสำรวจชาวโปรตุเกสร่วมสมัย บันทึกข่าวลือซึ่งอ้างว่าท้าวศรีสุดาจันทร์ทรงลอบวางยาพิษพระสวามีของตนเองเพื่อที่จะยึดครองราชบัลลังก์ และอาจเป็นเพื่อต้องการที่จะฟื้นฟูราชวงศ์อู่ทองขึ้นมาใหม่ หลักฐานซึ่งสนับสนุนการกล่าวอ้างเช่นนี้ คือ การที่พระนางทรงประหารชีวิตขุนนางที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก รวมไปถึงพระยามหาเสนา และทรงแต่งตั้งคนที่พระนางโปรดขึ้นดำรงตำแหน่งแทน[14] มีการบันทึกไว้เช่นกันว่า พระนางมีพระครรภ์แก่แล้วและอีกไม่นานจะประสูติพระธิดา เมื่อทรงเห็นว่าไม่อาจเก็บความลับนี้ได้แล้ว ในปี พ.ศ. 2091 พระนางจึงทรงก่อรัฐประหาร ถอดพระโอรสของพระองค์ออกจากราชบัลลังก์และแทนที่ด้วยชู้รักของตน ขุนวรวงศาธิราช เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 1548[14] ทรงพระนามว่า สมเด็จพระวรวงศาธิราช มีการกล่าวว่าพระยอดฟ้าทรงถูกสำเร็จโทษหรือถูกวางยาพิษโดยพระราชมารดาอีกด้วย[15]

รัชสมัยของขุนวรวงศาธิราชสั้นมาก ภายใน 42 วัน เจ้านายและขุนนางรัฐบาลจำนวนมากได้วางแผนที่จะถอดพระองค์ออกจากราชบัลลังก์ ผู้สมคบคิดนำโดยขุนพิเรนทรเทพ ผู้สืบเชื้อสายพระมหากษัตริย์สุโขทัยจากฝั่งพระบิดา และมีความสัมพันธ์กับสมเด็จพระไชยราชาธิราชทางพระมารดา[15] แผนลอบปลงพระชนม์เป็นการล่อขุนวรวงศาธิราชจากพระราชวังไปยังป่าโดยกราบทูลว่าจะไปจับช้าง และเมื่อพระมหากษัตริย์ ท้าวศรีสุดาจันทร์และพระธิดาของทั้งสองเสด็จพระราชดำเนินโดยเรือประทับ ขุนพิเรนทรเทพและผู้สมคบคิดก็ลอบปลงพระชนม์ทั้งสามเสีย[16][17] พระเฑียรราชาได้ทรงรับเชิญให้สึกและสืบราชบัลลังก์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ[18] หนึ่งในพระราชกรณียกิจแรก ๆ ของพระองค์ คือ ทรงสถาปนาขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหากษัตริย์สุโขทัย (ในขณะนั้นเป็นรัฐบรรณาการของอยุธยา) ให้ไปประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก ไม่นานหลังจากนั้น ขุนพิเรนทรเทพทรงได้รับสมัญญานามสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช และทรงได้รับพระราชทานพระวิสุทธิกษัตรีย์เป็นอัครมเหสี[10][19]

การรุกราน[แก้]

แผนที่แสดงภาคกลางและภาคตะวันตกของไทยในปัจจุบัน แสดงเมืองที่ถูกยึดระหว่างสงคราม ผังเมืองและโครงสร้างคลองของกรุงศรีอยุธยาอยู่ทางด้านขวาล่างของภาพ

หลังสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงขึ้นครองราชย์ได้นาน 7 เดือน ความในพงศาวดารระบุว่า ความวุ่นวายในการผลัดแผ่นดินแย่งชิงราชสมบัติภายในอาณาจักรอยุธยาก่อนหน้านั้นถึง 3 รัชกาล ทราบถึงพระกรรณของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ ซึ่งมีพระราชประสงค์ที่จะแผ่ขยายอาณาจักรอยู่แล้ว โดยก่อนหน้านั้น พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงใช้เวลาสิบปีสามารถตีเมืองหงสาวดี ราชธานีของชนชาติมอญ แตก และย้ายเมืองหลวงจากตองอูลงมาสู่หงสาวดีได้สำเร็จ อีกทั้งยังทรงรวบรวมเมืองขึ้นและสถาปนาศูนย์กลางอำนาจของชนชาติพม่าขึ้นอย่างเข้มแข็งในลุ่มแม่น้ำอิระวดี เหตุผลอีกประการหนึ่ง คือ พระองค์ทรงปรารถนาจะได้อยุธยาเป็นรัฐบรรณาการของพม่า พระองค์ได้ทรงฉกฉวยโอกาสที่จะลงมือ[19]

พระองค์ทรงขยายกองทัพครั้งใหญ่ รวมไปทั้งการเกณฑ์ทหารและจ้างทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ พระองค์ยังได้ดินแดนมอญ ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับอยุธยา อยู่ในอำนาจ โดยพระองค์ได้ทรงใช้เป็นฐานในความพยายามยึดกรุงศรีอยุธยาอย่างมีประสิทธิภาพ[18] ตามพงศาวดารพม่า ตอนปลายปี พ.ศ. 2091 กองทัพอยุธยาขนาดเล็กได้โจมตีทวาย แต่ก็ถูกขับไล่ออกไปอย่างง่ายดาย พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงคราม และเมื่อฝ่ายอยุธยาปฏิเสธ สงครามระหว่างอยุธยากับพม่าจึงดำเนินต่อไป[20] พระองค์ทรงตัดสินพระทัยบัญชาการรบด้วยตนเองและทรงรวบรวมกองทัพที่เมาะตะมะ[21]

พงศาวดารอยุธยาระบุว่ากองทัพพม่ามีกำลังพลทหารราบ 300,000 นาย ม้า 3,000 ตัว และช้างศึก 700 เชือก[22] ซึ่งใช้อาวุธในสมัยนั้น: ดาบ ธนูและหอก[23] ทหารระดับสูงอาจใช้อาวุธอย่างนกปืนและปืนคาบศิลา[24] อาวุธสมัยใหม่นี้ได้นำเข้าสู่อาณาจักรทั้งสองนี้โดยพ่อค้าชาวโปรตุเกสก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกัน ดิเอโก ซอเรส เดอ เมลโล ชาวโปรตุเกส ได้บัญชาการกองกำลังอันประกอบด้วยทหารรับจ้างมืออาชีพ 180 คน ในกองทัพของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ นอกจากนี้ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ยังมีหน่วยองครักษ์ชาวโปรตุเกสจำนวน 400 นาย มอเรียนและปืนไฟของทหารเหล่านี้เลี่ยมทองไว้ ทหารเหล่านี้มีหน้าที่อารักขาพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับมีความชำนาญในทหารปืนใหญ่[25]

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2092 พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงเริ่มการรุกรานอาณาจักรอยุธยา[19] ซึ่งถือว่าเป็นการรุกรานของพม่าครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย[26] โดยพระองค์ทรงใช้เส้นทางด้านทิศใต้ จากเมาะตะมะลงไปตามแม่น้ำอัตทะรัน ข้ามที่ราบสูงมุ่งหน้าไปยังด่านเจดีย์สามองค์ และเข้าสู่ดินแดนของอยุธยา ต่อมา กองทัพพม่าได้เดินทัพไปตามแม่น้ำแควน้อยไปยังเมืองไทรโยค จากนั้นตัดผ่านไปยังแม่น้ำแควใหญ่ ก่อนที่จะเดินทางด้วยเรือมุ่งหน้าไปยังเมืองกาญจนบุรี[27] พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้เสด็จพระราชดำเนินโดยมีข้าราชบริพารและช้างจำนวนมหาศาล ช้างศึกเหล่านี้ได้บรรทุกจิงกอลและปืนใหญ่บรอนซ์ ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์ที่จะถูกเก็บรักษาไว้ใกล้กับองค์พระมหากษัตริย์ ในคราวนี้ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงมีมหาอุปราชบุเรงนอง พระราชโอรสวัย 13 พรรษา นันทบุเรง และขุนนางที่ร่ำรวยอีกจำนวนหนึ่ง คนงานหลายร้อยคนถูกส่งออกไปตั้งค่ายซึ่งทำจากไม้ ซึ่งมีการระบายสีและเคลือบทอง แต่ในวันรุ่งขึ้น ค่ายเดิมก็ถูกรื้อและไปตั้งค่ายในตำแหน่งใหม่ต่อไป[25]

ลำดับเหตุการณ์กระทั่งสมเด็จพระสุริโยทัยสวรรคต[แก้]

ในช่วงแรก การรุกรานพบกับการต่อต้านเพียงเล็กน้อย เนื่องจากองทัพพม่ามีขนาดใหญ่กว่ามากเมื่อเทียบกับกองทัพขนาดเล็กที่รักษาชายแดนไว้[18] เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงทราบข่าว จึงทรงให้ระดมพลและทรงรวบรวมกองทัพไว้ที่สุพรรณบุรี ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของกรุงศรีอยุธยา[28] เมื่อกองทัพพม่าเดินทัพมาถึงเมืองกาญจนบุรีซึ่งมีกำแพงล้อมรอบ ก็พบว่ากาญจนบุรีเป็นเมืองร้าง[29] จึงเดินทัพต่อมายังบ้านทวนและจรเข้สามพัน[29] พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงแบ่งกองทัพออกเป็นสามส่วน ส่วนที่หนึ่งอยู่ภายใต้การบัญชาการของบุเรงนอง ส่วนที่สองมีพระเจ้าแปรบัญชาการ และส่วนที่สามมีพระยาพสิมบัญชาการ[30] ฝ่ายพม่ายังคงมุ่งหน้าต่อไปและสามารถยึดเมืองอู่ทองได้ เช่นเดียวกับหมู่บ้านดอนระฆังและหนองสาหร่าย คืบเข้าใกล้สุพรรณบุรีทุกขณะ และเมื่อกองทัพพม่ามาถึงเมือง กองทัพอยุธยาไม่อาจต้านทานได้ จึงถอยกลับเข้ากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้มีพระบรมราชโองการให้กองทัพทางตะวันออกเฉียงใต้ตามคลองทั้งสองและข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับพงแพง จากที่นั่น พระองค์ทรงให้ตั้งค่ายอยู่ทางเหนือของกรุงศรีอยุธยาในพื้นที่ราบซึ่งเรียกกันว่า ทุ่งลุมพลี[29]

ฝ่ายอยุธยามีอุบายรับศึกด้วยการตั้งรับภายในกำแพงพระนคร โดยกวาดต้อนพลเมืองที่อยู่บริเวณนอกเมืองให้เข้ามาอยู่ในพระนครให้ได้มากที่สุด และจัดทหารขึ้นประจำป้อมรอบกำแพงเมือง ซึ่งบนกำแพงมีป้อมประมาณ 16 ป้อม นอกจากนี้แล้วยังส่งนายทหารชั้นผู้ใหญ่ออกไปตั้งค่ายรอบเมืองอีก 4 ค่าย[26]

จิตรกรรมโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ แสดงภาพสมเด็จพระสุริโยทัย (กลาง) บนหลังช้างทรง ขับช้างเข้าระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (ขวาหลัง พระคชาธารมีฉัตร) และพระเจ้าแปร (ซ้าย)

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2092 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงตัดสินพระทัยยกทัพออกนอกพระนครเพื่อเป็นการบำรุงขวัญทหารและทอดพระเนตรจำนวนข้าศึก[26] นอกเหนือจากพระองค์แล้ว พระมเหสี สมเด็จพระสุริโยทัย พร้อมกับพระราชธิดา พระบรมดิลก ซึ่งเสด็จบนหลังช้างทรงเช่นกัน สตรีทั้งสองนี้ได้แต่งกายเป็นทหารอย่างชาย โดยสมเด็จพระสุริโยทัยทรงแต่งกายอย่างพระมหาอุปราช นอกจากนี้ พระราชโอรสทั้งสอง พระราเมศวร พระมหาอุปราชและทายาทผู้มีสิทธิ์โดยตรง และพระมหินทร์ พระอนุชา ได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปด้วย[22][29]

กองทัพอยุธยาจัดขบวนออกเคลื่อนทัพไปทางเหนือจนถึงบริเวณทุ่งภูเขาทอง[26] ไม่นานก็พบกับทัพหน้าของพม่าโดยมีพระเจ้าแปรเป็นแม่ทัพ ทั้งสองขบวนก็ปะทะกัน พระเจ้าแปรและสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงทำยุทธหัตถีกัน ซึ่งเป็นแบบธรรมเนียมในเวลานั้น[31] แต่ช้างทรงของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสียทีและหันหลังหนีจากข้าศึก พระเจ้าแปรก็ทรงขับช้างไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด สมเด็จพระสุริโยทัยทอดพระเนตรเห็นพระราชสวามีกำลังอยู่ในอันตรายจึงรีบขับช้างเข้าขวางพระเจ้าแปร ทำให้ทรงไม่สามารถติดตามต่อไปได้[22][32] พระเจ้าแปรจึงทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระสุริโยทัย เนื่องจากสมเด็จพระสุริโยทัยอยู่ในลักษณะเสียเปรียบ ช้างพระเจ้าแปรได้เสยช้างสมเด็จพระสุริโยทัย จนเท้าหน้าทั้งสองลอยพ้นพื้นดิน แล้วพระเจ้าแปรจึงฟันสมเด็จพระสุริโยทัยจากพระพาหาขาดถึงกลางพระองค์[26] นอกจากนี้ พระเจ้าแปรยังทรงทำให้พระบรมดิลกได้รับบาดเจ็บ ทั้งสองพระองค์เสด็จสวรรคตบนช้างทรงเชือกเดียวกัน[19][32][33] มีการเล่าว่า พระเจ้าแปรไม่ทรงทราบว่าพระองค์กำลังรบกับสตรีอยู่จนกระทั่งพระองค์ทรงฟันศัตรูบริเวณไหล่ ในจังหวะที่ร่างกายทรุดลงจนหมวกเหล็กที่สวมไว้หลุดออกนั้น พระองค์จึงทรงเห็นผมยาวของสตรี

พระราเมศวรและพระมหินทร์ทรงขับช้างเข้ากันข้าศึก และขับทัพหน้าของพม่าออกจากทุ่ง จากนั้นทรงนำช้างพร้อมทั้งพระศพสมเด็จพระราชชนนีและพระขนิษฐภคินีกลับเข้ากรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ใช้เวลาในการรวบรวมกองทัพแล้วจึงถอยกลับเข้าพระนครเช่นกัน[22][32]

การโจมตีกรุงศรีอยุธยา[แก้]

พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงเตรียมกองทัพสำหรับการล้อมกรุงศรีอยุธยาในตอนต้นของเดือนมีนาคม ค่ายของพระองค์ตั้งอยู่ทางเหนือของพระนครที่ตำบลกุ่มดอง และแม่ทัพของพระองค์ได้ตั้งค่ายอยู่ตามพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญโดยรอบกำแพงเมือง โดยมหาอุปราชบุเรงนองตั้งค่ายอยู่ที่เพนียด พระเจ้าแปรตั้งค่ายอยู่ที่บ้านใหม่มะขามหย่อง และพระยาพสิมตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลทุ่งวรเชษฐ์[32] แต่อย่างไรก็ตาม พม่าก็ประสบความยากลำบากในการหักเอาพระนคร[34]

กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองซึ่งตั้งอยู่บนเกาะซึ่งมีแม่น้ำสามสายล้อมรอบ ได้แก่ แม่น้ำลพบุรีทางเหนือ แม่น้ำเจ้าพระยาทางตะวันตกและใต้ และแม่น้ำป่าสักทางตะวันออก ซึ่งถือว่าเป็นคูเมืองธรรมชาติที่มั่นคง ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานั้นเป็นที่ราบลุ่มและเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในราวเดือนกรกฎาคมและสิ้นสุดลงระหว่างเดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน ทำให้พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงมีเวลาเพียงห้าเดือนที่จะหักเอากรุงศรีอยุธยา หรือมิฉะนั้นพื้นที่ตั้งค่ายและเส้นทางส่งเสบียงจะถูกน้ำท่วม นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่น้ำท่วมดังกล่าวจะทำให้กองทัพของพระองค์ไม่สามารถเคลื่อนไปไหนได้เลย[28] พื้นที่ลุ่มเป็นหนองน้ำโดยรอบกรุงศรีอยุธยามีการขุดคลองเป็นจำนวนมาก ทำให้เรือปืนที่ติดปืนใหญ่สามารถยิงขับไล่ข้าศึกที่กำลังโจมตีพระนครอยู่[28] ฝ่ายพม่ามีปืนใหญ่ขนาดเล็กที่นำมาในกองทัพด้วย ในขณะที่กรุงศรีอยุธยามีปืนใหญ่ขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บนกำแพงเมือง[28][33]

ฝ่ายพม่าได้ล้อมพระนครไว้ แต่เนื่องจากไม่มีความสามารถที่จะข้ามแม่น้ำหรือเจาะกำแพงเมืองโดยการยิงปืนใหญ่ ทำให้ต้องไปตั้งค่ายโดยรอบพระนครแทน ในขณะที่ทางน้ำซึ่งเชื่อมถึงกันจากเหนือถึงใต้ ทำให้เป็นการง่ายที่กรุงศรีอยุธยาฝ่ายป้องกันจะได้รับเสบียงสนับสนุน ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกส 50 นาย โดยมีกาลิโอเต เปเรราเป็นนายกอง ได้รบป้องกันส่วนที่อ่อนแอที่สุดของกำแพงพระนคร เนื่องจากฝ่ายพม่าไม่สามารถหักเอาเมืองได้ตามแบบธรรมดา พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้จึงทรงมอบข้อเสนอติดสินบนทหารรับจ้างเหล่านี้ แต่ทหารรับจ้างโปรตุเกสได้ดูถูกและปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว เมื่อแม่ทัพอยุธยาทราบข่าว ก็ได้เปิดประตูเมืองและท้าทายพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ให้นำเงินมาให้ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด[33]

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิไม่สามารถขับไล่พม่าออกไปได้ จึงทรงส่งสารไปยังพระมหาธรรมราชาที่พิษณุโลก โดยมีคำสั่งให้ยกทัพมาช่วยพระองค์ และหากเป็นไปได้ ให้โจมตีข้าศึกในการรบ พระมหาธรรมราชาได้ระดมพลอย่างรวดเร็วและด้วยความช่วยเหลือของเจ้าเมืองสวรรคโลก กองทัพพิษณุโลกขนาดใหญ่ได้เคลื่อนพลลงใต้เพื่อที่จะโจมตีกองทัพพม่าทางด้านหลัง พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงทราบข่าว และด้วยการกราบทูลแนะนำของบุเรงนอง พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงตัดสินพระทัยถอนทัพ ละทิ้งความตั้งใจที่จะหักเอากรุงศรีอยุธยา[33] การตัดสินพระทัยของพระองค์ยังเกี่ยวเนื่องกับข่าวจากพม่าที่ว่าพวกมอญ ผู้ซึ่งไม่เคยถูกปราบปรามจากราชวงศ์ตองอูมาก่อน ได้ก่อกบฏในขณะที่พระมหากษัตริย์พม่าไม่ประทับอยู่ในประเทศ[22] ปัจจัยอื่นรวมไปถึงการขาดแคลนเสบียงและโรคระบาดในกองทัพ ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับการล้อมในระยะยาว[34] และภายในหนึ่งเดือนหลังจากการล้อมเริ่มต้นขึ้น (ราวเดือนเมษายน) พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ได้ถอนทัพพม่าทั้งหมดไปทางแนวชายแดน[30][33][35]

การถอยทัพ[แก้]

ภาพจากจังหวัดตากมองไปยังหุบเขาของรัฐฉาน ไม่ไกลจากด่านแม่ละเมา ซึ่งกองทัพพม่าใช้เป็นเส้นทางถอยทัพ

พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ต้องการที่จะถอยทัพกลับไปทางด่านเจดีย์สามองค์ เส้นทางเดิมเมื่อครั้งนำทัพมารุกราน แต่เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวเสบียงอาหารร่อยหรอมาก ดังนั้น พระองค์จึงทรงนำทัพกลับไปทางเหนือทางด่านแม่ละเมา (ปัจจุบันอยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก) ในระหว่างนำทัพกลับ กองทัพพม่าพยายามที่จะหักเอาเมืองกำแพงเพชร แต่ไม่สามารถตีได้ เนื่องจากเมืองมีการป้องกันอย่างหนาแน่น ด้วยความช่วยเหลือของทหารรับจ้างโปรตุเกส เจ้าเมืองกำแพงเพชรสามารถขับไล่โดยการยิงกระสุนปืนซึ่งทำให้กองทัพพม่าไม่สามารถใช้ปืนใหญ่และปกป้องปืนใหญ่ด้วยการป้องกันความชื้น[33]

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเห็นว่าการถอยทัพของพม่าเป็นโอกาสที่จะโจมตีข้าศึกในยามอ่อนแอ ดังนั้น พระองค์จึงส่งพระราเมศวรและพระมหาธรรมราชาติดตามและขับไล่ข้าศึกออกจากแผ่นดินอยุธยา[34] ภายในสามวัน กองทัพอยุธยาสามารถติดตามทันกองทัพพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงทั้งสองฝ่าย[30][35] เมื่อกองทัพพระราเมศวรและพระมหาธรรมราชาเข้ามาใกล้ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้เลือกที่จะหยุดการถอยทัพและซุ่มโจมตีกองทัพอยุธยาใกล้กับกำแพงเพชร กองทัพอยุธยาซึ่งกำลังฮึกเหิมได้ต้องกลข้าศึกอย่างไม่ทันตังตัว ฝ่ายพม่าสามารถจับพระราเมศวรและพระมหาธรรมราชาเป็นเชลยศึกได้ทั้งคู่[30][33][36] อีกทั้งฝ่ายพระมหาอุปราชาบุเรงนองยังสามารถตีทัพของหลวงศรียศแตกที่คลองหินตาแตกอีกด้วย[1]

การได้ตัวทั้งสองพระองค์เป็นการบีบบังคับให้สมเด็จพระมหาจักรพรรดิต้องเจรจากับพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ พระองค์ทรงมอบช้างศึกสองเชือก ได้แก่ ช้างพลายศรีมงคลและช้างพลายมงคลทวีปเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน[37] จากนั้น กองทัพพม่าจึงได้ถอยทัพกลับโดยสันติ นอกเหนือจากนั้น พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ยังได้ปล่อยตัวเชลยศึกอีกจำนวนมากที่ได้ถูกจับตัวไว้ระหว่างการทัพ[36][38] การทัพดังกล่าวเริ่มต้นและสิ้นสุดลงในเวลาห้าเดือน[30]

หลังสงคราม[แก้]

พระเจดีย์ศรีสุริโยทัยซึ่งได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ ที่วัดสวนหลวงสบสวรรค์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ตามพงศาวดารพม่า พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้เมื่อเสด็จกลับถึงพระนคร ก็เสวยแต่น้ำจัณฑ์และละทิ้งการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ[30][38] ทำให้พระมหาอุปราชาบุเรงนองจำเป็นต้องทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทน[36] ในปี พ.ศ. 2092 เมื่อบุเรงนองออกจากเมืองหลวงเพื่อปราบปรามกบฏมอญทางใต้ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงถูกลอบปลงพระชนม์และได้มีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน[39] ทำให้หัวเมืองต่าง ๆ แข็งข้อขึ้น ซึ่งทำให้บุเรงนองต้องใช้เวลากว่าห้าปีในการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น จนเสร็จสิ้นเมื่ออังวะถูกยึดในปี พ.ศ. 2097[40]

ทางฝ่ายอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้พระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสุริโยทัยที่สวนหลวง แล้วสร้างวัดอุทิศพระราชกุศลพระราชทาน คือ วัดสบสวรรค์ สถูปขนาดใหญ่ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเก็บพระอัฐิของสมเด็จพระสุริโยทัย ถูกเรียกว่า เจดีย์พระศรีสุริโยทัย[32] แต่ถึงแม้ว่าจะมีการสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นเฉลิมพระเกียรติพระองค์ขึ้นหลายแห่งในประเทศไทย แต่ตัวตนและความเสียสละของพระองค์ยังเป็นหัวข้อที่ยังเป็นที่โต้เถียงกันอยู่ เนื่องจากความจริงที่ว่าพระนามของพระองค์มิได้ถูกกล่าวถึงหรือบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์พม่าเลย[41] และข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับชีวิตของพระองค์ถูกคัดมาจากบางตอนของจดหมายเหตุกรุงศรีอยุธยาและการบรรยายของนักสำรวจชาวโปรตุเกส โดมิงโก ซีซัส[42]

ผลของสงครามทำให้มีการเพิ่มการป้องกันของอยุธยาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเร่งฟื้นฟูกำแพงเมืองให้แข็งแกร่งกว่าเดิม และปรับปรุงกิจการทหารและทำนุบำรุงสภาพบ้านเมืองให้แข็งแกร่ง โดยมีการก่อกำแพงอิฐรอบตัวพระนครกรุงศรีอยุธยาแทนเชิงเทินดินปักไม้แบบเดิม กำหนดหัวเมืองขึ้นใหม่ 3 หัวเมือง โดยยกบ้านตลาดขวัญเป็นเมืองนนทบุรี ยกบ้านท่าจีนเป็นเมืองสาครบุรี และรวมดินแดนบางส่วนของราชบุรีกับเมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองนครชัยศรี ทรงเตรียมเรือเพิ่ม และจัดการคล้องช้างป่าเพื่อใช้ในการสงครามเพิ่มเติม[43] โดยในเวลา 3 ปี สามารถจับช้างเผือกได้ถึง 6 ช้าง ทำให้อยุธยามีช้างเผือกรวม 7 ช้าง[44] รวมทั้งการทำบัญชีบันทึกทหารทั้งปวง และขนาดของกองทัพเรือยังได้เพิ่มมากขึ้นด้วย.[45][46]

ชัยชนะของอยุธยาในครั้งนี้ทำให้พม่าได้รับประสบการณ์สำคัญในการรบกับอยุธยาในอนาคต การรุกรานครั้งต่อไปเกิดขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าบุเรงนอง ผู้ซึ่งมีความคุ้นเคยกับการรบกับชาวอยุธยาและการเคลื่อนทัพผ่านภูมิประเทศของอาณาจักรอยุธยา[47] ความไม่สบภายในของพม่าได้ชะลอการรุกรานครั้งต่อไปออกไป 15 ปี จนกระทั่งสงครามช้างเผือก (พ.ศ. 2106-2107)[37]

ในสื่อ[แก้]

สงครามพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ชื่อว่า "สุริโยไท" ออกฉายในปี พ.ศ. 2544 กำกับโดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล เนื้อหาในภาพยนตร์กล่าวถึงตั้งแต่การสวรรคตของสมเด็จพระไชยราชาธิราช เหตุการณ์ซึ่งนำไปสู่สงครามและยุทธหัตถีซึ่งนำไปสู่การสวรรคตของสมเด็จพระสุริโยทัย ภาพยนตร์ใช้ต้นทุนสร้าง 350 ล้านบาท

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 ดนัย ไชยโยธา. (2543). พัฒนาการของมนุษย์กับอารยธรรมในราชอาณาจักรไทย เล่ม ๑. โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. หน้า 216.
  2. Phayre p. 92
  3. Damrong Rajanubhab p. 10
  4. Cocks p. 36
  5. 5.0 5.1 5.2 Damrong Rajanubhab p. 11
  6. Cocks p. 41
  7. 7.0 7.1 Harvey p. 157
  8. Wood p. 102
  9. Damrong Rajanubhab p. 12
  10. 10.0 10.1 Damrong Rajanubhab p. 13
  11. Wood p. 100
  12. Wood p. 101
  13. 13.0 13.1 Wood p. 108
  14. 14.0 14.1 Wood p. 109
  15. 15.0 15.1 Wood p. 110
  16. Wood p. 111
  17. Damrong Rajanubhab p. 14
  18. 18.0 18.1 18.2 Damrong Rajanubhab p. 15
  19. 19.0 19.1 19.2 19.3 Wood p. 112
  20. Harvey p. 158
  21. Phayre p. 100
  22. 22.0 22.1 22.2 22.3 22.4 Wood p. 113
  23. Quaritch Wales p.145
  24. Quaritch Wales p.189
  25. 25.0 25.1 Harvey p. 158-159
  26. 26.0 26.1 26.2 26.3 26.4 วีรสตรีไทย: สมเด็จพระสุริโยทัย. สารานุกรมไทยฉบับเยาวชนฯ ฉบับที่ ๒๑. สืบค้น 28 สิงหาคม 2553
  27. Damrong Rajanubhab p. 16
  28. 28.0 28.1 28.2 28.3 Damrong Rajanubhab p. 17
  29. 29.0 29.1 29.2 29.3 Damrong Rajanubhab p. 18
  30. 30.0 30.1 30.2 30.3 30.4 30.5 Phayre p. 101
  31. Thaiwaysmagazine.com - Elephant Duel: The Honorary Combat on Elephant Back Retrieved 2010-02-06
  32. 32.0 32.1 32.2 32.3 32.4 Damrong Rajanubhab p. 19
  33. 33.0 33.1 33.2 33.3 33.4 33.5 33.6 Harvey p. 159
  34. 34.0 34.1 34.2 Damrong Rajanubhab p. 20
  35. 35.0 35.1 Cocks p. 44
  36. 36.0 36.1 36.2 Cocks p. 45
  37. 37.0 37.1 Damrong Rajanubhab p. 21
  38. 38.0 38.1 Harvey p. 160
  39. Harvey p. 162
  40. Harvey p. 164
  41. A Historical Divide Subhatra Bhumiprabhas. Retrieved 2010-03-04
  42. Suriyothai: The Sun and The Moon. Retrieved 2010-03-04 Archived พฤษภาคม 14, 2006 at the Wayback Machine.
  43. ดนัย ไชยโยธา. (2543). พัฒนาการของมนุษย์กับอารยธรรมในราชอาณาจักรไทย เล่ม ๑. โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. หน้า 216-217.
  44. ดนัย ไชยโยธา. (2543). พัฒนาการของมนุษย์กับอารยธรรมในราชอาณาจักรไทย เล่ม ๑. โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. หน้า 217.
  45. Damrong Rajanubhab p. 22-24
  46. Wood p. 114
  47. Damrong Rajanubhab p. 22

บรรณานุกรม[แก้]