สงครามพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้
| สงครามพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ | |||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|
เส้นทางการเดินทัพของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ |
|||||||
|
|||||||
| คู่ขัดแย้ง | |||||||
| อาณาจักรพม่า (หงสาวดี) | อาณาจักรอยุธยา | ||||||
| ผู้บังคับบัญชา | |||||||
| พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ มหาอุปราชบุเรงนอง พระเจ้าแปร พระยาพสิม |
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ สมเด็จพระสุริโยทัย † พระราเมศวร (เชลย) พระมหินทราธิราช สมเด็จพระมหาธรรมราชา (เชลย) |
||||||
สงครามพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ หรือ สงครามคราวเสียสมเด็จพระสุริโยทัย[1] เป็นหนึ่งในสงครามครั้งแรก ๆ ระหว่างอาณาจักรอยุธยากับอาณาจักรพม่า สงครามเริ่มขึ้นนับจากการรุกรานของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้แห่งราชวงศ์ตองอูผ่านด่านเจดีย์สามองค์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2091 วอกศก อันเป็นผลมาจากความวุ่นวายในการผลัดแผ่นดินและการแย่งชิงราชสมบัติของอาณาจักรอยุธยา ความขัดแย้งดังกล่าวยุติลงโดยมีสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเป็นพระมหากษัตริย์อยุธยา
สงครามครั้งนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่านำมาซึ่งการรบสมัยใหม่ช่วงแรกโดยทหารรับจ้างชาวโปรตุเกส และเป็นที่รู้จักกันดีในประวัติศาสตร์ไทยว่าสมเด็จพระสุริโยทัยสวรรคตในการรบบนหลังช้าง
กองทัพอยุธยาฝ่ายตั้งรับได้รับชัยชนะและกองทัพพม่าถูกขับไล่ออกจากแผ่นดินอยุธยา แต่ในระหว่างเดินทัพกลับ กองทัพพม่าได้จับกุมพระราเมศวรและสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งเมืองพิษณุโลก ซึ่งเสียทีแก่ข้าศึกในระหว่างการไล่ตี กลับไปด้วย เพื่อแลกกับการเจรจาให้พม่าถอนทัพอย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งนี้เป็นชัยชนะที่ไม่เด็ดขาด จึงได้นำไปสู่การรุกรานอีกครั้งในสงครามช้างเผือก รัชสมัยพระเจ้าบุเรงนอง ในปี พ.ศ. 2106 และสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่ง ในปี พ.ศ. 2112 ตามลำดับ
เนื้อหา |
[แก้] เบื้องหลัง
[แก้] การขึ้นสู่อำนาจของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้
ในปี พ.ศ. 2029 เจ้าเมืองตองอูได้ก่อการกบฏต่อพระมหากษัตริย์ในอังวะ ต่อมาได้ปราบดาภิเษกตนเองเป็นพระเจ้าเมงจีโย ผู้สร้างสถาปนาราชวงศ์ตองอูและสร้างอาณาจักรใหม่ขึ้น[2] การกบฏดังกล่าวก่อให้เกิดความยุ่งยากและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่ขัดแย้งกันในอาณาจักรอังวะ ซึ่งเป็นรัฐที่มีอำนาจทางตอนกลางของพม่านับตั้งแต่ พ.ศ. 1907 เจ้าฟ้าแห่งรัฐฉานทางตอนเหนือเห็นสบโอกาสที่จะรุกรานและยึดครองอังวะและสามารถผนวกดินแดนดังกล่าวในปี พ.ศ. 2070[3] แต่ความไม่พอใจต่อการปกครองของฉาน ทำให้ขุนนางและสามัญชนชาวพม่าจำนวนมากอพยพมารวมกับชาวพม่าที่ตองอู ทำให้อาณาจักรตองอูเป็นรัฐที่มีอำนาจมากขึ้น[4][5]
ในปี พ.ศ. 2074 พระเจ้าเมงจีโยเสด็จสวรรคต พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระราชบิดาเป็นพระมหากษัตริย์แห่งตองอู ในปี พ.ศ. 2078 พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงยกทัพไปตีอาณาจักรมอญทางตอนใต้ซึ่งมีเมืองหลวงอยู่ที่หงสาวดี[5] จนกระทั่งปี พ.ศ. 2081 ดินแดนมอญส่วนใหญ่ รวมทั้งเมืองหลวงหงสาวดี ได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้[6] ในปี พ.ศ. 2082 พระองค์ทรงย้ายเมืองหลวงไปยังหงสาวดี ตั้งแต่นั้นมา พระองค์จึงได้ชื่อว่าพระมหากษัตริย์แห่งหงสาวดี นอกจากนี้ เมืองที่ยิ่งใหญ่ของพม่าอย่างแปร และเมาะตะมะ ก็ตกอยู่ภายใต้กองกำลังของพระองค์ในเวลาไม่นานนัก[7]
ระหว่างสงครามเพื่อขยายพระราชอาณาเขตเหล่านี้ แม่ทัพคู่ใจของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้คือพระสหายในวัยเด็กของพระองค์ หลังจากที่ได้สมรสกับพระนางตะเกงจี พระพี่นางของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ แม่ทัพผู้นี้ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น บาเยนองจอเดงนรธา หรือเพี้ยนเป็น บุเรงนองกะยอดินนรธา มีความหมายว่า "พระเชษฐาธิราชผู้ทรงกฤษดาภินิหาร" ต่อมา บุเรงนองผู้นี้ได้รับเลือกให้เป็นทายาทผู้มีสิทธิโดยตรงและมกุฎราชกุมาร[5][7] และเป็นสมัยแรกที่พม่าและอยุธยามีอาณาเขตติดต่อกันโดยตรง
[แก้] การตีเมืองเชียงกราน
ในปี พ.ศ. 2081 พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ยึดครองเมืองเชียงกรานของมอญ ซึ่งเป็นรัฐบรรณาการของอยุธยา บริเวณชายแดนระหว่างอยุธยากับพม่า[8] สมเด็จพระไชยราชาธิราชจึงทรงเกณฑ์กำลังพลและเคลื่อนทัพไปยังเชียงกรานในเดือนพฤศจิกายน โดยพระองค์ทรงนำพ่อค้าชาวโปรตุเกสกว่า 120 คนเข้าร่วมสงครามดังกล่าวด้วย[9] ผลปรากฏว่าอยุธยาประสบความสำเร็จในการขับไล่พม่าออกจากเชียงกราน การรบดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการปะทะกันทางทหารครั้งแรกระหว่างพม่ากับอยุธยา[10]
[แก้] ความวุ่นวายในอยุธยา
สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของราชวงศ์สุพรรณภูมิ ซึ่งสืบทอดพระราชอำนาจจากราชวงศ์อู่ทอง นับตั้งแต่ พ.ศ. 1952 พระองค์เสวยราชสมบัติเมื่อปี พ.ศ. 2076 หลังจากทรงแย่งชิงราชบัลลังก์จากพระรัษฎาธิราช ผู้มีพระชนมายุ 5 พรรษา และทรงครองราชย์เพียง 4 เดือน[11] ด้วยการสำเร็จโทษ[12] พระราชบิดาของพระรัษฎาธิราช คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 ทรงเป็นกึ่งพระเชษฐาของสมเด็จพระไชยราชาธิราช สมเด็จพระไชยราชาธิราชสวรรคตในปี พ.ศ. 2089 หลังจากทรงครองราชย์มาเป็นระยะเวลา 13 ปี พระมหากษัตริย์รัชกาลต่อมา คือ พระยอดฟ้า[13]
เนื่องจากพระยอดฟ้าทรงขึ้นครองราชย์ตั้งแต่มีพระชนมายุน้อย พระราชมารดาของพระองค์ คือ ท้าวศรีสุดาจันทร์ จึงทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทน โดยพระองค์ทรงสืบเชื้อสายจากราชวงศ์อู่ทอง พระอุปราชและกึ่งพระเชษฐาของสมเด็จพระไชยราชาธิราช พระเฑียรราชา ก็ทรงมีสิทธิ์ในอำนาจผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเช่นกัน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในราชสำนักกับท้าวศรีสุดาจันทร์จึงทรงออกผนวชเสีย[13] มีการกล่าวว่าแม้ก่อนการสวรรคตของสมเด็จพระไชยราชาธิราช ท้าวศรีสุดาจันทร์ทรงมีความสัมพันธ์ผิดประเวณีกับขุนชินราช ผู้ซึ่งเป็นผู้รักษาหอพระข้างในหรือหอพระเทพบิดรในพระบรมมหาราชวังของกรุงศรีอยุธยา เฟอร์เนา เมนเดส ปินโต นักสำรวจชาวโปรตุเกสร่วมสมัย บันทึกข่าวลือซึ่งอ้างว่าท้าวศรีสุดาจันทร์ทรงลอบวางยาพิษพระสวามีของตนเองเพื่อที่จะยึดครองราชบัลลังก์ และอาจเป็นเพื่อต้องการที่จะฟื้นฟูราชวงศ์อู่ทองขึ้นมาใหม่ หลักฐานซึ่งสนับสนุนการกล่าวอ้างเช่นนี้ คือ การที่พระนางทรงประหารชีวิตขุนนางที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก รวมไปถึงพระยามหาเสนา และทรงแต่งตั้งคนที่พระนางโปรดขึ้นดำรงตำแหน่งแทน[14] มีการบันทึกไว้เช่นกันว่า พระนางมีพระครรภ์แก่แล้วและอีกไม่นานจะประสูติพระธิดา เมื่อทรงเห็นว่าไม่อาจเก็บความลับนี้ได้แล้ว ในปี พ.ศ. 2091 พระนางจึงทรงก่อรัฐประหาร ถอดพระโอรสของพระองค์ออกจากราชบัลลังก์และแทนที่ด้วยชู้รักของตน ขุนวรวงศาธิราช เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 1548[14] ทรงพระนามว่า สมเด็จพระวรวงศาธิราช มีการกล่าวว่าพระยอดฟ้าทรงถูกสำเร็จโทษหรือถูกวางยาพิษโดยพระราชมารดาอีกด้วย[15]
รัชสมัยของขุนวรวงศาธิราชสั้นมาก ภายใน 42 วัน เจ้านายและขุนนางรัฐบาลจำนวนมากได้วางแผนที่จะถอดพระองค์ออกจากราชบัลลังก์ ผู้สมคบคิดนำโดยขุนพิเรนทรเทพ ผู้สืบเชื้อสายพระมหากษัตริย์สุโขทัยจากฝั่งพระบิดา และมีความสัมพันธ์กับสมเด็จพระไชยราชาธิราชทางพระมารดา[15] แผนลอบปลงพระชนม์เป็นการล่อขุนวรวงศาธิราชจากพระราชวังไปยังป่าโดยกราบทูลว่าจะไปจับช้าง และเมื่อพระมหากษัตริย์ ท้าวศรีสุดาจันทร์และพระธิดาของทั้งสองเสด็จพระราชดำเนินโดยเรือประทับ ขุนพิเรนทรเทพและผู้สมคบคิดก็ลอบปลงพระชนม์ทั้งสามเสีย[16][17] พระเฑียรราชาได้ทรงรับเชิญให้สึกและสืบราชบัลลังก์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ[18] หนึ่งในพระราชกรณียกิจแรก ๆ ของพระองค์ คือ ทรงสถาปนาขุนพิเรนทรเทพเป็นพระมหากษัตริย์สุโขทัย (ในขณะนั้นเป็นรัฐบรรณาการของอยุธยา) ให้ไปประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก ไม่นานหลังจากนั้น ขุนพิเรนทรเทพทรงได้รับสมัญญานามสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช และทรงได้รับพระราชทานพระวิสุทธิกษัตรีย์เป็นอัครมเหสี[10][19]
[แก้] การรุกราน
หลังสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงขึ้นครองราชย์ได้นาน 7 เดือน ความในพงศาวดารระบุว่า ความวุ่นวายในการผลัดแผ่นดินแย่งชิงราชสมบัติภายในอาณาจักรอยุธยาก่อนหน้านั้นถึง 3 รัชกาล ทราบถึงพระกรรณของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ ซึ่งมีพระราชประสงค์ที่จะแผ่ขยายอาณาจักรอยู่แล้ว โดยก่อนหน้านั้น พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงใช้เวลาสิบปีสามารถตีเมืองหงสาวดี ราชธานีของชนชาติมอญ แตก และย้ายเมืองหลวงจากตองอูลงมาสู่หงสาวดีได้สำเร็จ อีกทั้งยังทรงรวบรวมเมืองขึ้นและสถาปนาศูนย์กลางอำนาจของชนชาติพม่าขึ้นอย่างเข้มแข็งในลุ่มแม่น้ำอิระวดี เหตุผลอีกประการหนึ่ง คือ พระองค์ทรงปรารถนาจะได้อยุธยาเป็นรัฐบรรณาการของพม่า พระองค์ได้ทรงฉกฉวยโอกาสที่จะลงมือ[19]
พระองค์ทรงขยายกองทัพครั้งใหญ่ รวมไปทั้งการเกณฑ์ทหารและจ้างทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ พระองค์ยังได้ดินแดนมอญ ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับอยุธยา อยู่ในอำนาจ โดยพระองค์ได้ทรงใช้เป็นฐานในความพยายามยึดกรุงศรีอยุธยาอย่างมีประสิทธิภาพ[18] ตามพงศาวดารพม่า ตอนปลายปี พ.ศ. 2091 กองทัพอยุธยาขนาดเล็กได้โจมตีทวาย แต่ก็ถูกขับไล่ออกไปอย่างง่ายดาย พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงคราม และเมื่อฝ่ายอยุธยาปฏิเสธ สงครามระหว่างอยุธยากับพม่าจึงดำเนินต่อไป[20] พระองค์ทรงตัดสินพระทัยบัญชาการรบด้วยตนเองและทรงรวบรวมกองทัพที่เมาะตะมะ[21]
พงศาวดารอยุธยาระบุว่ากองทัพพม่ามีกำลังพลทหารราบ 300,000 นาย ม้า 3,000 ตัว และช้างศึก 700 เชือก[22] ซึ่งใช้อาวุธในสมัยนั้น: ดาบ ธนูและหอก[23] ทหารระดับสูงอาจใช้อาวุธอย่างนกปืนและปืนคาบศิลา[24] อาวุธสมัยใหม่นี้ได้นำเข้าสู่อาณาจักรทั้งสองนี้โดยพ่อค้าชาวโปรตุเกสก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกัน ดิเอโก ซอเรส เดอ เมลโล ชาวโปรตุเกส ได้บัญชาการกองกำลังอันประกอบด้วยทหารรับจ้างมืออาชีพ 180 คน ในกองทัพของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ นอกจากนี้ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ยังมีหน่วยองครักษ์ชาวโปรตุเกสจำนวน 400 นาย มอเรียนและปืนไฟของทหารเหล่านี้เลี่ยมทองไว้ ทหารเหล่านี้มีหน้าที่อารักขาพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับมีความชำนาญในทหารปืนใหญ่[25]
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2092 พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงเริ่มการรุกรานอาณาจักรอยุธยา[19] ซึ่งถือว่าเป็นการรุกรานของพม่าครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย[26] โดยพระองค์ทรงใช้เส้นทางด้านทิศใต้ จากเมาะตะมะลงไปตามแม่น้ำอัตทะรัน ข้ามที่ราบสูงมุ่งหน้าไปยังด่านเจดีย์สามองค์ และเข้าสู่ดินแดนของอยุธยา ต่อมา กองทัพพม่าได้เดินทัพไปตามแม่น้ำแควน้อยไปยังเมืองไทรโยค จากนั้นตัดผ่านไปยังแม่น้ำแควใหญ่ ก่อนที่จะเดินทางด้วยเรือมุ่งหน้าไปยังเมืองกาญจนบุรี[27] พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้เสด็จพระราชดำเนินโดยมีข้าราชบริพารและช้างจำนวนมหาศาล ช้างศึกเหล่านี้ได้บรรทุกจิงกอลและปืนใหญ่บรอนซ์ ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์ที่จะถูกเก็บรักษาไว้ใกล้กับองค์พระมหากษัตริย์ ในคราวนี้ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงมีมหาอุปราชบุเรงนอง พระราชโอรสวัย 13 พรรษา นันทบุเรง และขุนนางที่ร่ำรวยอีกจำนวนหนึ่ง คนงานหลายร้อยคนถูกส่งออกไปตั้งค่ายซึ่งทำจากไม้ ซึ่งมีการระบายสีและเคลือบทอง แต่ในวันรุ่งขึ้น ค่ายเดิมก็ถูกรื้อและไปตั้งค่ายในตำแหน่งใหม่ต่อไป[25]
[แก้] ลำดับเหตุการณ์กระทั่งสมเด็จพระสุริโยทัยสวรรคต
ในช่วงแรก การรุกรานพบกับการต่อต้านเพียงเล็กน้อย เนื่องจากองทัพพม่ามีขนาดใหญ่กว่ามากเมื่อเทียบกับกองทัพขนาดเล็กที่รักษาชายแดนไว้[18] เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงทราบข่าว จึงทรงให้ระดมพลและทรงรวบรวมกองทัพไว้ที่สุพรรณบุรี ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของกรุงศรีอยุธยา[28] เมื่อกองทัพพม่าเดินทัพมาถึงเมืองกาญจนบุรีซึ่งมีกำแพงล้อมรอบ ก็พบว่ากาญจนบุรีเป็นเมืองร้าง[29] จึงเดินทัพต่อมายังบ้านทวนและจรเข้สามพัน[29] พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงแบ่งกองทัพออกเป็นสามส่วน ส่วนที่หนึ่งอยู่ภายใต้การบัญชาการของบุเรงนอง ส่วนที่สองมีพระเจ้าแปรบัญชาการ และส่วนที่สามมีพระยาพสิมบัญชาการ[30] ฝ่ายพม่ายังคงมุ่งหน้าต่อไปและสามารถยึดเมืองอู่ทองได้ เช่นเดียวกับหมู่บ้านดอนระฆังและหนองสาหร่าย คืบเข้าใกล้สุพรรณบุรีทุกขณะ และเมื่อกองทัพพม่ามาถึงเมือง กองทัพอยุธยาไม่อาจต้านทานได้ จึงถอยกลับเข้ากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้มีพระบรมราชโองการให้กองทัพทางตะวันออกเฉียงใต้ตามคลองทั้งสองและข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับพงแพง จากที่นั่น พระองค์ทรงให้ตั้งค่ายอยู่ทางเหนือของกรุงศรีอยุธยาในพื้นที่ราบซึ่งเรียกกันว่า ทุ่งลุมพลี[29]
ฝ่ายอยุธยามีอุบายรับศึกด้วยการตั้งรับภายในกำแพงพระนคร โดยกวาดต้อนพลเมืองที่อยู่บริเวณนอกเมืองให้เข้ามาอยู่ในพระนครให้ได้มากที่สุด และจัดทหารขึ้นประจำป้อมรอบกำแพงเมือง ซึ่งบนกำแพงมีป้อมประมาณ 16 ป้อม นอกจากนี้แล้วยังส่งนายทหารชั้นผู้ใหญ่ออกไปตั้งค่ายรอบเมืองอีก 4 ค่าย[26]
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2092 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงตัดสินพระทัยยกทัพออกนอกพระนครเพื่อเป็นการบำรุงขวัญทหารและทอดพระเนตรจำนวนข้าศึก[26] นอกเหนือจากพระองค์แล้ว พระมเหสี สมเด็จพระสุริโยทัย พร้อมกับพระราชธิดา พระบรมดิลก ซึ่งเสด็จบนหลังช้างทรงเช่นกัน สตรีทั้งสองนี้ได้แต่งกายเป็นทหารอย่างชาย โดยสมเด็จพระสุริโยทัยทรงแต่งกายอย่างพระมหาอุปราช นอกจากนี้ พระราชโอรสทั้งสอง พระราเมศวร พระมหาอุปราชและทายาทผู้มีสิทธิ์โดยตรง และพระมหินทร์ พระอนุชา ได้ตามเสด็จพระราชบิดาไปด้วย[22][29]
กองทัพอยุธยาจัดขบวนออกเคลื่อนทัพไปทางเหนือจนถึงบริเวณทุ่งภูเขาทอง[26] ไม่นานก็พบกับทัพหน้าของพม่าโดยมีพระเจ้าแปรเป็นแม่ทัพ ทั้งสองขบวนก็ปะทะกัน พระเจ้าแปรและสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงทำยุทธหัตถีกัน ซึ่งเป็นแบบธรรมเนียมในเวลานั้น[31] แต่ช้างทรงของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสียทีและหันหลังหนีจากข้าศึก พระเจ้าแปรก็ทรงขับช้างไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด สมเด็จพระสุริโยทัยทอดพระเนตรเห็นพระราชสวามีกำลังอยู่ในอันตรายจึงรีบขับช้างเข้าขวางพระเจ้าแปร ทำให้ทรงไม่สามารถติดตามต่อไปได้[22][32] พระเจ้าแปรจึงทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระสุริโยทัย เนื่องจากสมเด็จพระสุริโยทัยอยู่ในลักษณะเสียเปรียบ ช้างพระเจ้าแปรได้เสยช้างสมเด็จพระสุริโยทัย จนเท้าหน้าทั้งสองลอยพ้นพื้นดิน แล้วพระเจ้าแปรจึงฟันสมเด็จพระสุริโยทัยจากพระพาหาขาดถึงกลางพระองค์[26] นอกจากนี้ พระเจ้าแปรยังทรงทำให้พระบรมดิลกได้รับบาดเจ็บ ทั้งสองพระองค์เสด็จสวรรคตบนช้างทรงเชือกเดียวกัน[19][32][33] มีการเล่าว่า พระเจ้าแปรไม่ทรงทราบว่าพระองค์กำลังรบกับสตรีอยู่จนกระทั่งพระองค์ทรงฟันศัตรูบริเวณไหล่ ในจังหวะที่ร่างกายทรุดลงจนหมวกเหล็กที่สวมไว้หลุดออกนั้น พระองค์จึงทรงเห็นผมยาวของสตรี
พระราเมศวรและพระมหินทร์ทรงขับช้างเข้ากันข้าศึก และขับทัพหน้าของพม่าออกจากทุ่ง จากนั้นทรงนำช้างพร้อมทั้งพระศพสมเด็จพระราชชนนีและพระขนิษฐภคินีกลับเข้ากรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ใช้เวลาในการรวบรวมกองทัพแล้วจึงถอยกลับเข้าพระนครเช่นกัน[22][32]
[แก้] การโจมตีกรุงศรีอยุธยา
พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงเตรียมกองทัพสำหรับการล้อมกรุงศรีอยุธยาในตอนต้นของเดือนมีนาคม ค่ายของพระองค์ตั้งอยู่ทางเหนือของพระนครที่ตำบลกุ่มดอง และแม่ทัพของพระองค์ได้ตั้งค่ายอยู่ตามพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญโดยรอบกำแพงเมือง โดยมหาอุปราชบุเรงนองตั้งค่ายอยู่ที่เพนียด พระเจ้าแปรตั้งค่ายอยู่ที่บ้านใหม่มะขามหย่อง และพระยาพสิมตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลทุ่งวรเชษฐ์[32] แต่อย่างไรก็ตาม พม่าก็ประสบความยากลำบากในการหักเอาพระนคร[34]
กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองซึ่งตั้งอยู่บนเกาะซึ่งมีแม่น้ำสามสายล้อมรอบ ได้แก่ แม่น้ำลพบุรีทางเหนือ แม่น้ำเจ้าพระยาทางตะวันตกและใต้ และแม่น้ำป่าสักทางตะวันออก ซึ่งถือว่าเป็นคูเมืองธรรมชาติที่มั่นคง ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานั้นเป็นที่ราบลุ่มและเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในราวเดือนกรกฎาคมและสิ้นสุดลงระหว่างเดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน ทำให้พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงมีเวลาเพียงห้าเดือนที่จะหักเอากรุงศรีอยุธยา หรือมิฉะนั้นพื้นที่ตั้งค่ายและเส้นทางส่งเสบียงจะถูกน้ำท่วม นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่น้ำท่วมดังกล่าวจะทำให้กองทัพของพระองค์ไม่สามารถเคลื่อนไปไหนได้เลย[28] พื้นที่ลุ่มเป็นหนองน้ำโดยรอบกรุงศรีอยุธยามีการขุดคลองเป็นจำนวนมาก ทำให้เรือปืนที่ติดปืนใหญ่สามารถยิงขับไล่ข้าศึกที่กำลังโจมตีพระนครอยู่[28] ฝ่ายพม่ามีปืนใหญ่ขนาดเล็กที่นำมาในกองทัพด้วย ในขณะที่กรุงศรีอยุธยามีปืนใหญ่ขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บนกำแพงเมือง[28][33]
ฝ่ายพม่าได้ล้อมพระนครไว้ แต่เนื่องจากไม่มีความสามารถที่จะข้ามแม่น้ำหรือเจาะกำแพงเมืองโดยการยิงปืนใหญ่ ทำให้ต้องไปตั้งค่ายโดยรอบพระนครแทน ในขณะที่ทางน้ำซึ่งเชื่อมถึงกันจากเหนือถึงใต้ ทำให้เป็นการง่ายที่กรุงศรีอยุธยาฝ่ายป้องกันจะได้รับเสบียงสนับสนุน ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกส 50 นาย โดยมีกาลิโอเต เปเรราเป็นนายกอง ได้รบป้องกันส่วนที่อ่อนแอที่สุดของกำแพงพระนคร เนื่องจากฝ่ายพม่าไม่สามารถหักเอาเมืองได้ตามแบบธรรมดา พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้จึงทรงมอบข้อเสนอติดสินบนทหารรับจ้างเหล่านี้ แต่ทหารรับจ้างโปรตุเกสได้ดูถูกและปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว เมื่อแม่ทัพอยุธยาทราบข่าว ก็ได้เปิดประตูเมืองและท้าทายพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ให้นำเงินมาให้ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด[33]
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิไม่สามารถขับไล่พม่าออกไปได้ จึงทรงส่งสารไปยังพระมหาธรรมราชาที่พิษณุโลก โดยมีคำสั่งให้ยกทัพมาช่วยพระองค์ และหากเป็นไปได้ ให้โจมตีข้าศึกในการรบ พระมหาธรรมราชาได้ระดมพลอย่างรวดเร็วและด้วยความช่วยเหลือของเจ้าเมืองสวรรคโลก กองทัพพิษณุโลกขนาดใหญ่ได้เคลื่อนพลลงใต้เพื่อที่จะโจมตีกองทัพพม่าทางด้านหลัง พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงทราบข่าว และด้วยการกราบทูลแนะนำของบุเรงนอง พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงตัดสินพระทัยถอนทัพ ละทิ้งความตั้งใจที่จะหักเอากรุงศรีอยุธยา[33] การตัดสินพระทัยของพระองค์ยังเกี่ยวเนื่องกับข่าวจากพม่าที่ว่าพวกมอญ ผู้ซึ่งไม่เคยถูกปราบปรามจากราชวงศ์ตองอูมาก่อน ได้ก่อกบฏในขณะที่พระมหากษัตริย์พม่าไม่ประทับอยู่ในประเทศ[22] ปัจจัยอื่นรวมไปถึงการขาดแคลนเสบียงและโรคระบาดในกองทัพ ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับการล้อมในระยะยาว[34] และภายในหนึ่งเดือนหลังจากการล้อมเริ่มต้นขึ้น (ราวเดือนเมษายน) พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ได้ถอนทัพพม่าทั้งหมดไปทางแนวชายแดน[30][33][35]
[แก้] การถอยทัพ
พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ต้องการที่จะถอยทัพกลับไปทางด่านเจดีย์สามองค์ เส้นทางเดิมเมื่อครั้งนำทัพมารุกราน แต่เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวเสบียงอาหารร่อยหรอมาก ดังนั้น พระองค์จึงทรงนำทัพกลับไปทางเหนือทางด่านแม่ละเมา (ปัจจุบันอยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก) ในระหว่างนำทัพกลับ กองทัพพม่าพยายามที่จะหักเอาเมืองกำแพงเพชร แต่ไม่สามารถตีได้ เนื่องจากเมืองมีการป้องกันอย่างหนาแน่น ด้วยความช่วยเหลือของทหารรับจ้างโปรตุเกส เจ้าเมืองกำแพงเพชรสามารถขับไล่โดยการยิงกระสุนปืนซึ่งทำให้กองทัพพม่าไม่สามารถใช้ปืนใหญ่และปกป้องปืนใหญ่ด้วยการป้องกันความชื้น[33]
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเห็นว่าการถอยทัพของพม่าเป็นโอกาสที่จะโจมตีข้าศึกในยามอ่อนแอ ดังนั้น พระองค์จึงส่งพระราเมศวรและพระมหาธรรมราชาติดตามและขับไล่ข้าศึกออกจากแผ่นดินอยุธยา[34] ภายในสามวัน กองทัพอยุธยาสามารถติดตามทันกองทัพพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงทั้งสองฝ่าย[30][35] เมื่อกองทัพพระราเมศวรและพระมหาธรรมราชาเข้ามาใกล้ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้เลือกที่จะหยุดการถอยทัพและซุ่มโจมตีกองทัพอยุธยาใกล้กับกำแพงเพชร กองทัพอยุธยาซึ่งกำลังฮึกเหิมได้ต้องกลข้าศึกอย่างไม่ทันตังตัว ฝ่ายพม่าสามารถจับพระราเมศวรและพระมหาธรรมราชาเป็นเชลยศึกได้ทั้งคู่[30][33][36] อีกทั้งฝ่ายพระมหาอุปราชาบุเรงนองยังสามารถตีทัพของหลวงศรียศแตกที่คลองหินตาแตกอีกด้วย[1]
การได้ตัวทั้งสองพระองค์เป็นการบีบบังคับให้สมเด็จพระมหาจักรพรรดิต้องเจรจากับพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ พระองค์ทรงมอบช้างศึกสองเชือก ได้แก่ ช้างพลายศรีมงคลและช้างพลายมงคลทวีปเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน[37] จากนั้น กองทัพพม่าจึงได้ถอยทัพกลับโดยสันติ นอกเหนือจากนั้น พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ยังได้ปล่อยตัวเชลยศึกอีกจำนวนมากที่ได้ถูกจับตัวไว้ระหว่างการทัพ[36][38] การทัพดังกล่าวเริ่มต้นและสิ้นสุดลงในเวลาห้าเดือน[30]
[แก้] หลังสงคราม
ตามพงศาวดารพม่า พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้เมื่อเสด็จกลับถึงพระนคร ก็เสวยแต่น้ำจัณฑ์และละทิ้งการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ[30][38] ทำให้พระมหาอุปราชาบุเรงนองจำเป็นต้องทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทน[36] ในปี พ.ศ. 2092 เมื่อบุเรงนองออกจากเมืองหลวงเพื่อปราบปรามกบฏมอญทางใต้ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ทรงถูกลอบปลงพระชนม์และได้มีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน[39] ทำให้หัวเมืองต่าง ๆ แข็งข้อขึ้น ซึ่งทำให้บุเรงนองต้องใช้เวลากว่าห้าปีในการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น จนเสร็จสิ้นเมื่ออังวะถูกยึดในปี พ.ศ. 2097[40]
ทางฝ่ายอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้พระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสุริโยทัยที่สวนหลวง แล้วสร้างวัดอุทิศพระราชกุศลพระราชทาน คือ วัดสบสวรรค์ สถูปขนาดใหญ่ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเก็บพระอัฐิของสมเด็จพระสุริโยทัย ถูกเรียกว่า เจดีย์พระศรีสุริโยทัย[32] แต่ถึงแม้ว่าจะมีการสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นเฉลิมพระเกียรติพระองค์ขึ้นหลายแห่งในประเทศไทย แต่ตัวตนและความเสียสละของพระองค์ยังเป็นหัวข้อที่ยังเป็นที่โต้เถียงกันอยู่ เนื่องจากความจริงที่ว่าพระนามของพระองค์มิได้ถูกกล่าวถึงหรือบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์พม่าเลย[41] และข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับชีวิตของพระองค์ถูกคัดมาจากบางตอนของจดหมายเหตุกรุงศรีอยุธยาและการบรรยายของนักสำรวจชาวโปรตุเกส โดมิงโก ซีซัส[42]
ผลของสงครามทำให้มีการเพิ่มการป้องกันของอยุธยาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเร่งฟื้นฟูกำแพงเมืองให้แข็งแกร่งกว่าเดิม และปรับปรุงกิจการทหารและทำนุบำรุงสภาพบ้านเมืองให้แข็งแกร่ง โดยมีการก่อกำแพงอิฐรอบตัวพระนครกรุงศรีอยุธยาแทนเชิงเทินดินปักไม้แบบเดิม กำหนดหัวเมืองขึ้นใหม่ 3 หัวเมือง โดยยกบ้านตลาดขวัญเป็นเมืองนนทบุรี ยกบ้านท่าจีนเป็นเมืองสาครบุรี และรวมดินแดนบางส่วนของราชบุรีกับเมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองนครชัยศรี ทรงเตรียมเรือเพิ่ม และจัดการคล้องช้างป่าเพื่อใช้ในการสงครามเพิ่มเติม[43] โดยในเวลา 3 ปี สามารถจับช้างเผือกได้ถึง 6 ช้าง ทำให้อยุธยามีช้างเผือกรวม 7 ช้าง[44] รวมทั้งการทำบัญชีบันทึกทหารทั้งปวง และขนาดของกองทัพเรือยังได้เพิ่มมากขึ้นด้วย.[45][46]
ชัยชนะของอยุธยาในครั้งนี้ทำให้พม่าได้รับประสบการณ์สำคัญในการรบกับอยุธยาในอนาคต การรุกรานครั้งต่อไปเกิดขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าบุเรงนอง ผู้ซึ่งมีความคุ้นเคยกับการรบกับชาวอยุธยาและการเคลื่อนทัพผ่านภูมิประเทศของอาณาจักรอยุธยา[47] ความไม่สบภายในของพม่าได้ชะลอการรุกรานครั้งต่อไปออกไป 15 ปี จนกระทั่งสงครามช้างเผือก (พ.ศ. 2106-2107)[37]
[แก้] ในสื่อ
สงครามพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ชื่อว่า "สุริโยไท" ออกฉายในปี พ.ศ. 2544 กำกับโดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล เนื้อหาในภาพยนตร์กล่าวถึงตั้งแต่การสวรรคตของสมเด็จพระไชยราชาธิราช เหตุการณ์ซึ่งนำไปสู่สงครามและยุทธหัตถีซึ่งนำไปสู่การสวรรคตของสมเด็จพระสุริโยทัย ภาพยนตร์ใช้ต้นทุนสร้าง 350 ล้านบาท
[แก้] อ้างอิง
- ^ 1.0 1.1 ดนัย ไชยโยธา. (2543). พัฒนาการของมนุษย์กับอารยธรรมในราชอาณาจักรไทย เล่ม ๑. โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. หน้า 216.
- ^ Phayre p. 92
- ^ Damrong Rajanubhab p. 10
- ^ Cocks p. 36
- ^ 5.0 5.1 5.2 Damrong Rajanubhab p. 11
- ^ Cocks p. 41
- ^ 7.0 7.1 Harvey p. 157
- ^ Wood p. 102
- ^ Damrong Rajanubhab p. 12
- ^ 10.0 10.1 Damrong Rajanubhab p. 13
- ^ Wood p. 100
- ^ Wood p. 101
- ^ 13.0 13.1 Wood p. 108
- ^ 14.0 14.1 Wood p. 109
- ^ 15.0 15.1 Wood p. 110
- ^ Wood p. 111
- ^ Damrong Rajanubhab p. 14
- ^ 18.0 18.1 18.2 Damrong Rajanubhab p. 15
- ^ 19.0 19.1 19.2 19.3 Wood p. 112
- ^ Harvey p. 158
- ^ Phayre p. 100
- ^ 22.0 22.1 22.2 22.3 22.4 Wood p. 113
- ^ Quaritch Wales p.145
- ^ Quaritch Wales p.189
- ^ 25.0 25.1 Harvey p. 158-159
- ^ 26.0 26.1 26.2 26.3 26.4 วีรสตรีไทย: สมเด็จพระสุริโยทัย. สารานุกรมไทยฉบับเยาวชนฯ ฉบับที่ ๒๑. สืบค้น 28 สิงหาคม 2553
- ^ Damrong Rajanubhab p. 16
- ^ 28.0 28.1 28.2 28.3 Damrong Rajanubhab p. 17
- ^ 29.0 29.1 29.2 29.3 Damrong Rajanubhab p. 18
- ^ 30.0 30.1 30.2 30.3 30.4 30.5 Phayre p. 101
- ^ Thaiwaysmagazine.com - Elephant Duel: The Honorary Combat on Elephant Back Retrieved 2010-02-06
- ^ 32.0 32.1 32.2 32.3 32.4 Damrong Rajanubhab p. 19
- ^ 33.0 33.1 33.2 33.3 33.4 33.5 33.6 Harvey p. 159
- ^ 34.0 34.1 34.2 Damrong Rajanubhab p. 20
- ^ 35.0 35.1 Cocks p. 44
- ^ 36.0 36.1 36.2 Cocks p. 45
- ^ 37.0 37.1 Damrong Rajanubhab p. 21
- ^ 38.0 38.1 Harvey p. 160
- ^ Harvey p. 162
- ^ Harvey p. 164
- ^ A Historical Divide Subhatra Bhumiprabhas. Retrieved 2010-03-04
- ^ Suriyothai: The Sun and The Moon. Retrieved 2010-03-04 Archived พฤษภาคม 14, 2006 at the Wayback Machine.
- ^ ดนัย ไชยโยธา. (2543). พัฒนาการของมนุษย์กับอารยธรรมในราชอาณาจักรไทย เล่ม ๑. โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. หน้า 216-217.
- ^ ดนัย ไชยโยธา. (2543). พัฒนาการของมนุษย์กับอารยธรรมในราชอาณาจักรไทย เล่ม ๑. โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. หน้า 217.
- ^ Damrong Rajanubhab p. 22-24
- ^ Wood p. 114
- ^ Damrong Rajanubhab p. 22
[แก้] บรรณานุกรม
- Cocks, S. W. (Second Edition 1919). A Short History of Burma (at www.archive.org). London: Macmillan and co.
- Prince Damrong Rajanubhab, Disuankumaan; (Translated by Baker, Chris) (Originally in 1917, 2001 edition). Our Wars With The Burmese: Thai-Burmese Conflict 1539-1767. Thailand: White Lotus Co. Ltd. ISBN 9747534584.
- Harvey, G. E. (1925). History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. London: Laurier Books Ltd. ISBN 8120613651.
- Jirattikorn, Amporn (August 2003). "Suriyothai: Hybridizing Thai National Identity Through Film". Inter-Asia Cultural Studies 4 (2): 296–308. doi:10.1080/1464937032000113015.
- Phayre, Arthur Purves, Sir. History of Burma : Including Burma Proper, Pegu, Taungu, Tenasserim, and Arakan : From the Earliest Time to the end of the First War with British India (1883) (at www.archive.org). London: Trübner & Co.
- Quaritch Wales, Horace Geoffrey (1952). Ancient South-east Asian Warfare. London: Bernard Quaritch Ltd.
- Wood, William A. R. (1924). History of Siam. Thailand: Chalermit Press. ISBN 1931541108.
- หนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า โดย สำนักพิมพ์แสงดาว-สร้อยทอง (พ.ศ. 2544) ISBN 974-87895-7-8
|
|||||||||||