ซูเปอร์แมน
| ซูเปอร์แมน | |
รูปภาพจาก ซูเปอร์แมน ฉบับที่ 204 (ตอนที่ 2-เมษายน 2547) โดย จิม ลี และ สกอต์ต วิลเลี่ยมส์ |
|
| ชื่อไทย | ซูเปอร์แมน |
|
|
|
ซูเปอร์แมน คือตัวละครจากหนังสือการ์ตูน หนังสือการ์ตูน ซูเปอร์ฮีโร่ ผลงานของ ดีซี คอมิคส์สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกา[1][2][3][4] ออกแบบโดยนักเขียนชาวอเมริกา เจอร์รี ชีเกล และนักวาดอเมริกาเชื้อสายแคนาดา โจ ชูสเตอร์ ในปี ค.ศ. 1932 ขณะที่ทั้งคู่พักอาศัยอยู่ในเมือง คลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ และในปี 1938 ทั้งคู่ได้ขายผลงานชิ้นนี้ให้กับสำนักพิมพ์ ดีแทคทีฟ คอมิคส์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ดีซี คอมิคส์) ตัวละครนี้ได้ปรากฎตัวครั้งแรกในหนังสือ Action Comics #1 (มิถุนายน ค.ศ. 1938) และยังถูกนำไปเป็นละครทางวิทยุ ,โทรทัศน์, ภาพยนต์, newspaper strips, และวิดีโอเกมส์ เรื่องราวของซูเปอร์แมนนั้นประสบความสำเร็จอย่างมาก ซูเปอร์แมนนั้นได้ถูกจัดอันดับให้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหนังสือการ์ตูนอเมริกา.[1] ซูเปอร์แมนปรากฏตัวด้วยชุดที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ประจำตัวด้วยชุด สีน้ำเงิน, แดงและเหลือง รวมถึง ผ้าคลุม, และเครื่องหมายเกราะตัว"S" บนหน้าอก[5][6] เกราะตัว S นี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของซูเปอร์แมนที่นำไปใช้ในสื่อต่างๆมาจนถึงปัจจุบัน[7]
เรื่องราว เริ่มต้นของซูเปอร์แมน เริ่มจากซูเปอร์แมนได้ถือกำเนิดขึ้นมาในนามของ คาล-เอล บนดาวคริปตัน, ก่อนที่จะถูกส่งขึ้นยานอวกาศมายัง โลก ในขณะที่ยังเป็นทารก โดยพ่อที่เป็นนักวิทยาศาสตร์บนดาวที่มีนามว่า จอร์-เอลก่อนที่ดวงดาวคริปตันนั้นจะถูกทำลายโดยอุกกาบาต เมื่อคาล-เอลได้มาถึงโลกนั้นยานอวกาศได้ถูกพบเจอโดยคู่สามี-ภรรยาชาวไร่ที่อาศัยอยู่ใน รัฐแคนซัส สามี-ภรรยาคู่นั้นได้นำตัวคาล-เอลไปเลี้ยงและตั้งชื่อให้ว่า คลาร์ก เคนท์ และด้วยพลังที่มีมาแต่กำเนิด ในไม่ช้า ร่างกายของ คลาร์ก เคนท์ ก็เริ่มพัฒนาความสามารถจนกลายเป็นยอดมนุษย์ ซึ่งตัวของ คลาร์ก เคนท์ นั้นได้ใช้พลังที่เขามีเพื่อช่วยเหลือมนุษย์โลก
ซูเปอร์แมนได้รับการยกย่องจากบุคคลต่างๆมากมาย เช่นนักวัฒนธรรม, ผู้บรรยาย และ นักวิจารณ์ จากการสำรวจตัวละครที่มีอิทธิพลต่อประเทศอเมริกาและโลกของหนังสือพิมพ์อัมเบอร์โต เอคโค่ โดยเลือกจากตัวละครที่โด่งดังในยุค 60 Larry Niven ยังเชื่ออีกว่าเรื่องราวความรักของซุปเปอร์แมนกับ ลูอิส เลน น่าจะจบลงด้วยดี[8] อย่างไรก็ตามลิขสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของตัวละครซุปเปอร์แมนนั้นมีการโต้แย้งอยู่หลายครั้ง โดยชีเกลและชูสเตอร์ นั้นได้พยายามทำการฟ้องร้อง 2 ครั้งเพื่อนำสิทธิ์ตัวละครนั้นกลับมาเป้นของพวกเขาอีกครั้ง ซูเปอร์แมนได้รับการจัดอันดับเป็นหนังสือการ์ตูนอันดับ1 จากการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ยอดเยี่ยมทั้งหมด 100 เรื่อง โดยIGNในเดือนพฤษภาคม 2011[9]
เนื้อหา |
[แก้] ประวัติการตีพิมพ์
[แก้] การออกแบบ
เจอร์รี ชีเกล และ โจ ชูสเตอร์ ได้ทำการออกแบบตัวละครฝ่ายอธรรมที่มีลักษณะหัวล้าน ผู้ที่มีความสามารถใช้ พลังจิต เพื่อคุกคามโลก ในผลงานเรื่องสั้นที่ชื่อว่า "The Reign of the Super-Man" ตีพิมพ์หนังสือ Science Fiction เล่ม 3 ซึ่งเป็นผลงานแบบแฟนซีน จัดจำหน่ายในปี 1933.[10] ซีเกลได้ทำการออกแบบตัวละครอีกตัวนึ่งในปีถัดมา เป็นฮีโร่ที่มีลักษณะ อุปนิสัย เป็นผู้ผดุงความยุติธรรม ว่ากันว่าต้นแบบของซูเปอร์แมนนั้นคือ Douglas Fairbanks ส่วนต้นแบบของ คลาร์ก เคนท์ บุคลิกของซูเปอร์แมนตอนใช้ชีวิตแบบคนทั่วๆไปนั้นก็คือ Harold Lloyd.[11][12] กำกับดูแลเรื่องภาพวาดและลายเส้นโดย Li'l Abner and Dick Tracy ชีเกล และ ชูสเตอร์ ใช้เวลา 6 ปี หาสำนักพิมพ์ในการจัดพิมพ์เรื่อง The Superman ชีเกล และ ชูสเตอร์ ได้รับข้อเสนอจาก Consolidated Book Publishing ให้เป็นผู้จัดพิมพ์ โดยจัดพิมพ์ในรูปแบบหนังสือการ์ตูน ขาว-ดำ จำนวน 48 หน้า ในหนังสือ Detective Dan: Secret Operative No. 48 แม้ว่าผลงานของทั้งคู่จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้อ่าน แต่ผลพวงของปัญหาด้านการเงินทำให้ผลงานของทั้งสองต้องหยุดพิมพ์ ทำให้ชูสเตอร์เครียดและทำการเผาผลงานของตัวเองทุกหน้า ยกเว้นหน้าปกเท่านั้นที่รอดจากการเผาเนื่องจากชีเกลได้หยิบออกมาจากกองไฟทันเวลา หลังจากนั้นชีเกล และ ชูสเตอร์ ได้สร้างสรรค์ตัวละครชื่อ Slam Bradleyและได้นำผลงานเรื่องนี้ลงในนิตยสาร Detective Comics เล่ม1 (มีนาคม 1937).[13]
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานชีเกลได้ติดต่อจ้างบรรดานักวาดภาพเพิ่ม ได้แก่ เจอร์ราร์ด โจนส์ ซึ่งตัวเจอร์ราร์ดเองนั้นเคยกล่าวว่า "ซูเปอร์แมนนั้นตามติดโจไปตลอดเวลา".[14] รวมถึง โทนี่ สโตร์บ, เมล เกรฟฟ์ และ รัซเซลล์ คีตัน ก็ได้รับการติดต่อเช่นกัน[14] โดยคีตันจะทำหน้าที่ดูแลเรื่องภาพวาดและลายเส้น ส่วนเนื้อเรื่องนั้นเป็นผลงานของชีเกลโดยมีเรื่องราวว่า ซูเปอร์แมนคือทารกผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายของโลกและได้ถูกส่งตัวมาในช่วงเวลาปัจจุบัน โดยมี แซม และ มอลลี่ เคนท์ เป็นผู้พบเจอและเลี้ยงดู[15] อย่างไรก็ตาม คีตันก็มีปัญหาในการทำงานร่วมกับกับชีเกล และหลังจากนั้นไม่นาน เจอร์รี ชีเกล กับ โจ ชูสเตอร์ ก็ได้กลับมาสร้างสรรค์ตัวละครตัวนี้ร่วมกันอีกครั้ง.[14]
ทั้งคู่ได้เริ่มทำการออกแบบตัวละครใหม่อีกครั้ง ตัวละครที่ภายหลังจะกลายมาเป็นฮีโร่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งได้รับแรงบัลดาลใจในการออกแบบมาจากตัวละครในเทพนิยายอย่าง แซมชั่น และ เฮอร์คิวลิส,[16] ผู้ซึ่งต่อสู้เพื่อ ความยุติธรรม และเผชิญหน้ากับ ทรราชย์ ในการออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับตัวละครนั้น ชีเกลได้กำหนดการออกแบบในครั้งนี้ไว้ว่า "ชุดของตัวละครนั้นน่าจะมีตัว S ใหญ่ๆบนหน้าอกและเป็นรูปทรงแหลม เราจะทำให้ตัวละครตัวนี้โดดเด่นและมีความสง่างามเท่าที่เราจะทำได้"[17] การออกแบบชุดนั้นได้เค้าโครงมาจากตัวละคร ในนิตยสาร pulp magazines ซึ่งตัวละครนั้นคือ Flash Gordon,[18] ชายผู้แข็งแกร่งจากคณะละครสัตว์ซึ่งปรากฎตัวในชุดกางเกงขาสั้นแบบรัดรูป[17][19] อย่าไรก็ตาม ในการออกแบบรูปทรงแหลมในชุดของตัวละครนั้น เป็นการออกแบบที่ถือว่าแตกต่างออกไปในยุคสมัยแฟชั่น Victorian ชุดแต่งกายของฮีโร่จากคณะละครสัตว์ผู้ซึ่งใส่เพียกางเกงรัดรูปเพียงตัวเดียวนั้นถือว่าเป็นต้นแบบชุดแต่งกายให้กับชุดฮีโร่มากมายในยุคต่อๆมา
ชื่อสถานที่และตัวละครได้รับแรงบัลดาลใจมาจากภาพยนต์หลายๆเรื่อง ชูสเตอร์ กล่าวไว้ในปี ค.ศ. 1983 ไว้ว่า "เจอร์รี่เป็นคนคิดชื่อเหล่านั้นทั้งหมด พวกเราเป็นแฟนพันธุ์แท้ของภาพยนตร์เลยละ และเราได้นำชื่อพวกนักแสดงๆต่างที่ผ่านตาพวกเรามาใช้ในเนื้อเรื่องของเรา อย่างเช่น คลาร์ก เคนท์ ชื่อนี้มาจากชื่อของ Clark Gable และ Kent Taylor. และก็ เมโทรโปลิส เมืองที่ซูเปอร์แมนใช้ดำเนินเรื่องนั้น ก็มาจาก ภาพยนต์ของ Fritz Lang [Metropolis, 1927] ที่พวกเรา2คนชื่นชอบ".[20]
พวกเขาได้ทำการขายผลงานให้กับสำนักพิมพ์ชื่อดังหลายสำนักพิมพ์เช่น National Allied Publishingของ Malcolm Wheeler-Nicholson ทั้งคู่ได้ทำการออกแบบตัวละครเพื่อนำไปใช้ในรูปแบบของหนังสือการ์ตูน ที่มีขนาดความยาวของเรื่องมากกว่าการ์ตูนเรื่องใดๆในสมัยนั้น พวกเขาได้เสนอผลงานให้กับ Max Gaines ซึ่งได้ยอมรับผลงานขอพวกเขา และ United Feature Syndicateที่ให้ความสนใจในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ได้ส่งจดหมายมาเพื่อทำการปฏิเสธในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1937 อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์อย่าง Les Daniels ได้แสดงความคิดเห็นว่า "แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดเรื่องที่พลิกความคาดหมายแบบนี้ขึ้น" Max Gaines ยุติบทบาทในตำแหน่งหัวหน้าด้านกำกับศิลป์ ของสำนักพิมพ์ Wheeler-Nicholson ในนิตยสารชุดใหม่ของสำนักพิมพ์ ซึ่งก็คือ แอคชั่น คอมิคส์ . Vin Sullivan บรรณาธิการของนิตยสารต้องการให้นำช่องการ์ตูนแบบเก่านำกลับมาใช้อีกครั้ง จึงได้ขอให้ทั้งคู่ออกแบบช่องการ์ตูนเป็น 8 ช่องต่อ 1 หน้ากระดาษ ถึงอย่างนั้น ชีเกล และ ชูสเตอร์ ก็ไม่ได้สนใจต่อคำพูดของ Vin Sullivan ทั้งคู่ยังคงใช้ความคิดและประสบการณ์ของตัวเองในการออกแบบ หน้ากระดาษ โดย ชีเกล เป็นคนกำหนดรูปภาพที่ใช้ในการขึ้นปกของนิตยสาร แอคชั่น คอมิคส์ เล่มที่ 1 (มิถุนายน1938), Superman's first appearance.[21] ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2010 ได้มีการประมูลนิตยสาร แอคชั่น คอมิคส์ เล่มที่ 1 ซึ่งถูกทำการประมูลไปด้วยราคา $1,000,000.[22]
ชีเกล อาจจะได้รับแรงบัลดาลใจในการออกแบบ ตัวละคร ซูเปอร์แมน มาจากการเสียชีวิตของพ่อเขา มิทเชล ชีเกล ย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำธุรกิจเสื้อผ้า ในเมือง คลีฟส์แลนด์ ใกล้กับฝั่งตะวันออก เขาเสียชีวิตด้วยฝีมือของโจรที่เข้ามาปล้นร้านของเขาในปี 1932 หนึ่งปีก่อนที่ซูเปอร์แมนจะถือกำเนิดขึ้นมา แม้ว่าชีเกลจะไม่เคยพูดถึงการตายของพ่อเขาในการให้สัมภาษณ์ แต่ Gerard Jones และ Brad Meltzer เชื่อว่าสิ่งนี้ต้องมีผลต่อผลงานของชีเกล Jones กล่าวว่า"มันต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน" ส่วน Meltzer กล่าว่า "มันต้องมีส่วนที่เชื่อมโยงกันแน่ เฉกเช่นการสูญเสียพ่อบังเกิดเกล้าของซูเปอร์แมน" "พ่อของคุณต้องตายเพราะการก่ออาชากรรม และคุณได้สร้างยอดมนุษย์ที่สุดยอดขึ้นมาเพื่อปกป้องโลก ผมเสียใจกับชีเกล แต่นี่แหละที่มาของซูเปอร์แมน "[23]
[แก้] การจัดพิมพ์
-
ดูเพิ่มที่ List of Superman comics
ซูเปอร์แมนปรากฎตัวครั้งแรกในนิตยสาร แอคชั่น คอมิคส์ เล่มที่ 1 จัดพิมพ์วันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1938 (จัดจำหน่าย มิถุนายน ค.ศ. 1938)[24] ในปี ค.ศ. 1939 ได้มีการเปิดตัว ซูเปอร์แมนฉบับ รวมเล่ม โดยเป็นการรวบรวมตอนที่ตีพิมพ์จากนิตยสาร "แอคชั่น คอมิคส์" โดยยอดขายของหนังสือนั้นถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก[25] ในปี ค.ศ. 1939 ซูเปอร์แมนถูกนำไปตีพิมพ์ในนิตยสาร New York World's Fair Comics, ที่ภายหลังในหน้าร้อนปี ค.ศ. 1942 เปลี่ยนชื่อมาเป็น World's Finest Comics รวมถึงในฉบับที่ 7 ของ All Star Comics, ซูเปอร์แมนก็มีโอกาสออกมาปรากฎตัวครั้งแรกในบทสมาชิก กิตติมศักดิ์ แห่งกลุ่ม Justice Society of America.[26]
ในเริ่มแรก เจอร์รี ชีเกล และ โจ ชูสเตอร์ จะเป็นคนจัดการและดูแลเนื้อเรื่องและภาพวาดก่อนนำไปตีพิมพ์ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ชูสเตอร์เริ่มมีอาการผิดปกติทางสายตา และประกอบกับการที่ตัวละครในเนื้อเรื่องที่เพิ่มมากขึ้น ก็ส่งผลให้การทำงานต้องหนักขึ้นไปด้วย สิ่งนี้ทำให้ชูสเตอร์ตัดสินใจสร้างสตูดิโอขึ้นมา เพื่อใช้ผลิตผลงานทางด้านศิลป์โดยเฉพาะ [25] และเขายังยืนยันว่าจะใช้ สตูดิโอแห่งนี้วาดใบหน้าทุกๆหน้าของซูเปอร์แมน ส่วนภายนอกสตูดิโอนั้น Jack Burnley เริ่มช่วยในการทำหน้าปกและเนื้อเรื่อง[27] และในปี ค.ศ. 1941 นักวาด Fred Ray ก็ได้เข้ามาร่วมในการออกแบบหน้าปกของซูเปอร์แมน ในบางฉบับ เช่น ซูเปอร์แมน ฉบับที่ 14 (กุมภาพันธ์ ค.ศ.1942) ที่ภายหลังกลายเป็นฉบับที่ทรงคุณค่าและมีการพิมพ์ซ้ำอยู่บ่อยครั้ง Wayne Boring ได้เข้ามาทำงานกับสตูดิโอของชูสเตอร์ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเริ่มงานกับ DC ในปี ค.ศ. 1942 โดยจัดพิมพ์ผลงานลงในนิตยสาร ซูเปอร์แมน และ Action Comics [28] Al Plastino ถูกจ้างเข้ามาเพื่อทำงานต่อจากลายเส้นของ Wayne Boring แต่ท้ายที่สุดแล้ว Plastino ได้สร้างลายเส้นในแบบของตัวเองขึ้นมา และกลายมาเป็นหนึ่งใน นักวาดที่ดีที่สุด ในยุค Gold and Silver Ages of comics.[29]
ในปี1939 ได้มีทีมงานเข้ามาช่วยแต่งเนื้อเรื่องการผจญภัยให้กับซูเปอร์แมนได้แก่ Whitney Ellsworth, Mort Weisinger และ Jack Schiff ทั้งหมดได้ถูกจ้างมาโดย Vin Sullivan's พร้อมกับกองบรรณาธิการชุดใหม่ ได้แก่ Edmond Hamilton, Manly Wade Wellman และ Alfred Bester ซึ่งผู้คนเหล่านี้ล้วนเป็นนักเขียนนิยายเชิงวิทยาศาสตร์[30]
ในปี ค.ศ. 1943 เจอร์รี ชีเกล ถูกเชิญให้เข้าร่วมงานเฉลิมฉลองกองทัพอยู่บ่อยครั้งส่งผลให้ผลงานของชีเกลนั้นมีจำนวนลดลง Don Cameron และ Alvin Schwartz ได้เข้าร่วมสู่ทีมเขียนบท โดย Schwartz นั้นจะทำงานร่วมกับ Wayne Boring ในการผลิต ซูเปอร์แมน ในหนังสือพิมพ์ ซึ่งได้จัดทำมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1939 โดย ชีเกล และ ชูสเตอร์[28]
ในปี ค.ศ. 1945, ซูเปอร์บอย ได้ปรากฎตัวครั้งแรกในนิตยสาร More Fun Comics ฉบับที่ 101 หลังจากนั้นได้ย้ายมาตีพิมพ์ในนิตยสาร Adventure Comics ในปี ค.ศ. 1946 โดยใช้ชื่อเรื่องว่า ซูเปอร์บอยและได้ทำการรวมเล่มในปี ค.ศ. 1949 ในช่วง ค.ศ. 1950 มีการเปิดตัวหนังสือการ์ตูน Superman's Pal Jimmy Olsen (ในปี ค.ศ. 1954) และ Superman's Girlfriend Lois Lane (ในปี ค.ศ. 1958) ต่อมาในปี ค.ศ. 1974 ทั้ง2เรื่องได้ถูกรวมเข้าไปอยู่ในชุดซีรี่ย์ของ Superman Family อย่างไรก็ตามซีรี่ย์ชุดนี้ถูกทำการยกเลิกไปในปี ค.ศ. 1982 ส่วนนิตยสาร DC Comics Presents ได้ทำการตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1978 ถึงปี ค.ศ. 1986 จะทำการเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการรวมตัวของซูเปอร์แมนและตัวละครอื่นๆใน DC Universe.
ในปี ค.ศ. 1986 มีการตัดสินใจเพื่อสร้างเรื่องราว ความสัมพันธ์ ระหว่างซูเปอร์แมนกับตัวละครอื่นๆของ DC ในซีรีย์เรื่องสั่นที่มีชื่อว่า Crisis on Infinite Earthsเค้าโครงมาจากผลงานเรื่อง "Whatever Happened to the Man of Tomorrow"ซึ่งมีจำนวน 2 ตอนเขียนบทโดย Alan Moore ภาพประกอบโดยCurt Swan, George Pérez และ Kurt Schaffenberger.[31] เรื่องราวชุดนี้ได้ทำการตีพิมพ์ในนิตยสาร ซูเปอร์แมน ฉบับที่ 423 และนิตยสารAction Comics ฉบับที่ 583 ซึ่ง Les Daniels ได้ให้ความเห็นว่า "แฟนๆของซูเปอร์แมนที่พลาดผลงานชิ้นนี้ ความรู้สึกของพวกเขาจะรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองพลาดผลงานชิ้นสุดท้ายของซูเปอร์แมนก็เป็นได้ "[32]
ซูเปอร์แมนได้ถูกนำกลับมาทำใหม่อีกครั้งโดยนักเขียนและนักวาดภาพที่ชื่อว่า John Byrne ในเนื้อเรื่องที่ชื่อว่าThe Man of Steel (ค.ศ. 1986) ในปี ค.ศ. 1986 ได้ทำการยกเลิกการจัดพิมพ์นิตยสาร World's Finest Comicsและ ได้ทำการเปลี่ยนชื่อนิตยสารของซูเปอร์แมน เป็นThe Adventures of Superman นิตยสารซูเปอร์แมนในรูปแบบที่ 2 เริ่มจัดจำหน่ายในปี ค.ศ. 1987 เรื่อยมาจนกระทั่งสิ้นสุดในปี ค.ศ. 2006 หลังจากที่จบลง The Adventures of Superman ได้กลับมาพิมพ์อีกครั้งในนิตยสาร ซูเปอร์แมน ที่มีชื่อว่า Superman: The Man of Steel ที่เริ่มจัดจำหน่ายในปี ค.ศ. 1991 จนถึงปี ค.ศ. 2003 ในขณะที่นิตยสารไตรมาสอย่าง Superman: The Man of Tomorrow จัดจำหน่ายในปี ค.ศ. 1995 ถึงปี ค.ศ. 1999 ในปี ค.ศ. 2003 นิตยสาร ซูเปอร์แมน/แบทแมน เริ่มทำการจัดจำหน่ายจนจบลงในปี ค.ศ. 2011 เช่นเดียวกับซีรีย์หายากที่มีชื่อว่า Superman: Birthright ส่วนเรื่อง All-Star Superman เริ่มจัดพิมพ์ในปี ค.ศ. 2005 และเรื่อง Superman Confidential เริ่มในปี ค.ศ. 2006 (ภายหลังถูกยกเลิกไปในปี ค.ศ. 2008) ซูเปอร์แมนยังได้ถูกนำไปทำเป็นซีรีย์การ์ตูนทางโทรทัศน์ที่ดัดแปลงเนื้อเรื่องมาจากหนังสือการ์ตูนในชื่อเรื่องว่า Superman Adventures (1996–2002), Justice League Adventures, Justice League Unlimited (ถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 2008) และ The Legion of Super-Heroes In The 31st Century (ถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 2008)
ในปี ค.ศ 2011 DC Comics มีการนำซูเปอร์แมนกลับมาทำใหม่อีกครั้ง โดยใช้โครงเรื่องมาจาก เรื่องราวทั้งหมด.[33] ที่เคยจัดทำในนิตยสารซูเปอร์แมน และ Action Comics 2 นิตยสารที่เคยถูกยกเลิกไป[34] เครื่องแต่งกายของซูเปอร์แมนได้ถูกทำการออกแบบใหม่ให้ดูแข็งแกร่งขึ้นและยกเลิกกางเกงสีแดงที่สวมไว้นอกเครื่องแบบ
ในปี ค.ศ 2011 DC Comics มีการนำซูเปอร์แมนกลับมาทำใหม่อีกครั้ง โดยใช้เรื่องมาจาก เรื่องราวทั้งหมด.[35] ที่เคยจัดทำในนิตยสารซูเปอร์แมน และ Action Comics 2 นิตยสารที่เคยถูกยกเลิกไปได้ถูกนำกลับมาทำใหม่อีกครั้งโดยเริ่มตั้งแต่เล่มที่1[36] เครื่องแต่งกายของซูเปอร์แมนได้ถูกทำการออกแบบใหม่ให้ดูแข็งแกร่งขึ้นและยกเลิกกางเกงสีแดงที่สวมไว้นอกเครื่องแบบ
ในปัจจุบัน นิตยสารที่เกี่ยวกับซูเปอร์แมนที่จัดพิมพ์อยู่นั้นได้แก่ นิตยสาร ซูเปอร์แมน, Action Comics และ Justice Leagueและซูเปอร์แมนยังได้ไปปรากฎตัวบ่อยๆในบทดารารับเชิญในนิตยสารเรื่องอื่นๆของ DC อีกด้วย
[แก้] อิทธิพล
เรื่องราวของซูเปอร์แมนได้รับอิทธิพลมาจากสภาพของ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ จะเห็นได้ชัดเจนจากจากมุมของของผู้สร้างตัวละครทั้ง 2 คน ชูสเตอร์ และ ชีเกล ที่สะท้อนออกมาจากเนื้อเรื่องช่วงต่างๆของซูเปอร์แมน ซูเปอร์แมนนั้นจะมีบทบาทเหมือนตัวแทนของผู้คนในสังคมที่ต้องเผชิญกับพวกนักธุรกิจจอมเห็นแก่ตัวและนักการเมืองจอมปลอมที่พยายามจะเข้ามายึดที่ดินทำกินของพวกเขา[37] ทฤษฎีนี้ได้รับความเห็นชอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านหนังสือการ์ตูนอย่าง Roger Sabin ซึ่งมันคือสิ่งที่เห็นได้จาก "อุดมณ์การเสรีนิยมของ แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ที่เรียกว่า นโยบายเศรษฐกิจใหม่" โดย ชูสเตอร์และชีเกล เริ่มทำให้ให้ซูเปอร์แมนเหมือนกับวีรบุรุษที่สามารถเผชิญหน้ากับปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้.[38] หลังจากนั้น ตัวละครซูเปอร์แมนในรายการวิทยุยังคงประสบกับอุปสรรคต่างๆและต้องเผชิญหน้ากับองค์กรที่คล้ายๆกับ KKK(องค์กรเหยียดสีผิว) ในเรื่อง The Adventures of Superman ออกอากาศในปี ค.ศ.1946.[39][40] ชีเกล และ ชูสเตอร์ ได้นำรูปแบบความเป็นอยู่ของเด็กผู้อพยพชาวยิวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเนื้อเรื่องด้วย แต่Timothy, Aaron และ Pevey ได้ทำการแย้งขึ้นมาว่า "พวกผู้อพยพนั้นควรจะจำกัดขอบเขตการออกแบบให้อยู่ในเฉพาะประวัติศาสตร์ของอเมริกาเพราะนี่คือเรื่องราวของคนอเมริกา" Pevey รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญต่อตัวตนของชาวอเมริกัน [41]
ชีเกลได้นำเอาเหล่าวีรบุรุษในเทพนิยายจากหลายๆเรื่องเป็นแนวทางในการออกแบบตัวละครเช่น เฮอร์คิวลิส และ แซมซั่น[17] Scott Bukatman ได้ให้ความเห็นว่าตัวละครตัวนี้คือ "มีบุคลิกส่วนหนึ่งเป็นของบุคคลที่ยิ่งใหญ่อย่าง ลินด์เบิร์ก ... (และ) อาจรวมถึง Babe Ruth" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตัวละครตัวนี้คือตัวแทนของอเมริกาที่จะมาสร้างเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ผ่านร่างกายที่ทรงพลัง ... ที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนบนโลกนี้มาก่อน[42] นอกจากนี้ ชีเกล และ ชูสเตอร์ ยังได้ทำการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ มาเป็นแนวทางในการสร้างผลงานจากนิยายแนววิทยาศาสตร์ที่ทั้งคู่ชื่นชอบ[10] บางทีสิ่งที่มีผลต่อการทำงานของทั้งคู่นั้นอาจจะเป็นตัวละครที่ชื่อว่า Hugo Danner Danner คือตัวละครเอกใน Gladiator นิยายในปี ค.ศ. 1930 แต่งโดย Philip Wylie ซึ่งมีพลังคล้ายๆกับซูเปอร์แมนในช่วงแรก [43]
ผู้ออกแบบและเชี่ยวชาญด้านการ์ตูน Jim Steranko ได้กล่าวถึงวีรบุรุษจากนิยายอย่าง Doc Savage ตัวละครอีกตัวหนึ่งที่ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างซูเปอร์แมนโดยสังเกตจากความคล้ายกันระหว่างลายเส้นของชูสเตอร์กับรูปภาพของ Doc Savage กล่าวได้ว่า" ซูเปอร์แมนนั้นมีความคล้ายคลึงับวีรบุรุษร่างยักษ์อย่าง Doc Savage".[44] แต่ Steranko ก็ยังสรุปไม่ได้ว่ารูปแบบตัวละครจากในนิยายนั้นจะถูกใช้เป็นประเด็นหลักในการออกแบบซูเปอร์แมน"การออกแบบซูเปอร์แมนของชีเกลนั้นได้กำหนดรูปแบบไว้อยู่ 3 รูปแบบที่แตกต่างกันนั่นคือ เป็นสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก, เป็นยอดมนุษย์ และ เป็นทั้งสองสิ่งนี้ ชีเกลได้กำหนดความสามารถพิเศษโดยใช้องค์ประกอบจากรูปแบบทั้ง 3 รูปแบบ และนำแนวคิดเหล่านี้มาใช้รวมกันในการผลิตผลงานส่วนแรงบัลดาลใจของชีเกลนะหรือ แน่นอน! ต้องมาจากนิยายอยู่แล้ว ",[44] ส่วนนิยายเรื่องอื่นๆที่น่าจะมีอิทธิพลต่อซูเปอร์แมนนั้นเป็นผลงานของ "John W. Campbell ชื่อเรื่องว่า Aarn Munro เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายผู้สืบเชื้อสายของมนุษย์โลกผู้ที่เติบโตบนดาวพฤหัส เนื่องจากแรงโน้มถ่วงที่แตกต่างกันระหว่างทั้งสองดวงดาวส่งผลให้ Aarn Munro มีพละกำลังมหาศาล และได้สร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่บนดาวพฤหัสซึ่งสิ่งนี้คือสิ่งที่เหมือนกับซูเปอร์แมนบนโลก
เนื่องจากชีเกลและชูสเตอร์ต่างก็เป็นชาวยิว ผู้เขียนบทความทางศาสนาและนักวิชาการชื่อดังบางคน อย่างเช่น Rabbi Simcha Weinstein และ นักเขียนนิยายชาวอังกฤษ Howard Jacobson ต่างเห็นพ้องว่า ซูเปอร์แมนนั้นได้รับอิทธิพลในการออกแบบมาจาก โมเสส,[45][46] และองค์ประกอบอื่นๆของชาวยิว เช่น ชื่อภาษาคริปตอนของซูเปอร์แมนนั้นคือ "คาล์-เอล" นั้นคล้ายกับคำใน ภาษาฮีบรู קל-אל, ซึ่งมีความหมายว่า "เสียงแห่งพระเจ้า".[47] คำลงท้าย "เอล", หมายความว่า "(แห่ง) พระเจ้า"[48] ซึ่งจะพบได้จากชื่อของเหล่าทวยเทพ (e.g. Gabriel, Ariel) เหล่าเทพผู้คอยช่วยเหลือมวลมนุษย์ด้วยพลังแห่งความดี ในตำนานของชาวยิวที่เกี่ยวกับ โกเลม ก็มีการกล่าวถึงในแง่ดี[49] โกเลม หนึ่งในตำนานที่ถูสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องและดูแลชาวยิวที่โดนกดขี่ในยุคศตวรรษที่ 16 ณ กรุงปราก ที่ภายหลังได้กลายมาเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมที่สำคัญของยุโรปหลังจากต้องทนทุกข์ทรมานจากการกระทำของพวก นาซี ในช่วงปี ค.ศ. 1930 และ 1940 ซูเปอร์แมนมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับพระเยซู ผู้ที่ได้ทำการช่วยเหลือมนุษย์ชาติ[38][46][49][50] นอกจากนี้ ชื่อสกุล เคนท์ นั้น ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 เป็นที่ฟังดูล้าสมัยไม่เหมือนกับชื่อ "Cohen" ซึ่งพบบ่อยในสังคมอเมริกา
เรื่องราวของซูเปอร์แมนนั้นได้ถูกยกย่องเป็นครั้งแรกจาก Friedrich Nietzsche แต่ก็ยังไม่มีสิ่งใดยืนยันได้ว่า Nietzsche มีบทบาทสำคัญในการให้แนวคิดแก่ ชีเกลและชูสเตอร์ [46] Les Daniels ได้ให้ข้อสันนิฐานว่า "ชีเกลได้นำเอาส่วนหนึ่งของเรื่องราวมาจากนิยายแนววิทยาศาสตร์หลายๆเรื่องมันเหมือนกับว่าเขาได้ทำการจ้างนักเขียนมาจำนวนมากโดยที่เขาไม่ต้องกังวลกับค่าจ้างของพวกนักเขียนเหล่านั้น"สังเกตได้ว่า "เรื่องราวของเขาจะถูกจดจำโดยผู้คนหลายร้อยล้านคนแต่ในจำนวนนั้นแทบจะไม่มีคนที่จะจะรู้จัก Nietzsche เลย"[17] ส่วนข้อโต้แย้งอื่นๆเกี่ยวกับแนวคิดของชีเกลและชูสเตอร์ บ้างก็ว่า "คุณอาจจะไม่ทราบมาก่อนว่าแนวความคิดของพวกเขานั้นมาจากพรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติของฮิตเลอร์ แต่แนวความคิดนี้ก็เป็นแค่เรื่องที่พูดคุยกันลอยๆเท่านั้น"[51] Yet Jacobson และคนอื่นๆชี้ไปที่ความเป็นไปได้หลายๆอย่างที่ ซูเปอร์แมน และวีรบุรุษอย่าง Übermensch ที่อยู่กันคนละฟากของโลกจะมีความเกี่ยวข้องกัน[45] Nietzsche ได้สร้างสรรค์ตัวละคร Übermensch ผู้ซึ่งมีความสามารถเหนือคนธรรมดาทั่วไป, ,มีคุณธรรม และมีชีวิตอย่างปกติสุขในขณะที่อยู่กับผู้คนทั่วไป ซูเปอร์แมนนั้นได้ความสามารถมาจากพลังอันแข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์จากนอกโลกและเลือกที่จะมาใช้ชีวิตอย่างมนุษย์โลก Nietzsche ได้ใช้จินตนาการในการสร้างตัวละครที่ดีที่สุดของตัวเองและกลายมาเป็นแนวทางให้กับตัวละครที่ดีที่สุดของ ชีเกลและชูสเตอร์ ซึ่งมีความสมบูรณ์แบบยิ่งกว่า[52]
ชีเกลและชูสเตอร์ทำการเลือกต้นแบบของตัวละครที่จะนำมาใช้ในผลงานของพวกเขา ทั้งคู่ได้อ่านหนังสือจำนวนมาก และพวกเขายังชอบนิยายแนววิทยาศาสตร์เหมือนกันซึ่งมันช่วยให้ทั้งคู่สนิทกันยิ่งขึ้นไปอีก ชีเกลใช้ตัวละคร John Carter เข้ามาเป็นต้นแบบในการดำเนินเรื่อง "Carter นั้นมีความสามารถในการพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงเนื่องจากดาวอังคารนั้นมีขนาดเล็กกว่าโลกและเขายังมีความแข็งแกร่งอย่างมาก ผมจึงออกแบบให้ดาวคริปตอนนั้นเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่ใหญ่กว่าโลกมากๆ [20] ผลงานชิ้นนี้ยังมีเค้าโครงมาจากการ์ตูนในวัยเด็กที่พวกเขาชอบตัดเก็บออกมาจากหนังสือพิมพ์ เรื่อง Little Nemo แต่งโดย Winsor McKay's การ์ตูนที่ทั้งสองใช้เป็นแหล่งกำเนิดของจินตนาการ[53] ชูสเตอร์ได้ดูผลงานจากนักวาดภาพที่มีชื่อเสียงจำนวนมากเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาลายเส้นของตัวเอง แต่ไม่มีใครจะมีอิทธิพลต่อลายเส้นของชูสเตอร์ไปมากกว่า "Alex Raymond และ Burne Hogarth ซึ่งเป็นคนที่ผมยกย่อง อาจรวมถึง Milt Caniff, Hal Foster, และ Roy Crane แต่ถ้าเป็นผลงานทางภาพยนตร์ที่มีอิทธิพลต่องานของเรามากที่สุดก็ต้องเป็นภาพยนตร์ของ Douglas Fairbanks Senior."[54] โดย Fairbanks รับบทเป็น Robin Hood ซึ่งเราใช้เรื่องนี้เป็นแบบอย่างในการทำให้ซูเปอร์แมนได้ปรากฎตัวในแบบฉบับภาพยนตร์ [55] ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังใช้เป็นแบบในการดำเนินเรื่องและการจัดวางหน้ากระดาษอีกด้วย[56] ในขณะที่ชื่อเมือง Metropolis นั้นได้ชื่อนี้มาจากภาพยนตร์ของ Fritz Lang motion picture เรื่อง Metropolis.[20]
[แก้] ประวัติ
ซูปเปอร์แมน เกิดที่ดาวคริปตอนในชื่อ คาล-เอล (Kal-El) ถูกส่งมาที่ดาวโลกในช่วงที่ดาวคริปตอนกำลังจะระเบิด เพราะสภาวะที่ต่างกันของดาวคลิปตันและโลก ทำให้เขามีพละกำลังที่เหนือมนุษย์ทั่วไป มีตาที่ปล่อยรังสีความร้อนและเอ็กซ์เรย์วัตถุได้ เมื่อเขามายังโลกได้เติบโตในครอบครัวชาวนาในเมืองสมอลวิลล์รัฐแคนซัส สหรัฐอเมริกา และได้ชื่อว่า คลาร์ก เค้นต์
[แก้] นักแสดง ฉบับภาพยนตร์
| บท | ภาพยนตร์ | ซีรีส์ | ||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| Superman (1978) | Superman II (1980) | Superman III (1983) | Supergirl (1984) | Superman IV (1987) | Superman Returns (2006) | Superman (1948) | Atom Man Vs. Superman (1950) | Adventures of Superman (1952-1958) | Superboy (1988-1992) | Lois & Clark (1993-1997) | Smallville (2001- ) | |
| ผู้กำกับ | ริชาร์ด ดอนเนอร์ | Jeannot Szwarc | Sidney J. Furie | Bryan Singer | Thomas Carr | Spencer Gordon Bennet | ||||||
| ริชาร์ด เลสเตอร์ | ||||||||||||
| ซูเปอร์แมน / คลาร์ก เค้นท์ | คริสโตเฟอร์ รีฟ | คริสโตเฟอร์ รีฟส์ | แบรนดอน เราธ์ | Kirk Alyn | George Reeves | John Haymes Newton / Gerard Christopher |
Dean Cain | ทอม เวลลิ่ง | ||||
| ซูเปอร์เกิร์ล | Helen Slater | Laura Vandervoort | ||||||||||
| เล็กซ์ ลูเธอร์ | ยีน แฮ็กแมน | ยีน แฮ็กแมน | เควิน สเปซีย์ | Lyle Talbot | Scott Wells / Sherman Howard |
John Shea | ไมเคิล โรเซนบอม | |||||
| โลอิส เลน | Margot Kidder | Margot Kidder | Kate Bosworth | Noel Neill | Phyllis Coates / Noel Neill |
เทอรี แฮทเชอร์ | Erica Durance | |||||
| ลานา แลง | Annette O'Toole | Stacy Haiduk | คริสติน ครุก | |||||||||
| เพอร์รี ไวต์ | Jackie Cooper | Jackie Cooper | Frank Langella | Pierre Watkin | John Hamilton | ไม่ปรากฏชื่อนักแสดง | Michael McKean | |||||
| จิมมี ออลเซน | Marc McClure | Sam Huntington | Tommy Bond | Jack Larson | Michael Landes / Justin Whalin / Jack Larson | Aaron Ashmore | ||||||
[แก้] ดูเพิ่ม
[แก้] อ้างอิง
- ^ 1.0 1.1 Daniels (1998), p. 11.
- ^ Holt, Douglas B. (2004). How Brands Become Icons: The Principles of Cultural Branding. Boston: Harvard Business School Press. p. 1. ISBN 1578517745.
- ^ Koehler, Derek J., Harvey, Nigel. (eds.), ed (2004). Blackwell Handbook of Judgment and Decision Making. Blackwell. p. 519. ISBN 1405107464.
- ^ Dinerstein, Joel (2003). Swinging the machine: Modernity, technology, and African American culture between the wars. University of Massachusetts Press. p. 81. ISBN 1558493832.
- ^ Wallace, Daniel; Bryan Singer (2006). The Art of Superman Returns. Chronicle Books. p. 22. ISBN 0811853446.
- ^ "Designing Man of Steel’s costume", Manila Standard, Philippines News, July 21, 2006. สืบค้นวันที่ September 3, 2008 Archived September 3, 2008.
- ^ Gormly, Kellie B.. "Briefs: Blige concert cancelled", Pittsburgh Tribune-Review, June 28, 2006. สืบค้นวันที่ September 3, 2008 [Archived http://www.webcitation.org/5aYbcuH9Z] on September 3, 2008.
- ^ Niven, Larry (1971). "Man of Steel, Woman of Kleenex". All the Myriad Ways. Larry Niven. Archived from the original on June 14, 2010. http://www.webcitation.org/5qVCr9NkN. เรียกข้อมูลเมื่อ June 14, 2010.
- ^ "Superman – Top 100 Comic Book Heroes". IGN Entertainment. http://www.ign.com/top/comic-book-heroes/1. เรียกข้อมูลเมื่อ May 27, 2011.
- ^ 10.0 10.1 Daniels (1998), p. 13.
- ^ Roger Stern. Superman: Sunday Classics: 1939 – 1943 DC Comics/Kitchen Sink Press, Inc./Sterling Publishing; 2006; Page xii
- ^ Gross, John. "Books of the Times", The New York Times, December 15, 1987. สืบค้นวันที่ January 29, 2007
- ^ Daniels (1998), p. 17.
- ^ 14.0 14.1 14.2 Jones, Gerard (2004). Men of Tomorrow: Geeks, Gangsters, and the Birth of the Comic Book. Basic Books. p. 115. ISBN 0465036562.
- ^ Trexler, Jeff; Paul August (August 20, 2008). "Superman's Hidden History: The Other "First" Artist". Newsarama. Imaginova Corp.. http://www.newsarama.com/comics/080820-SupermanKeaton.html. เรียกข้อมูลเมื่อ August 26, 2008. Archived August 26, 2008.
- ^ Petrou, David Michael (1978). The Making of Superman the Movie, New York: Warner Books ISBN 0-446-82565-4
- ^ 17.0 17.1 17.2 17.3 Daniels (1998), p. 18.
- ^ Daniels (1998), p. 19.
- ^ Morrison, Grant. "Seriously, Perilously", The Herald, September 29, 1998, หน้า 14
- ^ 20.0 20.1 20.2 Andrae, Nemo (online version): "Superman Through the Ages: The Jerry Siegel and Joe Shuster Interview, Part 8 of 10" (1983).
- ^ Daniels (1998), pp. 25–31.
- ^ "BBC News", BBC News, February 22, 2010. สืบค้นวันที่ June 17, 2010
- ^ David Colton. "The crime that created Superman: Did fatal robbery spawn Man of Steel?", USA Today, August 25, 2008. สืบค้นวันที่ August 26, 2008
- ^ Muir, John Kenneth (2008-07). The encyclopedia of superheroes on film and television. McFarland & Co.. p. 539. ISBN 9780786437559. http://books.google.com/books?id=kdMzAQAAIAAJ. เรียกข้อมูลเมื่อ May 31, 2011.
- ^ 25.0 25.1 Daniels (1998), p. 44.
- ^ แม่แบบ:Cite comic
- ^ Daniels (1998), p. 13
- ^ 28.0 28.1 Daniels (1998), p. 69.
- ^ Eury (2006), p. 38.
- ^ Daniels (1995), p. 28.
- ^ แม่แบบ:Cite comic
- ^ Daniels (1998), p. 150.
- ^ "Announces Historic Renumbering of All Superhero Titles and Landmark Day-and-Date Digital Distribution". DC Comics. 2011-05-31. http://www.dccomics.com/blog/2011/05/31/dc-comics-announces-historic-renumbering-of-all-superhero-titles-and-landmark-day-and-date-digital-distribution. เรียกข้อมูลเมื่อ 2012-04-14.
- ^ "The New Superman Titles Are Here, Grant Morrison on 'Action Comics' - ComicsAlliance | Comic book culture, news, humor, commentary, and reviews". ComicsAlliance. 2012-04-04. http://www.comicsalliance.com/2011/06/10/new-superman-comics. เรียกข้อมูลเมื่อ 2012-04-14.
- ^ "Announces Historic Renumbering of All Superhero Titles and Landmark Day-and-Date Digital Distribution". DC Comics. 2011-05-31. http://www.dccomics.com/blog/2011/05/31/dc-comics-announces-historic-renumbering-of-all-superhero-titles-and-landmark-day-and-date-digital-distribution. เรียกข้อมูลเมื่อ 2012-04-14.
- ^ "The New Superman Titles Are Here, Grant Morrison on 'Action Comics' - ComicsAlliance | Comic book culture, news, humor, commentary, and reviews". ComicsAlliance. 2012-04-04. http://www.comicsalliance.com/2011/06/10/new-superman-comics. เรียกข้อมูลเมื่อ 2012-04-14.
- ^ Daniels (1995), pp. 22–23.
- ^ 38.0 38.1 Sabin, Roger (1996). Comics, Comix & Graphic Novels (4th paperback ed.). Phaidon. ISBN 0-7148-3993-0.
- ^ von Busack, Richard. "Superman Versus the KKK", Metro, July 2–8, 1998. สืบค้นวันที่ January 28, 2007
- ^ Dubner, Stephen J, Levitt, Steven D. "Hoodwinked?", The New York Times, January 8, 2006, หน้า F26. สืบค้นวันที่ January 28, 2007
- ^ Pevey, Timothy Aaron ""From Superman to Superbland: The Man of Steel's Popular Decline Among Postmodern Youth"PDF (3.14 Mb). April 10, 2007 URN: etd-04172007-133407
- ^ Bukatman, Scott (2003). Matters of Gravity: Special Effects and Supermen in the 20th century. Duke University Press. ISBN 0-8223-3132-2.
- ^ Feeley, Gregory (March 2005). "When World-views Collide: Philip Wylie in the Twenty-first Century". Science Fiction Studies 32 (ฉบับที่ 95). ISSN 0091-7729. http://www.depauw.edu/sfs/review_essays/feeley95.htm. เรียกข้อมูลเมื่อ December 6, 2006.
- ^ 44.0 44.1 Steranko, Jim (1970). The Steranko History of Comics. 1. Supergraphics. pp. 35–37. ISBN 0-517-50188-0.
- ^ 45.0 45.1 Jacobson, Howard. "Up, up and oy vey", The Times, March 5, 2005, หน้า 5
- ^ 46.0 46.1 46.2 The Mythology of Superman [DVD]. Warner Bros..
- ^ Weinstein, Simcha (2006). Up, Up, and Oy Vey! (1st ed.). Leviathan Press. ISBN 978-1-881927-32-7.
- ^ "Semitic Roots[ลิงก์เสีย]." The American Heritage Dictionary of the English Language (2000). 4th ed. Boston: Houghton Mifflin. Retrieved on February 8, 2007.
- ^ 49.0 49.1 Waldman, Steven, Kress, Michael. "Beliefwatch: Good Fight", Newsweek, June 19, 2006. สืบค้นวันที่ December 3, 2011[ลิงก์เสีย]
- ^ Skelton, Stephen. The Gospel According to the World's Greatest Superhero. Harvest House Publishers, 2006. ISBN 0-7369-1812-4.
- ^ McCue, Greg S., Bloom, Clive (February 1, 1993). Dark Knights, LPC Group. ISBN 0-7453-0663-2.
- ^ Lawrence, John Shelton (March 2006). "Book Reviews: The Gospel According to Superheroes: Religion and Popular Culture". The Journal of American Culture 29 (ฉบับที่ 1): 101. doi:10.1111/j.1542-734X.2006.00313.x. http://www.blackwell-synergy.com/doi/full/10.1111/j.1542-734X.2006.00313.x. เรียกข้อมูลเมื่อ December 3, 2011.
- ^ Andrae (1983), p.2.
- ^ Andrae (1983), p.4.
- ^ Andrae (1983), p.7.
- ^ Andrae (1983), p.5.