เทย์เลอร์ สวิฟต์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เทย์เลอร์ สวิฟต์
RedStLouis.png
สวิฟต์กำลังแสดงในเซนต์หลุยส์ระหว่างการทัวคอนเสิร์ต เรดทัวร์ ในปี ค.ศ. 2013
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อเกิด เทย์เลอร์ อลิสัน สวิฟต์
วันเกิด 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989 (25 ปี)
ไวโอมิสซิง หรือเรดดิง รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา
แนวเพลง คันทรี, ป็อป, ป็อปร็อก
อาชีพ นักร้อง, นักแต่งเพลง
เครื่องดนตรี ร้องนำ, กีตาร์โปร่ง, กีตาร์ไฟฟ้า, กีตาร์แบนโจ, เปียโน, อูกูเลเล
ปี 2006 - ปัจจุบัน
ค่าย บิกแมชีน
เว็บไซต์ Taylor Swift

เทย์เลอร์ อลิสัน สวิฟต์ (อังกฤษ: Taylor Alison Swift; เกิด 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989) เป็นนักร้องและนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน เติบโตที่ไวโอมิสซิง รัฐเพนซิลเวเนีย ต่อมาเธอได้ย้ายไปยังเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ขณะอายุ 14 ปี เพื่อเดินตามความฝันที่จะเป็นนักร้องแนวคันทรี เธอได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงบิกแมชีนเรเคิดส์ และกลายเป็นนักแต่งเพลงที่อายุน้อยที่สุดที่บริษัทโซนี/เอทีวีมิวสิกพับบลิชชิง (Sony/ATV Music Publishing) จ้าง อัลบั้มแรกของสวิฟต์มีชื่อเดียวกับตัวเอง อัลบั้มทำให้เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักร้องคันทรี เพลง "เอาร์ซอง" ซิงเกิลที่สาม ทำให้เธอเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่เขียนเพลงด้วยตนเองและกลายเป็นเพลงอันดับหนึ่งบนชาร์ตบิลบอร์ดฮอตเพลงคันทรี เธอได้เข้าชิงรางวัลแกรมมีในปี ค.ศ. 2008 ในสาขา Best New Artist

อัลบั้มที่สอง เฟียร์เลส ออกจำหน่ายในปี ค.ศ. 2008 เนื่องจากประสบความสำเร็จแบบข้ามแนวเพลงสู่แนวป็อป (pop crossover) ของซิงเกิล "เลิฟสตอรี" และ "ยูบีลองวิตมี" ทำให้อัลบั้มเฟียร์เลสเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในสหรัฐในปี ค.ศ. 2009 อัลบั้มชนะรางวัลแกรมมี 4 รางวัล และสวิฟต์เป็นนักร้องที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัล Album of the Year อัลบั้มที่สาม สปีกนาว (ค.ศ. 2010) ขายได้มากกว่า 1 ล้านหน่วยในสัปดาห์แรกหลังจากออกจำหน่ายที่อเมริกา ซิงเกิลที่สามของอัลบั้ม เพลง "มีน" ได้รับรางวัลแกรมมี 2 รางวัล ในปี ค.ศ. 2012 สวิฟต์ออกอัลบั้มที่สี่ เรด ขายได้ 1.2 ล้านหน่วยในสัปดาห์เปิดตัว สูงที่สุดในรอบทศวรรษ ทำให้สวิฟต์กลายเป็นนักร้องผู้หญิงคนเดียวที่ทำยอดขายในสัปดาห์แรกได้มากกว่า 2 ล้านหน่วย ซิงเกิล "วีอาร์เนเวอร์เอเวอร์เกตติงแบ็กทูเกเตอร์" และ "ไอนูว์ยูเวอร์ทรับเบิล" เป็นเพลงที่ได้รับความนิยมทั่วโลก อัลบั้มชุดที่ห้าชื่อ 1989 มีซิงเกิลเปิดตัวคือเพลง "เชกอิตออฟ"

สวิฟต์เป็นที่รู้จักว่าเพลงของเธอเป็นการเล่าเรื่องที่มาจากประสบการณ์ตรง ในฐานะนักแต่งเพลง เธอได้รับเกียรติจากสมาคมนักแต่งเพลงแนชวิลล์ (Nashville Songwriters Association) และหอเกียรติยศนักแต่งเพลง (Songwriters Hall of Fame) สวิฟต์ยังได้รับรางวัลแกรมมี 7 สาขา รางวัลบิลบอร์ดมิวสิกอวอร์ด 12 สาขา รางวัลสมาคมเพลงคันทรี 11 สาขา และรางวัลอะคาเดมีออฟคันทรีมิวสิกอวอร์ด 7 สาขา จนถึงปัจจุบัน เธอขายอัลบั้มได้มากกว่า 26 ล้านหน่วย และซิงเกิลดิจิตอล 75 ล้านหน่วย นอกจากงานเกี่ยวกับดนตรี สวิฟต์ยังปรากฏในภาพยนตร์ วาเลนไทส์เดย์ (ค.ศ. 2010) และภาพยนตร์แอนิเมชัน เดอะโลแร็กซ์ (ค.ศ. 2012) เธอยังทำหน้าที่นักการกุศลโดยสนับสนุนการศึกษาศิลปะ การอ่านออกเขียนได้ของเด็ก ๆ การบรรเทาสาธารณภัย ความพยายามต่อต้านการเหยียดเพศ และการกุศลสำหรับผู้ป่วยเด็ก

เส้นทางอาชีพนักร้อง[แก้]

1989–2004 : ชีวิตช่วงแรก[แก้]

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เกิดที่เมืองไวโอมิสซิง รัฐเพนซิลเวเนีย สก็อต บิดาเป็นนักลงทุนในตลาดทรัพย์ ส่วน แอนเดรีย สวิฟต์ มารดาเป็นแม่บ้าน สวิฟต์มีน้องชายหนึ่งคนชื่อ ออสติน ตอนเรียนอยู่เกรด 4 สวิฟต์ส่งกลอนความยาว 3 หน้ากระดาษชื่อ "Monster In My Closet" เข้าประกวดในการแข่งขันการแต่งกลอนระดับชาติและได้รับรางวัลชนะเลิศ สวิฟต์เริ่มเขียนเพลงครั้งแรกตอนอายุ 12 ปีเพื่อใช้ในการเข้าประกวดร้องคาราโอเกะระดับท้องถิ่นที่จัดขึ้นในงานเทศกาลต่างๆ

2004–2008 : เริ่มต้นชีวิตนักร้อง และ อัลบั้มแรก Taylor Swift[แก้]

เทย์เลอร์ สวิฟต์ย้ายมายังเมืองแนชวิล รัฐเทนเนสซิสเมื่อเธออายุ 14 ปี เพื่อมาเป็นศิลปินฝึกหัดกับค่าย RCA Records โดยได้ฝึกหัดการเขียนเพลงกับนักแต่งเพลงมากประสบการณ์มากมาย รวมถึงนักแต่งเพลงชื่อดัง ลิซ โรส เธอได้พบกับเขาที่งาน RCA Songwriter Event และได้ชักชวนมาเขียนเพลงด้วยกัน ทั้งคู่จะพบกันในทุก ๆ บ่ายของวันอังคารหลังจากเธอเลิกเรียน โรสได้บอกว่า "ในการประชุมแต่ละครั้งนั้น เทย์เลอร์ สวิฟต์จะเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนวันนั้น เธอมีแนวทางการเขียนเพลงที่ชัดเจนมาก และ มีท่อนฮุคที่เหลือเชื่อไปเลย" ต่อมาเธอได้เริ่มอัดเดโม่เพลงของเธอกับโปรดิวเซอร์ นาธาน แชบแมน หลังจากขึ้นแสดงที่งาน BMI Songwriter's Circle showcase เมืองนิวยอร์กแล้ว เธอได้กลายเป็นนักแต่งเพลงที่มีอายุน้อยที่สุด ที่ได้ร่วมงานกับ Sony/ATV Tree publishing house จากนั้นไม่นานเมื่ออายุ 15 ปี เธอได้ตัดสินใจออกจากค่าย RCA Records เนื่องจากค่ายไม่ยอมให้เธอร้องเพลงที่เธอแต่งเอง และ ต้องรอให้เธออายุ 18 ปีก่อนจึงจะออกอัลบั้มได้

จากนั้นไม่นานเทย์เลอร์ สวิฟต์ได้ไปแสดงที่งาน Nashville's Bluebird Cafe จากการแสดงครั้งนั้น ทำให้ความสามารถของเธอไปเตะตา สก็อต บอลเชตตา ฝ่ายบริหารของค่ายเพลง Big Machine Records เขาจึงได้ชวนเธอให้มาเป็นนักร้องในค่ายของเขา ซึ่งเธอก็ไม่ปฏิเสธ ต่อมาค่ายเพลงได้เปิดตัว เทย์เลอร์ สวิฟต์ ในฐานะนักร้องของค่ายที่งาน CMA Music Festival

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้เริ่มต้นงานเพลงของเธอ โดยได้ขอให้ นาธาน แชบแมน โปรดิวเซอร์คนเดิมของเธอ มาร่วมงานด้วยกันอีกครั้ง เธอได้เขียนเพลง 3 เพลงในอัลบั้มด้วยตัวคนเดียว และ ได้เขียนอีก 8 เพลงที่เหลือในอัลบั้มร่วมกับนักแต่งเพลงมากมายรวมถึง ลิซ โรส ด้วย โดยอัลบั้มนี้เป็นดนตรีแนวคันทรี่ เผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2006 โดยได้รับการอธิบายจากนิตยสาร The New York Times ว่าเป็นอัลบั้มคันทรี่-ป๊อป ชิ้นโบว์แดงที่มีการผสมผสานอย่างลงตัว

ในการโปรโมตอัลบั้ม ทางค่ายเลือกเผยแพร่ซิงเกิลแรก Tim McGraw ในเดือนมิถุนายน ปี 2006 โดยเทย์เลอร์ สวิฟต์ และ แม่ของเธอได้เดินสายไปตามคลื่นวิทยุทั่วประเทศเพื่อโปรโมตเพลง ซึ่งทำให้เธอมีแฟนเพลงชาวคันทรี่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สก๊อต บอลเซตตา ได้กล่าวไว้ว่า "นี่คือการปฏิวัติวงการเพลงคันทรี่ครั้งใหญ่" ต่อมาในระหว่างปี 2007 ถึง 2008 เธอได้เผยแพร่ซิงเกิลอื่น ๆ ต่อมา Teardrops on My Guitar , Our Song , Picture to Burn และ Should've Said No ซึ่งต่างประสบความสำเร็จอย่างมากบนชาร์ต Billboard Hot Country Songs โดยเพลง Our Song และ Should've Said No ขึ้นสูงสุดถึงอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงนี้ นอกจากนั้นแล้วเพลง Our Song ยังทำให้เทย์เลอร์ สวิฟต์ กลายเป็นศิลปินที่มีอายุน้อยที่สุดที่มีเพลงขึ้นสู่อันดับ 1 ในชาร์ตนี้อีกด้วย และ เพลง Teardrops on My Guitar ก็ได้ประสบความสำเร็จบนชาร์ตเพลงป๊อป โดยขึ้นสูงสุดที่อันดับ 13 บน Billboard Hot 100

อัลบั้มนี้ขายได้ 39,000 แผ่นในสัปดาห์แรกที่วางขาย และ กระทั่งเดือนมีนาคม ปี 2011 อัลบั้มนี้มียอดขายแล้วเกินกว่า 5.5 ล้านแผ่นทั่วโลก นอกจากนี้แล้วเธอยังได้ออกอัลบั้มพิเศษ ในชื่อ Sounds of the Season: The Taylor Swift Holiday Collection ในเดือนตุลาคม ปี 2007 และ อัลบั้มพิเศษ Beautiful Eyes ในเดือนกรกฎาคม ปี 2008

ความสำเร็จของอัลบั้มนี้ยังรวมไปถึงการที่เธอได้รับการบันทึกชื่อลงบน Nashville Songwriters Association's Songwriter/Artist of the Year ในปี 2007 ซึ่งทำให้เธอเป็นศิลปินที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้รับเกียรตินี้ เธอยังได้รับรางวัลในสาขา Best New Artist จาก CMA Awards , รางวัล Top New Female Vocalist award จาก ACM Awards และ รางวัล Favorite Country Female Artist honor จาก AMA Award นอกจากนั้นแล้วเธอยังได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล Grammy Award ในสาขา Best New Artist

2008–2010 : อัลบั้ม Fearless , เหตุการณ์ที่งาน VMA Award และ ดาวเด่นงาน GRAMMY Awards[แก้]

อัลบั้มชุดที่ 2 ของเทย์เลอร์ สวิฟต์ เผยแพร่ออกมาในปี 2008 ในชื่อ Fearless โดยอัลบั้มนี้เธอได้แต่งเพลง 7 เพลงด้วยตนเอง และ ร่วมแต่งเพลงกับนักแต่งเพลงคนอื่น ๆ อีก 6 เพลง โปรดิวเซอร์ของอัลบั้มนี้ยังคงเป็น นาธาน แชบแมน เช่นเดิม นิตยสาร The New York Times ได้ให้คำจำกัดความอัลบั้มนี้ว่าเป็น "หนึ่งในอัลบั้มป๊อปที่ดีที่สุดอัลบั้มหนึ่ง" ส่วน Rolling Stone ได้กล่าวว่าเธอเป็น "นักแต่งเพลงฝีมือเยี่ยมของโลก"

ซิงเกิลแรกของอัลบั้ม Love Story เผยแพร่ออกมาในเดือนกันยายน ปี 2008 และได้ขึ้นแท่นกลายเป็นเพลงคันทรี่ที่ขายดีที่สุดตลอดกาลในอันดับที่ 2 และขึ้นสูงสุดที่อันดับ 4 บน Billboard Hot 100 และได้เผยแพร่ซิงเกิลอีก 4 เพลงตามมาในปี 2008 และ 2009 ได้แก่เพลง White Horse , You Belong with Me , Fifteen และ Fearless ซึ่งเพลง You Belong with Me เป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จด้านชาร์ตเพลงมากที่สุดในอัลบั้ม ขึ้นสูงสุดที่อันดับ 2 บน Billboard Hot 100 อัลบั้มนี้เปิดตัวบนชาร์ต Billboard 200 Album Chart ที่อันดับ 1 ด้วยยอดขาย 592,304 แผ่นในสัปดาห์แรก และ ขายได้ถึง 8.6 ล้านแผ่นทั่วโลก เป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในปี 2009 และ เป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเธอ

ในปี 2009 เทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้ประกาศทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกของเธอในชื่อ Fearless Tour ด้วยจำนวน 105 โชว์ ประกอบด้วย 90 โชว์ในอเมริกาเหนือ , 6 โชว์ในยุโรป , 8 โชว์ในออสเตรีย และ 1 โชว์ในเอซีย โดยทัวร์ประกอบไปด้วยแฟนเพลงกว่า 1.1 ล้านคน กับ รายรับทั้งหมด 63 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับการแสดง ต่อมาได้ออกดีวีดี คอนเสิร์ต และ ชีวิตเทย์เลอร์ สวิฟต์ ในชื่อ Taylor Swift: Journey to Fearless เธอได้ขึ้นแสดงเพลง Fifteen กับนักร้องสาว ไมลี่ย์ ไซรัส ที่งาน Grammy Awards ครั้งที่ 51 และ ได้ร่วมเขียนเพลง Best Days of Your Life ของนักร้องสาว เคลลี่ พิกเกอร์ , เพลงประกอบภาพยนตร์ The Hannah Montana เพลง You'll Always Find Your Way Back Home และเพลง Crazier" , เพลงประกอบภาพยนตร์ The Valentine's Day ในเพลง Today Was a Fairytale และ เพลงในอัลบั้ม Hope for Haiti Now ในเพลง Breathless นอกจากนั้นแล้วเธอได้ร่วมร้องในเพลงของ จอห์น เมเยอร์ ในเพลง Half of My Heart , เพลงของวง บอยส์ ไลค์ เกิร์ล ในเพลง Two Is Better Than One

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เป็นศิลปินคันทรี่คนแรกที่ชนะรางวัล MTV Video Music Award เมื่อเพลง You Belong with Me ได้รับรางวัล Best Female Video ซึ่งในระหว่างที่เธอขึ้นกล่าวขอบคุณนั้น นักร้องหนุ่ม คานแย่ เวสท์ ได้ขึ้นไปป่วนงาน โดยได้กล่าวว่า "บียอนเซ่ คือคนที่สมควรได้รับรางวัล" แต่หลังจากนั้นเมื่อนักร้องสาว บียอนเซ่ ได้รับรางวัลบ้าง เธอจึงได้เชิญให้เทย์เลอร์ สวิฟต์ ขึ้นมากล่าวขอบคุณแทนที่เธอ หลังเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้นักร้องหนุ่มถูกกระแสวิจารณ์ในทางลบอย่างมาก และได้ออกมาขอโทษในเวลาถัดมา

อัลบั้มนี้ยังประสบความสำเร็จในงานประกาศรางวัลอื่น ๆ มากมาย โดยในงาน Grammy Awards ปี 2010 ได้รับการเสนอชื่อ 8 รางวัล และได้รับรางวัลรวมถึง 4 รางวัล โดยอัลบั้ม Fearless ได้รับรางวัล Album of the Year รวมถึงรางวัล Best Country Album ในขณะที่เพลง White Horse ได้รับรางวัล Best Female Country Vocal Performance และ Best Country Song และจากงานประกาศรางวัลในครั้งนี้ทำให้เธอกลายเป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลใหญ่ของงานในสาขา Album of the Year อัลบั้ม Fearless ได้รับการบันทึกว่าเป็นอัลบั้มที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงคันทรี่ เธอได้กลายเป็นศิลปินที่อายุน้อยที่สุด ที่ได้รับรางวัล Entertainer of the Year ในงาน CMA Awards และยังได้รับรางวัลในสาขา Album of the Year จากงานประกาศรางวัลนี้อีกด้วย และยังเป็นศิลปินที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลใหญ่ของงาน ACM Awards ในสาขา Album of the Year , Artist of the Year และ Favorite Country Album นอกจากนี้แล้วในฐานะนักแต่งเพลง เธอยังได้รับการบันทึกชื่อลงใน The Songwriters Hall of Fame ให้เป็นศิลปินแห่งปี โดย Nashville Songwriters Association ด้าน Billboard ได้มอบรางวัล Artist of the Year ให้เธอ และ นิตยสาร ไทม์ ได้จัดอันดับเธอให้เป็น 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลของโลกประจำปี 2010 อีกด้วย

2010-2012 : อัลบั้ม Speak Now และ World Tour Concert[แก้]

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เผยแพร่อัลบั้มที่ 3 ของเธอในชื่อ Speak Now ในเดือนตุลาคม ปี 2010 ในอัลบั้มนี้เธอได้แต่งเพลงทั้งหมด 14 เพลงในอัลบั้มด้วยตัวเธอเอง และ โปรดิวซ์โดยโปรดิวเซอร์คู่ขา นาธาน แชปแมน โดยอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มแนวป๊อป-คันทรี่ ที่มีกลิ่นอายของแนวดนตรีอันเทอร์เนทีฟ ร็อค โดยนิตยสาร New York Times ได้ให้คำจำกัดความอัลบั้มนี้ว่า "เป็นอัลบั้มที่เยี่ยมมาก อาจดีที่สุดเลยด้วยซ้ำ" ด้าน Rolling Stone ได้จัดให้เธอเป็นนักแต่งเพลงป๊อป ร็อค คันทรี่ ยอดเยี่ยมอีกด้วย

ซิงเกิลแรกของอัลบั้ม เพลง Mine เผยแพร่ออกมาในเดือนสิงหาคม ปี 2010 ตามด้วยซิงเกิลอื่น ๆ ได้แก่ Back to December , Mean , The Story of Us , Sparks Fly และ Ours อัลบั้มนี้เปิดตัวที่อันดับ 1 บน Billboard 200 chart ด้วยยอดขาย 1,047,000 แผ่น โดยเป็นอัลบั้มที่ 16 ของโลกที่มียอดขายเกิน 1 ล้านแผ่นในสัปดาห์แรกที่วางจำหน่าย และ จากข้อมูลเดือนสิงหาคม ปี 2012 อัลบั้มนี้มียอดขายทั้งสิ้น 5.7 ล้านแผ่นทั่วโลก

Speak Now World Tour คือคอนเสิร์ตทัวร์จากอัลบั้มนี้ ประกอบด้วย 111 โชว์ทั่วโลก แบ่งเป็น 7 โชว์สำหรับเอเชีย , 12 โชว์สำหรับยุโรป , 80 โชว์สำหรับอเมริกาเหนือ และ 12 โชว์สำหรับออสเตรีย เธอได้เชิญศิลปินมากมายเพื่อมาเป็นแขกรับเชิญในคอนเสิร์ต อาทิ นักร้องคนโปรดของเธอ เจมส์ เทเลอร์ เพื่อนสนิทของเธอ เซเลน่า โกเมซ และ จัสติน บีเบอร๋ รวมถึงศิลปินชื่อดัง จัสติน ทิมเบอร์เลค , นิคกี้ มินาด และ ทิม แมคกรอว์ ในระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ตที่อเมริกานั้น เธอได้เขียนเนื้อเพลงที่แตกต่างกันในแต่ละโชว์บนแขนซ้ายของเธอ และ ได้แสดงเพลงต่าง ๆ ในเวอร์ชันอะคูสติก ทัวร์ครั้งนี้ประกอบไปด้วยแฟนเพลงกว่า 1.6 ล้านคน และ มีรายได้รวม 123 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อมาได้มีการจัดทำอัลบั้มการแสดงสด Speak Now World Tour: Live วางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน ปี 2011

ในงาน Grammy Awards ครั้งที่ 54 เพลง Mean ได้รับรางวัล Best Country Song และ Best Country Solo Performance เธอยังได้แสดงเพลงนี้บนเวทีประกาศรางวัลนี้อีกด้วย โดย บ๊อบ เลฟเซส นักวิจารณ์เพลงที่เคยวิจารณ์เธอในทางลบมาตลอด เชื่อว่าเพลงนี้ได้แต่งถึงเขา โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์ว่าเขาและเทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้เคยคุยกันหลายครั้ง โดยคำวิจารณ์ต่าง ๆ นั้นก็เพื่อผลงานที่ดีขึ้น และ โชว์ที่น่าดูยิ่งขึ้น เท่านั้นเอง ในอัลบั้มนี้เธอได้รับรางวัลในหลากหลายสาขา โดยเป็นครั้งที่ 2 ที่เธอได้รับการบันทึกชื่อเป็นศิลปินแห่งปี โดย the Nashville Songwriters Association , ได้รับรางวัล Entertainer of the Year จาก ACM Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 , ได้รับรางวัล Entertainer of the Year จากงาน CMA Awards ในขณะที่งาน American Music Awards เธอได้รับรางวัล Artist of the Year และอัลบั้ม Speak Now ได้รับรางวัลในสาขา Favorite Country Album อีกทั้งยังได้รับรางวัล จาก Billboard ในสาขา Woman of the Year อีกด้วย

ในระหว่างการทำอัลบั้มชุดที่ 4 เธอได้ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดัง The Hunger Game ในเพลง Safe & Sound ที่ร่วมแต่งกับวงดนตรีโฟล์คซอง เดอะ ซีวิล วอลล์ โดยเพลงนี้ได้รับรางวัลในสาขา Best Song Written For Visual Media ในงาน Grammy Awards ครั้งที่ 55 อีกทั้งยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Original Song ในงานลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 70 นอกจากนั้นแล้วเธอยังได้เผยแพร่อีกหนึ่งเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ "Eyes Open" และ ยังได้ร่วมร้องเพลงกับนักร้องหนุ่ม B.O.B ในเพลง Both of Us อีกด้วย

2012-2014 : อัลบั้มชุดที่ 4 และ RED tour[แก้]

อัลบั้มที่ 4 ของเทย์เลอร์ สวิฟต์ เผยแพร่ออกมาในเดือนตุลาคม ปี 2012 ในชื่อ RED เธอได้เขียน 9 เพลงในอัลบั้มด้วยตัวเอง และ ร่วมแต่งเพลงกับนักแต่งเพลงคนอื่น ๆ อีก 7 เพลง โปรดิวเซอร์หลักของอัลบั้มนี้ยังคงเป็น นาธาน แชปแมน เช่นเดิม อัลบั้มนี้มีแนวเพลงที่หลากหลายมากขึ้นทั้งคันทรี่ ป๊อป ร็อค ดูปสเต็ป และ แดนซ์ป๊อป อัลบั้มนี้ได้รับคำวิจารณ์ที่ดีในทุก ๆ นิตยสารถึงการเปลี่ยนแปลงแนวเพลงที่มีหลากหลายยิ่งขึ้น รวมถึงเพลง All Too Well ยังได้รับการกล่าวขานจาก Rolling Stone ว่าเป็นเพลงที่มีเนื้อเพลงยอดเยี่ยมที่สุดเพลงหนึ่ง

ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม We Are Never Ever Getting Back Together กลายเป็นเพลงอันดับ 1 เพลงแรกของเธอบน US Billboard Hot 100 chart และอีก 6 ซิงเกิลต่อมาอย่าง Begin Again , I Knew You Were Trouble , 22 , Everything Has Changed , The Last Time และ Red ล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จด้านชาร์ตเพอร์ฟอร์แมนซ์ และ ยอดขายทั่วโลก อัลบั้มนี้เปิดตัวที่อันดับ 1 บน Billboard 200 ด้วยยอดขาย 1.21 ล้านแผ่นในสัปดาห์แรก เป็นอัลบั้มที่มียอดขายเปิดตัวสูงที่สุดในรอบทศวรรษ และ ทำให้เทย์เลอร์ สวิฟต์ เป็นศิลปินหญิงคนแรกของโลกที่มีอัลบั้มที่มียอดขายเกิน 1 ล้านแผ่นถึง 2 อัลบั้ม ปัจจุบันอัลบั้มนี้มียอดขายกว่า 7 ล้านแผ่นทั่วโลก

RED Tour คอนเสิร์ตทัวร์จากอัลบั้มเริ่มต้นด้วย 66 โชว์ในอเมริกาเหนือในเดือนกันยายน ปี 2013 , 7 โชว์สำหรับออสเตรียในเดือนธันวาคม ปี 2013 , 6 โชว์ในยุโรปในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2014 และ 6 โชว์ในเอเชียในเดือนมิถุนายน ปี 2014 ในทัวร์ครั้งนี้มีศิลปินรับเชิญมากมาย อาทิ เอ็ด ชีเรน , เจนิเฟอร์ โลเปซ และ คาร์ลี่ย์ ไซม่อน ในปลายปี 2013 เธอได้เผยแพร่เพลง Sweeter Than Fiction" เพลงประกอบภาพยนตร์ One Chance ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Original Song ในงานลูกโลกทองคำครั้งที่ 71 นอกจากนั้นยังได้ร่วมร้องเพลงกับ ทิม แมคกรอว์ ในเพลง Highway Don't Care และ ยังได้แสดงเวอร์ชันอะคูสติกของเพลง Red ร่วมกับ วินซ์ กิลล์ และ อลิสัน คลอส ในงาน CMA Awards 2013 อีกด้วย

อัลบั้ม RED ไม่ได้รับรางวัลจากงาน Grammy Awards เพียงแต่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลใน 4 สาขา ใน Record of the Year ในเพลง We Are Never Ever Getting Back Together ในงานปี 2013 ต่อมาในปี 2014 อัลบั้ม Red เข้าชิงในสาขา Best Country Album และ รางวัลใหญ่สุดของงาน Album of the Year รวมถึงเพลง Begin Again ก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสาขา Best Country Song ในปีเดียวกัน เช่นเดียวกันกับงาน CMA Awards ซึ่งเธอไม่ได้รับรางวัลใด ๆ เช่นกัน แต่ทางงานได้มอบรางวัลพิเศษ Pinnacle Award รางวัลที่มอบแก่ศิลปินที่ทำให้เพลงคันทรี่โด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งเธอเป็นศิลปินเพียง 1 ใน 2 คนเท่านั้นที่ได้รับรางวัลนี้ นอกจากนั้นแล้วเธอยังได้รับ 3 รางวัลจาก MTV Europe Music Awards รวมถึงรางวัลใหญ่ของงานอย่าง Best Female และ Best Live Act ด้านเพลง I Knew You Were Trouble ได้รับรางวัล Best Female Video จากงาน MTV Video Music Awards ปี 2013 ส่วนด้านงาน American Music Award เธอได้รับรางวัล Best Female Country Artist ในปี 2012 และ Artist of the Year ในปี 2013 และ The Nashville Songwriters Association ก็ได้บันทึกชื่อของเธอในนามศิลปินแห่งปี เป็นครั้งที่ 6 เมื่อปี 2013

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

ทรัพย์สินส่วนบุคคล[แก้]

เทย์เลอร์ สวิฟต์อาศัยอยู่ที่บ้านพักตามสถานที่ต่าง ๆ คือ บ้านพัก 3 ห้องนอน ที่เมืองแนชวิล รัฐเทนเนสซี (ที่อยู่อาศัยหลักของเธอ) , บ้านพักต่างอากาศ 3 ห้องนอน ที่เบเวอรี่ฮิล รัฐแคลิฟอเนีย , บ้านพักในย่านไทรเบกา มหานครนิวยอร์ก และ บ้านพักต่างอากาศฤดูร้อน ที่วอทช์ฮิลล์ รัฐโรดไอแลนด์ นอกจากนั้นแล้วเธอยังได้ซื้อแมนชันในเบลล์ มีด รัฐเทนเนสซีสำหรับพ่อแม่ของเธอ , เครื่องบินส่วนตัว Dassault Falcon 900 และ โรงเก็บเครื่องบินส่วนตัวที่สนามบินนานาชาติแนชวิลอีกด้วย

จากการเปิดเผยรายได้ดารา 100 อันดับของนิตยสารฟอบส์ ที่เผยแพร่ออกมาเป็นประจำทุกปีในเดือนพฤษภาคม เทย์เลอร์ สวิฟต์มีรายได้ 18 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2009 , 45 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2010 , 45 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2011 , 57 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2012 และ 55 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2013 และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นศิลปินที่มีรายได้สูงสุดในโลกของนิตยสารบิลบอร์ด ประจำปี 2012 และ 2013 อีกด้วย

ชีวิตความรัก[แก้]

เทย์เลอร์ สวิฟต์คบหากับ โจ โจนาส ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึง ตุลาคมในปี 2008 และ นักแสดงหนุ่ม เทย์เลอร์ เลาต์เนอร์ ตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงธันวาคมในปี 2009 เธอยังมีความสัมพันธ์กับน้กร้องหนุ่ม จอห์น เมเยอร์ ตั้งแต่ปลายปี 2009 ถึงต้นปี 2010 จากนั้นได้คบหากับนักแสดงหนุ่ม เจค จิลเลินฮาล ตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม ปี 2010 ทั้งคู่ได้เลิกรากัน และ กลับมาคบกันอีกครั้งในเดือนมกราคม ปี 2011 แต่ก็เลิกรากันอีกครั้งในเดือนถัดมา นอกจากนั้นแล้วเธอยังได้คบหากับ คอเนอร์ เคนเนอร์ดี้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึง กันยายนปี 2012 และ สุดท้ายก็ได้คบหากับนักร้องหนุ่ม แฮรี่ สไตล์ ในเดือนตุลาคม 2012 และ เลิกรากันไปในเดือนธันวาคมปีเดียวกันปัจจุบันคบกับ อ้นปราจีน

เพื่อนสนิท[แก้]

เทย์เลอร์ สวิฟต์เป็นบุคคลที่มีเพื่อนสนิทมากมาย หนึ่งในนั้นคือ อบิเกล แอนเดอร์สัน เพื่อนสนิทสมัยเรียนของเธอ ในวงการบันเทิงเธอเป็นเพือนสนิทกับบุคคลจากหลากหลายวงการ อาทิ นักร้องสาวจากดิสนีย์อย่าง เซเลนา โกเมซ , นักร้องหนุ่มจากฝั่งยุโรปอย่าง เอ็ด ชีแรน , รุ่นน้องในวงการอย่าง ลอร์ด แลนเวย์ และ นางแบบสาวจาก วิคตอเรีย ซีเคร็ต อย่าง คาร์ลี่ คลอส , นักแสดงสาวชาวอเมริกัน เอมมา สโตน , นักแสดงและนางแบบ เจมี่ คิง , นักแสดงสาวชาวอเมริกันร่างอวบ ลีน่า ดันแฮม

การบริจาคเพื่อการกุศล[แก้]

การบริจาคเพื่อการกุศลของเทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้รับการยอมรับจาก Do Something Awards , องค์กร The Giving Back Fund และ The Tennessee Disaster Services ในปี 2012 มิเชลล์ โอบามา ได้มอบรางวัล The Big Help Award ให้แก่เธอจากการที่เธอได้ "อุทิศตนเสียสละเพื่อส่วนรวม และ เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำเช่นเดียวกัน" และในปีเดียวกันนั้น แครี่ แคนเนดี ได้มอบรางวัล Ripple of Hope Award โดยกล่าวว่า "เธอเป็นบุคคลที่มีอายุน้อยที่อุทิศตนช่วยเหลือสังคมเสมอมา , เธอนี่แหละคือลูกแบบที่เราอยากมี"

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่สำหรับสถานศึกษาด้านดนตรีในอเมริกา โดยในปี 2010 เธอได้มอบเงิน 75,000 เหรียญสหรัฐ แก่ Nashville's Hendersonville High School ในการปรับปรุงสถานที่ ทำระบบแสงและเสียงใหม่ ต่อมาให้ปี 2012 เธอได้มอบเงินกว่า 4 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นกองทุนในการสร้างอาคาร Country Music Hall of Fame and Museum ในแนชวิล ด้วยพื้นที่กว่า 7,500 ตารางฟุต ประกอบด้วย 3 ห้องเรียน , พื้นที่การจัดแสดง , พื้นที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ และยังมีห้องสำหรับการทำโปสเตอร์และงานศิลป์ต่าง ๆ อีกด้วย ต่อมาได้เปิดส่วนของ Taylor Swift Education Center เพิ่มเติมในอาคารอีกด้วย ในปี 2012 เธอยังได้บริจาคเงิน 60,000 เหรียญสหรัฐแก่ภาควิชาเกี่ยวกับการดนตรีในมหาวิทยาลัย 6 แห่งในสหรัฐอเมริกา และ ในปี 2013 เธอยังได้บริจาคเงิน 100,000 เหรียญสหรัฐ สำหรับ Nashville Symphony อีกด้วย

นอกจากการสนับสนุนด้านดนตรีแล้ว เธอยังได้สนับสนุนการศึกษาของเยาวชนอีกด้วย โดยในปี 2009 เธอได้บริจาคเงิน 250,000 เหรียญสหรัฐ แก่โรงเรียนทั่งประเทศที่อยู่ในเครือข่าย โดยใช้สำหรับการซื้อหนังสือ , เป็นเงินเดือนแก่ครู และ เป็นกองทุนในการศึกษา ต่อมาในปี 2010 เธอได้มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ผ่านเว็บไซต์ในชื่อ Read Now! with Taylor Swift ออกอากาศตามโรงเรียนต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกา เธอยังได้บริจาคหนังสือจำนวน 6,000 เล่มแก่ห้องสมุดประชาชนในรัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อปี 2011 โดยหนังสือส่วนใหญ่มีไว้สำหรับการอ่าน และ ยืม หนังสือส่วนที่เหลือได้แจกจ่ายไปยังนักเรียนที่อยู่ในเขตยากไร้ และ ในปี 2012 เธอได้ร่วมแคมเปนจ์รณรงค์อ่านหนังสือในสหรัฐอเมริกา และ ได้บันทึกเสียงให้กำลังใจแก่นักเรียนในการอ่านหนังสือ ในปีนี้เธอยังได้โปรโมตกิจกรรม Power of Reading ซึ่งเป็นการถ่ายทอดความรู้ผ่านเว็บไซต์ครั้งที่ 2 ของเธอ โดยส่งตรงสู้โรงเรียนทั่วประเทศเช่นเคย ในปี 2013 เธอยังได้บริจาคหนังสืออีก 2,000 เล่ม แก่โรงพยาบาลเด็กเพื่อการเรียนรู้ และได้เข้าร่วมแคมเปนจ์รณรงค์การอ่านหนังสือในปี 2014 อีกด้วย

ตลอดการทำงานในวงการของเธอ เธอได้บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติมากมาย โดยในปี 2008 เธอได้บริจาคเงินจากการขายอัลบั้มที่งาน Country Music Festival เพื่อเป็นกองทุนแก่กาชาดสหรัฐ ปีต่อมาเธอได้บริจาคเงินกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่รัฐไอโอวา ในปี 2009 เธอได้มอบเงินช่วยเหลือเหตุการณ์ไฟป่าในรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นศิลปินที่ให้การช่วยเหลือแก่ประเทศออสเตรเลียมากที่สุดที่เคยมีมา ในปี 2010 เธอได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เฮติ โดยได้เขียนและบันทึกเพลงสำหรับอัลบั้ม Hope of Haiti Now ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ในเหตุการณ์น้ำท่วม ณ รัฐเทนเทนเนสซี เธอได้บริจาคเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในปีถัดมาเธอได้มอบเงิน 100,000 เหรียญสหรัฐเพื่อช่วยซ่อมแซมสนามเด็กเล่นในเมืองแฮนเดอร์สันวิลล์ รัฐเทนเนสซีซึ่งถูกทำลายในเหตุการณ์น้ำท่วม ในปี 2011 เธอได้มอบเงินบางส่วนจากคอนเสิร์ต Speak Now World Tour เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพายุทอร์นาโดในอเมริกา กว่า 750,000 เหรียญสหรัฐอีกด้วย

เธอยังได้ช่วยเหลือเด็กที่มีความผิดปกติ และ พิการมากมาย ในปี 2008 เธอบริจาครถบรรทุกแก่ค่าย Victory Junction Gang เพื่อใช้สำหรับการรับ-ส่งผู้ป่วยเด็กจากสนามบินมายังค่าย ในปี 2009 หลังขึ้นแสดงที่งาน BBC Children in Need annual telethon เธอได้มอบเงิน 20,000 เหรียญสหรัฐแก่ผู้จัดงาน ต่อมาในปี 2011 เธอได้บริจาคเงิน 25,000 เหรียญสหรัฐแก่โรงพยาบาล St. Jude Children's Research รัฐเทนเนสซี ในปี 2012 เธอร่วมรณรงค์แคมเปนจ์ Stand Up to Cancer โดยได้แต่งเพลง Ronan ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง โดยเพลงนี้มีการเผยแพร่ให้ดาวน์โหลด และ รายได้ทั้งหมดได้มอบให้กับมูลนิธิผู้ป่วยโรคมะเร็ง ต่อมาในปี 2014 เธอได้มอบเงิน 100,000 เหรียญสหรัฐ แก่การวิจัยโรคมะเร็ง และ มอบเงิน 50,000 เหรียญสหรัฐ ได่โรงพยาบาลเด็กในฟิลาเดล เทย์เลอร์ สวิฟต์ได้พบปะแฟนเพลงที่ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ มากมาย เพื่อให้แรงบันดาลใจแก่พวกเขาในการดำเนินชีวิตต่อไป

รางวัลที่ได้รับ[แก้]

เทย์เลอร์สวิฟต์ได้รับ 225 รางวัล จากการได้รับเสนอชื่อเข้ารับรางวัลทั้งหมด 390 ครั้ง โดยได้รับ

  • 7 รางวัล Grammy Awards
  • 15 รางวัล American Music Awards
  • 11 รางวัล Country Music Association Awards
  • 7 รางวัล Academy of Country Music Awards
  • 12 รางวัล Billboard Music Awards
  • 19 รางวัล Teen Choice Awards
  • 5 รางวัล People's Choice Awards
  • 2 รางวัล MTV Video Music Awards
  • 17 รางวัล BMI Awards

ในฐานะนักแต่งเพลง เธอได้รับเกียรติจาก Nashville Songwriters Association และ The Songwriters Hall of Fame ในปี 2013 เธอกลายเป็นศิลปินคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลทรงเกียรติ Pinnacle Award รางวัลสำหรับศิลปินที่ทำให้เพลงคันทรี่โด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนั้นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เธอได้แต่งและขับร้องยังได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล Golden Globe Award nominations 2 ครั้ง

ผลงานเพลง[แก้]

สตูดิโออัลบั้ม[แก้]

ขื่ออัลบั้ม รายละเอียดอัลบั้ม รายชื่อเพลง
Taylor Swift
  1. Tim McGraw*
  2. Picture to Burn*
  3. Teardrops On My Guitar*
  4. A Place In This World
  5. Cold As You
  6. The Outside
  7. Tied Together With a Smile
  8. Stay Beautiful
  9. Should've Said No*
  10. Mary's Song (Oh My My My)
  11. Our Song*
  12. I'm Only Me When I'm With You**
  13. Invisible**
  14. A Perfectly Good Heart**
  15. Teardrops On My Guitar (Pop Version)**
Fearless
  1. Jump Then Fall**
  2. Untouchable**
  3. Forever & Always (Piano Version)**
  4. Come in with the Rain**
  5. Superstar**
  6. The Other Side of the Door**
  7. Fearless*
  8. Fifteen*
  9. Love Story*
  10. Hey Stephen
  11. White Horse*
  12. You Belong With Me*
  13. Breathe (featuring Colbie Caillat)
  14. Tell Me Why
  15. You're not Sorry
  16. The Way I Love You
  17. Forever & Always
  18. The Best day
  19. Change*
Speak Now
  1. Mine*
  2. Sparks Fly*
  3. Back to december*
  4. Speak Now
  5. Dear John
  6. Mean*
  7. The Story of Us*
  8. Never grow Up
  9. Enchanted
  10. Better Than Revenge
  11. Innocent
  12. Haunted
  13. Last Kiss
  14. Long Live
  15. Ours**
  16. If this was a movie**
  17. Superman**
Red
  1. State of grace
  2. Red*
  3. Treacherous
  4. I Knew You were Trouble*
  5. All too well
  6. 22*
  7. I Almost do
  8. We are never ever getting back together*
  9. Stay Stay Stay
  10. The Last Time* (featuring Gary Lightbody )
  11. Holy Ground
  12. Sad Beautiful Tragic
  13. The Lucky One
  14. Everything Has Changed* (featuring Ed Sheeran)
  15. Starlight
  16. Begin Again*
  17. The Moment I Knew**
  18. Come back ... Be Here**
  19. Girl at home**
  20. State of grace (Acoustic Version)**
1989
  1. Welcome to New York
  2. Blank Spaces
  3. Style
  4. Out of the Woods
  5. All You Had to Do Was Stay
  6. Shake it off
  7. I Wish You Would
  8. Bad Blood
  9. Wildest Dreams
  10. How You Get the Girl
  11. This Love
  12. I Know Places
  13. Clean
  14. Wonderland**
  15. You Are in Love**
  16. New Romantics**

'*' คือ เพลงที่ตัดเป็นเพลงโปรโมตอัลบั้ม '**' คือ เพลงที่เพิ่มมาในอัลบั้ม Deluxe

อีพี[แก้]

ทัวร์คอนเสิร์ต[แก้]

เพลงประกอบภาพยนตร์[แก้]

  • "Today was a fairy tale" ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Valentine's day (2010)
  • "Safe and Sound" ประกอบภาพยนตร์เรื่อง The hunger games (2012)
  • "Eyes open" ประกอบภาพยนตร์เรื่อง The hunger games (2012)
  • "Sweeter than fiction" ประกอบภาพยนตร์เรื่อง one chance (2013)

ผลงานการแสดง[แก้]

ภาพยนตร์
ปีที่เข้าฉาย ชื่อเรื่อง ตัวละครที่แสดง อื่นๆ
2009 Jonas Brothers: The 3D Concert Experience ตัวเอง Cameo
2009 Hannah Montana: The Movie ตัวเอง Cameo
2010 Valentine's Day Felicia Film debut
2012 Lorax, TheThe Lorax Audrey Voice only
2014 The Giver Rosemary Post-production
ละครโทรทัศน์
ปีที่เข้าฉาย ชื่อเรื่อง ตัวละครที่แสดง อื่นๆ
2009 Saturday Night Live ตัวเอง Host/musical guest; 2 episodes
2009 CSI: Crime Scene Investigation Haley Jones Episode: "Turn, Turn, Turn"
2013 New Girl Elaine Episode: "Elaine's Big Day"

การแสดงทัวร์ในประเทศไทย[แก้]

หลังจากทัวร์คอนเสิร์ตเดอะเรดทัวร์ในภูมิภาคอเมริกา ยุโรป และ ออสเตรเลีย ในปี 2556 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 สวิฟต์ ได้ประกาศเปิดทัวร์คอนเสิร์ตในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงกลางปี 2014 และจะมาแสดงที่ประเทศไทยในวันที่ 9 มิถุนายน 2014 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี การจำหน่ายบัตรในประเทศไทยมีขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม 2557 โดยบัตรคอนเสิร์ตขายหมดตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เปิดจอง[1]

วันที่ 26 พฤษภาคม 2014 เวลา 13.00 สวิฟต์ประกาศยกเลิกการแสดงเนื่องจากการรัฐประหารขึ้นในเมืองไทย เพื่อเป็นการขอโทษ สวิฟต์ได้โพสต์ข้อความลงบนทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า

ขอส่งความรักถึงแฟนเพลงในเมืองไทยค่ะ เสียใจจริงๆ ที่คอนเสิร์ตได้ถูกยกเลิกไปแล้ว[2]

ต่อมาได้เพิ่มรอบโชว์ในประเทศสิงคโปร์ และได้สำรองที่นั่งสำหรับแฟนเพลงชาวไทยจำนวน 1,000 ที่นั่ง[1]

คอนเสิร์ตครั้งนี้มีผู้สนับสนุนหลักคือ ไอศกรีมคอร์เน็ตโต ซึ่งได้จัดแคมเปญ ให้ชาวไทยได้ร่วมส่งรหัสเพื่อลุ้นตั๋วคอนเสิร์ต และของรางวัลจากสวิฟต์ โดยได้มีการผลิตและจำหน่ายไอศกรีมรสชาติใหม่สำหรับเพื่อสนับสนุนสวิฟต์โดยเฉพาะ ชื่อว่า "คอร์เน็ตโต เทย์เลอร์ สวิฟต์ แบล็กฟอร์เรสต์ เรด" (Cornetto Taylor Swift Black Forrest RED)[ต้องการอ้างอิง] ด้วย

อ้างอิง[แก้]

เกี่ยวกับเทย์เลอร์[แก้]

ภายในเพลง Bad Blood ในอัลบั้ม 1989 (2014) ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารโรลลิงสโตนว่าแต่งเพลงจากการที่ไม่ชอบนักร้อง เคที เพร์รี สาเหตุการแก่งแย่งชิงกัน[1]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]


  1. "เทย์เลอร์ สวิฟต์"แต่งเพลงด่า"เคธี่ เพอร์รี่"