จอร์จ วอชิงตัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ วอชิงตัน
จอร์จ วอชินตัน
ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 1
ดำรงตำแหน่ง
30 เมษายน ค.ศ. 1789 – 4 มีนาคม ค.ศ. 1797
รองประธานาธิบดี จอห์น แอดัมส์
สมัยถัดไป จอห์น แอดัมส์
ผู้บัญชาการรัฐอาณานิคม คนที่ 1
ดำรงตำแหน่ง
15 มิถุนายน ค.ศ. 1775 – 23 ธันวาคม ค.ศ. 1783
สมัยถัดไป เฮนรี น็อกส์
ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐอเมริกา คนที่ 6
ดำรงตำแหน่ง
15 มิถุนายน ค.ศ. 1775 – 23 ธันวาคม ค.ศ. 1783
ประธานาธิบดี จอห์น แอดัมส์
สมัยก่อนหน้า เจมส์ วิกิสัน
สมัยถัดไป อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1732
เวสต์มอร์แลนด์ เคาท์ตี้, อาณานิคมเวอร์จิเนีย, อาณานิคมอเมริกาของอังกฤษ
เสียชีวิต 14 ธันวาคม พ.ศ. 1799 (67 ปี)
เมานต์เวอร์นอน, รัฐเวอร์จิเนีย, สหรัฐอเมริกา
สัญชาติ ชาวอเมริกัน
คู่สมรส มาร์ธา วอชิงตัน
วิชาชีพ ชาวสวน
ทหาร
ศาสนา คริสต์นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์
ลายมือชื่อ

จอร์จ วอชิงตัน (อังกฤษ: George Washington, 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1732 [วันที่แบบเก่า: 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1731][1][2][3]14 ธันวาคม ค.ศ. 1799) เป็นผู้นำทางทหารและการเมืองที่โดดเด่นของสหรัฐอเมริกาที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น ระหว่าง ค.ศ. 1775 ถึง 1799 เขานำสหรัฐจนได้รับชัยชนะเหนือบริเตนใหญ่ในสงครามปฏิวัติอเมริกัน ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพภาคพื้นทวีปใน ค.ศ.1775-1783 และรับผิดชอบการร่างรัฐธรรมนูญใน ค.ศ. 1787 เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 1789-1797[4][5][6] วอชิงตันเป็นผู้นำการสร้างรัฐบาลแห่งชาติที่เข้มแข็งและมีการคลังที่ดี ซึ่งวางตนเป็นกลางในสงครามที่ปะทุขึ้นในยุโรป ปราบปรามกบฏและได้รับการยอมรับจากชนอเมริกันทุกประเภท รูปแบบความเป็นผู้นำของเขาได้กลายมาเป็นระเบียบพิธีของรัฐบาลซึ่งปฏิบัติสืบต่อกันมานับแต่นั้น อาทิ การใช้ระบบคณะรัฐมนตรีและการปราศรัยในโอกาสเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ วอชิงตันได้รับการยกย่องทั่วไปว่าเป็น "บิดาแห่งประเทศของเขา" ด้วย[7][8]

ใน ค.ศ. 1775 รัฐสภาอาณานิคมได้แต่งตั้งวอชิงตันเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพปฏิวัติอเมริกัน ปีถัดมา เขานำทัพขับไล่กองทัพอังกฤษออกจากบอสตัน เสียนครนิวยอร์ก ข้ามแม่น้ำเดลาแวร์ในนิวเจอร์ซีย์ และสามารถรบชนะข้าศึกซึ่งยังไม่ทันตั้งตัวในปลายปีเดียวกัน ผลของยุทธศาสตร์ที่เขาใช้ ทำให้กองกำลังปฏิวัติอเมริกันสามารถยึดกำลังรบสำคัญของอังกฤษ 2 แห่งที่ซาราโตกาและยอร์กทาวน์ ด้วยการเจรจากับสภาอาณานิคมทั้งสิบสาม รัฐอาณานิคม และพันธมิตรฝรั่งเศส วอชิงตันได้รวบรวมกองทัพอันไร้ผู้นำและชาติอันอ่อนแอให้เป็นปึกแผ่น ท่ามกลางภยันตรายจากความแตกแยกและความล้มเหลว หลังสงครามยุติในปี ค.ศ. 1783 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 ตรัสถามวอชิงตันว่าจะทำอะไรต่อไป และทรงได้รับข่าวลือมาว่าวอชิงตันจะกลับไปยังบ้านไร่ของตนเอง ทำให้มีพระราชกระแสในทันทีว่า "ถ้าเขาทำเช่นนั้น เขาจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก" ซึ่งวอชิงตันก็ได้กลับไปใช้ชีวิตสมถะอย่างชาวไร่จริง ๆ ที่เมานต์เวอร์นอน[9]

อันเนื่องมาจาก "บทบัญญัติว่าด้วยสมาพันธรัฐ" (Articles of Confederation) ที่ร่างขึ้นนั้นไม่เป็นที่พอใจโดยทั่วกัน ใน ค.ศ. 1787 วอชิงตันจึงเป็นประธานการประชุมฟิลาเดเฟียเพื่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา และใน ค.ศ. 1789 ก็ได้รับเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา โดยเขาได้สถาปนาจารีตและวิถีทางการบริหารหลายประการเกี่ยวแก่องค์กรของรัฐบาลใหม่ ในการนี้ เขาแสวงหาลู่ทางสร้างชาติที่จะสามารถธำรงอยู่ในโลกอันถูกฉีกเป็นชิ้นเพราะสงครามระหว่างอังกฤษฝรั่งเศส วอชิงตันได้มี "ประกาศความเป็นกลาง" (Proclamation of Neutrality of 1793) ใน ค.ศ. 1793 ซึ่งวางรากฐานการงดเว้นไม่เข้าไปมีส่วนในความขัดแย้งกับต่างชาติ เขายังได้สนับสนุนแผนจัดตั้งรัฐบาลกลางที่เข้มแข็งโดยวางกองทุนเพื่อหนี้สินของชาติ ส่งผลให้เกิดระบบภาษีที่มีประสิทธิภาพ และนำไปสู่ธนาคารแห่งชาติในที่สุด เนื่องจากวอชิงตันเลี่ยงที่จะไม่ก่อสงครามกับอังกฤษ ทศวรรษแห่งสันติสุขจึงมีขึ้นด้วยสนธิสัญญาเจย์ ค.ศ. 1795 (Jay Treaty of 1795) อันได้รับสัตยาบันไปด้วยดีเพราะเกียรติภูมิส่วนตัวของวอชิงตัน แม้ว่าสนธิสัญญานี้จะถูกต่อต้านอย่างหนักจากโธมัส เจฟเฟอร์สัน ก็ตาม ในทางการเมืองนั้น ถึงแม้ว่าวอชิงตันมิได้เข้าร่วมพรรคสหพันธรัฐนิยม (Federalist Party) อย่างเป็นทางการ แต่เขาก็สนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของพรรค ทั้งยังเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณสำหรับพรรคด้วย เมื่อเขาพ้นจากตำแหน่ง ได้มีสุนทรพจน์แสดงคุณค่าของระบอบสาธารณรัฐ และเตือนให้ระวังความแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ความนิยมถิ่น และมิให้ร่วมสงครามกับต่างชาติ[10]

ด้วยผลงานอันอุทิศให้แก่ชาติบ้านเมือง วอชิงตันจึงได้รับ "เครื่องรัฐอิสริยาภรณ์เหรียญทองแห่งรัฐสภาคองเกรส" (Congressional Gold Medal) เป็นบุคคลแรก เขาถึงแก่กรรมใน ค.ศ. 1799 โดย เฮนรี ลี สดุดีวอชิงตันในพิธีศพว่า "ในยามรบ ยามสงบ และในหัวใจของเพื่อนร่วมชาติ เขาคือที่หนึ่งสำหรับอเมริกันชนทั้งปวง"[11]

ประวัติและการศึกษา[แก้]

จอร์จ วอชิงตัน เกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1732[1][2][3] เป็นลูกคนแรกของ ออกัสติน วอชิงตัน และภรรยาคนที่สองของเขา แมรี่ บอล วอชิงตัน ที่โคโลเนียล บีช ในเวสต์มอแลนด์ เคาท์ตี้ เวอร์จิเนีย ครอบครัววอชิงตันย้ายไปอยู่ที่เฟอร์รี่ฟาร์มเมื่อจอร์จอายุได้ 6 ขวบ จอร์จเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านโดยพ่อและพีชายคนโตเป็นผู้สอนหนังสือให้[12] เชื้อสายของเขามาจากเมืองซัลเกรฟ ประเทศอังกฤษ ปู่ทวดของเขา จอห์น วอชิงตัน ย้ายมาอาศัยที่เวอร์จิเนียในปี ค.ศ. 1657[13]การปลูกยาสูบเป็นสินค้าในเวอร์จิเนียสามารถวัดได้โดยจำนวนทาสที่เอามาใช้แรงงานปลูกยาสูบ เมื่อวอชิงตันเกิด จำนวนประชากรองรัฐอาณานิคมเป็นคนผิวดำ 50% ชาวแอฟริกันและอเมริกันแอฟริกันเกือบทั้งหมดถูกบังคับให้เป็นทาส.[14]

ในช่วงวัยหนุ่ม วอชิงตันทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สำรวจที่ดิน เขาได้ความรู้เกี่ยวกับภูมิประเทศถื่นฐานบ้านเกิดของเขาอย่างประเมินค่ามิได้[15] พี่ชายคนโตของเขาแต่งงานกับครอบครัวแฟร์แฟ็กซ์ และได้รับวอชิงตันไปอุมถัมป์เลี้ยงดูโดย โธมัส แฟร์แฟ็กซ์, ลอ์ด แฟร์แฟ็กซ์ที่ 6 แห่งคาเมรอน ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1749 หลังจากที่มีการก่อตั้งเมือง อเล็กซานเดรีย, เวอร์จิเนียตลอดตามลำน้ำแม่น้ำโปตาแม็กอย่างกะทันหันนั้น ขณะนั้นวอชิงตันอายุได้ 17 ปีเขาได้รับแต่งตั้งให้ทำงานสาธารณะเป็นครั้งแรกโดยเป็นผู้สำรวจรังวัดที่ดิน ในเขตคัลเปเปอร์เคาท์ตี้ที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ ในชายแดนของรัฐอาณานิคม การแต่งตั้งครั้งนี้ถูกรับรองโดยคำสั่งจากลอร์ด แฟร์แฟ็กซ์และลูกพี่ลูกน้องของเขา วิลเลียม แฟร์แฟ็กซ์ ผู้ซึ่งนั่งตำแหน่งในสภาผู้ว่าการรัฐ[16]

อาชีพ[แก้]

วอชิงตันเริ่มทำอาชีพเกษตรกร ซึ่งนักประวัติศาสตร์ชี้ว่าเขามีทาสในครอบครอง 20 คนหรืออาจจะมากกว่านั้น ค.ศ. 1748 เขาถูกเชิญให้ไปช่วยรังวัดที่ดินของลอ์ด แฟร์แฟ็กซ์ อยู่ทางตะวันตกของเทือกเขาบลูริดจ์ ค.ศ. 1749 เขาถูกแต่งตั้งให้อยู่ในสำนักงานของเขาเองแห่งแรก สำรวจ คัลเปเปอร์ เคาท์ตี้ (รัฐเวอร์จิเนียร์) ซึ่งเป็นที่ดินแดนแห่งใหม่[12][17] และด้วยการสนับสนุนของพี่ชายต่างมารดาชื่อ ลอว์เรนซ์ วอชิงตัน เขามีความสนใจในสมาคม (Ohio Company) ซึ่งสำรวจแผ่นดินทางตะวันตก ค.ศ. 1751 จอร์จและพี่ชายของเขาเดินทางไปประเทศบาร์เบโดส และได้พักอยู่ที่บ้านบุชฮิลล์ (Bush Hill House)[18] โดยหวังเพื่อรักษาอาการวัณโรคของพี่ชาย และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เดินทางไปนอกเขตที่เป็นประเทศสหรัฐในปัจจุบัน[19] หลังจากที่ลอว์เรนซ์เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1752 จอร์จได้รับมรดกบางส่วน และได้รับงานสืบต่อจากพี่ชายในอาณานิคมนั้น[20]

ปี ค.ศ. 1752 วอชิงตันได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเสนาธิการฝ่ายธุรการ (adjutant general) ให้กับทหารหองหนุนแห่งเวอร์จิเนีย (Virginia militia)[12] ทำให้เขาได้ติดยศพันตรีเมื่ออายุได้เพียง 20 ปี เขามีหน้าที่ฝึกทหารกองหนุนตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย[21] เมื่ออายุได้ 21 ปี ที่เฟดเดอร์ริกส์เบิร์ก วอชิงตันได้เป็นนายช่าง (Master Mason) ขององค์กรฟรีเมสัน ซึ่งเป็นองค์การที่ทำงานกันอย่างใกล้ชิดฉันท์พี่น้องที่มีผลต่อเขาตลอดชีวิต[22][23]

เดือนธันวาคม ค.ศ. 1753 วอชิงตันได้รับการร้องขอจากผู้ว่าการอาณานิคมแห่งเวอร์จิเนีย ชื่อ โรเบิร์ต ดินวิดดี้ ให้นำทหารอังกฤษไปยื่นคำขาดแก่ฝรั่งเศสในบริเวณดินแดน โอไฮโอ[12] วอชิงตันประเมินถึงความแข็งแกร่งและความมุ่งหมายของกองทัพฝรั่งเศสแล้ว จึงได้ยื่นคำขาดแก่กองทัพฝรั่งเศสที่ป้อม Fort Le Boeuf ซึ่งในปัจจุบันคือ วอเตอร์ฟอร์ด, รัฐเพนซิลเวเนีย ข้อความที่ถูกมองข้ามไป ต้องการให้ชาวแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศสละทิ้งถิ่นฐานและชุมชนพัฒนานั้นไปจากบริเวณโอไฮโอ เหตุการณ์นั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวอาณานิคมทั้งสองกลุ่มซึ่งมีอานาจเกิดความขัดแย้งแพร่หลายไปทั่วโลก รายงานของวอชิงตันนี้ได้ถูกเผยแพร่ไปในวงกว้างทั้งสองฟากของมหาสมุทรแอตแลนติก

สงครามอินเดียนและฝรั่งเศส (สงครามเจ็ดปี)[แก้]

ดูบทความหลักที่: สงครามเจ็ดปี
จอร์จ วอชิงตัน วาดโดย Charles Willson Peale เป็นเครื่องแบบของเขาในฐานะนายพันทหารกองหนุนแห่งอาณานิคมเวอร์จิเนีย

ในปี ค.ศ. 1754 ดินวิดดี้แต่งตั้งยศพันโทให้วอชิงตัน และสั่งให้นำคณะเดินทางไปยังป้อม Fort Duquesne เพื่อไปขับไล่ชาวแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศส[12] กลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกันในสหรัฐอเมริกา นำโดย ทานาชาริสัน วอชิงตันได้ทำลายทหารสอดแนมของฝรั่งเศสจำนวน 30 นาย ที่นำโดย โจเซฟ โคโลน เดอ จูมอนวิลล์[24] ที่ฟอร์ต เนเซสซิตี้ วอชิงตันและกองกำลังของเขาต้องพ่ายแพ้ต่อทัพผสมระหว่างแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศสกับอินเดียน ที่มีกำลังเหนือกว่าและอยู่ในชัยภูมิที่ดีกว่า ในแถลงการยอมจำนนครั้งนี้ได้รวมเอาเนื้อหาว่า วอชิงตันลอบสังหารจูมอนวิลล์หลังจากการซุ่มโจมตี วอชิงตันอ่านภาษาฝรั่งเศสไม่ออก จึงไม่ทราบว่าเนื้อหาเขียนว่าอะไรและยอมลงนามไป[25] วอชิงตันได้รับการปล่อยตัวจากพวกแคนาดาเชื้อสายฝรั่งเศส และได้กลับสู่เวอร์จิเนีย โดยยอมลาออกมากกว่าที่จะถูกลดขั้น[25]

ในปี ค.ศ. 1755 วอชิงตันเป็นนายทหารผู้ช่วยของนายพลเอ็ดวาร์ด แบร็ดด็อกแห่งอังกฤษ มีลางไม่ดีในคณะเดินทางของแบร็ดด็อก[12] นี่เป็นความพยายามอันยิ่งใหญ่ที่จะยึดโอไฮโอ เคาท์ตี้กลับคืนมา ต่อมาแบร็ดด็อกถูกลอบสังหารทำให้คณะเดินทางของเขาต้องยุติลง[26] ขณะที่บทบาทของวอชิงตันในระหว่างสงครามมีข้อถกเถียงขึ้นมา โดยนักชีวประวัติ โจเซฟ เอลลิส ยืนยันว่า วอชิงตันได้ขี่ม้าตะลุยไปมาตลอดทั่วสมรภูมิ รวบรวมกำลังพลที่เหลือของอังกฤษและเวอร์จิเนียเพื่อถอยทัพ[27] หลังจากเหตุการณ์นี้ วอชิงตันได้รับมอบหมายให้ควบคุมชายแดนอันวุ่นวายแถบเทือกเขาเวอร์จิเนีย และได้รับรางวัลโดยเลื่อนขั้นให้เป็นพันเอกผู้บัญชาการแห่งกองกำลังเวอร์จิเนียทั้งหมด[12]

ในปี ค.ศ. 1758 วอชิงตันติดยศนายพลจัตวาในคณะเดินทางของ Forbes ที่บังคับให้ฝรั่งเศสอพยพถอนทัพออกจาก Fort Duquesne และการสร้างระบบกองทัพของอังกฤษที่พิตต์สเบิร์ก[12] หลังจากปีนั้น วอชิงตันลาออกจากทหารและใช้เวลาพัฒนาไร่ของเขาเป็นเวลาถึง 16 ปี และเป็นนักการเมืองท้องถิ่นของเวอร์จิเนีย[28]

เปรียบเทียบระหว่างทหารกองหนุนกับทหารกองประจำการ[แก้]

ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารกองหนุนอาณานิคม แม้ว่าจะจัดให้วอชิงตันอยู่ในตำแหน่งอาวุโส วอชิงตันรู้สึกถึงความแตกต่างอย่างดีระหว่างสถาบันทหารกองหนุนและทหารกองประจำการของอังกฤษ โชคดีที่พี่ชายของเขา ลอว์เลนซ์ ได้รับการปูนบำเหน็จจากนายทหารสัญญาบัตรของกองทัพอังกฤษให้เป็น "ร้อยเอกในกองพันทหารราบ" ในช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1740 กองทัพอังกฤษเพิ่มจำนวนกองพันทหารราบในดินแดนอาณานิคม (กองพันทหารราบที่ 61) เพื่อใช้ปฏิบัติหน้าที่ในเวสต์อินดี้ระหว่างสงครามหูของเจงกินส์[29][30] แต่ละรัฐได้รับอนุมัติให้จัดตั้งนายทหารกองร้อยเป็นของตัวเอง ทั้งผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการ และพันเอก William Blakeney ได้แจกเอกสารการมอบอำนาจไปยังผู้ว่าการรัฐอาณานิคมต่างๆ[31] 15 ปีต่อมา นายพล แบร็ดด็อก มาถึงเวอร์จิเนียเมื่อปี 1755 พร้อมกับกองพันทหารราบที่ 44 และ 48 วอชิงตันมองหาค่าคอมมิชชันแต่ไม่สามารถหามาจัดซื้อได้[32] เขาอยากมียศที่สูงกว่าพันโท โดยที่เขาอยากเป็นนายทหารอาวุโสในกองทัพประจำการ วอชิงตันเลือกที่จะไปเป็นนายทหารคนสนิทของนายพล ในขณะนั้น เขาสามารถบัญชาการกองทัพอังกฤษได้[33] หลังจากความพ่ายแพ้ของแบล็ดด็อก รัฐสภาอังกฤษตัดสินใจสร้าง Royal American Regiment of Foot เมื่อเดือนพฤศจิกายน 1755 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น King's Royal Rifle Corps ซึ่งแตกต่างจาก "American Regiment" ที่ใช้ในปี 1740-42 ทหารทั้งหมดถูกเกณฑ์ในอังกฤษและยุโรปเมื่อต้นปี 1756

ระหว่างสงคราม:เมานต์เวอร์นอน[แก้]

ภาพด้วยระบบแม่พิมพ์ mezzotint ของ มาร์ธา แดนดริจ คัสทิส โดยอาศัยภาพที่วาดโดย จอห์น วอลแลสตัน ในปี ค.ศ. 1757

จอร์จอ วอชิงตันได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ มาร์ธา แดนดริดจ์ คัสทิส ซึ่งเป็นแม่หม้ายที่อาศัยอยู่ในไร่ชื่อ White House Plantation บนฝั่งแม่น้ำ Pamunkey ในเขต นิว เคนต์ เคาท์ตี้, รัฐเวอร์จิเนีย ทั้งนี้โดยการแนะนำจากเพื่อนของมาร์ธา ในขณะที่จอร์จได้พักรบจากสงครามเจ็ดปี เขาได้ไปเยี่ยมบ้านของมาร์ธาเพียงสองครั้ง ก่อนที่จะขอแต่งงานหลังจากเพิ่งพบกันเพียงแค่ 2 สัปดาห์ จอร์จและมาร์ธาอายุได้ 27 ปีในวันที่เขาแต่งงาน คือวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1759 ที่บ้านของเธอที่เรียกว่าไวท์เฮาส์ (White House) ซึ่งชื่อบ้านนี้ได้กลายเป็นชื่อทำเนียบขาวต่อมาในปัจจุบัน คู่บ่าวสาวได้ย้ายไปยังบ้านที่ เมานต์เวอร์นอน ที่ซึ่งเขาได้ใช้ชีวิตต่อมาอย่างเป็นเจ้าของไร่และนักการเมือง ทั้งสองมีชีวิตการแต่งงานที่ดี มีบุตรสองคนจากการแต่งงานครั้งก่อนของมาร์ธา ชื่อ Daniel Parke Custis, John Parke Custis และ มาร์ธาได้เรียกบุตรทั้งสองว่า "Jackie" และ "Patsy” จอร์จและมาร์ธาไม่ได้มีบุตรด้วยกันเลย เขาเคยป่วยด้วยโรคฝีดาษ (smallpox) และได้รับเชื้อวัณโรค (tuberculosis) ที่ทำให้เขาเป็นหมัน ต่อมาจอร์จได้รับเลี้ยงหลานยายของมาร์ธา ชื่อ Eleanor Parke Custis ("Nelly") และ George Washington Parke Custis ("Washy") หลังจากที่พ่อของทั้งสองคนได้เสียชีวิตลง[34]

การที่วอชิงตันได้แต่งงานกับแม่หม้ายที่มีฐานะ ทำให้เขามีสมบัติและสถานะทางสังคมที่สูงยิ่งขึ้น เขาได้ที่ดินหนึ่งในสามของ 18,000 เอเคอร์ (73 ตารางกิโลเมตร) จากที่ดินตระกูลคัสทิส จากการแต่งงาน และได้รับส่วนที่เหลือในนามของลูกๆของมาร์ธา เขาได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติมโดยส่วนตัวในที่ซึ่งปัจจุบันคือ รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย อันเป็นผลจากการปฏิบัติหน้าที่ในการรบในสงครามกับฝรั่งเศสและอินเดียน ในปี ค.ศ. 1775 เขาได้มีที่ดินรวม 6,500 เอเคอร์ (26 ตารางกิโลเมตร) และมีทาสกว่า 100 คน ทำให้เขาเป็นวีรบุรุษจากสมรภูมิและเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ วอชิงตันได้รับเลือกให้เป็นฝ่ายนิติบัญญัติของสภาในขณะนั้นที่เรียกว่า Virginia provincial legislature ชื่อ the House of Burgesses ในปี ค.ศ. 1758 เขาดำรงตำแหน่งในฐานะผู้พิพากษาแห่ง แฟร์แฟ็กซ์, และทำงานศาลที่ อเล็กซานเดรีย, เวอร์จิเนีย ระหว่างปี ค.ศ. 1760 และ 1764[35]

บ้านของจอร์จ วอชิงตันที่เมานต์เวอร์นอน

วอชิงตันมีบทบาทการเป็นผู้นำให้แก่ชาวอาณานิคมในการต่อต้านอังกฤษ เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1769 เขายื่นข้อเสนอที่ร่างโดยเพื่อนของเขาชื่อ จอร์จ เมสัน ซึ่งเรียกร้องให้คว่ำบาตรสินค้าจากอังกฤษ จนกว่าจะมีการยกเลิกพระราชบัญญัติทาวน์เชนด์ ค.ศ. 1767 (Townshend Acts ) ต่อมารัฐสภาของอังกฤษได้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าวในปี ค.ศ. 1770 สำหรับวอชิงตันแล้ว อย่างน้อยก็ทำให้วิกฤติครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้

อย่างไรก็ตาม วอชิงตันเห็นว่าข้อความในพระราชบัญญัติการทูตแบบบีบบังคับ ค.ศ. 1774 (Intolerable Acts) เป็นการรุกล้ำสิทธิและประโยชน์ของชาวอาณานิคม ในเดือนกรกฎาคม เขานั่งเป็นประธานในการประชุมซึ่งมีการแก้ปัญหาใน แฟร์แฟ็กซ์ จนเกิดข้อตกลงแฟร์แฟ็กซ์ (Fairfax Resolves) ซึ่งเรียกร้องท่ามกลางสิ่งต่างๆ รวมถึงการเรียกประชุมสภาอาณานิคม ในเดือนสิงหาคม วอชิงตันเข้าร่วมการประชุมเวอร์จิเนียครั้งที่ 1 (First Virginia Convention) และได้รับเลือกจากที่ประชุมให้เป็นตัวแทนไปประชุมสภาอาณานิคมที่ 1 (First Continental Congress) อันเป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่การประกาศอิสรภาพจากอังกฤษในเวลาต่อมา[36]

สงครามปฏิวัติอเมริกัน[แก้]

ภาพวาดจอร์จ วอชิงตันในเครื่องแบบทหาร วาดโดย Rembrandt Peale
จอร์จ วอชิงตันข้ามแม่น้ำเดลาแวร์

หลังจากเกิดการปะทะกับอังกฤษในเดือนเมษายน ค.ศ. 1775 วอชิงตันปรากฏตัวดด้วยชุดเครื่องแบบทหารในการประชุมสภาอาณานิคมที่ 2 (Second Continental Congress) ซึ่งเป็นการบอกเหตุว่าเขาพร้อมแล้วที่จะรบ วอชิงตันมีทั้งศักดิ์ศรี ประสบการณ์ด้านการทหาร มีบุคลิกภาพที่งามสง่า มีประวัติในการเป็นผู้รักชาติ และเขาได้รับการสนับสนุนจากรัฐภาคใต้ในขณะนั้น โดยเฉพาะจากเวอร์จิเนีย ถึงแม้เขาไม่ได้ต้องการมีตำแหน่งหน้าที่เป็นผู้นำทัพ และเขายังกล่าวด้วยว่าเขาเองอาจไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง แต่ในที่ประชุมก็ไม่มีใครแข่งขันด้วย สภาฯ ได้ก่อตั้งกองทัพบกที่เรียกว่ากองทัพฝ่ายอาณานิคม (Continental Army) ในวันที่ 14 มิถุนายน ทั้งนี้จากการเสนอชื่อโดย จอห์น แอดัมส์ จากรัฐแมสซาชูเซตส์ วอชิงตันติดยศพลตรีและได้รับเลือกจากสภาฯ ให้เป็นผู้บัญชาการกองทัพบกฝ่ายอาณานิคม (Commander-in-chief) ในสงครามครั้งนี้[12]

ด้านการรบ วอชิงตันรับหน้าที่นำทัพให้กับกองทัพบกฝ่ายอาณานิคมในสนามรบที่เคมบริดจ์ (รัฐแมสซาชูเซตส์) ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1775[12] ระหว่างการเข้ายึดบอสตัน ด้วยความตระหนักว่ากองทัพขาดดินปืน วอชิงตันได้ขอการสนับสนุนเพิ่ม บางส่วนได้จากการยึดอาวุธของอังกฤษ รวมถึงบางส่วนในแคริบเบียน ได้มีความพยายามที่จะผลิตดินปืนกันเอง แต่ก็ไม่เพียงพอในการรบ (ซึ่งต้องการใช้ประมาณ 2.5 ล้านปอนด์) ซึ่งสามารถได้รับอย่างเพียงพอ ก็เมื่อสงครามกำลังจะจบแล้วและโดยส่วนใหญ่ได้มาจากฝรั่งเศส[37] วอชิงตันจัดกำลังกองทัพบกใหม่ หลังจากเสียเวลาไปนาน ก็สามารถผลักดันให้อังกฤษถอนทหารไปได้ด้วยการระดมยิงที่ Dorchester Heights ทหารอังกฤษล่นถอยออกจากบอสตัน และวอชิงตันได้นำกองทัพรุกรานนิวยอร์ก

แม้รัฐสภาฯจะมีทัศนะต่อนักรบผู้รักชาติที่ไม่มั่นใจนัก แต่หนังสือพิมพ์อังกฤษได้กล่าวสรรเสริญวอชิงตันว่าเป็นคนมีคุณลักษณะของความเป็นแม่ทัพ ยิ่งกว่านั้นในรัฐสภาของอังกฤษยังเห็นว่านายพลชาวอเมริกันผู้นี้มีความกล้าหาญ อดทน ตั้งใจ และเอาใจใส่ในกำลังพลของตนเอง และเป็นแบบอย่างให้อังกฤษซึ่งควรจะมีแม่ทัพที่มีคุณสมบัติในการรบเช่นนี้บ้าง[38] ในระหว่างนั้นวอชิงตันปฏิเสธที่จะเข้าเกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่เข้ายุ่งเกี่ยวและอยู่เหนือการเมืองที่มีฝักฝ่าย

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1776 นายพลวิลเลียม โฮว์ ของอังกฤษได้รุกทางเรือและทางบกขนานใหญ่ โดยหวังที่จะบุกยึดเมืองนิวยอร์กและเปิดเจรจาสงบศึก กองทัพฝ่ายอาณานิมภายใต้การนำของวอชิงตันเผชิญหน้ากับข้าศึกเป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้ประกาศอิสรภาพ โดยทำสงครามที่ ลอง ไอซ์แลนด์ อันเป็นการรบที่ใหญ่ที่สุด การรบในครั้งนี้ได้ทำให้วอชิงตันต้องหนีออกจากนิวยอร์ก และข้ามไปนิวเจอร์ซีย์ ปล่อยให้อนาคตของกองทัพมืดมัว ในคืนวันที่ 25 ธันวาคมปีเดียวกันนั้น วอชิงตันได้ตีกลับ นำกำลังทัพอเมริกันข้ามแม่น้ำเดลาแวร์ และสามารถจับกุมกำลังคนฝ่ายอังกฤษได้เกือบ 1,000 คน ในเทรนตัน, รัฐนิวเจอร์ซีย์[39]

วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 1777 วอชิงตันรบแพ้ในสงครามแบรนดี้ไวน์ และวันที่ 26 กันยายน กองทัพของโฮว์ ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่เหนือกว่าฝ่ายของวอชิงตัน และได้เดินเข้าสู่เมืองฟิลาเดลเฟียโดยที่ไม่ได้รับการต่อต้าน การพ่ายแพ้ของวอชิงตันทำให้นักการเมืองในสภาหลายคนไม่พอใจ และวางแผนที่จะปลดวอชิงตัน แต่ความพยายามดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนที่หนุนหลังวอชิงตันได้รณรงค์สนับสนุนเขา.[40]

เดือนธันวาคม ค.ศ. 1777 กองทัพของวอชิงตันได้ตั้งค่ายที่ วอลเล่ย์ ฟอจ เป็นเวลา 6 เดือน ในช่วงฤดูหนาวนั้นทหารจำนวน 2,500 คนจากจำนวน 10,000 คนได้เสียชีวิตจากโรคและความหนาวเหน็บ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ กองทัพได้ฟื้นตัวขึ้นที่ วอลเล่ย์ ฟอจ ซึ่งเกิดจากการฝึกและการให้คำแนะนำทางการทหารของ บารอน วอน สติวเบน ผู้ชำนาญการชาวปรัสเซียนที่อยู่ในคณะทำงาน ในปี ค.ศ. 1779 ทหารอังกฤษได้ถอนออกจากเมืองฟิลาเดลเฟีย และกลับสู่เมืองนิวยอร์ก ในขณะนั้นวอชิงตันได้อยู่กับกองทัพของเขาในด้านนอกของนิวยอร์ก และในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1780 ด้วยคำสั่งของวอชิงตัน นายพลจอห์น ซูวิลเลียน, ได้ตอบโต้ต่อการที่ Iroquois และ Tory โจมตีชาวอาณานิคมอเมริกันในช่วงต้นของสงคราม เป็นการรบชนะที่เด็ดขาด สามารถทำลายอย่างน้อย 40 หมู่บ้าน Iroquois ทั่วทั้งตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ก เขาได้โจมตีครั้งสำคัญในวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 1781 หลังจากชัยชนะของกองทัพเรือฝรั่งเศส ทำให้กำลังทัพของอังกฤษต้องถูกกักอยู่ที่เวอร์จิเนีย ซึ่งนำไปสู่การยอมแพ้ที่ยอร์คเทาน์ และทำให้สงครามได้ยุติลง ถึงแม้ว่าจะเป็นชัยชนะในสงครามในชีวิตของเขา วอชิงตันได้ชนะสงคราม 3 ครั้งจากการสู้รบทั้งหมด 9 ครั้ง

ชัยชนะของเขาที่ได้มานั้น ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการรบ การจัดทีมงานเสนาธิการและกำลังรบ ความอดทน และความตั้งใจที่จะต่อสู้ของฝ่ายผู้รักชาติ ที่แม้ว่าจะไม่มีประสบการณ์ด้านการรบมาก่อน แต่ด้วยความพยายามและความกล้าหาญ เสียสละ จึงทำให้กองกำลังอาสาสมัครที่เริ่มจากคนหนุ่มจำนวนมากที่ไม่มีประสบการณ์ จนแข็งแกร่งขึ้น และสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ไปสู่ชัยชนะได้

จอร์จ วอชิงตัน กำลังลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพฝ่ายอาณานิคม

เดือนมีนาคม ค.ศ. 1783 วอชิงตันได้ใช้อิทธิพลและบารมีของเขาในการสลายกลุ่มนายทหารบกที่ขู่ว่าจะเผชิญหน้ากับสภาฯ เพื่อเรียกร้องเงินเดือนที่ยังค้างจ่าย เนื่องจากมีสนธิสัญญาสงบศึกกับอังกฤษ (Treaty of Paris) ที่ยอมรับในความเป็นเอกราชของประเทศสหรัฐอเมริกา วอชิงตันจึงได้สลายทัพบกในความรับผิดชอบของเขา และในวันที่ 2 พฤศจิกายน เขาได้กล่าวอำลาต่อทหารของเขา[41]

วันที่ 25 พฤศจิกายน อังกฤษถอนกำลังออกจากนิวยอร์ก วอชิงตันและผู้ว่าการรัฐจึงเข้ายึดพื้นที่ที่ Fraunces Tavern วันที่ 4 ธันวาคม เขากล่าวอำลานายทหารของเขา และวันที่ 23 ธันวาคม เขาลาออกจากการเป็นผู้บัญชากองทัพบกฝ่ายอาณานิคม (commander-in-chief) และเป็นต้นแบบของผู้นำประเทศสาธารณรัฐที่ปฏิเสธการใช้อำนาจ ในระหว่างนั้นประเทศสหรัฐมีการปกครองโดยบทบัญญัติว่าด้วยสมาพันธรัฐ (Articles of Confederation) ซึ่งยังไม่มีประธานาธิบดีและรัฐบาลอย่างที่มีในปัจจุบัน

หลังจากที่ลาออกจากกองทัพ เขาเกษียณกลับไปอยู่ที่เมานต์เวอร์นอน ในช่วงเวลาสั้นๆ เขาเดินทางสำรวจดินแดนตะวันตกในปี ค.ศ. 1784[12] ก่อนที่จะได้รับการเลือกตั้งด้วยเสียงเอกฉันท์ให้เป็นประธานที่ประชุมฟิลาเดเฟียเมื่อช่วงฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1787 เขาได้มีส่วนอภิปรายไม่มากนัก แม้ว่าจะออกเสียงไม่เห็นด้วยกับกฎหมายในหลายมาตรา แต่ด้วยเกียรติคุณของเขา สัมพันธภาพของเขากับบรรดาตัวแทนในสภาฯ เป็นไปด้วยดีฉันท์มิตร บรรดาตัวแทนในสภาได้ออกแบบตำแหน่งประธานาธิบดีโดยมองเขาไว้ในใจ และอนุมัติให้เขากำหนดตำแหน่งหน้าที่เมื่อได้เข้ารับตำแหน่ง ในที่ประชุม เขาได้สนับสนุนและทำให้ตัวแทนจากเวอร์จิเนียออกเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญที่มีการยอมรับทั้ง 13 รัฐ

การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี[แก้]

วาดโดย จิลเบิร์ต สตูอาร์ต, ค.ศ. 1795

ในปี ค.ศ. 1789 คณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) มีมติเอกฉันท์เลือกวอชิงตันเป็นประธานาธิบดี และเลือกอีกครั้งในการเลือกตั้งปี ค.ศ. 1792 เขายังคงได้รับคะแนนอิเล็กโทรรัล โหวต 100% เหมือนเดิม[42] จอห์น แอดัมส์ถูกเลือกให้เป็นรองประธานาธิบดี วอชิงตันทำพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1789 ภายในอาคาร เฟดเดอรัลฮอล นิวยอร์กซิตี้ ถึงแม้ว่าในตอนแรกเขาไม่ต้องการที่จะรับตำแหน่งนี้[43]

สภาคองเกรสที่ 1 ได้ออกเสียงอนุมัติเงินเดือนของวอชิงตันที่ปีละ 25,000 ดอลลาร์ ซึ่งจัดว่ามีมูลค่ามากในขณะนั้น แต่เนื่องด้วยวอชิงตันได้เป็นผู้มีฐานะอยู่แล้ว จึงปฏิเสธที่จะรับเงินเดือนเพราะเขาเห็นว่าการเข้ารับตำแหน่งเป็นการทำงานรับใช้ประเทศอย่างไม่เห็นแก่ตน แต่ด้วยการหว่านล้อมของสภาฯ เขาจึงได้ยอมรับเงินเดือนนั้น ซึ่งเรื่องนี้ได้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะเขาและบรรดา “บิดาผู้ก่อตั้งประเทศ” (Founding fathers) ต้องการให้ตำแหน่งประธานาธิบดีในอนาคตสามารถมาจากคนที่กว้างขวาง โดยไม่ถูกจำกัดด้วยสถานะทางเศรษฐกิจของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

วอชิงตันได้เข้ารับหน้าที่อย่างระมัดระวัง เขาต้องการให้มั่นใจได้ว่าระบบของสาธารณรัฐจะไม่ทำให้ตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นเหมือนกษัตริย์แห่งราชสำนักในยุโรป เขาชอบที่จะให้คนเรียกเขาว่า “ท่านประธานาธิบดี” (Mr. President) มากกว่าที่จะเรียกเป็นอื่นๆในลักษณะที่เรียกกษัตริย์

วอชิงตันได้พิสูจน์ว่าเขาเป็นนักบริหารที่มีความสามารถ เป็นคนรู้จักกระจายอำนาจและสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด เขาจะประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นประจำ ก่อนที่จะมีการตัดสินใจในท้ายสุด เขาเป็นคนทำงานอย่างมีกิจวัตร เป็นระบบ มีระเบียบ มีพลัง และถามหาความคิดเห็นจากคนอื่นๆในการตัดสินใจ โดยมีการมองที่เป้าหมายปลายทาง และคิดถึงการกระทำที่จะต้องตามมา[44]

หลังจากการรับตำแหน่งในวาระแรก เขาลังเลที่จะรับตำแหน่งต่อในวาระที่สอง และเขาปฏิเสธที่จะดำรงตำแหน่งต่อในวาระที่สาม และนั่นจึงเป็นประเพณีสืบต่อมาที่จะไม่มีใครรับตำแหน่งประธานาธิบดีเกิน 2 สมัย จนกระทั่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งที่ 22 ช่วงหลังสงครามโลกรั้งที่สองแล้ว จึงได้มีการตราเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าประธานาธิบดีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 สมัย[45]

ภายในประเทศ[แก้]

วอชิงตันไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใดๆ และคาดหมายไว้ว่าจะไม่จัดตั้งพรรคการเมือง ด้วยเกรงจะทำให้เกิดความขัดแย้งที่จะมีผลกระทบต่อรัฐบาล อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีของเขาเองได้แบ่งออกเป็นสองฝ่าย โดยกลุ่มรัฐมตรีว่าการกระทรวงการคลัง (Secretary of Treasury) คือ อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน ต้องการให้รัฐบาลกลางมีแผนที่หนักแน่น สามารถมีเครดิตของชาติ และทำให้ประเทศมีอำนาจทางการเงิน กลุ่มนี้ได้ตั้งเป็นพรรคสหพันธรัฐนิยม ในอีกด้านหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คือ โธมัส เจฟเฟอร์สันได้ก่อตั้ง “พรรคสาธารณรัฐ” (Jeffersonian Republicans) ซึ่งต่อต้านแนวคิดของแฮมิลตัน และได้คัดค้านการเสนอวาระต่างๆในหลายกรณี แต่วอชิงตันในฐานะเป็นนักปฏิบัติค่อนข้างเอนเอียงไปทางแฮมิลตันมากกว่าเจฟเฟอร์สัน[46][47]

ในปี ค.ศ. 1791 สภาฯได้กำหนดให้มีภาษีจัดเก็บจากเหล้า ซึ่งได้มีการประท้วงจากเขตชายแดน โดยเฉพาะจากเพนซิลเวเนีย ในปี ค.ศ. 1794 หลังจากที่วอชิงตันออกคำสั่งและนำผู้ประท้วงขึ้นศาล ทำให้การประท้วงได้ขยายวงรุนแรงมากขึ้นที่เรียกว่า “กบฏเหล้า” (Whiskey Rebellion) รัฐบาลกลางมีกำลังทหารไม่มากพอ จึงใช้รัฐบัญญัติทหารกองหนุน ค.ศ. 1792 เรียกทหารกองหนุน จากรัฐเพนซิลเวเนีย, เวอร์จิเนีย, และรัฐอื่นๆ อีกหลายรัฐ บรรดาผู้ว่าการรัฐต่างๆ จึงส่งกำลังทหารตามคำสั่งของวอชิงตันและเดินทัพไปยังบริเวณที่เกิดกบฏ ในครั้งนี้ประธานาธิบดีนำทัพไปด้วย ซึ่งเป็นเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์อเมริกันที่ผู้นำประเทศเป็นผู้นำทัพในลักษณะดังกล่าว และนับเป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญใหม่ได้กำหนดให้รัฐบาลกลางใช้มาตรการทางทหารมีอำนาจเหนือรัฐและประชาชน[48]

การต่างประเทศ[แก้]

รูปปั้นของจอร์จ วอชิงตัน ในปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ในปี ค.ศ. 1793 รัฐบาลปฏิวัติของฝรั่งเศสได้ส่งทูต เอ็ดมุนด์ ชาร์ลส์ จีเน็ต ซึ่งได้เรียกว่า "ซิติเซน จีเน็ต" มายังสหรัฐอเมริกา เพื่อยื่นจดหมายการยอมรับความต่างศาสนา (letters of marque and reprisal) เพื่อให้เรือของสหรัฐจับกุมและควบคุมเรือของอังกฤษ จีเน็ตพยายามสร้างกระแสต่อประชาชนในเมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐให้เข้าร่วมกับฝรั่งเศสที่ได้เป็นพันธมิตรกับสหรัฐ และเป็นสังคมสาธารณรัฐประชาธิปไตยร่วมกัน วอชิงตันเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเข้าแทรกแซงกิจการภายในของสหรัฐ และได้ยื่นหนังสือให้รัฐบาลฝรั่งเศสเรียก จีเน็ตกลับและไม่ยอมรับการทำงานของเขา

ลายเอียดในจดหมาย letters of marque and reprisal นั้นให้เตือนและให้อำนาจแก่ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลฝรั่งเศสที่จะ ตรวจค้น ยึด หรือทำลายทรัพย์สิน หรือสิ่งที่เป็นเจ้าของโดยต่างชาติที่ได้ทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลของฝรั่งเศส วอชิงตันไม่ต้องการเข้าร่วมในสงครามที่เป็นปฏิปักษ์กันระหว่างฝรั่งเศสกับอังกฤษ

เพื่อเป็นการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าปกติกับอังกฤษ จึงถอนกำลังทหารออกจากป้อมด้านตะวันตก และจ่ายหนี้สงครามที่เกิดจากการปฏิวัติ แฮมิลตันและวอชิงตันได้กำหนดสนธิสัญญากับอังกฤษ คือ สนธิสัญญาเจย์ ซึ่งเป็นการเจรจาโดย จอห์น เจย์ ซึ่งได้ลงนามเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1794 ฝ่ายเจฟเฟอร์สัน และผู้สนับสนุนมีความโน้มเอียงไปทางฝรั่งเศส และต่อต้านสนธิสัญญาฉบับนี้ แต่วอชิงตันและแฮมิลตันได้รณรงค์ในรัฐสภาและให้ผ่านร่างของ เจย์ อังกฤษได้ตกลงที่จะถอนกำลังทหารออกจากป้อมรอบๆบริเวณ เกรท เลกส์ มีการปรับปรุงเขตแดนระหว่างสหรัฐอเมริกากับแคนาดาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น การยกเลิกหนี้และการยึดสินค้าของสหรัฐฯ อีกหลายประการ และทางอังกฤษได้เปิดดินแดนด้าน เวสต์ อินดี้ เพื่อทำการค้ากับทางสหรัฐฯ สิ่งสำคัญคือสหรัฐฯ ได้เลี่ยงสงครามกับอังกฤษ และได้นำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศด้วยการคบค้ากับอังกฤษ แต่ได้สร้างความบาดหมางกับฝรั่งเศสและเป็นประเด็นทางการเมืองในเวลาต่อมา

แถลงการณ์ลาออก[แก้]

คำกล่าวอำลาตำแหน่งของวอชิงตันในปี ค.ศ. 1796 เป็นคำกล่าวที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองตอนหนึ่ง[49] ที่เขียนโดยวอชิงตัน ถูกตรวจทานและช่วยปรับปรุงเพิ่มเติมโดย แฮมิลตัน เป็นการให้คำแนะนำอันจำเป็นแก่ประเทศ ให้เห็นความสำคัญของการที่หลายๆ รัฐได้มารวมกันเป็นประเทศ ต้องให้ความสำคัญของรัฐธรรมนูญและต้องเคารพกฎหมาย ข้อเสียจากการมีระบบพรรคการเมือง และการให้ยึดในคุณค่าความเป็นระบบสาธารณรัฐ[50] แต่เขาปฏิเสธที่จะใส่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาสนาที่อาจสร้างความขัดแย้ง แต่ให้เน้นความสำคัญของการศึกษา และเห็นว่าศีลธรรมของชาติจำเป็นต้องมีหลักการแห่งศาสนา[51]

วอชิงตันกล่าวเตือนถึงอิทธิพลจากยุโรป ที่จะมาแทรกแซงการเมืองภายในของสหรัฐฯ เขากล่าวเตือนว่าการเมืองภายในจะไม่เอนเอียงเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขาเรียกร้องให้อเมริกาเป็นอิสระจากการผูกพันกับต่างประเทศ แต่เป็นมิตรกับทุกประเทศ และเตือนไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามในยุโรป หรือไปเป็นพันธมิตรที่ซับซ้อนพัวพัน (Entangling alliances)[52] คำกล่าวของเขาได้กลายเป็นค่านิยมของอเมริกันทางด้านศาสนาและด้านการต่างประเทศในยุคต่อมา

การปลดเกษียณและถึงแก่อนิจกรรม[แก้]

ภายหลังจากที่ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1797 วอชิงตันกลับไปยังเมานต์เวอร์นอนกับความรู้สึกที่ผ่อนคลาย เขาให้เวลากับการทำการเกษตร ในปีนั้น เขาดูแลการสร้างโรงกลั่นเหล้าขนาด 2,250 ตารางฟุต (ยาว75 กว้าง 30 ฟุต) หรือประมาณ 200 ตารางเมตร ซึ่งจัดว่าเป็นโรงเหล้าที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐใหม่นั้น โดยมีหม้อต้มกลั่นเหล้าทองแดง 5 หม้อ มีถังหมัก 50 ถัง (Mash tubs) ทดแทนในที่ฟาร์มที่ไม่ได้กำไรในการดำเนินการ ในขณะนั้นช่วงเวลาประมาณ 2 ปี โรงกลั่นของเขาผลิตเหล้าได้ 11,000 แกลลอนที่ทำจากข้าวโพด และข้าวไร มีมูลค่าธุรกิจ 7,500 ดอลลาร์ และยังมีการผลิตเหล้าที่ทำจากผลไม้อีกด้วย

วันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1798 วอชิงตันได้รับแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีจอห์น แอดัมส์ ในยศ พลโท และเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Commander-in-chief) เพื่อเตรียมทำสงครามกับฝรั่งเศสในอนาคต ระหว่างวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 1799 - 14 ธันวาคม ค.ศ. 1800 เขาได้มีส่วนร่วมในการวางแผนกองทัพเฉพาะกิจในยามที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ไม่ได้ให้สู้ในสนามรบ[53][12]

วันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1799 วอชิงตันได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงขี่ม้า ตรวจงานในฟาร์มของเขา ในขณะที่มีหิมะ และต่อมามีฝนตกลงมาเป็นลูกเห็บ เขานั่งรับประทานอาหารโดยไม่ได้เปลี่ยนชุดเสื้อผ้าที่เปียก ในวันต่อมา เขาตื่นขึ้นพร้อมกับเป็นหวัด มีไข้และหลอดลมอักเสบ ต่อมากลายเป็นปอดบวม และเสียชีวิตช่วงเวลาหัวค่ำของวันที่ 14 ธันวาคม ด้วยวัย 67 ปี ขณะที่นายแพทย์ James Craik เป็นผู้ดูแลอาการป่วย ท่ามกลางเพื่อนสนิทหลายคน และรวมถึง Tobias Lear V ซึ่งเป็นเลขาส่วนตัวของวอชิงตัน Lear ได้บันทึกคำสุดท้ายของวอชิงตันว่า "Tis well" แพทย์สมัยใหม่มีความเชื่อว่าวอชิงตันได้เสียชีวิตเพราะการรักษาในสมัยนั้น ที่รวมถึง การใช้ยาที่เป็นสารปรอท (calomel หรือ Mercury chloride) และการเจาะเลือดออกจากร่าง (bloodletting) อันเป็นวิธีการรักษาพยาบาลที่ได้รับความนิยมของแพทย์ในยุคนั้น ซึ่งมีการเจาะออกถึง 5 ไพน์ (Pints) ซึ่งอาจทำให้เขาช๊อค หรือเป็นลม (asphyxia) และร่างกายขาดน้ำ (dehydration) หลังเสียชีวิต มาร์ธา ภรรยาของเขาได้เผาจดหมายการติดต่อระหว่างเธอกับจอร์จ วอชิงตัน โดยเก็บไว้เพียง 3 ฉบับ [54]

หลังจากเขาเสียชีวิต กองทัพเรืออังกฤษได้ลดลงครึ่งเสา เพื่อเป็นการไว้อาลัย กองทัพบกอเมริกันใส่ปลอกแขนสีดำเป็นเวลา 6 เดือน จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ได้สั่งแสดงการไว้ทุกข์ 10 วันในฝรั่งเศส ประชาชนหลายพันคนไว้ทุกข์เป็นเวลาหลายเดือนในสหรัฐอเมริกา[53] เพื่อความเป้นส่วนตัว มาร์ธาจึงเผาจดหมายที่เขียนถึงสามีเธอ และของตัวเธอเอง มีเพียงแค่ 3 ฉบับที่ไม่ได้ถูกเผา

การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีและตุลาการศาลสูงสุด[แก้]

คณะรัฐมนตรีของจอร์จ วอชิงตัน
ตำแหน่ง รายชื่อ ระยะเวลา (ค.ศ.)
ประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน 1789-1797
รองประธานาธิบดี จอห์น แอดัมส์ 1789-1797
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทอมัส เจฟเฟอร์สัน 1790-1793
เอ็ดมุนด์ แลนดอล์ฟ 1794-1795
ทิโมธี พิกเกอริง 1795-1797
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เฮนรี น็อกส์ 1789-1794
ทิโมธี พิกเกอริง 1794-1795
เจมส์ แมคเฮนรี 1796-1797
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อเล็กซานเดอร์ แฮมิตัน 1789-1795
โอลิเวอร์ วอลคอตต์ จูเนียร์ 1795-1797
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เอ็ดมุนด์ แลนดอล์ฟ 1789-1794
วิลเลียม แบรดฟอร์ด 1794-1795
ชาร์ลส์ ลี 1795-1797
รูปจอร์จ วอชิงตัน วาดโดยจิลเบิร์ต สตูอาร์ต

ประธานศาลสูงสุด (ระยะเวลา ค.ศ.)

  • จอห์น เจย์ (1789-1795)
  • จอห์น ลัทเลดจ์ (1795-1796)
  • วิลแลี่ยม คัสชิง (1796)
  • โอลิเวอร์ เอลสเวอร์ธ (1796-1800)

รองประธานศาลสูงสุด (ระยะเวลา ค.ศ.)

  • จอห์น ลัทเลดจ์ (1789-1798)
  • วิลแลี่ยม คัสชิง (1789-1810)
  • เจมส์ วิลสัน (1789-1795)
  • โรเบิร์ต เอช. แฮริสัน (1789)
  • จอห์น แบลร์ (1789-1791)
  • เจมส์ อิราเดล (1790-1799)
  • โธมัส จอห์นสัน (1792-1793)
  • วิลเลียม เปเตอร์สัน (1793-1806)
  • ซามูเอล เชส (1796-1811)

ในช่วงที่จอร์จ วอชิงตันเป็นประธานาธิบดีนั้น เขาแต่งตั้งตุลาการศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มากกว่าสมัยของประธานาธิบดีคนอื่นๆ


รัฐที่เข้ารวมกับสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ จอร์จ วอชิงตัน

รัฐที่มีมาตั้งแต่แรก:

รัฐใหม่:

เกียรติประวัติ[แก้]

เฮนรี ลี สมาชิกสภานิติบัญญัติสหรัฐอเมริกา และ โรเบิร์ต อี. ลี สหายร่วมสงครามปฏิวัติและเป็นบิดาสงครามประชาชน ได้กล่าวคำยกย่องสรรเสริญวอชิงตันที่รู้จักกันดี ดังนี้

สำหรับชาวอเมริกัน เขาคือที่หนึ่งในยามสงคราม ที่หนึ่งในการปกป้องสันติภาพ และที่หนึ่งในหัวใจเพื่อนร่วมชาติ เป็นคนที่มีความกตัญญู ยุติธรรม มีมนุษยธรรม สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และมีความจริงใจ การแต่งกายของเขาน่ายกย่องและดูเด่น เขาอบรมสั่งสอนพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้กับบุคคลรอบข้าง เขายืนหยัดที่จะเป็นแบบอย่างที่ถูกต้อง บทบาทของเขาที่มีความบริสุทธิ์ได้ปรากฏเด่นชัดต่อสาธารณชน เช่น เป็นบุคคลที่คนในชาติเศร้าโศกเสียใจ[11]

คำกล่าวของลีได้ตั้งเป็นแบบอย่างมาตรฐาน กิตติศัพท์ที่เปี่ยมล้นของวอชิงตันเป็นสิ่งที่ประทับใจในความทรงจำของชาวอเมริกัน วอชิงตันจัดให้รัฐบาลแห่งชาติชุดก่อนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งประธานาธิบดี

ในปี ค.ศ. 1778 วอชิงตันถูกขนานนามว่าเป็น "บิดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา"[55]

ในช่วงฉลองครบรอบ 200 ปีของประเทศสหรัฐ วอชิงตันได้รับแต่งตั้งเป็นเกียรติยศให้เป็นระดับนายพลเอก (General) ของกองทัพบกสหรัฐ โดยสภาคู่มีมติที่ Public Law 94-479 ในวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 1976 และเป็นคำสั่งออกมาจากกองทัพบกเลขที่ 31-3 วันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1978 โดยมีผลแต่งตั้งอย่างเป็นทางการย้อนหลังในวันที่ 4 กรกฎาคม 1976[12] อันเป็นวันชาติของสหรัฐฯ เพื่อให้วอชิงตันดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการทหารในประวัติศาสตร์สหรัฐ

อนุสาวรีย์และที่ระลึก[แก้]

อนุสรณ์สถานวอชิงตัน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ปัจจุบันนี้ ใบหน้าและรูปภาพของวอชิงตันถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ต่างๆของสหรัฐอเมริกา เช่น ธงชาติ ตราประทับของสหรัฐอเมริกา แม้กระทั่งการแสดงความเคารพต่อวอชิงตันที่เห็นชัดที่สุดคือ มีรูปใบหน้าของเขาปรากฏอยู่บนธนบัตรฉบับละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ และ เหรียญควอเตอร์ ใบหน้าของวอชิงตัน, โธมัส เจฟเฟอร์สัน, ธีโอดอร์ รูสเวลต์ และ อับราฮัม ลิงคอล์น ถูกนำไปแกะสลักที่เมานต์รัชมอร์ อนุสาวรีย์วอชิงตัน หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ชาวอเมริกันรู้จักมากที่สุดได้ถูกสร้างขึ้น The George Washington Masonic National Memorial ในอเล็กซานเดรีย, เวอร์จิเนีย สร้างขึ้นด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Masonic Fraternity[56]

หลายสิ่งหลายอย่างได้นำชื่อของวอชิงตันไปตั้ง ชื่อของวอชิงตันถูกนำไปตั้งเป็นชื่อเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา นั่นคือ วอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็น 1 ใน 2 เมืองหลวงของโลกที่ใช้ชื่อของประธานาธิบดีสหรัฐฯ (อีกเมืองหนึ่งคือ มอนโรเวีย เมืองหลวงของประเทศไลบีเรีย) รัฐวอชิงตัน เป็นเพียงรัฐเดียวที่ใช้ชื่อนี้หลังจากตั้งประเทศ (แมริแลนด์, เวอร์จิเนีย, เซาท์แคโรไลนา, นอร์ทแคโรไลนา และจอร์เจีย เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมพระนามพระราชวงศ์อังกฤษ) มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน และ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เซนต์หลุยส์

การถือทาส[แก้]

ตลอดระยะเวลาในช่วงชีวิตของวอชิงตันมีการค้าขายทาสอย่างต่อเนื่อง วอชิงตันได้รับมรดกทาส 10 คน หลังจากที่พ่อของเขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1743 ขณะที่มีอายุเพียง 11 ขวบ ในปีที่เขาแต่งงานกับมาร์ธา คัสทิสนั้น เขามีทาสอย่างน้อย 36 คน เขาใช้ทรัพย์สินของมาร์ธาไปชื่อที่ดินและสวน และซื้อทาสมาเพิ่มอีกจำนวนมาก เขาต้องจ่ายภาษีทาส 135 คน และซื้อทาสครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 1772 แม้ว่าเขาจะได้รับทาสมาเพิ่มจากการชดใช้หนี้ของลูกหนี้ก็ตาม[57]

ก่อนที่สงครามปฏิวัติอเมริกาจะเกิดขึ้น วอชิงตันแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับข้อกำหนดว่าด้วยเรื่องทาสที่ไม่มีคุณธรรม แต่ในปี ค.ศ. 1786 เขาเขียนจดหมายไปถึง โรเบิร์ต มอริส ข้อความว่า "ไม่มีใครที่หวังความจริงใจมากกว่าที่ข้าพเจ้าทำ ที่จะมองถึงแผนการยกเลิกทาส" ในปี 1788[58] วอชิงตันเขียนจดหมายไปถึงผู้จัดการส่วนตัวของเขาที่เมานต์เวอร์นอนว่า เขาหวังที่จะยกเลิกการค้าชาวนิโกร การปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่เกี่ยวกับประชากรทาสในเมานต์เวอร์นอนที่ไม่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ วอชิงตันไม่สามารถขายทาสที่ได้รับมาจากมรดกอย่างถูกกฎหมายหมายได้ เพราะว่าทาสเหล่านี้ได้แต่งงานระหว่างตระกูลทาสกับเจ้าของทาสของพวกเขา และเขาก็ไม่สามารถขายทาสได้โดยปราศจากการทำลายครอบครัว[59]

ในช่วงที่วอชิงตันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่นั้น ในปี ค.ศ. 1789 เขาซื้อทาสไปที่นิวยอร์กซิตี้ เพื่อเอาไว้ใช้งานในบ้านของประธานาธิบดีหลังแรก มี 7 คนคือ ออนนีย์ จัดจ์, มอลล์, จิลเลส, ปารีส, อัสติน, คริสโตเฟอร์ ชีลส์ และ วิลเลียม ลี หลังจากที่ย้ายเมืองหลวงไปยังฟิลาเดลเฟีย ในปี 1790 เขาซื้อทาสอีก 9 คนไปใช้งานที่บ้านของประธานาธิบดี ที่ฟิลาเดลเฟีย ออนนีย์ จัดจ์, มอลล์, จิลเลส, ปารีส, อัสติน, คริสโตเฟอร์ ชีลส์, เฮอร์คูล, ริชมอนด์ และ โจ (ริชาร์ดสัน) [60] ออนนีย์ จัดจ์ และ เฮอร์คูล ได้พยายามหลบหนีเป็นอิสระ แต่ถูก ริชมอนด์ และ คริสโตเฟอร์ ชีลส์ ขัดขวางเอาไว้

รัฐเพนซิลเวเนีย ได้เริ่มต้นการยกเลิกทาสในปี ค.ศ. 1790 และห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นเจ้าของทาสภายในรัฐนี้เกิน 6 เดือน ถ้าหากไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายยกเลิกทาส (Gradual Abolition Law) จะให้อำนาจกับทาสเหล่านี้สามารถตั้งตัวเป็นอิสระได้ทันที[61] วอชิงตันแย้งว่าการที่เขามาอยู่ที่เพนซิลเวเนียในครั้งนี้เป็นผลที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่เขามานั่งตำแหน่งรัฐบาลกลางของเพนซิลเวเนียเพียงคนเดียว และไม่ควรที่จะอนุญาตให้กับตัวเขาเอง จากคำแนะนำของ เอ็ดมุนด์ แรนดอล์ฟ อัยการสูงสุดของเขา เสนอแนะว่า เขาควรสับเปลี่ยนหวุนเวียนทาสในบ้านของประธานาธิบดีอย่างเป็นระเบียบทั้งในและนอกรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้สร้างบ้านต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน การสับเปลี่ยนนี้ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายของทางรัฐเพนซิลเวเนีย แต่การปฏิบัติของประธานาธิบดีครั้งนี้ก็ไม่มีใครออกมาคัดค้านแต่อย่างใด

กฎหมายไล่ล่าทาสที่หลบหนี ในปี ค.ศ. 1793 (Fugitive Slave Act of 1793) [62] กำหนดให้มีการค้าขายทาสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเจ้าของทาสสามารถเรียกคืนได้ ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา มาตรที่ 4 ส่วนที่ 2 ผ่านรัฐสภาและลงนามประกาศใช้เป็นกฎหมายโดยวอชิงตัน กฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้ว่า ผู้ที่เป็นทาสที่ต้องสงสัยว่ามีพฤติกรรมจะหลบหนี จะถูกจับโดยไม่มีการประกันและจะถูกนำตัวส่งให้ผู้เป็นเจ้าของทาส ซึ่งสามารถอ้างความเป็นเจ้าของได้เพียงด้วยการสาบานว่าเป็นเจ้าของทาสจริง คนผิวดำที่ต้องสงสัยว่าเป็นทาสหลบหนีก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะขอให้ศาลพิจารณาการสอบสวน

วอชิงตันเป็นเพียงบุคคลที่มีชื่อเสียง เป็นเจ้าของทาส เป็นบิดาผู้ก่อตั้งประเทศผู้ซึ่งปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระในภายหลัง การปฏิบัติของเขาถูกชักจูงโดยผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเขาเองคือ มาร์กีส์ เดอ ลาฟาแยตต์ (Marquis de Lafayette) วอชิงตันไม่ได้ปล่อยทาสของเขาให้เป็นอิสระในช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ตาม วอชิงตันตั้งใจที่จะปล่อยทาสของเขาในวันที่เขาถึงแก่อสัญกรรม ในวันที่เขาถึงแก่อสัญกรรม มีทาส 317 คนที่เมานต์เวอร์นอน แบ่งออกเป็น 123 คนเป็นทาสของวอชิงตัน 154 คนเป็นทาสที่ได้มาจากมรดกตกทอด และอีก 40 คนเป็นทาสที่ยืมมาจากเพื่อนบ้าน[63]

มันเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันว่าวอชิงตันไม่ได้พูดเรื่องการต่อต้านการค้าทาสในที่สาธารณะ เพราะว่าเขาไม่ปรารถนาที่จะสร้างความแตกแยกในการเมืองใหม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่อนไหวและแบ่งแยกทางความคิด[64] แม้ว่าวอชิงตันจะคัดค้านกฎหมายไล่ล่าทาสที่หลบหนี เขามีสิทธิ์ในการยับยั้ง ซึ่งส่งผลให้กฎหมายฉบับนี้เป็นโมฆะได้ (การออกเสียงของสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ แต่ทางรัฐสภาผ่านเป็นกฎหมาย ด้วยคะแนน 47 ต่อ 8)[65]

ความเชื่อทางศาสนา[แก้]

วอชิงตันถูกทำพิธีตั้งชื่อในศาสนาคริสต์นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์[66][67] ในปี ค.ศ. 1765 เมื่อนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ยังคงเป็นศาสนาประจำชาตินั้น[68] เขาทำพิธีสวดมนต์อยู่ในห้องซึ่งพระใช้เตรียมตัวเพื่อทำพิธีทางศาสนาภายในโบสถ์ท้องถิ่นของเขา ตลอดชีวิตของวอชิงตัน เขาพูดถึงคุณค่าของคุณธรรม และเสนอคำขอบคุณสำหรับ "การให้พรของพระเจ้า"

ในปี ค.ศ. 1785 วอชิงตันเขียนจดหมายไปถึง จอร์จ เมสัน ข้อความว่า เขาไม่อยู่ท่ามกลางเสียงปลุกเหล่านี้โดยใบประกาศแจ้งว่า "ให้เรียไรเงินจากประชาชนเพื่อทำนุบำรุงศาสนา" วอชิงตันรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ "ไม่เหมาะสม" ที่จะให้ผ่านมาตรการนี้และเขาปรารถนาว่าจะต้องไม่ถูกเสนอ และเชื่อว่ามันจะทำให้สังคมวุ่นวาย[69]

เนลลี คัสทิส เลวิส ลูกเลี้ยงของวอชิงตัน แถลงว่า "ฉันได้ยินเธอ (แม่ของเนลลี, อีลีเนอร์ คัลเวอร์ต คัสทิส ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมานต์เวอร์นอนเป็นเวลา 2 ปี) กล่าวว่า พลเอกวอชิงตัน ทำพิธีรับเข้าเป็นคริสต์ศาสนิกชนกับยายของฉันเสมอ (มาร์ธา วอชิงตัน) ก่อนการปฏิวัติอเมริกา"[70] หลังจากเหตุการณ์การปฏิวัติอเมริกา วอชิงตันไปทำพิธีที่โบสถ์คริสเตียนเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม ไม่มีบันทึกว่าเขาเคยทำพิธีศีลมหาสนิท และเขาจะเลิกพิธีกรรมต่างๆ ก่อนพิธีศีลมหาสนิทจะเริ่มขึ้นเป็นประจำ พร้อมกับผู้ที่ไม่เข้าร่วมพิธีรำลึกถึงวันสวรรคตของพระเยซูคนอื่นๆ จนกระทั่งหลังจากการตักเตือนโดยพระโปรเตสแตนด์ปกครองแขวงท่านหนึ่ง วอชิงตันยกเลิกที่จะไปทำพิธีทั้งหมดในวันอาทิตย์[71][72]

วอชิงตันเป็นผู้สนับสนุนในเรื่องของเสรีภาพในการนับถือศาสนา ในปี ค.ศ. 1775 เขาสั่งให้กองทัพไม่ให้แสดงบรรยากาศที่ต่อต้านโรมันคาทอลิก (anti-Catholic) โดยการเผาหุ่นจำลองของโป๊ปในคืน Guy Fawkes Night[73] ในปี ค.ศ. 1790 วอชิงตันตอบจดหมายที่มาจาก Touro Synagogue ซึ่งเขากล่าวว่า ตราบใดที่ประชาชนยังเป็นพลเมืองดีนั้น พวกเขาเชื่อว่าไม่มีเรื่องราวอะไร นี่เป็นสิ่งที่จะช่วยพวกชาวยิวในสหรัฐฯ ตั้งแต่พวกยิวได้ถูกขับไล่และถูกดูหมิ่นเกลียดชังจากหลายประเทศในยุโรป

กฎหมายสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในกระบวนการร่างกฎหมายในเวลานั้น

องค์กรฟรีเมสัน[แก้]

วันที่ 4 พศจิกายน ค.ศ. 1752 วอชิงตันถูกชักชวนให้ไปเข้ากับองค์กรฟรีเมสัน ในกระท่อมไม้ที่เฟดเดอริกส์เบิร์ก[74] วันที่ 29 เมษายน 1788 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประมุขฟรีเมสันแห่ง Alexandria Lodge 22[75] และเมื่อได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี เขาก็ยังอยู่ในองค์กรนี้ โดยที่ผู้นำของ แกรนด์ลอดจ์แห่งนิวยอร์ก เป็นคนร่างคำแถลงการณ์รับตำแหน่งประธานาธิบดีให้ วันที่ 18 กันยายน 1793 วอชิงตันแต่งเครื่องแบบ เมโซนิคแกรนด์มาสเตอร์ ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ในตึก ยู.เอส.แคปิตอล

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

จากประวัติส่วนตัวของมาร์ธา ได้บันทึกว่า วอชิงตันมีความใกล้ชิดกับหลานของเขา ชื่อ บุชร็อด วอชิงตัน อันเป็นบุตรชายของน้องชายของเขาชื่อว่า จอห์น ออกัสติน วอชิงตัน และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาสูงสุด

เมื่อยังอยู่ในวัยหนุ่ม วอชิงตันมีผมสีแดง มีคนเชื่อว่าเขาใส่วิก ซึ่งเป็นแฟชั่นของยุคสมัย[76][77] แท้ที่จริงแล้ววอชิงตันไม่ได้ใส่วิกแต่อย่างใด แต่เขาใส่แป้งที่ผมของเขา[78] ดังที่ได้ปรากฏในภาพวาดหลายๆภาพ รวมถึงภาพวาดที่มีชื่อเสียงที่ยังวาดไม่เสร็จโดย จิลเบิร์ต สตูอาร์ต[79]

วอชิงตันเป็นคนรูปร่างสูงอย่างเห็นได้ชัด เขาสูง 6 ฟุต 2 นิ้ว หรือ 188 เซนติเมตร ไหล่แคบ อาจมีลักษณะลำตัวส่วนบนกลมหนา สะโพกกว้าง

วอชิงตันมีปัญหาเรื่องฟัน ทำให้เขาต้องใส่ฟันปลอม เขาเสียฟันซี่แรกตั้งแต่อายุ 22 ปี และเมื่อเขาดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี เขาเหลือฟันจริงเพียงซี่เดียว[80] ตามจดหมายเหตุบอกเล่าโดย จอห์น แอดัมส์ วอชิงตันเสียฟันไปจากการขบผลไม้เปลือกแข็งที่เรียกว่า Brazil nuts แต่นักประวัติศาสตร์ยุคใหม่ให้เหตุผลว่า เขาอาจเสียฟันไปจากการรักษาโรคในยุคนั้นที่ใช้ยาที่เข้าสารปรอท (mercury oxide)[80] ในการรักษาโรคฝีดาษ (smallpox) และมาเลเรีย (malaria) เขามีฟันปลอมหลายชุด มี 4 ชุดที่ประดิษฐโดยหมอฟัน ชื่อ จอห์น กรีนวูด ที่ต่างไปจากความเชื่อว่าฟันของเขาไม่ได้ทำจากไม้ แต่ทำจากงา (Ivory) ของฮิปโปและช้าง[80][81] ที่มีตัวเชื่อมระหว่างฟันเป็นทอง ฟันที่ประดิษฐ์ในยุคนั้น มีทั้งที่ทำจากฟันม้า ฟันลา การใส่ฟันปลอมทำให้วอชิงตันมีอาการปวดฟัน และทำให้เขาต้องใช้ยาระงับปวด laudanum ในขณะนั้น ที่มีส่วนของมอร์ฟีนและแอลกอฮอล์ ทำให้เวลาเขาพูดจะมีการเกร็งฝีปากดูไม่เป็นธรรมชาตินัก[82]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Engber, Daniel (2006).What's Benjamin Franklin's Birthday?. (Both Franklin's and Washington's confusing birth dates are clearly explained.) Retrieved on June 17, 2009.
  2. 2.0 2.1 วันเกิดและวันถึงแก่กรรมของจอร์จ วอชิงตันในที่นี้เป็นระบบปฏิทินเกรกอเรียน อย่างไรก็ดี ขณะที่เขาเกิด สหราชอาณาจักรและประเทศอาณานิคมทั้งหมดยังใช้ปฏิทินจูเลียนอยู่ ดังนั้นในบันทึกร่วมสมัยนั้นจึงระบุวันเกิดของเขาเป็นวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1732 บทบัญญัติว่าด้วยการใช้ปฏิทินรูปแบบใหม่ ค.ศ. 1750 เริ่มใช้ในปี ค.ศ. 1752 ซึ่งเปลี่ยนแปลงวันที่ในระบบของอังกฤษเดิม มาเป็นปฏิทินเกรกอเรียนโดยเริ่มต้นปี ณ วันที่ 1 มกราคม
  3. 3.0 3.1 "Image of page from family Bible". Papers of George Washington. สืบค้นเมื่อ 2008-01-26. 
  4. Under the Articles of Confederation Congress called its presiding officer "President of the United States in Congress Assembled". He had no executive powers, but the similarity of titles has confused people into thinking there were other presidents before Washington. Merrill Jensen, The Articles of Confederation (1959), 178–9
  5. "George Washington". Library of Congress. สืบค้นเมื่อ June 27, 2009. 
  6. "Rediscovering George Washington". Public Broadcasting Service. สืบค้นเมื่อ June 27, 2009. 
  7. "George Washington". Library of Congress. สืบค้นเมื่อ June 27, 2009. 
  8. "Rediscovering George Washington". Public Broadcasting Service. สืบค้นเมื่อ June 27, 2009. 
  9. Johnson, Paul (2005). George Washington: The Founding Father. Eminent Lives. "ในกรุงลอนดอน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงตั้งคำถามกับจิตกรชาวอเมริกัน เบนจามิน เวสต์ ว่า วอชิงตันจะทำอะไรต่อหลังจากที่เขาชนะสงครามแล้ว เวสต์ตอบว่า "โอ้ พวกเขาพวกว่าวอชิงตันจะกลับไปใช้ชีวิตที่ฟาร์มของเขา" พระองค์จึงตรัสว่า "ถ้าเขาทำเช่นนั้น เขาจะเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก"" 
  10. Stazesky, Richard C. (February 22, 2000). "George Washington, Genius in Leadership". The Papers of George Washington. Alderman Library, University of Virginia. สืบค้นเมื่อ 2007-10-07. 
  11. 11.0 11.1 Henry Lee III's eulogy to George Washington, December 26, 1799. Safire, William (2004). Lend Me Your Ears: Great Speeches in History. New York: W. W. Norton & Company. pp. 185–186. ISBN 0-393-05931-6. 
  12. 12.00 12.01 12.02 12.03 12.04 12.05 12.06 12.07 12.08 12.09 12.10 12.11 12.12 Bell, William Gardner (1983). Commanding Generals and Chiefs of Staff: 1775-2005; Portraits & Biographical Sketches of the United States Army's Senior Officer. Center of Military History – United States Army. pp. 52 & 66. ISBN 0160723760. CMH Pub 70–14. สืบค้นเมื่อ 2009-03-04. 
  13. Dorothy Twohig, "The Making of George Washington", in Warren R. Hofstra, ed., George Washington and the Virginia Backcountry (Madison, 1998).
  14. "Slavery at Popes Creek Plantation", George Washington Birthplace National Monument, National Park Service, accessed 15 Apr 2009
  15. At the time Virginia included West Virginia and the upper Ohio Valley area around present day Pittsburgh.
  16. Abbott, W.W., editor. The Papers of George Washington: Colonial Series, Volume 1 (University Press of Virginia:1983) p. 9
  17. "Washington As Public Land Surveyor: Boyhood and Beginnings" George Washington: Surveyor and Mapmaker. American Memory. Library of Congress. Retrieved on May 17, 2007.
  18. Bush Hill House - Colonial Williamsburg Research Division
  19. "George Washington House Restoration Project in Barbados". สืบค้นเมื่อ 2008-01-21. 
  20. "George Washington: Making of a Military Leader", American Memory, Library of Congress. Retrieved on May 17, 2007
  21. Sparks, Jared (1839). The Life of George Washington, Boston: Ferdinand Andrews. p. 17. Digitized by Google. Retrieved on May 17, 2007.
  22. Tabbert, Mark A. (January 29, 2007). "A Masonic Memorial to a Virtuous Man". Pietre-Stones Review of Freemasonry. Retrieved on May 17, 2007.
  23. Washington Daylight Lodge #14 (2006). "Commemoration of George Washington’s Birthday". Retrieved on August 21, 2007.
  24. Fred Anderson, Crucible of War (Vintage Books, 2001) , p. 6.
  25. 25.0 25.1 Lengel p.48
  26. On British attitudes see John Shy, Numerous and Armed: Reflections on the Military Struggle for American Independence (1990) p. 39; Douglas Edward Leach. Roots of Conflict: British Armed Forces and Colonial Americans, 1677–1763 (1986) p. 106; and John Ferling. Setting the World Ablaze: Washington, Adams, Jefferson, and the American Revolution (2002) p. 65
  27. Joseph J. Ellis|Ellis, Joseph J. His Excellency: George Washington. (2004) ISBN 1-4000-4031-0.
  28. For negative treatments of Washington's excessive ambition and military blunders, see Bernhard Knollenberg, George Washington: The Virginia Period, 1732–1775 (1964) and Thomas A. Lewis, For King and Country: The Maturing of George Washington, 1748–1760 (1992).
  29. Lawrence Washington's Captain's Commission, signed by King George II, and awarded by Virginia Governor William Gooch on July 10, 1740, survives in the Mount Vernon estate archives, document W-734
  30. Chartrand & Rickman, Colonial American Troops, 1610–1774 (Vol.1) (Osprey Publishing: 2002) p. 45.
  31. Leach, Douglas. Roots of Conflict: British Armed Forces and Colonial Americans, 1677–1763 (University of North Carolina Press:1986) p.50. ISBN 0-8078-4258-3
  32. see: Bruce, Anthony. The Purchase System in the British Army, 1660-1871 (London:1980, Royal Historical Society) ISBN 0901050571
  33. Rasmussen & Tilton. George Washington: The Man Behind the Myths. (University Press of Virginia: 1999) p.57. ISBN 0-8139-1900-2
  34. John K. Amory, M.D., "George Washington’s infertility: Why was the father of our country never a father?", Fertility and Sterility, Vol. 81, No. 3, March 2004. (online, PDF format)
  35. "Acreage, slaves, and social standing", Joseph Ellis, His Excellency, George Washington, pp. 41–42, 48.
  36. Washington, quoted in Ferling, p. 99.
  37. Orlando W. Stephenson, "The Supply of Gunpowder in 1776", American Historical Review, Vol. 30, No. 2 (January 1925), pp. 271–281 in JSTOR
  38. Bickham, Troy O. "Sympathizing with Sedition? George Washington, the British Press, and British Attitudes During the American War of Independence", William and Mary Quarterly 2002 59(1): 101–122. ISSN 0043-5597 Fulltext online in History Cooperative
  39. McCullough, David (2005). 1776. Simon & Schuster. ISBN 978-0743226714. 
  40. George Washington Biography, American-Presidents.com. Retrieved July 29, 2009.
  41. George Washington Papers 1741–1799: Series 3b Varick Transcripts, American Memory, Library of Congress, Accessed May 22, 2006.
  42. Frost, Doug (January 6, 2005). "Rum makers distill unsavory history into fresh products". San Francisco Chronicle.
  43. Morison, Samuel Eliot (1972). "Washington's First Administration: 1789–1793". The Oxford History of the American People, Vol. 2. Meridian. 
  44. Leonard D. White, The Federalists: A Study in Administrative History (1948)
  45. After Franklin Delano Roosevelt was elected to an unprecedented four terms, the two-term limit was formally integrated into the Federal Constitution by the twenty-second Amendment.
  46. Crew, Harvey W., Webb, William Bensing, Wooldridge, John, Centennial History of the City of Washington, D.C., United Brethren Publishing House, Dayton, Ohio, 1892, Chapter IV. "Permanent Capital Site Selected", p. 87 in Google Books. Accessed May 7, 2009.
  47. Text of Residence Act in ""American Memory" in official website of the U.S. Library of Congress. Retrieved April 15, 2009.
  48. Hoover, Michael. "The Whiskey Rebellion". United States Alcohol and Tobacco Tax and Trade Bureau. สืบค้นเมื่อ 2007-10-19. 
  49. Matthew Spalding, The Command of its own Fortunes: Reconsidering Washington's Farewell Address", in William D. Pederson, Mark J. Rozell, Ethan M. Fishman, eds. George Washington (2001) ch 2; Virginia Arbery, "Washington's Farewell Address and the Form of the American Regime" in Gary L. Gregg II and Matthew Spalding, eds. George Washington and the American Political Tradition. 1999 pp. 199–216.
  50. "Library of Congress – see Farewell Address section". Loc.gov. 2003-10-27. สืบค้นเมื่อ 2009-08-06. 
  51. "Religion and the Federal Government". Religion and the Founding of the American Republic. Library of Congress Exhibition. Retrieved on May 17, 2007.
  52. "Washington's Farewell Address, 1796"
  53. 53.0 53.1 The World Book Encyclopedia. W*X*Y*Z (1969 ed.). Field Enterprises Educational Corporation. 1969 [1917]. p. 84a. LOC 69-10030.  Unknown parameter |Comment= ignored (help)
  54. Vadakan, M.D., Vibul V. (Winter/Spring 2005). "A Physician Looks At The Death of Washington". Early America Review. Archiving Early America. สืบค้นเมื่อ 2008-02-17. 
  55. เขาได้รับชื่อเสียงทั่วโลกเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่ง ตัวอย่างของความเมตตากรุณาจากการสร้างชาติ กอร์ดอน วูด สรุปว่า การปฏิบัติของวอชิงตันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา คือ การลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ สิ่งนี้เองที่สร้างความมึนงงให้กับชนชั้นสูงในยุโรป. Gordon Wood, The Radicalism of the American Revolution (1992), pp 105–6; Edmund Morgan, The Genius of George Washington (1980), pp 12–13; Sarah J. Purcell, Sealed With Blood: War, Sacrifice, and Memory in Revolutionary America (2002) p. 97; Don Higginbotham, George Washington (2004) ; Ellis, 2004. The earliest known image in which Washington is identified as such is on the cover of the circa 1778 Pennsylvania German almanac (Lancaster: Gedruckt bey Francis Bailey).
  56. Welcome to the George Washington Masonic Memorial
  57. Fritz Hirschfeld, George Washington and Slavery: A Documentary Portrayal, University of Missouri, 1997, pp. 11-12
  58. Letter of April 12, 1786, in W. B. Allen, ed., George Washington: A Collection (Indianapolis: Library Classics, 1989), 319.
  59. Slave raffle linked to Washington's reassessment of slavery: Wiencek, pp. 135–36, 178–88. Washington's decision to stop selling slaves: Hirschfeld, p. 16. Influence of war and Wheatley: Wiencek, ch 6. Dilemma of selling slaves: Wiencek, p. 230; Ellis, pp. 164–7; Hirschfeld, pp. 27–29.
  60. Biographical sketches of the 9
  61. Pennsylvania's Gradual Abolition Law (1780)
  62. The Fugitive Slave Act of 1793
  63. 1799 Mount Vernon Slave Census
  64. Twohig, "That Species of Property", pp. 127–28.
  65. Slavery by the Numbers
  66. Family Bible entry http://www.nps.gov/history/history/online_books/hh/26/hh26f.htm
  67. Image of page from family Bible http://gwpapers.virginia.edu/project/faq/bible.html
  68. Colonial Williamsburg website has several articles on religion in colonial Virginia
  69. "George Washington to George Mason, October 3, 1785, LS". Library of Congress: American Memory. สืบค้นเมื่อ 2006-09-05. 
  70. ushistory.org Eleanor Parke Custis Lewis' letter written to Jared Sparks, 1833
  71. Sprague, Rev. Wm. B. "Annals of the American Pulpit". Vol. v. pp. p 394. 
  72. Neill, Rev. E.D. (1885-01-02). "article reprinted from Episcopal Recorder" (PDF). NY Times. pp. p 3.  Unknown parameter |length= ignored (help)
  73. Guy Fawkes Night หรือเรียกอีอย่างว่า Bonfire Night เป็นวันที่เฉลิมฉลองของชาวอังกฤษ ตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน ของทุกปี เพื่อเป็นการระลึกถึง Guy Fawkes กบฏ ที่เป็นกลุ่มคนชาวโรมันคาทอริค ที่มีความไม่พอใจต่อพระเจ้าJames ที่ 1 ซึ่งส่งเสริมนิกายโปรเตสสแตนด์ จึงได้วางแผนพยายามที่จะจุดระเบิดเพื่อที่จะเผาทำลายรัฐสภาอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1605
  74. "Washington as a Freemason". Phoenixmasonry.org. สืบค้นเมื่อ 2010-02-17. 
  75. http://www.francmasoncoleccion.es/2-GEORGE-WASHINGTON-MASON-MASONERIA/george-washington-as-mason-masones-famosos.php
  76. Homans, Charles (2004-10-06). "Taking a New Look at George Washington". The Papers of George Washington: Washington in the News. Alderman Library, University of Virginia. สืบค้นเมื่อ 2007-09-28. 
  77. Ross, John F (October 2005). Unmasking George Washington. Smithsonian Magazine. 
  78. "George Washington's Mount Vernon: Answers". สืบค้นเมื่อ 2006-06-30. 
  79. Gilbert Stuart. "Smithsonian National Picture Gallery: George Washington (the Athenaeum portrait)". สืบค้นเมื่อ 2006-06-30. 
  80. 80.0 80.1 80.2 Lloyd, J & Mitchinson, J: The Book of General Ignorance. Faber & Faber, 2006.
  81. Barbara Glover. "George Washington - A Dental Victim". สืบค้นเมื่อ 2006-06-30. 
  82. Nicholas F. Gier, University of Idaho, Moscow, Idaho (1980 and 2005). "Religious Liberalism and the Founding Fathers". สืบค้นเมื่อ 2007-12-11. 
  • Buchanan, John. The Road to Valley Forge: How Washington Built the Army That Won the Revolution (2004). 368 pp.
  • Burns, James MacGregor and Dunn, Susan. George Washington. Times, 2004. 185 pp. explore leadership style
  • Cunliffe, Marcus. George Washington: Man and Monument (1958) , explores both the biography and the myth
  • Grizzard, Frank E., Jr. George! A Guide to All Things Washington. Buena Vista and Charlottesville, VA: Mariner Publishing. 2005. ISBN 0-9768238-0-2. Grizzard is a leading scholar of Washington.
  • Hirschfeld, Fritz. George Washington and Slavery: A Documentary Portrayal. University of Missouri Press, 1997.
  • Ellis, Joseph J. His Excellency: George Washington. (2004) ISBN 1-4000-4031-0. Acclaimed interpretation of Washington's career.
  • Elkins, Stanley M. and Eric McKitrick. The Age of Federalism. (1994) the leading scholarly history of the 1790s.
  • Ferling, John E. The First of Men: A Life of George Washington (1989). Biography from a leading scholar.
  • Fischer, David Hackett. Washington's Crossing. (2004) , prize-winning military history focused on 1775–1776.
  • Flexner, James Thomas. Washington: The Indispensable Man. (1974). ISBN 0-316-28616-8 (1994 reissue). Single-volume condensation of Flexner's popular four-volume biography.
  • Freeman, Douglas S. George Washington: A Biography. 7 volumes, 1948–1957. The standard scholarly biography, winner of the Pulitzer Prize. A single-volume abridgement by Richard Harwell appeared in 1968
  • Grizzard, Frank E., Jr. George Washington: A Biographical Companion. ABC-CLIO, 2002. 436 pp. Comprehensive encyclopedia by leading scholar
  • Grizzard, Frank E., Jr. The Ways of Providence: Religion and George Washington. Buena Vista and Charlottesville, VA: Mariner Publishing. 2005. ISBN 0-9768238-1-0.
  • Higginbotham, Don, ed. George Washington Reconsidered. University Press of Virginia, (2001). 336 pp of essays by scholars
  • Higginbotham, Don. George Washington: Uniting a Nation. Rowman & Littlefield, (2002). 175 pp.
  • Hofstra, Warren R., ed. George Washington and the Virginia Backcountry. Madison House, 1998. Essays on Washington's formative years.
  • Lengel, Edward G. General George Washington: A Military Life. New York: Random House, 2005. ISBN 1-4000-6081-8.
  • Lodge, Henry Cabot. George Washington, 2 vols. (1889) , vol 1 at Gutenberg; vol 2 at Gutenberg
  • McDonald, Forrest. The Presidency of George Washington. 1988. Intellectual history showing Washington as exemplar of republicanism.
  • Smith, Richard Norton Patriarch: George Washington and the New American Nation Focuses on last 10 years of Washington's life.
  • Spalding, Matthew. "George Washington's Farewell Address." The Wilson Quarterly v20#4 (Autumn 1996) pp: 65+.
  • Stritof, Sheri and Bob. "George and Martha Washington" http://marriage.about.com/od/presidentialmarriages/p/gwashington.htm
  • Wiencek, Henry. An Imperfect God: George Washington, His Slaves, and the Creation of America. (2003).

แหล่งข้อมูลอื่น (ภาษาอังกฤษ)[แก้]

ก่อนหน้า จอร์จ วอชิงตัน ถัดไป
2leftarrow.png Seal of the President of the United States.svg
ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา คนที่ 1
(30 เมษายน ค.ศ. 17894 มีนาคม ค.ศ. 1797)
2rightarrow.png จอห์น แอดัมส์