สหภาพโซเวียต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต
Союз Советских Социалистических Республик

 

 

 

1922–1991
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญ
Пролетарии всех стран, соединяйтесь!
(ถ่ายตัวอักษร: Proletarii vsekh stran, soedinyaytes!)
(แปล: ชนกรรมาชีพทั่วโลกจงสามัคคีกัน!)
เพลงชาติ
เพลงสรรเสริญกรรมกร (2460-2461)
แลงแตร์นาซียอนาล (2461-2487)
เพลงชาติสหภาพโซเวียต (2487-2534)
สหภาพโซเวียตหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
เมืองหลวง มอสโก
ภาษา ภาษารัสเซีย ฯลฯ
รัฐบาล รัฐพรรคการเมืองเดียวลัทธิมากซ์–เลนิน[1][2][3][4]
เลขาธิการ
 -  2465-2467 โจเซฟ สตาลิน (คนแรก)
 -  2467-2496 วลาดีมีร์ อีวัชโค (คนสุดท้าย)
ประมุขแห่งรัฐ
 -  1922–1938 มีฮาอิล คาลีนิน (คนแรก)
 -  1988–1991 มีฮาอิล กอร์บาชอฟ (คนสุดท้าย)
หัวหน้ารัฐบาล
 -  1922–1924 วลาดีมีร์ เลนิน (คนแรก)
 -  1991 อีวาน ซีลาเยฟ (คนสุดท้าย)
การปกครอง สภาโซเวียตสูงสุด
ยุคประวัติศาสตร์ สมัยระหว่างสงคราม, สงครามโลกครั้งที่สอง, สงครามเย็น
 -  สนธิสัญญาก่อตั้ง 30 ธันวาคม 1922
 -  ยุบ 25 ธันวาคม 1991
พื้นที่
 -  1991 22,402,200 km² (8,649,538 sq mi)
ประชากร
 -  1991 ประมาณการ 293,047,571 
     ความหนาแน่น 13.1 /km²  (33.9 /sq mi)
สกุลเงิน รูเบิลโซเวียต (SUR)
Internet TLD .su
Calling code +7
ก่อนหน้า
ถัดไป
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย
สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตทรานส์คอเคซัส
สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตยูเครน
สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตเบียโลรัสเซีย
รัสเซีย
เบลารุส
ยูเครน
มอลโดวา
จอร์เจีย
อาร์มีเนีย
อาเซอร์ไบจาน
คาซัคสถาน
อุซเบกิสถาน
เติร์กเมนิสถาน
คีร์กีซสถาน
ทาจิกิสถาน
เอสโตเนีย
ลัตเวีย
ลิทัวเนีย
¹ชื่อทางการของสหภาพโซเวียต

สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (รัสเซีย: Сою́з Сове́тских Социалисти́ческих Респу́блик - CCCP; อังกฤษ: Union of Soviet Socialist Republics - USSR) หรือย่อเป็น สหภาพโซเวียต (อังกฤษ: Soviet Union) เป็นรัฐลัทธิมากซ์–เลนนินบนทวีปยูเรเซีย มีอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1922 ถึง 1991 ปกครองแบบรัฐพรรคการเมืองเดียวโดยพรรคคอมมิวนิสต์ มีกรุงมอสโกเป็นเมืองหลวง เป็นสหภาพของหลายสาธารณรัฐโซเวียตต่ำกว่าประเทศ (subnational) การปกครองและเศรษฐกิจรวมศูนย์อย่างมาก

สหภาพโซเวียตมีรากเหง้าในการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 ซึ่งโค่นจักรวรรดิรัสเซีย จากนั้น พรรคบอลเชวิก กลุ่มแยกฝ่ายข้างมากของพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตย นำโดย วลาดีมีร์ เลนิน นำการปฏิวัติที่สองซึ่งโค่นรัฐบาลชั่วคราวและสถาปนาสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย (เปลี่ยนชื่อเป็น สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซียใน ค.ศ. 1936) เปิดฉากสงครามกลางเมืองระหว่างรัสเซียแดงนิยมการปฏิวัติและรัสเซียขาวซึ่งค้านการปฏิวัติ กองทัพแดงเข้าหลายดินแดนของอดีตจักรวรรดิรัสเซีย และช่วยนักคอมมิวนิสต์ท้องถิ่นยึดอำนาจผ่านสภาโซเวียตซึ่งกระทำการแทนคนงานและชาวนาในนาม ใน ค.ศ. 1922 ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้ชัย ตั้งสหภาพโซเวียตโดยรวมสาธารณรัฐรัสเซีย ทรานส์คอเคซัส ยูเครนและไบโลรุสเซีย หลังเลนินถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1924 ประมุขภาพร่วมตรอยกาและการแย่งอำนาจช่วงสั้น ๆ โจเซฟ สตาลินเถลิงอำนาจในกลางคริสต์ทศวรรษ 1920 สตาลินปราบปรามฝ่ายค้านการเมืองต่อเขา ยึดมั่นอุดมการณ์ของรัฐกับลัทธิมากซ์–เลนิน (ซึ่งเขาสร้าง) และริเริ่มเศรษฐกิจที่มีการวางแผนจากส่วนกลาง ผลคือ ประเทศเข้าสู่สมัยการปรับให้เป็นอุตสาหกรรมและการทำให้เป็นระบบรวมอำนาจการผลิต (collectivisation) ซึ่งปูพื้นฐานของความพยายามสงครามในภายหลังและภาวะครอบงำหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทว่า สตาลินเกิดหวาดระแวงทางการเมือง และเริ่มการจับกุมตามอำเภอใจขนานใหญ่ ซึ่งต่อมาทางการส่งคนจำนวนมาก (ผู้นำทหาร สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ พลเมืองสามัญ) ไปค่ายแรงงานดัดสันดานหรือตัดสินประหารชีวิต

เมื่อเริ่มสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสปฏิเสธพันธมิตรกับสหภาพโซเวียตต่อนาซีเยอรมนี สหภาพโซเวียตลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานกับเยอรมนี ซึ่งชะลอการเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศ แต่ถูกฉีกใน ค.ศ. 1941 เมื่อนาซีบุกครอง เปิดฉากเขตสงครามใหญ่สุดและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ กำลังพลสูญเสียของโซเวียตในสงครามคิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดของสงครามโลกครั้งที่สอง แต่พลิกกลับมาได้เปรียบเหนือฝ่ายอักษะในยุทธการอันดุเดือดอย่างสตาลินกราด สุดท้ายกำลังโซเวียตยกผ่านยุโรปตะวันออกและยึดกรุงเบอร์ลินใน ค.ศ. 1945 ทำให้ฝ่ายเยอรมันสูญเสียกำลังพลไปเป็นส่วนใหญ่ ดินแดนยึดครองของโซเวียตที่พิชิตจากกำลังอักษะในยุโรปกลางและตะวันออกกลายเป็นรัฐบริวารของกลุ่มตะวันออก ความแตกต่างทางอุดมการณ์และการเมืองกับกลุ่มตะวันตกซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำนำไปสู่การตั้งสนธิสัญญาทางเศรษฐกิจและทางทหารจนลงเอยด้วยสงครามเย็นอันยืดเยื้อ

หลังสตาลินถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ. 1953 เกิดสมัยการปรับให้เสรี (liberalization) ทางสังคมและเศรษฐกิจสายกลางภายใต้รัฐบาลนิกิตา ครุสชอฟ จากนั้น สหภาพโซเวียตริเริ่มความสำเร็จทางเทคโนโลยีสำคัญในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งรวมการปล่อยดาวเทียมดวงแรกและเที่ยวบินอวกาศของมนุษย์เที่ยวแรกของโลก นำไปสู่การแข่งขันด้านอวกาศ (Space Race) วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ค.ศ. 1962 เป็นสมัยความตึงเครียดสุดขีดระหว่างสองอภิมหาอำนาจ ถือว่าใกล้ต่อการเผชิญหน้านิวเคลียร์ระหว่างทั้งสองที่สุด ในคริสต์ทศวรรษ 1970 เกิดการผ่อนคลายความสัมพันธ์ แต่กลับตึงเครียดอีกเมื่อสหภาพโซเวียตเริ่มให้ความช่วยเหลือทางทหารในอัฟกานิสถานด้วยคำขอของรัฐบาลสังคมนิยมใหม่ใน ค.ศ. 1979 การทัพนั้นผลาญทรัพยากรธรรมชาติและลากยาวโดยไร้ผลลัพธ์ทางการเมืองที่มีความหมายใด ๆ

ในปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 ผู้นำโซเวียตคนสุดท้าย มีฮาอิล กอร์บาชอฟ มุ่งปฏิรูปสหภาพและขับเคลื่อนประเทศในทิศทางสังคมประชาธิปไตยแบบนอร์ดิก เริ่มใช้นโยบายกลัสนอสต์และเปเรสตรอยคาในความพยายามยุติสมัยเศรษฐกิจชะงักและปรับการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย ทว่า นำไปสู่ขบวนการชาตินิยมและแยกตัวออกเข้มข้น ทางการกลางริเริ่มการลงประชามติซึ่งถูกสาธารณรัฐบอลติก อาร์มีเนีย จอร์เจียและมอลโดวาคว่ำบาตร ซึ่งพลเมืองที่ลงมติส่วนใหญ่ออกเสียงเห็นชอบการรักษาสหภาพเป็นสหพันธรัฐทำใหม่ ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1991 สายแข็ง (hardliner) พยายามรัฐประหารต่อกอร์บาชอฟ โดยเจตนาย้อนนโยบายของเขา รัฐประหารล้มเหลว โดยประธานาธิบดีรัสเซีย บอริส เยลต์ซิน มีบทบาทเด่นในการทำให้รัฐประหารยอมจำนน ส่งผลให้มีการห้ามพรรคคอมมิวนิสต์ ในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1991 กอร์บาชอฟลาออกและสาธารณรัฐองค์ประกอบที่เหลือสิบสองสาธารณรัฐกำเนิดขึ้นจากการยุบสหภาพโซเวียตเป็นรัฐเอกราชหลังโซเวียต สหพันธรัฐรัสเซีย (เดิมคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย) สืบสิทธิและข้อผูกพันของสหภาพโซเวียตและได้รับการยอมรับเป็นนิติบุคคลต่อ

เนื้อหา

ภูมิศาสตร์[แก้]

ประวัติศาสตร์[แก้]

การปฏิวัติรัสเซีย และการก่อตั้งสหภาพโซเวียต[แก้]

สหภาพโซเวียตถูกก่อตั้งมาจากการยึดอำนาจของพรรคบอลเชวิก นำโดยวลาดิมีร์ เลนิน โดยยึดอำนาจจากพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 เรียกการปฏิวัติครั้งนั้นว่าการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 เกิดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2460 ซึ่งอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การปฏิวัติครั้งนั้นส่งผลให้ รัฐบาลของกษัตริย์ถูกยกเลิก ระบอบการปกครองโดยกษัตริย์ถูกยกเลิก ก่อเกิดรัฐสังคมนิยมขึ้นมาแทน และเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ราชวงศ์โรมานอฟในเวลาต่อมา ผลอื่นๆคือ กิจการธนาคารและโรงงานทั้งหมดถูกโอนเป็นของรัฐ และบัญชีส่วนบุคคลทั้งหมดถูกโอนให้แก่รัฐ และสหภาพโซเวียตถอนตัวออกจากสงครามโลกครั้งที่ 1

ยุคสตาลิน (ค.ศ. 1922-1953)[แก้]

โจเซฟ สตาลินในปี ค.ศ. 1942

นับตั้งแต่สตาลินได้ถูกแต่งตั้งเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในปี ค.ศ. 1922 สตาลินได้ดำเนินนโยบายแบบรวมอำนาจ แข็งกร้าว และรุนแรง เขาได้ริเริ่มแผนปฏิรูป 5 ปี เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม แผนดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการทหารและเศรษฐกิจ โดยเน้นการพึ่งตนเองเป็นหลัก นโยบายดังกล่าวได้ทำให้เกิดการก่อตั้งนารวม (Collective farm) ขึ้น ส่งผลให้ชาวนาผู้ถือครองที่ดินอยู่ก่อนเกิดความไม่พอใจ สตาลินจึงสร้างค่ายกักกัน (Gulak) ขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ในการคุมขังผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเขา ตลอดการปกครองของสตาลินมีผู้คาดการณ์ว่ามีนักโทษเสียชีวิตในค่ายกักกันถึง 60 ล้านคน สตาลินได้ทำการกวาดล้างผู้ต่อต้านครั้งใหญ่ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1930 ซึ่งบุคคลเหล่านั้นรวมถึงสมาชิกพรรคบอลเชวิคหลายๆคนซึ่งเคยร่วมกับเลนินในการทำการปฏิวัติรัสเซียปี ค.ศ. 1917 ด้วย

ในปี ค.ศ. 1932 สหภาพโซเวียตได้มีส่วนร่วมในการประชุมเพื่อลดอาวุธ ณ กรุงเวียนนา ในปีถัดมาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตได้ถูกสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการ

ในปลายทศวรรษที่ 1930 สหภาพโซเวียตได้ทำสนธิสัญญาไม่รุกรานกับนาซีเยอรมนีและในปีเดียวกันความล้มเหลวในการเจรจาให้ฟินแลนด์เลื่อนเขตแดนให้ห่างจากเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก (เลนินกราดในสมัยนั้น) ออกไปอีก 25 กิโลเมตร ทำให้สหภาพโซเวียตได้ใช้กำลังบุกฟินแลนด์ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของสหภาพโซเวียต

แม้ว่าสหภาพโซเวียตและนาซีเยอรมนีจะได้ทำข้อตกลงไม่รุกราน แต่นาซีเยอรมนีได้ละเมิดข้อตกลงและรุกรานสหภาพโซเวียตในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1941 แม้ว่ากองทัพของสหภาพโซเวียตจะมียุทโธปรณ์ที่ทันสมัยซึ่งเป็นผลมาจากแผนปฏิรูป 5 ปี แต่กองทัพแดง ขาดผู้นำทางการทหารซึ่งเป็นผลมาจากการกวาดล้างครั้งใหญ่ของสตาลิน ทำให้กองทัพแดงขาดบุคลากรไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ในช่วงแรกของสงครามสหภาพโซเวียตพ่ายแพ้มาโดยตลอด แต่เมื่อกำลังเสริมจากไซบีเรียมาถึงสงครามจึงเปลี่ยนไป ฝ่ายเยอรมนีประสบกับความพ่ายแพ้มาตลอดจนเสียกรุงเบอร์ลินให้แก่สหภาพโซเวียต และสิ้นสุดสงครามเมื่อปี ค.ศ. 1945 อย่างไรก็ตาม สงครามดังกล่าวส่งผลให้ชาวรัสเซียเสียชีวิตไปกว่า 10 ล้านคน บ้านเรือน ไร่ นาเสียหายอย่างใหญ่หลวง เมื่อสิ้นสุดสงครามสหภาพโซเวียตได้สถาปนาการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ขึ้นในรัฐต่างๆที่ถูกปลดแอกจากการยึดครองของนาซีเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น โปแลนด์ โรมาเนีย เป็นต้น

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหภาพโซเวียตได้ซ่อมแซมบ้านเมืองที่เสียหายจากสงคราม ฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ พร้อมทั้งแผ่ขยายอำนาจและก่อตั้งรัฐบริวารในยุโรบตะวันออก ต่อมาได้ก่อตั้งคณะกรรมการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ (Comecon) ในปีค.ศ. 1949 และสถาปนาสนธิสัญญาวอร์ซอในปี ค.ศ. 1955 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นับเป็นการเริ่มตันของสงครามเย็นอย่างแท้จริง ซึ่งเปลี่ยนประเทศพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่าง สหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา ให้กลายเป็นศัตรูกับสหภาพโซเวียต

ยุคครุสชอฟ (ค.ศ. 1953-1964)[แก้]

สตาลิน ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1953 โดยไม่มีการแต่งตั้งทายาททางการเมือง นิกิตา ครุสชอฟ ได้รับเลือกตั้งขึ้นเป็นเลขานุการคนที่ 1 ของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต (Communist Party of the Soviet Union) ซึ่งเปรียบเสมือนตำแหน่งผู้นำของประเทศ หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1956 เขาก็ทำให้โลกตะลึงด้วยการด้วยการประณามความเลวร้ายของสตาลิน ผู้ทำการปฏิวัติระบบนารวม (Commune) ให้ทรัพย์สินของทุกคนเป็นของส่วนรวม และนำสหภาพโซเวียตทำ สงครามเย็น กับสหรัฐอเมริกา

ในช่วงปลายของ ค.ศ. 1950 เกิดการแตกแยกระหว่างจีนกับโซเวียต ในเรื่องของอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์ เนื่องจากจีน โดย เหมา เจ๋อตง ไม่เห็นด้วยกับการยอมรับระบบทุนของโซเวียต และเห็นว่าควรรักษาแนวคิดระบบนารวมเอาไว้ การแตกแยกครั้งนี้ส่งผลให้ แอลบาเนีย กัมพูชา และ โซมาเลีย เลือกที่จะเป็นพันธมิตรกับจีนแทนโซเวียต

ในช่วงเวลานี้ของสหภาพโซเวียตดำเนินความพยายามอย่างต่อเนื่องในการหาประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเปิดตัวดาวเทียมเทียมดวงแรกของโลก สปุตนิก 1 ส่งสุนัขไลก้าขึ้นสู่อวกาศ มนุษย์คนแรกของโลกที่ขึ้นสู่อวกาศคือ ยูริ กาการิน ในปี ค.ศ. 1963 ส่งผู้หญิงคนแรกของโลกขึ้นสู่อวกาศคือ วาเลนตีนา เตเรชโควา ในปี ค.ศ.1965 ส่ง อเล็กซี ลีโอนอฟ มนุษย์คนแรกที่เดินในอวกาศ รวมทั้งส่งโรเวอร์คันแรกไปยังดวงจันทร์ ได้แก่ Lunokhod 1 และ Lunokhod 2

แม้ครุสชอฟจะดำเนินนโยบายเน้นสันติภาพ และพยายามผ่อนคลายสงครามเย็น แต่เขาก็ดำเนินนโยบายทางการเมืองผิดพลาดหลายครั้ง อาทิ วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา ในปี ค.ศ. 1962 ได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโซเวียตกับสหรัฐอเมริกาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้เขายังส่งทหารเข้าไปยังโปแลนด์และฮังการีเพื่อสนับสนุนการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ในที่สุดเขาก็ถูกยึดอำนาจในปี ค.ศ. 1964

ยุคเบรจเนฟ (ค.ศ. 1964-1982)[แก้]

ในเดือน ตุลาคม ปี ค.ศ. 1964 คณะกรรมาธิการเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ (Committee for State Security หรือ KGB) นำโดย เลโอนิด เบรจเนฟ และ โคชิกิน ได้เข้าทำรัฐประหารยึดอำนาจจากครุสชอฟ โดยครุสชอฟถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่ง

เบรจเนฟ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรคและประธานาธิบดี โดยมีนายโคซิกิน เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเรียกยุคนี้ว่าสมัยผู้นำร่วม เบรจเนฟ-โคชิกิน การดำเนินนโยบายต่างประเทศมีลักษณะผ่อนคลาย มีการดำเนินการเจรจาการจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 (SALT I,SALT II) ในปี ค.ศ.1972และ ค.ศ.1979 ตามลำดับ มีการดำเนินการเจรจาเพื่อความร่วมมือกันในยุโรปที่กรุงเฮลซิงกิ ในปี ค.ศ. 1975 มีการประกาศใช้ หลักการของเบรจเนฟ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ.1968 เพื่อยืนยันสิทธิและพันธกิจของสหภาพโซเวียต ในการพิทักษ์ความปลอดภัยแก่ลัทธิสังคมนิยม

ในด้านการบริหารของพรรคคอมมิวนิสต์ เบรจเนฟได้ตั้งกฎการเปลี่ยนตัวบุคคลจากภายในโปลิตบูโรขึ้นมาใหม่โดยการจัดให้มีการเปลี่ยนบุคคลต่างๆ โดยไม่ต้องผ่านสมัชชา แต่ผ่านแค่คณะกรรมการกลางพรรคเท่านั้น ซึ่งตามธรรมนูญของพรรคแล้วถือว่าสมัชชาพรรคเป็นองค์กรสูงสุดของพรรค ที่สามารถดำเนินเป็นอิสระจากฝ่ายผู้นำได้ ที่ประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตประกอบด้วยสมาชิกถาวรทั้ง 14 คน กับสมาชิกสมทบทั้ง 10 คนของโปลิตบูโร

เบรจเนฟ ถึงแก่อสัญกรรมวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1982 ด้วยความสงบ โดยมี แอนโดรปอฟ ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ใน วันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1982 ยูริ วี แอนโดรปอฟ นั่งในตำแหน่งเลขาธิการพรรคได้ไม่นานก็ถึงแก่อสัญกรรมวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1984 กอนสตันติน ยู เชอร์เนนโก (Constantine U. Chernenko) ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1984 และเพียงหนึ่งปีก็ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1985

การปฏิรูปของกอร์บาชอฟ และการล่มสลายของสหภาพโซเวียต (ค.ศ. 1985-1991)[แก้]

มิคาอิล กอร์บาชอฟ
บอริส เยลซิน ยืนท้าทายคณะรัฐประหารอยู่ด้านหน้ารัฐสภา วันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1991

เมื่อ มิคาอิล กอร์บาชอฟได้ขึ้นครองอำนาจเขาได้ดำเนินนโยบายปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจในสหภาพโซเวียตที่เรียกว่าแผน "เปเรสตรอยคา" (Perestroika) ที่ให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น เปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ให้เสรีภาพแก่สื่อมวลชน ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่มีผู้นำโซเวียตคนใดทำมาก่อน นอกจากนี้ เขาได้ดำเนินโยบายถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน ในปีค.ศ. 1988 การปฏิรูปของกอร์บาชอฟได้ส่งผลให้เกิดกฎหมาย Law on Cooperatives Law on Cooperatives ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่สมัยเลนิน กฎหมายนี้ได้อนุญาตให้ประชาชนมีทรัพย์สินส่วนบุคคล และดำเนินกิจการเอกชนได้ ซึ่งขัดต่อลัทธิมาร์กซ์อย่างสิ้นเชิง

ต่อมา ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1990 ที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ได้มีมติเห็นชอบยกเลิกการรวมอำนาจไว้ที่พรรคคอมมิวนิสต์ นั่นหมายถึงพรรคคอมมิวนิสต์ได้กระจายอำนาจสู่ประชาชนและทำให้เกิดการเลือกตั้ง ส่งผลให้อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา รัฐจำนวน 15 รัฐของสหภาพโซเวียตได้รับรองกฎหมายเลือกตั้งทั่วไป และผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซียในปี ค.ศ. 1991 คือ บอริส เยลซิน ได้คะแนนสูงสุดถึง 57.3% (มีการเลือกตั้งในวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1991) เนื่องจากกอร์บาชอฟมีความพยายามที่จะลดความเป็นศูนย์กลางอำนาจของสหภาพโซเวียตสหภาพโซเวียตตึงได้มีแผนจะผ่านสนธิสัญญา New Union Treaty ซึ่งจะมาแทน สนธิสัญญาการก่อตั้งสหภาพโซเวียต ปี ค.ศ. 1922 ซึ่งมีแผนจะลงนามในวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1991 มีเนื้อหาแปลงสหภาพโซเวียตให้เป็นสหพันธรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำของรัฐนั้น ๆ


การปฏิรูปของกอร์บาชอฟส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในหมู่สมาชิกซ้ายจัดของพรรคคอมมิวนิสต์ และเกิดเป็นความพยายามที่จะยึดอำนาจการบริหารจากกอร์บาชอฟ เรียกการรัฐประหารครั้งนั้นว่า รัฐประหารเดือนสิงหาคม แต่ไม่เป็นผลสำเร็จเนื่องจากเกิดการต่อต้านจากประชาชนส่วนมากในประเทศและเยลต์ซินสามารถกู้สถานการณ์เอาไว้ได้ ผลคือ คณะรัฐประหารถูกจับกุมและถูกสังหาร สนธิสัญญาถูกเห็นชอบ หลังจากผ่านสนธิสัญญารัฐย่อยต่าง ๆ ของสหภาพโซเวียตซึ่งมีความพยายามจะแยกตัวมากก่อนหน้านี้แล้ว ได้มีการลงประชามติเห็นชอบการแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต รัฐย่อยต่าง ๆ จึงได้แยกตัวจากสหภาพโซเวียตอย่างสมบูรณ์ ท้ายสุดในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1991 กอร์บาชอฟได้เห็นชอบโอนอำนาจการบริหารทั้งหมดจากประธานาธิบดีแห่งสหภาพโซเวียต ให้กับ ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และในคืนวันนั้นธงชาติสหภาพโซเวียตได้ถูกเชิญลงจากยอดเสาที่เครมลิน อันเป็นการสิ้นสุดสหภาพโซเวียตอย่างสมบูรณ์

การเมือง[แก้]

รูปแบบการปกครอง[แก้]

พระราชวังเครมลินที่นั่งของศาลฎีกาโซเวียตของสหภาพโซเวียต 1982

อำนาจสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นคณะกรรมการกลางการเลือกตั้งที่พรรคการประชุมและการประชุมคณะกรรมการกลางในการเปิดลงคะแนนสำหรับกลุ่มโปลิตบูโร(เรียกว่ารัฐสภาระหว่าง 1952-1966)เลขาธิการและเลขาธิการ(เลขานุการเอก 1953-1966)สูงที่สุดในสหภาพโซเวียต[5] ขึ้นอยู่กับระดับของการรวมอำนาจมันเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งโปลิตบูโร เป็นตัวส่วนรวมหรือเลขาธิการที่เคยเป็นหนึ่งในสมาชิกโปลิตบูโร, ที่มีประสิทธิภาพนำพรรคและประเทศ[6](ยกเว้นช่วงเวลาอำนาจสูงสุดของสตาลินที่ใช้โดยผ่านตำแหน่งในสภารัฐมนตรีมากกว่ากลุ่มโปลิตบูโรหลังจากที่ 1941)[7] พวกเขาไม่ได้ควบคุมการเป็นสมาชิกพรรคทั่วไปเป็นหลักการที่สำคัญขององค์กรเป็นพรรคอำนาจในระบอบประชาธิปไตยต้องการการอยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัดเพื่อหน่วยที่สูงขึ้นและการเลือกตั้งก็ไม่มีใครโต้แย้งรับรองอย่างเป็นทางการของที่ผู้สมัครเสนอจากเบื้องบน[8]

พรรคคอมมิวนิสต์ดูแลการปกครองของตนเหนือรัฐส่วนใหญ่โดยการควบคุมผ่านระบบของการนัดหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับสูงและเจ้าหน้าที่ส่วนศาลฎีกาโซเวียตเป็นสมาชิกของ CPSU ของหัวหน้าพรรคตนเอง สตาลินใน 1941-1953 และครุสชอฟอใน 1958-1964 เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเกษียณอายุบังคับของครุสชอฟหัวหน้าพรรคไม่ได้รับอนุญาตจากการใด ๆจากการเป็นสมาชิกสองครั้งนี้[9]แต่ต่อมารัฐมนตรีทั่วไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงตำแหน่งของตนอย่างน้อยในบางที่ถูกครอบครองตำแหน่งพิธีการส่วนมากของประธานรัฐสภาศาลฎีกาโซเวียตหัวหน้าน้อยของรัฐ สถาบันอยู่ในระดับล่างได้รับการดูแลและในบางครั้งแทนที่ด้วยพรรคองค์กรหลัก[10]

ในทางปฏิบัติ แต่ระดับของการควบคุมพรรคก็สามารถที่จะใช้ในช่วงระบบราชการของรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการตายของสตาลินก็ยังห่างไกลจากการรวมระบบราชการด้วยการใฝ่หาผลประโยชน์ที่แตกต่างกันที่มีในช่วงเวลาที่อยู่ในความขัดแย้งกับบุคคลที่[11] หรือเป็นพรรคของตัวเองเป็นเสาหินจากบนลงล่างแม้ว่าฝ่ายไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ.[12]

เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง[แก้]

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

# สาธารณรัฐ แผนที่สหภาพโซเวียตระหว่างปี 1956–1991
1 Flag of Russian SFSR รัสเซีย Republics of the USSR.svg
2 Flag of Ukrainian SSR ยูเครน
3 Flag of Belarusian SSR เบียโลรัสเซีย
4 Flag of Uzbekistan SSR อุซเบกิสถาน
5 Flag of Kazakhstan SSR คาซัคสถาน
6 Flag of Georgian SSR จอร์เจีย
7 Flag of Azerbaijan SSR อาเซอร์ไบจาน
8 Flag of Lithuanian SSR ลิทัวเนีย
9 Flag of Moldovan SSR มอลเดเวีย
10 Flag of Latvian SSR ลัตเวีย
11 Flag of Kyrgyzstan SSR คีร์กีเชีย
12 Flag of Tajikistan SSR ทาจิกิสถาน
13 Flag of Armenian SSR อาร์มีเนีย
14 Flag of Turkmenistan SSR เติร์กเมนิสถาน
15 Flag of Estonian SSR เอสโตเนีย

นโยบายต่างประเทศของสหภาพโซเวียต[แก้]

ยุทธศาสตร์โซเวียต
  • เป็นศิลปที่มุ่งที่จะแสวงหาผลตอบแทนที่สูงที่สุดแก่โซเวียตเท่าที่ทำได้ในสภาวะจำกัด เพื่อรับใช้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ จะแปรเปลี่ยนไปตามขั้นตอน อาจจะรุกไปข้างหน้าหรือถอยไปข้างหลังเพื่อรอจังหวะ โดยดำเนินการทั้งยุทธศาสตร์ทางตรง ได้แก่ การใช้กำลัง และยุทธศาสตร์ทางอ้อม เช่นทางจิตวิทยาหรือโฆษณาชวนเชื่อ
  • ยุทธศาสตร์ของโซเวียตได้ยึดถือแนวความคิดของเลนิน-สตาลิน ในเรื่อง “ความสัมพันธ์กำลังรบ” เป็นแนวในการดำเนินการประกอบกับทางเลือกต่างๆ ในการปฏิบัติซึ่งเรียกว่า ”ยุทธวิธี” (Tactics) บางครั้งยุทธวิธีอาจสวนทางกับอุดมการณ์ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าจะเลือกปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้ได้ประโยชน์ตอบแทนมากกว่า

หลักการในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหภาพโซเวียต

  1. อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ เป็นองค์ประกอบตายตัวในนโยบายต่างประเทศ อาจมีการผ่อนปรนในบางครั้ง ถ้าเห็นว่าผลประโยชน์สำคัญของชาติ (Vital National Interest) นั้นมีความสำคัญกว่า บางครั้งอาจจะต้องชะลอเพื่อสร้างฐานที่แข็งแกร่งไปสู่ชัยชนะของการปฏิวัติโลก
  2. ยุทธศาสตร์โซเวียต
  3. ทิศทางปฏิบัติการ เป็นความพยายามเชื่อมต่อปฏิบัติการย่อยๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้ยุทธวิธีมีความเป็นเอกภาพ มีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศมากกว่ายุทธศาสตร์ เป้าหมายเพื่อการเป็นผู้นำคอมมิวนิสต์ และบรรลุอุดมการณ์คอมมิวนิสต์

นโยบายต่างประเทศของสหภาพโซเวียตสามารถแบ่งได้เป็น 3 ยุค คือ

  1. นโยบายต่างประเทศก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
  2. นโยบายต่างประเทศของโซเวียตยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นับตั้งแต่ปี 1945 -1985 สามารถแบ่งได้ดังนี้
    1. นโยบายต่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
    2. นโยบายต่างประเทศหลังทศวรรษ 1970
  3. นโยบายต่างประเทศของโซเวียตช่วงก่อนการล่มสลาย

กองทัพ[แก้]

ดูบทความหลักที่: กองทัพแดง และ กองทัพโซเวียต

กองทัพบก[แก้]

ดูบทความหลักที่: กองทัพบกโซเวียต

กองทัพอากาศ[แก้]

ดูบทความหลักที่: กองทัพอากาศโซเวียต

กองทัพเรือ[แก้]

ดูบทความหลักที่: กองทัพเรือโซเวียต

กองกำลังกึ่งทหาร[แก้]

สงครามกับสหภาพโซเวียต[แก้]

  1. สงครามกลางเมืองรัสเซีย ค.ศ.1918-1922
  2. สงครามโลกครั้งที่สอง ค.ศ.1941-1945
  3. สงครามเย็น ค.ศ.1945-1991
สงครามกลางเมืองรัสเซีย
สงครามโลกครั้งที่สอง

เศรษฐกิจ[แก้]

เกษตรกรรม[แก้]

อุตสาหกรรม[แก้]

การท่องเที่ยว[แก้]

ดูบทความหลักที่: การท่องเที่ยวในรัสเซีย

โครงสร้างพื้นฐาน[แก้]

การคมนาคม และ โทรคมนาคม[แก้]

คมนาคม[แก้]

โทรคมนาคม[แก้]

วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี[แก้]

การศึกษา[แก้]

ดูบทความหลักที่: การศึกษาในสหภาพโซเวียต

สาธารณสุข[แก้]

ประชากร[แก้]

เชื้อชาติ[แก้]

ภาษา[แก้]

ศาสนา[แก้]

กีฬา[แก้]

วัฒนธรรม[แก้]

ดูบทความหลักที่: วัฒนธรรมรัสเซีย

วรรณกรรม[แก้]

สถาปัตยกรรม[แก้]

อาหาร[แก้]

ดนตรี และ นาฎศิลป์[แก้]

สื่อสารมวลชน[แก้]

วันหยุด[แก้]

วันที่ ชื่อวัน ชื่อประจำท้องถิ่น หมายเหตุ
1 มกราคม วันปีใหม่ Новый Год
7 มกราคม วันคริสต์มาส Рождество วันคริสต์มาสตามนิกายออร์ทอดอกซ์ ไม่ใช่วันหยุดประจำชาติ ในสหภาพโซเวียต
13 มกราคม วันปีใหม่เดิมของรัสเซีย Старый-Новый год Календарь (Old-Calendar New Year) ชาวรัสเซียเฉลิมฉลองวันปีใหม่ในวันที่ 13 ด้วย อันเนื่องมาจากยึดตามปฏิทินเก่า ไม่ใช่วันหยุดประจำชาติ ในสหภาพโซเวียต
23 กุมภาพันธ์ วันกองทหารแห่งโซเวียต День Защитника Отечества (Den zashchitnika Otechestva) เพื่อรำลึกการก่อตั้ง กองทัพแดง ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1918 ขณะนี้รัสเซียเรียกวันนี้ว่า "วันผู้รักษามาตุภูมิ" День Советской Армии и Военно-Морского Флота (yen' Sovyetskoy Armii i Voyenno-Morskogo flota) และ ในปี ค.ศ. 1923 ผู้ชายทุกคนในรัสเซียถูกเรียกให้รายงานตัวเข้าประจำการกองทัพแดง เพื่อเข้าร่วมสงครามต่อต้านทหารเยอรมัน
8 มีนาคม วันสตรีสากล Международный Женский День วันหยุดสากลให้แก่ความเท่าเทียมทางเพศแก่สตรี
12 เมษายน วันนักบินอวกาศ День Космонавтики (Day of Cosmonautics) День Космонавтики - คือวันที่ยูริ กาการินเป็นมนุษย์คนแรกได้ขึ้นไปในห้วงอวกาศ ในปีพ.ศ. 2504. ไม่ใช่วันหยุดประจำชาติในสหภาพโซเวียต.
1 พฤษภาคม วันแรงงานสากล (May Day) Первое Мая - День Солидарности Трудящихся ("International Day of Worker's Solidarity") มีการฉลองอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 2 พฤษภาคม. หรืออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันแรงงานและเฉลิมฉลองเข้าสู่ฤดูใบไม้พลิ."
9 พฤษภาคม ชัยชนะเหนือเยอรมนี День Победы (Victory Day) วันสิ้นสุดของมหาสงครามของผู้รักชาติ ซึ่งกองทัพแดง,เอาชนะนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2, พ.ศ. 2488
7 ตุลาคม วันรัฐธรรมนูญแห่งสหภาพโซเวียต День Конституции СССР เป็นวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งสหภาพโซเวียต พ.ศ. 2520 - เดิมก่อนหน้าวันได้ใช้วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันรัฐธรรมนูญ
4 พฤศจิกายน วันเอกภาพแห่งมวลชน День Народного единства (People’s Unity Day) เป็นวันที่มีการรวมตัวกัน ของชาวมอสโกโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา และสถานะในสังคมเพื่อทำการต่อต้าน การรุกรานของโปแลนด์ที่เข้ามาในปี 1612
7 พฤศจิกายน การปฏิวัติสังคมนิยมในสหภาพโซเวียต Седьмое Ноября การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 ; ซึ่งเรียกวันนี้ว่า День Примирения и Согласия ("Day of Reconciliation and Agreement") และมีการฉลองอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน.


อ้างอิง[แก้]

  1. Historical Dictionary of Socialism. James C. Docherty, Peter Lamb. Page 85. "The Soviet Union was a one-party Marxist-Leninist state.".
  2. Ideology, Interests, and Identity. Stephen H. Hanson. Page 14. "the USSR was officially a Marxist-Leninist state"
  3. The Fine Line between the Enforcement of Human Rights Agreements and the Violation of National Sovereignty: The Case of Soviet Dissidents. Jennifer Noe Pahre. Page 336. "[...] the Soviet Union, as a Marxist-Leninist state [...]". Page 348. "The Soviet Union is a Marxist–Leninist state."
  4. Leninist National Policy: Solution to the "National Question"?. Walker Connor. Page 31. "[...] four Marxist-Leninist states (the Soviet Union, China, Czechoslovakia and Yugoslavia)[...]"
  5. Law, David A. (1975). Russian Civilization. Ardent Media. pp. 193–94. ISBN 978-0-8422-0529-0. 
  6. Zemtsov, Ilya (1989). Chernenko: The Last Bolshevik: The Soviet Union on the Eve of Perestroika. Transaction Publishers. p. 325. ISBN 978-0-88738-260-4. 
  7. Knight, Amy (1995). Beria: Stalin's First Lieutenant. Princeton University Press. p. 5. ISBN 0-691-01093-5. 
  8. Hough, Jerry F.; Fainsod, Merle (1979). How the Soviet Union is Governed. Harvard University Press. p. 486. ISBN 0-674-41030-0. 
  9. Service, Robert (2009). History of Modern Russia: From Tsarism to the Twenty-first Century. Penguin Books Ltd. p. 378. ISBN 0-14-103797-0. 
  10. Конститутион оф тхе Руссиян Федератион: витх комментариес анд интерпретатион. Brunswick Publishing Corp. 1994. p. 82. ISBN 1-55618-142-6. 
  11. Ōgushi, Atsushi (2008). The Demise of the Soviet Communist Party. Routledge. pp. 31–32. ISBN 0-415-43439-4. 
  12. Taras, Ray (1989). Leadership change in Communist states. Routledge. p. 132. ISBN 0-04-445277-2. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

แม่แบบ:สหภาพโซเวียต