ราชวงศ์คองบอง
| ကုန်းဘောင်ခေတ် | ||||
| ราชอาณาจักร | ||||
|
||||
| เมืองหลวง | ชเวโบ (2295 - 2303) สะกาย (2303 - 2307) อังวะ (2307 - 2326) อมรปุระ (2326 - 2366, 2384 - 2403) มัณฑะเลย์ |
|||
| ภาษา | ภาษาพม่า | |||
| ศาสนา | ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท | |||
| รัฐบาล | ราชาธิปไตย | |||
| พระมหากษัตริย์ | ||||
| - 2295 - 2303 | พระเจ้าอลองพญา | |||
| - 2303 - 2306 | พระเจ้ามังลอก | |||
| - 2306 - 2319 | พระเจ้ามังระ | |||
| - 2325 - 2362 | พระเจ้าปดุง | |||
| - 2396 - 2421 | พระเจ้ามินดง | |||
| - 2421 - 2428 | พระเจ้าสีป่อ | |||
| ยุคประวัติศาสตร์ | ยุคกลางเปลี่ยนผ่านสู่สมัยใหม่ | |||
| - พระเจ้าอลองพญาสถาปนาราชวงศ์ใหม่ | พ.ศ. 2295 พ.ศ. 2295 | |||
| - กรุงศรีอยุธยาแตก | พ.ศ. 2310 | |||
| - สงครามเก้าทัพ | พ.ศ. 2325 | |||
| - สงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 3 | พ.ศ. 2428 พ.ศ. 2428 | |||
| บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ชุดบทความประวัติศาสตร์พม่า |
|---|
| ประวัติศาสตร์พม่ายุคต้น |
| นครรัฐปยู (ประมาณ พ.ศ. 443 – ประมาณ พ.ศ. 1383) |
| อาณาจักรมอญ (พศว. 14 – 16, พศว. 18 – 21, พศว. 23) |
| อาณาจักรพุกาม (พ.ศ. 1392 – 1830, อาณาจักรยุคที่ 1) |
| อาณาจักรอังวะ (พ.ศ. 1907 – 2098) |
| อาณาจักรมเร้าก์อู (พ.ศ. 1977 – 2327) |
| ราชวงศ์ตองอู (พ.ศ. 2029 – 2295, อาณาจักรยุคที่ 2) |
| ราชวงศ์คองบอง (พ.ศ. 2295 – 2428, อาณาจักรยุคที่ 3) |
| สงครามกับอังกฤษ (พ.ศ. 2367 – 2369, พ.ศ. 2395, พ.ศ. 2428) |
| พม่าของอังกฤษ (พ.ศ. 2367 – พ.ศ. 2485, พ.ศ. 2485 – 2491) |
| อาระกันของอังกฤษ (พ.ศ. 2367 – 2395) |
| ตะนาวศรีของอังกฤษ (พ.ศ. 2367 – 2395) |
| พม่าตอนล่างของอังกฤษ (พ.ศ. 2395 – 2429) |
| พม่าตอนบนของอังกฤษ (พ.ศ. 2428 – 2429) |
| การยึดครองพม่าโดยญี่ปุ่น (พ.ศ. 2485 – 2488) |
| ขบวนการชาตินิยมในพม่า (หลัง พ.ศ. 2429) |
| บามอว์ |
| ออง ซาน |
| ยุคประชาธิปไตย (พ.ศ. 2491 - 2505) |
| อู นุ และ อู ถั่น |
| รัฐบาลทหารครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2505 – 2532) |
| เน วิน |
| การจลาจล 8888 (พ.ศ. 2531) |
| ออง ซาน ซูจี |
| รัฐบาลทหารครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2532 – ปัจจุบัน) |
| การปฏิวัติผ้ากาสาวพัสตร์ (พ.ศ. 2550) |
| พายุหมุนนาร์กิส (พ.ศ. 2551) |
| [แก้ไขแม่แบบนี้] |
ราชวงศ์อลองพญา (พม่า: အလောင်းဘုရားခေတ်, อะลองปะยาเซะ; อังกฤษ: Alaungpaya Dynasty) หรือ ราชวงศ์คองบอง (พม่า: ကုန်းဘောင်ခေတ်, คองบองเซะ; อังกฤษ: Konbaung Dynasty) เป็นราชวงศ์ที่ 3 ในประวัติศาสตร์พม่า และเป็นราชวงศ์สุดท้ายของพม่า ก่อนที่จะตกเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักร และสิ้นสุดการปกครองระบอบราชาธิปไตยของพม่า
ราชวงศ์อลองพญานั้นได้รับการสถาปนาขึ้นโดยการเสวยราชสมบัติของพระเจ้าอลองพญาในปี พ.ศ. 2295 พระองค์สามารถขับไล่ชาวมอญและยึดครองอาณาจักรมอญได้อีกครั้งในปี พ.ศ. 2302 ภายหลังการล่มสลายของราชวงศ์ตองอู ทั้งยังสามารถกลับเข้ายึดครองเมืองมณีปุระได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ทรงสถาปนาเมืองชเวโบขึ้นเป็นราชธานี ก่อนจะย้ายไปที่อังวะ และทรงพัฒนาเมืองย่างกุ้ง หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ขึ้นเป็นเมืองท่าสำคัญ และกลายเป็นเมืองหลวงในเวลาต่อมา
ต่อมาพระเจ้าอลองพญาได้ทรงนำทัพบุกอาณาจักรอยุธยา เนื่องจากทางอยุธยาได้ให้การสนับสนุนมอญที่ลี้ภัยสงครามเข้ามาพึ่งบารมีกษัตริย์ไทย ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ และไม่พอใจที่ไทยยึดเรือสินค้าที่จะเดินทางมาค้าขายกับพม่าที่เมืองมะริด โดยเดินทัพเข้ามาทางด่านสิงขร ทางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จและสิ้นพระชนม์หลังจากการทำสงครามครั้งนั้น พระเจ้ามังระผู้เป็นพระราชโอรสของพระองค์ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของพระราชบิดาต่อ โดยได้ส่งทัพใหญ่มา 2 ทางล้อมกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2307 ทางหนึ่งให้เนเมียวสีหบดีนำพลเข้ามาทางเหนือด้วยการตีล้านนา ล้านช้างและหัวเมืองเหนือก่อน และอีกทางหนึ่งให้มังมหานรธานำกองทัพเข้ามาทางใต้ ทั้ง 2 ทัพเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้นานถึง 1 ปีครึ่ง แม้ผ่านฤดูน้ำหลากก็ไม่ยกทัพกลับ ภายหลังแม่ทัพฝ่ายใต้ คือ มังมหานรธาจะเสียชีวิตลง ก็ส่งแม่ทัพคนใหม่จากเมืองเมาะตะมะชื่อเมงเยเมงละอูสะนาเข้ามาทำหน้าที่แทน จนในที่สุดก็สามารถตีกรุงศรีอยุธยาแตกได้ในปี พ.ศ. 2310 แต่กองทัพพม่าก็อยู่ไม่นาน เนื่องจากพระเจ้ามังระทรงให้เร่งทำการและรีบกลับเพื่อทำสงครามกับจีนในรัชสมัยของจักรพรรดิเฉียนหลง
ถึงแม้อาณาจักรอยุธยาจะถูกทำลายราบคาบก็ตาม แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงสถาปนาศูนย์กลางอำนาจขึ้นมาใหม่ที่กรุงธนบุรี พระเจ้ามังระจึงทรงส่งแม่ทัพคนใหม่มา คือ อะแซหวุ่นกี้ นำทัพใหญ่เข้ามาปราบปรามฝ่ายธนบุรีในปี พ.ศ. 2318 อะแซหวุ่นกี้สามารถตีหัวเมืองพิษณุโลกแตก และกำลังจะยกทัพตามลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก็ต้องยกทัพกลับเนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้ามังระ ในปี พ.ศ. 2319 จากนั้นก็เกิดการแย่งชิงราชสมบัติกันเองราว 4 - 5 ปี ก่อนที่จะกลับมามีความมั่นคงขึ้นอีกครั้งในรัชสมัยของพระเจ้าปดุง พระองค์ทรงยกทัพเข้าตีดินแดนยะไข่ ได้สำเร็จ ซึ่งไม่เคยมีกษัตริย์พม่าพระองค์ใดทำได้มาก่อน ทำให้พระองค์เกิดความฮึกเหิม ยกกองทัพใหญ่มาถึง 9 ทัพ 5 เส้นทาง ที่เรียกว่า สงครามเก้าทัพ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
ในรัชสมัยพระเจ้าจักกายแมง พม่าได้ยึดครองแคว้นอัสสัมของอินเดียได้สำเร็จ ทำให้พม่าต้องเผชิญหน้ากับจักรวรรดิอังกฤษซึ่งกำลังล่าอาณานิคมอยู่ในขณะนั้น ก่อให้เกิดเป็นสงครามที่เรียกว่า "สงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 1" (Pagoda War) กินระยะเวลา 2 ปี คือ พ.ศ. 2367 - พ.ศ. 2369 สงครามจบลงด้วยชัยชนะอย่างงดงามของอังกฤษด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่าในทุก ๆ ด้าน มหาบัณฑุละ แม่ทัพพม่าที่เลื่องชื่อก็จบชีวิตลง ทำให้ต้องลงนามในสนธิสัญญาชื่อ สนธิสัญญายันดาโบ (Yandabo) พม่าจำต้องยกเมืองที่สำคัญให้แก่อังกฤษ เช่น มณีปุระ ยะไข่ ตะนาวศรี
ต่อมา ได้มีการละเมิดสนธิสัญญาฉบับนี้ ทำให้เกิดสงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 2 และก็จบลงด้วยชัยชนะของอังกฤษอีกเช่นเคย ในรัชสมัยของพระเจ้ามินดง พระองค์พยายามที่จะฟื้นฟูความเข้มแข็งของอาณาจักรขึ้นมาอีกครั้ง โดยสถาปนามัณฑะเลขึ้นเป็นราชธานี มีการสร้างพระราชวังอย่างใหญ่โต แต่ในรัชสมัยของพระโอรสของพระองค์ คือ พระเจ้าสีป่อ พระองค์ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศไว้ได้ ทำให้นำไปสู่การทำสงครามกับอังกฤษอีกครั้ง และครั้งนี้อังกฤษสามารถครอบครองพม่าไว้ได้หมดทั้งประเทศในปี พ.ศ. 2428 และทำให้พระเจ้าสีป่อเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าด้วย
ราชวงศ์อลองพญา มีกษัตริย์ทั้งหมด 11 พระองค์ กินระยะเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2295 จนถึงปี พ.ศ. 2428 มีเมืองหลวงหลายเมือง ทั้ง ชเวโบ อังวะ อมระปุระ มัณฑะเลย์
ลำดับกษัตริย์ [แก้]
| ลำดับที่[1] | พระนามภาษาพม่า | พระนามภาษาไทย | ความหมายของพระนาม | ตำแหน่ง/ความสัมพันธ์กับกษัตริย์ลำดับก่อนหน้า | ครองราชย์ (พ.ศ.) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | အလောင်းမင်းတရား Alaung Min Thaya อะลองเมงตะยา အလောင်းဘုရား Alaungpaya อะลองปะยา |
พระเจ้าอลองพญา[2] | พระโพธิสัตว์ | นายบ้านมุตโชโบ | 2295 - 2303 | ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อลองพญา, ผู้นำทัพเข้าตีอาณาจักรอยุธยาใน พ.ศ. 2303 |
| 2 | နောင်တော်ကြီးမင်း Naungdawgyi Min นองดอจีเมง |
พระเจ้ามังลอก[3] | พระบรมเชษฐาธิราช[4] | พระราชโอรส (ราชโอรสองค์โตในพระเจ้าอลองพญา) |
2303 - 2306 | ร่วมทัพในศึกกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2303 |
| 3 | ဆင်ဖြူရှင် Hsinbyushin เซงพยูเชง, สินพยุฉิ่น |
พระเจ้ามังระ[5] | พระเจ้าช้างเผือก | พระอนุชา (ราชโอรสองค์ที่ 2 ในพระเจ้าอลองพญา) |
2306 - 2319 | ทำลายกรุงศรีอยุธยาสำเร็จ พ.ศ. 2310, ขยายอิทธิพลสู่ล้านนา ล้านช้าง และมณีปุระ, ประสบความสำเร็จในการต่อต้านการรุกรานจากจีน 4 ครั้ง |
| 4 | စဉ့်ကူးမင်း Singu Min เซงกูเมง |
พระเจ้าจิงกูจา | พระเจ้าเซงกู [6] | พระราชโอรส | 2319 - 2324 | |
| 5 | ဖောင်းကားစား မောင်မောင် Phuangkaza Maung Maung พองกาซาหม่องหม่อง |
พระเจ้าหม่องหม่อง | พระเจ้าพองกาซาหม่องหม่อง[7] | พระญาติ (ราชโอรสของพระเจ้ามังลอก) |
2324 | อยู่ในราชสมบัติเพียงหนึ่งสัปดาห์ |
| 6 | ဘိုးတော်ဘုရား Bodawpaya โบดอปยา ဗဒုံမင်း Badon Min บาดงเมง Hsinbyumyashin เซงพยูมยาเซง |
พระเจ้าปดุง | พระบรมอัยกาธิราช พระเจ้าบาดง พระเจ้าช้างเผือก[8] |
พระปิตุลา (ราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระเจ้าอลองพญา) |
2325 - 2362 | ทำสงครามกับกรุงรัตนโกสินทร์, ผนวกดินแดนรัฐอาระกัน (ยะไข่) สำเร็จ |
| 7 | ဘကြီးတော Bagyidaw บาจีดอ စစ်ကိုင်းမင်း Sagaing Min สะกายเมง |
พระเจ้าจักกายแมง | พระบรมปิตุลาธิบดี พระเจ้าสะกาย[9] |
พระราชนัดดา (หลานปู่) |
2362 - 2380 | ร่วมรบกับพระเจ้าปดุงในสงครามกับกรุงรัตนโกสินทร์, ยกทัพตีมณีปุระและรัฐอัสสัมของอินเดีย, พ่ายแพ้สงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 1 |
| 8 | သာယာဝတီမင်း Tharrawaddy Min ซายาวดีเมง |
พระเจ้าแสรกแมง | พระเจ้าสาราวดี [10] | พระอนุชา | 2380 - 2389 | ร่วมรบในสงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 1 ในฐานะเจ้าเมืองสาราวดี |
| 9 | ပုဂံမင်း Pagan Min ปะกันเมง |
พระเจ้าพุกามแมง | พระเจ้าพุกาม [11] | พระราชโอรส | 2389 - 2396 | ถูกถอดจากราชบัลลังก์หลังทรงแพ้สงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 2 |
| 10 | မင်းတုန်းမင်း Mindon Min เมงดงเมง |
พระเจ้ามินดง | พระเจ้ามินดง [12] | พระอนุชา | 2396 - 2421 | |
| 11 | သီပေါမင်း Thibaw Min ทีบอเมง |
พระเจ้าธีบอ. พระเจ้าสีป่อ | พระเจ้าสีป่อ [13] | พระราชโอรส | 2421 - 2428 | กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งพม่า ถูกบังคับให้สละราชสมบัติและเนรเทศไปอยู่ที่อินเดีย หลังสิ้นสงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งที่ 3 |
อ้างอิง [แก้]
- ^ http://www.4dw.net/royalark/Burma/konbaun1.htm
- ^ บางแห่งเรียกว่า พระเจ้าอลองพระ, พระเจ้ามังลอง หรือพระเจ้ามางลอง
- ^ เอกสารไทยเรียกตามพระนามเดิมก่อนขึ้นเสวยราชสมบัติ
- ^ พระเชษฐา (พี่ชาย) ของพระเจ้ามังระและพระเจ้าปะดุง
- ^ เอกสารไทยเรียกตามพระนามเดิมก่อนขึ้นเสวยราชสมบัติ
- ^ พงศาวดารฝ่ายไทยออกพระนามว่าพระเจ้าจิงกูจา เหตุที่เรียกดังนี้เพราะพระองค์เคยปกครองเมืองเซงกูในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ
- ^ หม่องหม่องเป็นพระนามเดิม ส่วนพองกาซาคือชื่อเมืองซึ่งพระเจ้าหม่องหม่องเคยปกครองในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ
- ^ คำว่าโบดอปยา (ไทยมักสะกดว่า "โบดอพญา") ซึ่งแปลว่าพระบรมอัยกาธิราช หมายความว่าเป็นพระอัยกา (ปู่) ในพระเจ้าจักกายแมงและพระเจ้าสารวดี, คำว่าพระเจ้าบาดง (พระเจ้าปดุง) เรียกตามนามเมืองบาดงซึ่งพระองค์เคยปกครองในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ, คำว่าพระเจ้าช้างเผือก เป็นพระนามเฉลิมพระเกียรติของพระเจ้าปดุงซึ่งทรงมีช้างเผือกในครองครองตามราชประเพณี
- ^ คำว่าบาจีดอ ซึ่งแปลว่าพระบรมปิตุลาธิบดี (ลุงฝ่ายพ่อ) หมายความว่าเป็นพระปิตุลาของพระเจ้าพุกามแมงและพระเจ้ามินดง, คำว่าพระเจ้าสะกายเมง ในพงศาวดารไทยเรียกเป็นพระเจ้าจักกายแมง เหตุที่มีพระนามดังนี้เพราะทรงเคยครองเมืองสะกายในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ
- ^ เรียกตามนามเมืองสาราวดีซึ่งพระเจ้าแสรกแมงเคยปกครองในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ
- ^ เรียกตามนามเมืองพุกามซึ่งพระเจ้าพุกามเมงเคยปกครองในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ (คำว่าพุกามนี้เป็นคำเรียกในภาษาไทย ภาษาพม่าเรียกว่า "ปะกัน")
- ^ เรียกตามนามเมืองมินดงซึ่งพระเจ้ามินดงเคยปกครองในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ
- ^ เรียกตามนามเมืองสีป่อซึ่งพระเจ้าธีบอเคยปกครองในสมัยก่อนเสวยราชสมบัติ เมืองสีป่อนี้เป็นเมืองของชาวไทใหญ่ (ปัจจุบันอยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า) ชื่อดังกล่าวนี้เป็นการเรียกตามภาษาไทใหญ่ (ภาษาพม่าออกเสียงเป็น "ทีบอ") พระราชมารดาของพระเจ้าสีป่อเป็นพระราชธิดาของเจ้าฟ้าไทใหญ่เมืองนี้
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: Konbaung dynasty |
- Life at the Burmese Court under the Konbaung Kings Dr Yi Yi, Historical Research Department, Rangoon, 1982
- Forty Years in Burma John Ebenezer Marks, London: Hutchinson & Co., 1917
- The Konbaung Dynasty Christopher Buyers
- The Last Queen of Burma Kenneth Champeon, The Irrawaddy, July 2003
- Ayutthaya and the End of History:Thai Views of Burma Revisted Min Zin, The Irrawaddy, August 2000
- A rare meeting with the last of Burma's royals The Daily Telegraph, Feb 26 2008
- Myanmar's last royal laments a crumbling nation Reuters, Mar 10 2008