สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

พระบรมนามาภิไธย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าดอกเดื่อ
พระปรมาภิไธย สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4
พระอิสริยยศ พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา
ราชวงศ์ บ้านพลูหลวง
ระยะครองราชย์ ครั้งที่1 2เดือน ครั้งที่2 1-2 เดือน
รัชกาลก่อนหน้า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
รัชกาลถัดไป สมเด็จพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์
ข้อมูลส่วนพระองค์
สวรรคต พ.ศ. 2339
พระราชบิดา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
พระราชมารดา กรมหลวงพิพิธมนตรี (พระพันวัสสาน้อย)
พระราชโอรส/ธิดา พระองค์เจ้าตัน
พระองค์เจ้าแม้น
พระองค์เจ้าหญิงดารา
พระองค์เจ้าหญิงสิริ

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร[1] หรือ สมเด็จพระอุทุมพรมหาพรพินิต หรือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าดอกเดื่อ (อุทุมพร หมายถึง "มะเดื่อ") เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 32 แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นพระราชโอรสใน สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 หรือพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และมีพระสมัญญานามว่า ขุนหลวงหาวัด[1]

พระราชประวัติ[แก้]

พระเจ้าอุทุมพร มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าดอกเดื่อ เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ อันประสูติแต่กรมหลวงพิพิธมนตรี (พระพันวัสสาน้อย) พระมารดาของพระองค์สืบเชื้อสายมาจากสกุลพราหมณ์บ้านสมอพลือ ที่มีต้นสกุลมาจากเมืองรามนคร มัชฌิมประเทศ

ต่อมาได้รับการสถาปนาให้ทรงกรมเป็น กรมขุนพรพินิต พระองค์มีพระเชษฐาร่วมพระราชมารดา คือ เจ้าฟ้าเอกทัศ (กรมขุนอนุรักษ์มนตรี) และมีพระเชษฐภคินีและพระขนิษฐาร่วมพระมารดา 6 พระองค์ ได้แก่ เจ้าฟ้าประภาวดี เจ้าฟ้าประชาวดี เจ้าฟ้าพินทวดี เจ้าฟ้าจันทวดี เจ้าฟ้ากษัตรี และเจ้าฟ้ากุสุมาวดี

ครองราชย์[แก้]

หลังจากเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ซึ่งเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล สิ้นพระชนม์ เมื่อปี พ.ศ. 2289 แล้วพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พระราชบิดา) มิได้ทรงแต่งตั้งพระราชโอรสองค์ใด ขึ้นเป็นพระมหาอุปราชแทน เป็นเวลาถึง 11 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2300 จึงสถาปนาเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ด้วยทรงเห็นว่าทรงพระปรีชา มีพระสติปัญญาเฉลียวฉลาด

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคต เจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตได้ขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. 2301 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 แต่ก่อนหน้าที่จะมีพิธีบรมราชาภิเษกนั้น ได้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบและพระอนุชาต่างพระมารดาสามองค์ คือ กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และ กรมหมื่นเสพภักดี ได้พยายามแย่งชิงราชสมบัติ แต่พระเจ้าอุทุมพร ทรงขอให้พระราชาคณะเกลี้ยกล่อมจนสำเร็จ และพระองค์ได้ราชาภิเษกขึ้นครองราชย์

เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ได้เพียงเดือนเศษ ก็ทรงสละราชสมบัติแก่เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี หรือสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ) ผู้เป็นพระเชษฐา แล้วพระองค์เสด็จออกผนวช โดยประทับอยู่ที่วัดประดู่ทรงธรรม ซึ่งเป็นที่มาในการเรียกพระองค์ว่า ขุนหลวงหาวัด ในกาลต่อมา

หลังเสียกรุงศรีอยุธยา[แก้]

เจดีย์ที่เชื่อว่าบรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าอุทุมพรในสุสานล้านช้าง หรือโยเดียใกล้สะพานไม้สักอูเบ็ง

หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 พระเจ้าอุทุมพร ได้ถูกกวาดต้อนไปที่พม่าด้วยพร้อมเจ้านายและเชลยชาวไทยอื่น ๆ โดยทางพม่าได้ให้สร้างหมู่บ้านอยู่รอบเมืองมัณฑะเลย์ และพระองค์ได้เป็นผู้ให้ปากคำเรื่องประวัติศาสตร์อยุธยาแก่พม่า ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่า "คำให้การขุนหลวงหาวัด" ในปัจจุบัน หมู่บ้านดังกล่าวนี้ก็ยังคงมีอยู่ มีชื่อว่า "เมงตาสึ" แปลว่า "เยี่ยงเจ้าชาย" และก็ยังคงมีหลักฐานปรากฏถึงวัฒนธรรมไทยอยู่ เช่น ประเพณีการขนทรายเข้าวัดในวันสงกรานต์ หรือการตั้งศาลบูชาพ่อปู่ หรือ หัวโขน เป็นต้น แม้ผู้คนในหมู่บ้านนี้จะไม่สามารถพูดไทยหรือมีวัฒนธรรมไทยเหลืออยู่แล้วก็ตาม แต่ก็เป็นที่รับรู้กันว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเป็นเชลยมาจากไทย ปัจจุบันคนไทยกลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่า "โยเดีย" (Yodia) ตามพงศาวดารพม่าสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรสวรรคตในขณะทรงเป็นบรรพชิต ใน พ.ศ. 2339

สถูปบรรจุพระบรมอัฐิ[แก้]

ปี พ.ศ. 2540 มีข่าวว่าพบพระบรมสถูปบรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าอุทุมพร บริเวณสุสานล้านช้าง อมรปุระ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า ไม่ไกลจากสะพานไม้สักอูเบ็ง ข้อสันนิษฐานเกิดจากการพิจารณารูปพรรณสัณฐานไม่ได้ว่าเป็นแบบมอญ หรือพม่า คนเฒ่าคนแก่ในย่านนั้นก็เรียกสถูปนี้ว่า "โยเดียเซดี" (Yodia Zedi) แปลว่า สถูปอยุธยา แต่ทว่า ข้อห้ามของทางการพม่าที่ไม่ให้ขุดค้นหลักฐานโบราณคดีในสถูป ทำให้กลายเป็นข้อสันนิษฐานที่รอการพิสูจน์ทางโบราณคดี[2] ต่อมา รัฐบาลพม่าได้อนุมัติให้คณะทำงานโครงการขุดค้นทางโบราณคดีของไทยร่วมกับนักโบราณคดีพม่าเข้าพื้นที่บริเวณสุสานเพื่อร่วมกันค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสถูปดังกล่าว[3] เมื่อสำรวจพบว่าไม่มีสิ่งใดบรรจุอยู่ในสถูป แต่ไปพบอัฐิธาตุซึ่งบรรจุอยู่ในโกศซึ่งมีลักษณะคล้ายบาตร อยู่บนพานแว่นฟ้าที่บริเวณสถูปตรงข้ามกันกับสถูปที่สันนิฐานไว้

ราชตระกูล[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

ก่อนหน้า สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ถัดไป
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
(ราชวงศ์บ้านพลูหลวง)

(พ.ศ. 2275 - พ.ศ. 2301)
2leftarrow.png Seal of Ayutthaya (King Narai).png
พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรอยุธยา
(ราชวงศ์บ้านพลูหลวง)

(พ.ศ. 2301)
2rightarrow.png สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์
(ราชวงศ์บ้านพลูหลวง)

(พ.ศ. 2301 - พ.ศ. 2310)