แฟรนไชส์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แฟรนไชส์ (ฝรั่งเศส: franchise หมายถึง สิทธิ์ในการครอบครอง) คือรูปแบบในการทำธุรกิจ หรือแผนการตลาดที่อาจจะบริหารงานด้วยตัวเอง หรือมีการบริหารงานจากบริษัทแม่ ลักษณะของแฟรนไชส์เกี่ยวข้องกับการตกลงของผู้ที่มีไอเดียและวิธีการในการทำธุรกิจ (ผู้ขายแฟรนไชส์) ขายสิทธิในการใช้ชื่อเครื่องหมายการค้ารวมถึงสินค้าและวิธีดำเนินงานต่างๆ ให้กับผู้อื่น (ผู้ซื้อแฟรนไชส์) โดยข้อตกลงจะมีการทำสัญญากัน 1. แฟรนไชส์ (franchising) คืออะไร ? 1.1 นิยามของคำว่าแฟรนไชส์ (franchise) การทำแฟรนไชส์ (franchising) คือกระบวนการทางธุรกิจซึ่งกลุ่มบุคคลที่ได้พัฒนาวืธีการอันได้รับการพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในการประกอบการและการจัดการธุรกิจ ได้ถ่ายทอดสิทธิในการประกอบการธุรกิจรูปแบบดังกล่าวให้กับกลุ่มบุคคลอื่นภายใต้ตราสินค้าหรือบริการ หรือเครื่องหมายการค้าอันหนึ่งอันใดโดยกระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการทำนิติกรรมระหว่างกลุ่มบุคคล 2 กลุ่มในข้างต้น 1.2 นิยามของคำว่าแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) คือกลุ่มบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของตราสินค้าหรือบริการ หรือเครื่องหมายการค้าและได้พัฒนาวิธีการอันได้รับการพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในการประกอบการและการจัดการธุรกิจที่สามารถทำเลียนและดำเนินการโดยกลุ่มบุคคลที่สามได้ 1.3 นิยามของคำว่าแฟรนไชส์ซี (franchisee) แฟรนไชส์ซี (franchisee) คือกลุ่มบุคคลซึ่งได้รับสิทธิบัตรในการจำหน่ายและการดำเนินธุรกิจ โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวใช้รูปแบบและตราสินค้าหรือบริการ หรือเครื่องหมายการค้าอันมีแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) เป็นเจ้าของอยู่ แฟรนไชซีที่ร่วมกิจการ ไม่ได้อยู่ในฐานะของพนักงานหรือลูกจ้าง ตรงกันข้ามเขาเป็นเจ้าของกิจการ ทำให้การสร้างความรู้สึกในความเป็นเจ้าของกิจการให้แก่พนักงานระดับต่างๆเกิดขึ้นได้ในทันทีในระบบแฟรนไชส์ แฟรนไชซีซึ่งเป็นเจ้าของกิจการที่ทำหน้าที่บริหารงานสาขา มีความรับผิดชอบมากกว่าพนักงานโดยปกติ เป็นผลให้การดูแล ติดตามและควบคุมดีกว่า
- หมายเหตุ แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) และแฟรนไชส์ซี (franchisee) คือผู้ขายและผู้ซื้อแฟรนไชส์ (franchise) ตามลำดับ ในเอกสรนี้ซึ่งเป็นเอกสารแปล ผู้แปลจะขอใช้คำว่าแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) และแฟรนไชส์ซี (franchisee) แทนเพื่อความสอดคล้องในภาษา ทั้งนี้ ผู้อ่านอาจเปลี่ยนจากคำดังกล่าวให้ง่ายขึ้นเมื่อต้องการนำไปใช้เผยแพร่ต่อไป เพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจ
ประเภทของแฟรนไชส์ Product or Brand Franchising เป็นระบบแฟรนไชส์ที่ให้สิทธิเพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของแฟรนไชส์ซอร์ รวมถึงการให้สิทธิในการใช้เครื่องหมายทางการค้าของผู้ผลิต Business Format Franchising เป็นระบบแฟรนไชส์ที่ให้สิทธิเพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของแฟรนไชส์ซอร์ รวมถึงการให้สิทธิในการใช้เครื่องหมายทางการค้าของผู้ผลิต เพื่อขายสินค้าหรือ บริการ โดยมีการถ่ายทอดในวิธีการดำเนินธุรกิจแบบร้านมาตราฐาน Conversion Franchising เป็นระบบแฟรนไชส์ที่ให้สิทธิเพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของแฟรนไชส์ซอร์ รวมถึงการให้สิทธิในการใช้เครื่องหมายทางการค้าของผู้ผลิต โดยผู้ผลิตได้เปลี่ยนธุรกิจที่มีอยู่เดิมแล้วให้เปลี่ยนมาใช้ในรูปแบบใหม่
รูปแบบของการให้สิทธิแฟรนไชส์ ซึ่งอาจจะแบ่งรูปแบบได้ 3 แบบ ดังนี้ แฟรนไชส์แบบหน่วยเดียว หรือแฟรนไชส์บุคคล (Individual Franchise or Single Unit Franchise) แฟรนไชส์แบบหลายหน่วย หรือแฟรนไชส์แบบพัฒนาพื้นที่ (Multiunit Franchise or Area Development Franchise) แฟรนไชส์แบบ Subfranchise
รูปแบบการให้สิทธิทั้ง 3 แบบนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัวเอง การตัดสินใจของท่านว่าจะใช้รูปแบบใด จึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายและลักษณะธุรกิจของท่านเป็นเกณฑ์ แต่แฟรนไชซอร์หลายท่านก็มีการใช้รูปแบบทั้ง 3 ผสมผสาน กันในกลยุทธ์ของแฟรนไชส์ ตามแต่เงื่อนไขของธุรกิจและการตลาด รวมถึงการแข่งขัน จากนี้มาดูกันว่ารูปแบบแต่ละประเภทเป็นอย่างไร ท่านควรจะเลือกรูปแบบใด 2.1 แฟรนไชส์แบบบุคคลหรือแฟรนไชส์หน่วยเดียว (Individual Franchise or Single Unit Franchise) แฟรนไชส์ประเภทนี้ เป็นรูปแบบการให้สิทธิแฟรนไชส์แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือนิติบุคคลองค์กรหนึ่งองค์กรใดในการดำเนินธุรกิจที่ได้รับสิทธิจากแฟรนไชซอร์เพียงแค่ 1 แห่ง ภายในทำเลที่ตั้ง หรือพื้นที่ภูมิประเทศที่กำหนดขึ้นตามสัญญา รูปแบบการให้สิทธิแบบนี้ นิยมใช้กันมากในแฟรนไชส์หลายประเภท ทั้งนี้เพราะเป็นรูปแบบที่ง่ายในการเริ่มต้นโดยแฟรนไชซอร์ โดยเฉพาะในช่วงต้นของการเริ่มขยายธุรกิจด้วยแฟรนไชส์ อีกทั้งยังช่วยให้แฟรนไชซอร์สามารถให้การสนับสนุนและเรียนรู้ข้อผิดพลาดของการทำแฟรนไชส์ได้โดยตรงจากสาขาต้นๆ ทำให้การปรับปรุงพัฒนา แก้ไข ทำไดนอกจากนี้ การทำแฟรนไชส์ประเภทนี้ยังช่วยให้การหาผู้สนใจเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า เพราะขนาดการลงทุนเพียง 1 แห่งจะต่ำกว่าการลงทุนหลายๆ แห่ง ทำให้แฟรนไชส์ที่มีการลงทุนต่อหน่วยที่สูง เช่น ร้านฟาสต์ฟูดจากต่างประเทศ หรือแม้แต่แฟรนไชส์ที่มีโอกาสทางการตลาดในอนาคตนิยมใช้กัน สำหรับแฟรนไชซอร์ก็มักจะนิยมใช้รูปแบบของแฟรนไชส์ประเภทนี้ เพื่อไม่ให้แฟรนไชซอร์เสียโอกาสในอนาคต หรือคิดค่าสิทธิที่สูงเกินไปกับแฟรนไชซี อันเนื่องมาจากการรวมค่าเสียโอกาสในอนาคตไว้ด้วย ซึ่งจะเป็นผลให้มูลค่าการลงทุนของแฟรนไชซีแต่ละรายสูง นอกเหนือจากข้อดีของรูปแบบนี้ในด้านการลงทุนแล้ว การหาคุณสมบัติของแฟรนไชซีที่จะบริหารธุรกิจ 1 แห่ง ก็จะหาได้ง่ายกว่าผู้ที่จะบริหารธุรกิจหลายแห่ง ซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการบริหารค่อนข้างสูง ในขณะที่ข้อเสียของแฟรนไชส์รูปแบบนี้ก็คือ การให้การสนับสนุนและบริการของแฟรนไชซอร์ต่อแฟรนไชซีในอนาคตที่มีจำนวนแฟรนไชซีมากๆ จะกระทำได้ลำบาก ซึ่งหากจัดการระบบการติดต่อสื่อสารได้ไม่ดี พอ ปัญหาต่างๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้มากเช่นกัน
2.2 แฟรนไชส์แบบหลายหน่วยหรือแบบพัฒนาพื้นที่ (Multiunit Franchise or Area Development Franchise) แฟรนไชส์ประเภทนี้ เป็นรูปแบบการให้สิทธิแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือกลุ่มบุคคล หรือนิติบุคคลองค์กรต่างๆ ในลักษณะการกำหนดเป็นพื้นที่รับสิทธิ ที่จะสามารถดำเนินธุรกิจที่ได้รับสิทธิมาจากแฟรนไชซอร์มากกว่า 1 แห่งตามจำนวนที่ได้ตกลงกัน รูปแบบการให้สิทธิเช่นนี้หลายท่านคงเข้าใจได้ง่ายว่า การเติบโตของการขยายตัวในแฟรนไชส์จะเป็นไปได้รวดเร็วกว่าแบบแรก หากแฟรนไชซอร์คัดเลือกได้แฟรนไชซี ที่มีกำลังเงินทุนในการเปิดสาขากิจการได้ พร้อมๆ กัน ในเวลาอันสั้นที่ได้กำหนดไว้ 2.3 แฟรนไชส์แบบ Subfranchise รูปแบบการให้แฟรนไชส์ประเภทนี้เป็นการให้สิทธิแก่บุคคล หรือ กลุ่มบุคคล หรือนิติบุคคลในพื้นที่รับสิทธิที่กำหนดเพื่อให้บุคคล กลุ่มบุคคล หรือนิติบุคคลดังกล่าว ทำการขยายการให้สิทธิหน่วยย่อยแบบ Indi-vidual Franchise หรือ Multiunit Franchise แก่บุคคลอื่นในพื้นที่ต่อไป ในบางกรณีก็มีการเรียกผู้รับสิทธิประเภทนี้ว่าเป็นSubfranchise หรือ Regional Franchise หรือแม้แต่ Master Franchise ก็จัดอยู่ในการให้สิทธิประเภทนี้ด้วยการให้สิทธิในลักษณะนี้ เป็นการให้สิทธิที่มักจะเหมาะกับพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล ซึ่งแฟรนไชซอร์ไม่สามารถให้บริการหรือให้การสนับสนุนได้ดี จึงจัดรูปแบบการให้สิทธิแก่บุคคลอื่น ที่สามารถจะดำเนินงาน ดูแลงานสนับสนุนบริการของตนในพื้นที่นั้นในลักษณะ Subfranchise กล่าวคือ เป็นการหาตัวแทนของตน จากนั้นทาง Subfranchise จึงดำเนินการจัดหาคัดเลือกแฟรนไชซีอีกต่อหนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้ว่า การขยายแฟรนไชส์ของแฟรนไชส์จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศต่างๆ นิยมใช้รูปแบบดังกล่าวนี้ สำหรับแฟรนไชส์ในประเทศที่จะขยายตัวไปต่างจังหวัดไกลๆ โดยที่ตนเองไม่สามารถสนับสนุนบริการได้สะดวก ก็สามารถจัดการให้สิทธิเป็นระดับภาคแก่คนอื่น เพื่อจัดหา ผู้รับสิทธิอีกทอดต่อไปแฟรนไชส์แบบบุคคล หรือแฟรนไชส์หน่วยเดียว (Individual Franchise or Single Unit Franchise) ด้วยเหตุที่รูปแบบแฟรนไชส์ประเภทนี้ ต้องการการลงทุนและคุณสมบัติที่สูงจากแฟรนไชซี ทำให้แฟรนไชส์ใหม่ๆ ที่ยังไม่มีชื่อเสียงหรือไม่มีเอกลักษณ์เป็นที่ยอมรับของตลาด ยังไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ ตรงกันข้ามกับแฟรนไชส์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าแฟรนไชซอร์มีจุดมุ่งหมายในการขยายตัวเพื่อรองรับการแข่งขันที่รุนแรงด้วยแล้ว การให้สิทธิในรูปแบบนี้จะช่วยส่งเสริมชื่อเสียงของแฟรนไชส์ให้ดียิ่งขึ้น
2. ข้อได้เปรียบของการเข้าร่วมแฟรนไชส์ (franchise) คืออะไร ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นธุรกิจที่ร่วมกันของบุคคลทั้ง 2 ฝ่าย โดยที่ฝ่ายหนึ่งขาดซึ่งความรู้ ความชำนาญ คือ แฟรนไชซี และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ คือ แฟรนไชซอร์ ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ได้รับประโยชน์จากการมาร่วมกันในเชิงธุรกิจ โดยมีแฟรนไชซอร์เป็นผู้ถ่ายทอดหรือสอนความรู้และประสบการณ์ของตนแก่แฟรนไชซี ทำให้เขาสามารถปฏิบัติได้ในแนวทางอย่างที่ตนปฏิบัติจนประสบความสำเร็จมา แน่นอนหากธุรกิจใดที่ผู้เป็นเจ้าของไม่สามารถสอน หรือถ่ายทอดความรู้ของตนที่มีอยู่ออกมาได้ ไม่ว่าด้วยสาเหตุหนึ่งสาเหตุใดก็ตาม ความเป็นแฟรนไชส์ก็มิอาจจะเกิดขึ้นได้การขยายสาขาหรือบริการ จึงถูกจำกัดด้วยกำลังความสามารถของผู้ที่เป็นต้นกำเนิดกิจการเท่านั้น หากธุรกิจสามารถสอนและถ่ายทอดได้ แต่การเรียนรู้นั้นต้องใช้เวลานาน หรือคุณสมบัติของผู้ที่จะรับความรู้หรือการถ่ายทอด จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้หรือทักษะที่ค่อนข้างสูง เช่น ต้องเป็นผู้ที่จบปริญญาเอกเป็นอย่างต่ำ หากเป็นเช่นนี้ ธุรกิจก็ถูกจำกัดเช่นเดียวกัน 2.1 โอกาสแห่งความสำเร็จที่สูงขึ้น แฟรนไชส์ให้ข้อได้เปรียบเหนือวิธีอื่น ทั้งในด้านของเวลาการขยายตัวที่รวดเร็วกว่า บุคลากรที่ทำงานก็มีความรู้สึกเป็นเจ้าของและมีแรงจูงใจมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องของแหล่งเงินทุน ที่ไม่ก่อให้เกิดความเป็นหนี้ทางบัญชี หรือความจำเป็นต้องสูญเสียความเป็นเจ้าของของท่าน ในฐานะแฟรนไชซอร์ออกไป อย่างไรก็ตามในการทำธุรกิจใดๆ ย่อมมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเสมอ แนวคิดของการทำแฟรนไชส์ (franchising) คือการดำเนินธุรกิจตามวิธีที่ได้ผ่านกระบวนการพัฒนาของแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) มาเป็นเวลาแรมปีแล้ว ดังนั้น โอกาสของการประสบความสำเร็จในฐานะแฟรนไชส์ซี (franchisee) จึงนับว่ามีสูงกว่าการประกอบการธุรกิจอิสระของตนเองหลายเท่า จากการสำรวจโดยคณะกรรมการด้านผลิตภาพและมาตรฐานของสิงคโปร์ (Singapore Productivity and Standards Board) ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1994 พบว่ากว่า 90 เปอร์เซ็นของแฟรนไชส์ซี (franchisee) ซึ่งกำลังดำเนินธุรกิจในขณะนั้นแจ้งว่าการเข้าร่วมแฟรนไชส์ (franchise) สามารถช่วยให้ธุรกิจดีขึ้น 2.2 ย่นระยะเวลาการเรียนรู้ แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) ได้ทุ่มเทเวลาและเงินไปเป็นจำนวนไม่น้อยเพื่อที่จะสร้าง พัฒนาและบันทึกขั้นตอนการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ แฟรนไชส์ซี (franchisee) จะได้รับประโยชน์จากการรวบรวมความเชี่ยวชาญและความรู้นี้จากแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) ดังนั้นจึงเป็นการประหยัดระยะเวลาไปเป็นอันมากในการเรียนรู้ว่าควรจะดำเนินธุรกิจอย่างไรเพราะการทำแฟรนไชส์ก็คือ การสอนให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่ท่านผู้ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการเดิมได้ทำมาจนประสบความสำเร็จ เพื่อว่าเขาจะสามารถเริ่มต้นได้รวดเร็วดีขึ้น ไม่เกิดการลองผิดลองถูกและสามารถประสบความสำเร็จเช่นท่านได้โดยง่าย รูปแบบ ขั้นตอนหรือวิธีการต่างๆ ในการดำเนินงาน หรือรวมเรียกว่าระบบของธุรกิจ (Business Systems) นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสามารถเขียนและอธิบายออกมาได้โดยละเอียด เป็นขั้นตอน ในรูปของคู่มือ เพื่อที่แฟรนไชซีจะสามารถทำความเข้าใจหา ความรู้หรือทบทวนได้ ทั้งนี้ก็ย่อมมั่นใจได้ว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าอย่างแน่นอน
2.3 เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการยอมรับ ตราสินค้าหรือบริการ หรือเครื่องหมายการค้าของแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) นั้น โดยทั่วไปแล้วย่อมเป็นที่คุ้นเคยของผู้บริโภคมาเป็นเวลานาน ดังนั้นแฟรนไชส์ซี (franchisee) จะได้รับประโยชน์จากการที่เครื่องหมายการค้าได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคเป็นที่เรียบร้อย เครื่องหมายการค้า เป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งของแฟรนไชซอร์ และเป็นสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่ามีค่าสูงสุดในบรรดาทรัพย์สินต่างๆ เมื่อแฟรนไชส์นั้นประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ก็เพราะเครื่องหมายการค้าเป็นเสมือนตัวแทนของท่านต่อสายตาของผู้บริโภค เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความมีคุณภาพ มาตรฐาน หรือความแตกต่างใดๆ ของสินค้าหรือบริการของท่านที่ต่างจากคนอื่น ในธุรกิจแฟรนไชส์ เครื่องหมายการค้าเป็นสิ่งจำเป็นที่ควบคู่ไปกับการให้สิทธิแฟรนไชซีโดยแฟรนไชซอร์ กล่าวคือ การให้สิทธิในระบบแฟรนไชส์ ไม่เพียงแต่เป็นการให้สิทธิในการใช้ความรู้ หรือระบบการดำเนินธุรกิจของแฟรนไชซอร์เท่านั้น แต่เป็นการให้สิทธิในการใช้เครื่องหมายการค้าของแฟรนไชซอร์ด้วย ในแง่ของแฟรนไชซอร์ การให้สิทธิการใช้เครื่องหมายการค้า ย่อมช่วยให้การขยายตัวของการรับรู้โดยผู้บริโภคต่อเครื่องหมายหรือธุรกิจของแฟรนไชส์นั้นเพิ่มมากขึ้น เป็นการสร้างทั้งภาพพจน์และชื่อเสียงของแฟรนไชส์ได้เป็นอย่างดี การจัดการกับเครื่องหมายการค้า สำหรับกรณีของแฟรนไชซี การใช้เครื่องหมายการค้าของแฟรนไชซอร์ ย่อมทำให้เกิดการยอมรับในธุรกิจขั้นเริ่มต้นของแฟรนไชซี ได้รวดเร็วกว่าการแก่แฟรนไชซีในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งกฎเกณฑ์หรือวิธีการในการกำหนดนั้น จะขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและภูมิประเทศเป็นสำคัญ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่อจะให้ได้เป้าหมายคือ พื้นที่นั้นควรมีขนาดใหญ่เพียงพอ หรือมีจำนวนลูกค้ามากพอที่จะดำเนินธุรกิจที่ได้รับสิทธิมาอย่างมีกำไร สำหรับกรณีของแฟรนไชซี การใช้เครื่องหมายการค้าของแฟรนไชซอร์ ย่อมทำให้เกิดการยอมรับในธุรกิจขั้นเริ่มต้นของแฟรนไชซี ได้รวดเร็วกว่าการแก่แฟรนไชซีในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งกฎเกณฑ์หรือวิธีการในการกำหนดนั้น จะขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและภูมิประเทศเป็นสำคัญ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่อจะให้ได้เป้าหมายคือ พื้นที่นั้นควรมีขนาดใหญ่เพียงพอ หรือมีจำนวนลูกค้ามากพอที่จะดำเนินธุรกิจที่ได้รับสิทธิมาอย่างมีกำไร
2.4 การประหยัดต่อขนาดจากการซื้อทีละมากๆ ผู้ประกอบกิจการขนาดย่อมโดยทั่วไปมักพบว่าเป็นเรื่องยากที่ตนจะสามารถซื้อสินค้าและบริการในราคาถูกเนื่องจากปริมาณในการสั่งซื้อที่น้อย อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการทำแฟรนไชส์ (franchising) แฟรนไชส์ซี (franchisee) สามารถรวบรวมความต้องการสั่งซื้อสินค้าเข้าด้วยกันและเพิ่มอำนาจต่อรองของตน ทำให้สามารถซื้อสินค้าและบริการในต้นทุนที่ถูกลงได้ 2.5 การโฆษณาและสนับสนุนการขายร่วมกัน โดยทั่วไปแล้วธุรกิจต่างๆ ล้วนแต่ต้องใช้เงินลงทุนมากมาย ทั้งการขยายสาขาเพื่อรองรับการบริการและสร้างชื่อเสียงไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งค่าใช้จ่ายที่มากและสำคัญอีกจุดหนึ่งก็คือ การโฆษณา โดยจะเห็นได้ว่าธุรกิจที่มีขนาดใหญ่เพียงพอเท่านั้น จึงจะสามารถรองรับค่าใช้จ่ายโฆษณา โดยเฉพาะการโฆษณาที่อาศัยสื่อแพงๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ได้ ธุรกิจอิสระขนาดเล็กๆ เป็นจำนวนมากที่มีจำนวนสาขาไม่มาก เพราะเงินทุนไม่พอ การลงทุนค่าใช้จ่ายโฆษณายิ่งเกิดขึ้นได้ยากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะการโฆษณาในระดับภาค หรือระดับประเทศ ดังจะเห็นตัวอย่างของร้านอาหารดังๆ ในจังหวัดต่างๆ ซึ่งก็เป็นผู้นำในตลาด มีผู้คนมากมายเป็นลูกค้า แต่ก็ไม่สามารถจะลงทุนการโฆษณาเพื่อสร้างชื่อเสียงและภาพพจน์ ดังเช่นที่แฟรนไชส์ต่างๆ ทำได้ ทั้งๆ ที่การลงทุนในแต่ละสาขาและรายได้ของสาขาก็อาจมีขนาดใกล้เคียงกัน ด้วยเหตุที่การขยายตัวของแฟรนไชส์ อยู่ภายใต้ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าเดียวกันและเมื่อมีจำนวนที่เพิ่มขึ้น จำนวนสาขาต่างๆ ที่มีเพิ่มขึ้นจากการลงทุนของแฟรนไชซี ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการร่วมระบบ ทำให้ความได้เปรียบในเรื่องของการต่อรอง การลงทุนด้านโฆษณา สามารถส่งผลให้แก่ระบบโดยรวมได้โดยง่าย ก่อให้เกิดทั้งภาพลักษณ์และชื่อเสียงที่ดีกว่าร้านค้าอิสระทั่วไปที่การขยายตัวช้ากว่า เพราะเงินทุนที่จำกัดกว่าในทำนองเดียวกัน แฟรนไชส์ซี (franchisee) สามารถรวบรวมทรัพยากรเข้าด้วยกันเพื่อที่จะผลักดันให้เกิดการโฆษณาและส่งเสริมการขายร่วมกันในต้นทุนที่ต่ำได้ นอกจากนี้ การมีแฟรนไชส์ (franchise) ยังเป็นผลดีต่อการนำเสนอภาพลักษณ์ที่เข้มแข็งและสอดคล้องกัน ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าและบริการจากแฟรนไชส์ซี (franchisee) 2.6 การถ่ายโอนความเชี่ยวชาญ โดยปกติแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) จะมีการสั่งสมประสบการณ์และความชำนาญในการประกอบธุรกิจเมื่อมีการขายสิทธิบัตร แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) จะให้ความสนใจกับการถ่ายทอดความรู้ต่อแฟรนไชส์ซี (franchisee) เพื่อส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จ เนื่องจากความสำเร็จและผลกำไรของแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) ย่อมเกี่ยวโยงกับความสำเร็จของแฟรนไชส์ซี (franchisee) โดยตรง 2.7 การฝึกอบรม แฟรนไชส์ซี (franchisee) ย่อมได้รับการฝึกอบรมและแนะแนวทางจากแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) เพื่อช่วยส่งเสริมให้ประกอบการได้ดีขึ้น 2.8 บริการช่วยเหลือจากแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) แฟรนไชส์ซี (franchisee) สามารถรับการบริการช่วยเหลือจากแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) ในต้นทุนที่ต่ำยกตัวอย่างเช่น ความช่วยเหลือในการรับสมัครพนักงาน ทำบัญชี ย้ายที่ตั้งไปสู่ทำเลที่ดีขึ้น และอื่นๆ 3. ข้อเสียเปรียบของการเข้าร่วมแฟรนไชส์ (franchise) คืออะไร ? 3.1 สูญเสียอิสรภาพในการดำเนินธุรกิจ ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าแนวคิดของการทำแฟรนไชส์ (franchising) คือการดำเนินธุรกิจตามวิธีที่ได้รับการพัฒนาจากแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) การดำเนินธุรกิจตามรูปแบบที่กำหนดไว้เท่านั้นที่จะเป็นเครื่องรับรองความสำเร็จของแฟรนไชส์ซี (franchisee) ดังนั้น แฟรนไชส์ซี (franchisee) จึงไม่มีอิสรภาพเต็มที่ต่อการตัดสินใจ ด้วยเหตุที่แฟรนไชซีเป็นเจ้าของกิจการ และเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง การปฏิบัติงานและตัดสินใจหลายๆ เรื่อง จึงเป็นความรับผิดชอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้วยจุดนี้ที่ทำให้ผลเสียในด้านการสูญเสียการควบคุมโดยตรงเกิดขึ้นได้มาก หากระบบต่างๆ ของแฟรนไชส์ไม่ดีพอ หรือยากต่อการปฏิบัติ เพราะหากแฟรนไชซีไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างที่แฟรนไชซอร์ทำแล้วละก็ ตามธรรมชาติผู้รับผิดชอบก็ต้องหาหนทางอื่นที่จะทำเนื่องจากต้องรับผิดชอบ ทำให้การทำงานเกิดการเบี่ยงเบนออกจากมาตรฐานต่างๆ ได้ ดังนั้น การพัฒนาธุรกิจให้เป็นแฟรนไชส์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลดข้อจำกัดต่างๆ ในการปฏิบัติงานให้แก่บุคคลที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจ ให้สามารถปฏิบัติตามได้โดยง่ายและมีเหตุผลในความสำเร็จ ในทุกๆแง่มุมของธุรกิจ อย่างเช่น ควรขายสินค้าอะไรที่ราคาเท่าใด หรือเมื่อไหร่ที่จะเสนอขายสินค้าลดราคาและอื่นๆ นอกจากนี้ แฟรนไชส์ซี (franchisee) ยังไม่สามารถตัดสินใจกระทำการใดๆเพียงลำพังที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแฟรนไชส์ (franchise) หรือของแฟรนไชส์ซี (franchisee) อื่นๆอย่างไรก็ตาม มีแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) จำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับการปรึกษาหารือกับแฟรนไชส์ซี (franchisee) อย่างสม่ำเสมอเพื่อทราบความต้องกรของลูกค้า 3.2 ไม่มีหลักประกันความสำเร็จ ถึงแม้จะมีโอกาสสูงในการประสบความสำเร็จจากการซื้อแฟรนไชส์ (franchise) แต่อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีหลักประกันที่แน่นอนในเรื่องนี้ เนื่องจากความเสี่ยงทางธุรกิจสามารถเกิดขึ้นได้โดยปกติ นอกจากนี้ อาจพบว่าแฟรนไชส์ซี (franchisee) อาจประสบความล้มเหลวเนื่องจากสาเหตุต่างๆทั้งที่ในแง่ของแนวคิดแล้ว แฟรนไชส์ (franchise) นั้นจะดูดีก็ตาม ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ประสบความล้มเหลวอาจเกิดจาก ขาดเงินทุนที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ ขาดวิสัยทัศน์หรือทำเลที่ตั้งแหล่งระบายสินค้าไม่เหมาะสม สาเหตุของความล้มเหลวที่แฟรนไชซีไม่สามารถปฏิบัติตามระบบของแฟรนไชซอร์ได้ออกเป็น 2 สาเหตุหลักๆ คือ สาเหตุจากตัวแฟรนไชซีเอง และสาเหตุจากระบบของแฟรนไชซอร์ ในด้านตัวของแฟรนไชซีนั้นโดยทั่วไปก็มักจะพบว่า คุณสมบัติของแฟรนไชซีที่ถูกเลือกเข้ามาเพื่อประกอบธุรกิจแฟรนไชส์นั้นๆ มีความสามารถไม่ตรงหรือไม่มากพอ หรืออีกทางหนึ่งอาจได้รับการอบรมจากแฟรนไชซอร์ไม่ดีพอด้วยก็อาจเป็นได้ ซึ่งหากสาเหตุของความล้มเหลวเป็นไปในแนวนี้ ทางแก้ก็สามารถทำได้ด้วยการให้การอบรม และระบบการสนับสนุนที่ใกล้ชิด ซึ่งหากแฟรนไชซีท่านใดที่ยังคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลของการดำเนินธุรกิจได้ ความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงจึงต้องเกิดขึ้น ในด้านของระบบแฟรนไชส์ โดยทั่วไปก็มักมาจากว่าระบบการดำเนินธุรกิจ ที่เดิมแฟรนไชซอร์ให้มานั้นไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างง่ายโดยบุคคลอื่นคือแฟรนไชซีส์ ทั้งนี้ก็อาจเนื่องมาจากระบบนั้นต้องการคุณสมบัติพิเศษมากเกินไปหรือไม่ได้รับการพัฒนาให้มีรูปแบบที่ง่ายขึ้น แต่ยังคงขึ้นอยู่กับตัวบุคคลมากเกินไป ดังนั้น การแก้ไขจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาระบบการดำเนินงานต่างๆ รวมถึงการอบรมใหม่ ซึ่งหากการเปลี่ยนแปลงทำได้ยาก แน่นอนความสำเร็จของระบบแฟรนไชส์นั้นๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น
3.3 ค่าใช้จ่ายสูง แฟรนไชส์ซี (franchisee) จำเป็นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายล่วงหน้าเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิในการประกอบกิจการ นอกจากนี้ แฟรนไชส์ซี (franchisee) ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อย่างเช่น เงินลงทุนเพื่อตกแต่งร้านค้า และค่าธรรมเนียม ที่ต้องจ่ายเป็นประจำสำหรับบริการสนับสนุนที่ได้รับจากแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) เมื่อรวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้เข้าด้วยกัน จะพบว่าคิดเป็นจำนวนเงินที่สูง ดังนั้น เงินจำนวนนี้จะคุ้มค่าต่อการลงทุนก็ต่อเมื่อแฟรนไชส์ซี (franchisee) ได้รับผลตอบแทนที่สูงเช่นกัน อย่างไรก็ดีนับว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญาที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายใดๆ 4. การทำแฟรนไชส์ (franchising) เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรบ้าง ? 4.1 ระยะเวลาของข้อผูกมัด ระยะเวลาของข้อผูกมัดคือช่วงเวลาที่สัญญาหรือนิติกรรมมีผลบังคับใช้ระหว่างแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) และแฟรนไชส์ซี (franchisee) ซึ่งโดยปกติแล้ว จะถูกกำหนดโดยฝ่ายแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) สัญญานี้อาจมีระยะเวลาตั้งแต่ 3 ปีจนถึง 10 ปีหรือมากกว่านั้น โดยทั่วไป ยิ่งอายุสัญญานานเท่าใด ค่าใช้จ่ายในการซื้อแฟรนไชส์ (franchise) ก็จะยิ่งมากขึ้น และเงื่อนไขของการต่อสัญญาก็มักจะมีการระบุไว้เรียบร้อยในบางกรณี แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) อาจอนุญาตให้มีการต่อสัญญาโดยมีระยะเวลานานเท่าเดิมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ แต่สำหรับในบางกรณี แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) อาจเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการต่อสัญญาใหม่ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะศึกษาว่าช่วงระยะเวลาของข้อผูกมัดยาวนานเท่าใดสำหรับจำนวนเงินที่ต้องจ่ายไปในการซื้อแฟรนไชส์ (franchise) ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการคำนวณระยะเวลาของสัญญาก็คือ ขนาดของการลงทุนนั่นเอง ยิ่งการลงทุนสูงเท่าใด ระยะเวลาของสัญญาควรจะยาวขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าแฟรนไชซีจะสามารถสร้างผลกำไรคืนทุนได้ หากแฟรนไชส์ของท่านมีขนาดการลงทุนที่สูง ทำให้ต้องให้ระยะเวลาสัญญายาว ท่านก็ไม่ควรปรับให้สั้นลง เพียงเพราะคำนึงถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างที่กล่าวมา เช่น เงื่อนไขที่อาจต้องเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ท่านควรทำก็คือการใส่ใจกับการคัดเลือกแฟรนไชซีอย่างจริงจังแทน
การกำหนดค่าสิทธิประเภทต่างๆ 4.2 ค่าธรรมเนียมเริ่มต้น ค่าธรรมเนียมเริ่มต้นคือค่าใช้จ่ายล่วงหน้าที่แฟรนไชส์ซี (franchisee) จะต้องจ่ายให้แก่แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการประกอบธุรกิจหรือใช้ตราสินค้าหรือบริการ หรือเครื่องหมายการค้าหนึ่ง ภายใต้ระยะเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ดี แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) ส่วนใหญ่จะเสนอบริการต่างๆ เพื่อเป็นการตอบแทนกับรายจ่ายนี้ ยกตัวอย่างเช่น ความช่วยเหลือในการเปิดร้านค้า นอกจากนี้ อาจมีการแสดงภาพออกแบบของร้านค้าเพื่อช่วยให้การเจรจาตกลงในขั้นต้นง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้น ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะค้นคว้าว่าจะได้รับเสนอบริการหรือสินค้าในลักษณะใดสำหรับจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายไปค่าสิทธิในระบบแฟรนไชส์ จะเป็นรูปแบบของรายได้หลักในการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ ไม่ว่าจะเป็นค่าสิทธิแรกเข้า หรือ Initial Franchise Fee บางท่านก็เรียก ว่า Entrance Fee ค่าสิทธิประเภทนี้เป็นค่าสิทธิที่แฟรนไชซี จ่ายแก่ท่านในฐานะแฟรนไชซอร์เพื่อครอบคลุม ความรู้ ความลับทางการค้า เครื่องหมายการค้า รวมถึง การอบรมบริการ ต่างๆ ที่ทางแฟรนไชซอร์จัดให้แก่แฟรนไชซี โดยเฉพาะในช่วงแรกของการเปิดดำเนินกิจการ จนกระทั่งเกิดรายได้ในการ
4.3 เงินรายงวด/ค่าธรรมเนียมการจัดการ เงินรายงวดหรือค่าธรรมเนียมการจัดการเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างดำเนินกิจการ ซึ่งโดยปกติแฟรนไชส์ซี (franchisee) จะจ่ายให้แก่แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) เป็นรายเดือน โดยคิดคำนวณจากสัดส่วนของยอดขายสุทธิในแต่ละเดือน ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจจะถูกกำหนดให้คงที่หรือผันแปรก็ได้หรืออาจจะเป็นทั้งสองแบบรวมกัน แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) อาจแลกเปลี่ยนด้วยการให้บริการต่างๆ เช่น จัดรายการโฆษณาและสนับสนุนการขาย ให้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับขั้นตอนต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ค่ารอยัลตี้ (Royalty) ซึ่งเป็นค่าสิทธิต่อเนื่องบนรายได้ที่แฟรนไชซีได้ จากการดำเนินธุรกิจที่ได้รับสิทธิ และจ่ายให้แก่แฟรนไชซอร์เพื่อการบริการ การสนับสนุน และการพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเปรียบก็เสมือนหนึ่งค่าภาษีที่ทุกคนในฐานะพลเมืองของประเทศจ่ายให้แก่รัฐบาล เพื่อนำไปพัฒนาประเทศนั่นเองนอกจากค่าสิทธิ 2 ประเภทดังกล่าว ก็ยังมีค่าสิทธิอีกประการหนึ่งที่เรียกว่า ค่าการตลาด หรือ Marketing or Advertising Fee เป็นค่าสิทธิที่มักเรียกเก็บจากฐานรายได้เช่นเดียวกัน โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำมาใช้เพื่อการทำการตลาด การโฆษณาโดยรวม อันส่งผลต่อชื่อเสียง และผลการตลาดแก่แฟรนไชซีทั้งระบบโดยรวม ค่าสิทธิที่เป็นรายได้เหล่านี้ถือเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งมีแนวทางการคิดคำนวณ และการเรียกเก็บที่แตกต่างกันตามปัจจัยของแต่ละแฟรนไชส์ ปัจจัยที่ใช้ในการคิดคำนวณการเรียกเก็บค่าสิทธิ โดยทั่วไปประกอบด้วย 1) การแข่งขันในตลาดที่ธุรกิจของท่านดำเนินอยู่ เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ขันว่ามีอัตราการเรียกเก็บสูงหรือต่ำอย่างไร
2) อัตราผลตอบแทน หรืออัตราการคืนทุนของแฟรนไชซี ในการ ดำเนินธุรกิจของท่านว่ามีมากน้อยเพียงใด
3) ต้นทุนและผลกำไรของท่าน ในการดำเนินธุรกิจในระบบแฟรนไชส์
แต่ไม่ว่าจะคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ข้างต้นอย่างไร ปัจจัยที่สำคัญที่เคยกล่าวไว้ในการพัฒนาธุรกิจให้เป็นแฟรนไชส์ได้ก็คือ ขนาดการลงทุนที่แฟรนไชซีจะรองรับได้ หรือเรียกว่า Affordability ด้วยเหตุนี้การคิดคำนวณตามปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา ต้องไม่ส่งผลให้เกิดขนาดการลงทุนที่สูงเกินกว่าจะรับได้ ถ้ายิ่งสูงก็จะยิ่งหาผู้สนใจได้ยากขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้ายิ่งต่ำก็จะยิ่งทำให้ความสนใจสูงขึ้น แต่ก็จะต้องไม่ต่ำเกินไป จนแฟรนไชซอร์ไม่สามารถบริหารการสนับสนุนต่างๆ ได้เช่นกันในกรณีของค่าสิทธิต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า Royalty ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นค่าสิทธิที่เรียกเก็บตามรอบระยะเวลา โดยเป็นอัตราเปอร์เซ็นต์ บนยอดขายหรือรายได้จากกิจการ ซึ่งมักจะเกิดเป็นรอบรายเดือน ราย 2 เดือน หรือไตรมาส การเรียกเก็บค่า Royalty นี้ที่มักเป็นรอบระยะเวลา ก็เพื่อช่วยให้แฟรนไชซอร์สามารถตรวจสอบ ควบคุม หรือเป็นการเตือนแฟรนไชซอร์ได้ดีในกรณีที่แฟรนไชซีมีผลประกอบการที่ไม่ดี เมื่อทราบก็จะสามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันท่วงที ค่า Royalty ในธุรกิจแต่ละประเภท มักจะมีความแตกต่างกันไป การตั้งระดับที่เหมาะสมของค่า Royalty นี้จะขึ้นอยู่กับการบริการ และการสนับสนุน รวมถึงการพัฒนาต่างๆ ซึ่งค่า Royalty จะต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ และเพิ่มเติมด้วยผลกำไรของแฟรนไชซอร์ ยิ่งการบริการต่างๆ มีมาก อัตราค่า Royalty จะยิ่งสูงขึ้น ในธุรกิจอาหารและร้านค้าปลีกต่างๆ อัตราเปอร์เซ็นต์ของค่า Royalty บนยอดขาย มักจะมีค่าประมาณ 4-6% ขณะที่ธุรกิจประเภทการบริการมักอยู่ที่ 8-10% อย่างไรก็ตาม อัตราเฉลี่ยข้างต้นมิได้หมายความว่า เป็นอัตราที่เหมาะสำหรับธุรกิจจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนวณหาต้นทุนการดำเนินงานสนับสนุนที่ต้องมีซึ่งเหมาะสมกับธุรกิจและนำต้นทุนดังกล่าวหารด้วยจำนวนสาขาทั้งหมดที่การลงทุนนั้นจะให้การดูแลได้ ซึ่งเป็นการเฉลี่ยและคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์กับยอดรายได้ เปอร์เซ็นต์เฉลี่ยของค่า Royalty ที่สามารถนำมาใช้ในการตั้งค่าสิทธิเพื่อการขยายแฟรนไชส์จะกำหนดระยะเวลาสัญญาที่ต่อออกไปได้อีก 1-2 ช่วง โดยมีระยะเวลาช่วงละ 5 ปี ในกรณีที่แฟรนไชซีได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ในสัญญา รวมถึงการประกอบธุรกิจได้ผลที่ดี อย่างไรก็ตาม การกำหนดข้างต้นมักจะขึ้นอยู่กับขนาดการลงทุน
4.4 ต้นทุนการตกแต่งร้าน ต้นทุนการตกแต่งร้าน หมายถึงต้นทุนซึ่งเกิดขึ้นจากการที่แฟรนไชส์ซี (franchisee) จะต้องเปลี่ยน รูปลักษณ์ภายนอกของร้านค้าให้เหมือนกับที่แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) กำหนด ต้นทุนนี้จะเกิดขึ้นในระยะแรกของการตกลงใจที่จะทำแฟรนไชส์ (franchise) ดังนั้น แฟรนไชส์ซี (franchisee) จำเป็นจะต้องมีเงินทุน ที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายล่วงหน้าส่วนนี้ แม้จะต้องจ่ายไปก่อนที่จะเริ่มมีลูกค้าเข้าร้านก็ตาม 4.5 ข้อตกลง ข้อตกลง คือสัญญาตามกฎหมายระหว่างแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) และแฟรนไชส์ซี (franchisee) ซึ่งระบุสิทธิและข้อผูกมัดระหว่างสองฝ่าย รวมทั้งเงื่อนไขต่างๆซึ่งรวมถึงเงื่อนไขในการสิ้นสุดสัญญาและระยะเวลาที่สัญญาบังคับใช้ ข้อตกลงนี้จะถูกเขียนโดยทนายของฝ่ายแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) ดังนั้น ผู้สนใจ จะเป็นแฟรนไชส์ซี (franchisee) ควรปรึกษาผู้มีความรู้เกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวในรายละเอียดก่อนที่จะ เซ็นสัญญา เมื่อพบว่าเงื่อนไขใดมีความเข้มงวดจนเกินไป ก็ควรจะเจรจากับแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) ก่อนที่จะตกลงใจทำสัญญา 4.6 ทุนดำเนินงาน แฟรนไชส์ซี (franchisee) จะต้องแบ่งสรรเงินทุนส่วนหนึ่งให้เพียงพอกับการดำเนินงานธุรกิจตามปกติเช่น ค่าใช้จ่ายทั่วไป เงินเดือนพนักงาน การสั่งซื้อสินค้าและบริการ เป็นต้น ถึงแม้ว่าแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) จะเสนอสินค้าและบริการให้ในลักษณะจ่ายเชื่อก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการเลื่อนระยะเวลาการจ่ายเงินไปเท่านั้น เมื่อถึงกำหนดเวลา แฟรนไชส์ซี (franchisee) ยังคงจะต้องจ่ายค่าสินค้าในที่สุด 4.7 เงื่อนไขการจ่ายเงิน โดยปกติ แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) จะกำหนดระยะเวลาการจ่ายค่าสินค้าและบริการในลักษณะเดียวกับธุรกิจอื่นๆ เช่น 30 หรือ 60 วัน 4.8 พื้นที่ประกอบการ โดยทั่วไปแล้ว แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) จะไม่จัดตั้งร้านค้าอื่นภายใต้แฟรนไชส์นั้นภายในขอบเขตพื้นที่ที่ได้ระบุไว้ในข้อตกลง ทั้งนี้ ขอบเขตของพื้นที่การประกอบการอาจขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจและข้อตกลงถ้าหากแฟรนไชส์ (franchise) นั้นมีศักยภาพในการสนับสนุนสมาชิกได้จำนวนมาก ขอบเขตของการประกอบการก็จะเล็กลงตามไปด้วยการกำหนดพื้นที่สำหรับแฟรนไชส์คือ การกำหนดขอบเขตของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่ทางแฟรนไชซอร์ จะไม่อนุญาตให้ผู้อื่นใดมาดำเนินธุรกิจที่ให้สิทธิที่สำคัญก็คือ การหาบุคคลเข้าเป็น Subfranchisor นี้ ท่านต้องเข้าใจว่า คุณสมบัติของเขาเมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบแรกๆ คุณสมบัติของ Subfranchisor จะต้องสูงกว่า ทำให้การสรรหาไม่ง่ายนัก ขณะเดียวกันหาก ท่านหาคนที่ด้อยกว่าในคุณสมบัติ โดยมองแต่เพียงค่าสิทธิและโอกาสการขยายตัวที่ได้ ผลเสียต่างๆ ก็จะตามมาจนแฟรนไชส์ของท่านในพื้นที่ดังกล่าวอาจเสียไปก็ได้ เงื่อนไขหรือกฎเกณฑ์การกำหนดพื้นที่ในระดับใหญ่ๆ อย่าง Master Franchise ก็มักจะเป็น ประเทศ ภูมิภาค หรือระดับจังหวัด เป็นต้น ขณะที่การให้สิทธิแบบ Individual Franchise ก็อาจอาศัยลักษณะขอบเขตของเทศบาล อำเภอ หรือแม้แต่ภูมิประเทศต่างๆ อาทิเช่น ถนน คลอง ที่สามารถกำหนดพื้นที่ได้ชัดเจน ในกรณีของพื้นที่ในย่านชุมชนหนาแน่น ซึ่งการกำหนดพื้นที่ทำได้ยาก หลายๆ แฟรนไชส์ก็จะใช้เงื่อนไขในแบบระยะห่าง จากสาขาหนึ่งไปอีกสาขาหนึ่ง ต้องห่างกันอย่างน้อย 2 ไมล์ เป็นต้น
แต่ไม่ว่าเงื่อนไขจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ พื้นที่นั้นๆ จะต้องมีจำนวนลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจ ที่มากพอในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งท่านในฐานะแฟรนไชซอร์จำเป็นต้องใส่ใจหาวิธีการอ้างอิง หรือหาข้อมูลให้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (ในเรื่องของข้อมูลตัวเลขนี้ ในประเทศของเราดูจะไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนอย่างในต่างประเทศ ดังที่เรารู้กันว่าคนไทยมีชื่ออยู่ในบ้านเลขที่หนึ่ง แต่กลับไปอาศัยอยู่อีกเขตหนึ่ง เป็นต้น) ในการกำหนดพื้นที่แฟรนไชส์นี้ แฟรนไชซอร์หลายท่านที่มองข้ามหรือละเลย เนื่องจากคำนึงถึงโอกาสที่ตนจะเสียไปในอนาคต อาจละเลยถึงความเหมาะสมในแง่การลงทุนของแฟรนไชซี การละเลยต่างๆ โดยคาดว่าตนเองใน ฐานะแฟรนไชซอร์ จะสามารถควบคุมทดแทนหรือชดเชยด้วยสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าสิทธิที่ถูกกว่าก็ตามแต่ที่สำคัญ หากแฟรนไชซีไม่สามารถประสบความสำเร็จ ด้วยสาเหตุพื้นฐาน ซึ่งก็คือ จำนวนลูกค้าไม่มากพอ หรือก่อให้เกิดการแข่งขันมากเกินไป จากการเปิดสาขาที่ใกล้กัน ผลเสียหรือปัญหาเหล่านี้ ก็จะกลับย้อนมาหาแฟรนไชซอร์ให้แก้ไขอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 4.9 อุปทานสินค้าและบริการ แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) มักกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของสินค้าและบริการที่แฟรนไชส์ซี (franchisee) จะต้องรับจากตน ทั้งนี้ เป็นเรื่องไม่แปลกที่แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) อาจจะกำหนดให้สินค้าและบริการ ทั้งหมดต้องมาจากตนเนื่องจากเหตุผลในการคุมคุณภาพสินค้าและบริการ 4.10 การปฏิบัติตามข้อตกลง แฟรนไชส์ซี (franchisee) จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงอย่างเคร่งครัดเพื่อที่จะเป็น หลักประกันว่าแฟรนไชส์ซี (franchisee) จะไม่กระทำการใดๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และธุรกิจของแฟรนไชส์ซี (franchisee) รายอื่นๆ ดังนั้น แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) จึงมีสิทธิในการบังคับสิ้นสุดสัญญาในกรณีที่แฟรนไชส์ซี (franchisee) ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหลังจากที่ได้รับคำเตือนซ้ำสอง ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) เป็นผู้ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเอง ฝ่ายแฟรนไชส์ซี (franchisee) ก็มีสิทธิ ที่จะเรียกร้องค่าชดเชิยตามกฎหมาย 4.11 เงื่อนไขสำหรับสิ้นสุดการประกอบกิจการ โดยทั่วไป การที่ข้อตกลงของแฟรนไชส์ (franchise) จะสิ้นสุดลงอาจเกิดจากความเป็นไปได้ 3 ประการ กล่าวคือ ประการแรก เมื่อสัญญาหมดอายุลง ประการที่สอง เมื่อแฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) ทำการสิ้นสุดสัญญาหากมีการละเมิดข้อตกลงที่ระบุไว้ อย่างไรก็ตาม กรณีที่แฟรนไชส์ซอร์ (franchisor) จะทำการบังคับให้สิ้นสุดสัญญาก่อนกำหนดเป็นเรื่องที่ไม่ปกติและไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก นอกจากจะมีการละเมิดข้อตกลงจาก แฟรนไชส์ซี (franchisee) เป็นประจำ ประการสุดท้ายคือกรณีที่แฟรนไชส์ซี (franchisee) เลือกที่จะยกเลิกแฟรนไชส์ (franchise) ก่อนที่สัญญาจะหมดอายุ

