สมเด็จพระไชยราชาธิราช
|
|
ในบทความนี้ หรือส่วนของบทความนี้ ยังคลุมเครือว่า เนื้อหาที่ใดเป็นเรื่องจริง ที่ใดเป็นเรื่องสมมุติ (เรื่องเล่าขาน, นิยาย ฯลฯ) โปรดเรียบเรียงใหม่โดยแยกแยะให้ชัดเจน ตามแนวทางการแยกเรื่องจริงกับเรื่องสมมุติ |
|
|
เนื้อหาในบทความนี้ไม่ถูกต้องแม่นยำ โปรดช่วยกันตรวจสอบ และปรับปรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพิ่มแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือได้ด้วย |
| สมเด็จพระไชยราชาธิราช |
|
|---|---|
![]() |
|
| พระปรมาภิไธย | สมเด็จพระไชยราชาธิราช |
| ราชวงศ์ | ราชวงศ์สุพรรณภูมิ |
| ครองราชย์ | พ.ศ. 2077 - พ.ศ. 2089 |
| ระยะครองราชย์ | 13 ปี |
| รัชกาลก่อนหน้า | พระรัษฎาธิราช |
| รัชกาลถัดไป | พระยอดฟ้า |
| ข้อมูลส่วนพระองค์ | |
| สวรรคต | พ.ศ. 2089 |
| พระราชบิดา | สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 |
| พระมเหสี | พระมเหสีจิตรวดี แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ |
| พระราชโอรส/ธิดา | พระยอดฟ้า พระศรีศิลป์ |
สมเด็จพระไชยราชาธิราช เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 13 แห่งกรุงศรีอยุธยา หลังจากครองราชย์ได้ทรงเป็นผู้นำทัพออกรบปราบกบฏหัวเมืองอยู่เนือง ๆ
เนื้อหา |
พระราชประวัติ[แก้]
เชื่อว่าพระองค์เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2077 หลังการปราบดาภิเษก โดยการสำเร็จโทษพระรัษฎาธิราช แล้วขึ้นครองราชย์
ในเอกสารของโปรตุเกส กล่าวกันว่ามีความเป็นไปได้ที่พระองค์อาจเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก โดยมีนามทางศาสนาว่า ดง จูอาว (โปรตุเกส: Dom João) ในปี ค.ศ. 1544[1][2] ซึ่งนอกจากนี้ก็ไม่มีเอกสารอื่นใดที่ยืนยันเกี่ยวกับการเปลี่ยนศาสนาในครั้งนี้อีก
พระมเหสี พระราชโอรส ธิดา[แก้]
คำให้การชาวกรุงเก่าระบุว่า สมเด็จพระไชยราชาธิราชมีพระมเหสี 2 พระองค์คือ[3]
สมเด็จพระไชยราชาธิราชมีพระโอรสที่ปรากฏในพงศาวดาร 2 พระองค์คือ
- พระยอดฟ้า พระราชโอรสที่ประสูติแต่แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์[4] ได้ครองราชย์หลังจากพระไชยราชาธิราชสวรรคตไม่ถึง 2 ปี ก็ถูกสังหารโดยขุนวรวงศาธิราช
- พระศรีศิลป์ พระราชโอรสที่เกิดแต่ท้าวศรีสุดาจันทร์ ขุนวรวงศาธิราชนั้นได้ลอบสังหารพระยอดฟ้าเสีย แต่พระศรีศิลป์เลี้ยงไว้ ต่อมา เมื่อขุนนางฝ่ายพระไชยราชาได้สังหารขุนวรวงศาและท้าวศรีสุดาจันทร์ที่คลองสระบัว พระศรีศิลป์ได้อยู่ในเหตุการณ์แต่รอดชีวิตกลับมาได้ ในรัชสมัยพระมหาจักรพรรดิ พระศรีศิลป์ได้คิดกบฏ ต่อพระมหาจักรพรรดิจนต้องปืนตาย
การสวรรคต[แก้]
ท้าวศรีสุดาจันทร์สนมเอกได้ลักลอบมีความสัมพันธ์กับพันบุตรศรีเทพ (ขุนวรวงศาธิราช) พราหมณ์ผู้คุมหอพระ ซึ่งต่อมาได้ลักลอบลองปลงพระชนม์พระองค์ด้วยยาพิษ ในปี พ.ศ. 2089
อย่างไรก็ดี การสวรรคตของสมเด็จพระไชยราชาธิราชด้วยยาพิษนั้นเป็นมาจากบันทึกของพ่อค้าชาวโปรตุเกสที่เข้ามาในอาณาจักรอยุธยาในสมัยนั้น ชื่อ เฟอร์ดินันท์ เมนเดซ ปินโต ซึ่งเป็นข้อมูลหลักในบทภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท แต่การสวรรคตของพระองค์ตามที่ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของไทยหลายส่วนเช่น พงศาวดารต่าง ๆ ต่างระบุว่าพระองค์สวรรคตด้วยอาการพระประชวร หลังจากการกลับจากสงคราม
พระราชกรณียกิจ[แก้]
ราชการสงคราม[แก้]
สงครามเชียงกราน[แก้]
ในรัชสมัยของพระองค์ได้เกิดสงครามไทยกับพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2081 เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ แห่งกรุงหงสาวดี ได้ยกกองทัพมาตีเมืองเชียงกราน อันเป็นหัวเมืองชายแดนทางทิศตะวันตกของกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงยกทัพไปตีกลับคืนมา ในการทัพครั้งนี้ พระองค์นำทหารอาสาชาวโปรตุเกสไปด้วย อาสาชาวโปรตุเกสมีความชำนาญในการใช้ปืนไฟ และได้เริ่มใช้ปืนไฟ ในการรบเป็นครั้งแรก กองทัพไทยสามารถยึดเมืองเชียงกราน กลับคืนมาได้
เมื่อพระองค์ยกทัพกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้ทรงปูนบำเหน็จความชอบแก่กองอาสาชาวโปรตุเกส พระราชทานที่ดินให้ตั้งบ้านเรือนที่บริเวณตำบลบ้านดิน เหนือคลองตะเคียน ซึ่งต่อมาเรียกว่าบ้านโปรตุเกส และทรงอนุญาตให้สร้างโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ทำให้มีบาทหลวงเข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนา
สงครามกับล้านนา[แก้]
เกิดการผลัดแผ่นดินขึ้นที่เชียงใหม่ พระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บรรดาท้าวพระยาเมืองลำปาง เมืองเชียงราย และเมืองพานได้ ยกกำลังเข้ายึดเมืองเชียงใหม่ได้ แล้วพร้อมใจกันแต่งตั้งพระนางจิรประภามหาเทวี พระอัครมเหสีพระเมืองเกษเกล้า ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่
สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงยกกองทัพไปถึงเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2081 พระนางมหาเทวีจิรประภาได้ออกมาถวายการต้อนรับ และขอเป็นไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา ซึ่งในขณะนั้นพระนางมหาเทวี ฯ ทรงเกรงอานุภาพของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ซึ่งได้ขยายอาณาเขตมาจรดเขตของเชียงใหม่ จึงได้ยอมอ่อนน้อมต่อฝ่ายพม่า สมเด็จพระไชยราชาธิราช ทรงพิจารณาเห็นว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปเช่นนี้ ในอนาคตพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ จะเข้ามารุกรานกรุงศรีอยุธยา พระองค์จึงได้ยกทัพเข้าตีเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2088 โดยได้ตีนครลำปาง และนครลำพูน พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาพิษณุโลกเป็นทัพยกไปเชียงใหม่ พระนางมหาเทวี ฯ จึงเห็นสถานการณ์เช่นนั้นแล้ว จึงทรงต้อนรับพระยาพิษณุโลก และทรงยอมเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา
การคมนาคม[แก้]
ในรัชสมัยของพระองค์ได้โปรดเกล้าให้ขุดคลองลัดบางกอก เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากน้ำไปถึง กรุงศรีอยุธยามีความคดเคี้ยวหลายแห่ง ทำให้เสียเวลาในการเดินทางเรือ พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า แผ่นดินระหว่างคลองบางกอกใหญ่ และคลองบางกอกน้อยแคบ สามารถเดินถึงกันได้ ผลจากการขุดคลองลัดบางกอกทำให้สายน้ำเปลี่ยนทางเดินจนคลองลัดบางกอกกลายเป็นลำน้ำเจ้าพระยา จึงโปรดเกล้าให้ขุดคลองลัด ณ บริเวณดังกล่าวเป็นบริเวณตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง ด้านท่าราชวรดิษฐ์ในปัจจุบัน
อ้างอิง[แก้]
- วิชาการ.คอม
- หอมรดกไทย
- พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์อธิบายประกอบ สำนักงานพิมพ์โอเดียนสโตร์ จัดพิมพ์จำหน่าย พ.ศ. 2510
- ไทยรบพม่า เล่ม 1 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สำนักงานพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ จัดพิมพ์จำหน่าย พ.ศ. 2546
- พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ สำนักงานพิมพ์คลังวิทยา จัดพิมพ์จำหน่าย พ.ศ. 2510
- ↑ Manuel de Faria e Sousa, Asia Portuguesa, Porto : Livraria Civilizaçao, 1945, Vol. 3, pp. 127
- ↑ ปรีดี พิศภูมิวิถี. กระดานทองสองแผ่นดิน. กรุงเทพฯ : มติชน, 2553, หน้า 13
- ↑ คำให้การชาวกรุงเก่า, พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น, นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2553, หน้า 492-494
- ↑ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2553, หน้า 66-7
ดูเพิ่ม[แก้]
| สมัยก่อนหน้า | สมเด็จพระไชยราชาธิราช | สมัยถัดไป | ||
|---|---|---|---|---|
| พระรัษฎาธิราช (พ.ศ. 2076 - พ.ศ. 2077) |
พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรอยุธยา (ราชวงศ์สุพรรณภูมิ) (พ.ศ. 2077 - พ.ศ. 2089) |
พระยอดฟ้า (พ.ศ. 2089 - พ.ศ. 2091) |
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
