วิลเลิม เดอ โกนิง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี



วิลเลม เดอ คูนนิ่ง
Willem de Kooning in his studio.jpg
เกิด: 24 เมษายน ค.ศ. 1904(1904-04-24)
รอตเตอร์ดัม, เนเธอร์แลนด์
ถึงแก่กรรม: 19 มีนาคม ค.ศ. 1997 (92 ปี)
ลองไอส์แลนด์, สหรัฐอเมริกา
อาชีพ: ศิลปิน, จิตรกร, ประติมากร
ความเคลื่อนไหวทางวรรณกรรม: แอบสแตรค เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์

วิลเลม เดอ คูนนิ่ง (24 เมษายน 1904 - 19 มีนาคม 1997) (ดัตช์: Wilem de kooning) ศิลปินชาวอเมริกันเชื้อสายดัตช์ เกิดที่เมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ย้ายมาอยู่อเมริกาตั้งแต่ปี 1924 เริ่มเข้าสู่วงการศิลปะที่เมืองนิวยอร์กโดยเป็นศิลปินหนึ่งใน 38 คนที่ได้รับเชิญจากสภาเมืองเพื่อวาดภาพผนังสาธารณะภายใต้โครงการพัฒนาชาติจำนวน 105 แห่ง อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในจำนวนศิลปินหัวก้าวหน้าของอเมริกาในยุคต้นศตวรรษที่ 20 และเป็นสมาชิกกลุ่มสำนักศิลปะนิวยอร์ก (New York School) ที่ประกอบด้วยศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายคนอาทิ แจ๊คสัน พอลล็อก, ลี คราซ์เนอร์, ฟรานซ์ ไคลน์, มาร์ค รอธโค, ฮานซ์ ฮอฟมัน และ คลิฟฟอร์ด สติล อีกทั้งเป็นหนึ่งในผู้เคลื่อนไหวที่มีชื่อเสียงของลัทธิแอบสแตรค เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ลัทธิสำแดงพลังอารมณ์แบบนามธรรม Abstract expressionism หรือในบางครั้งถูกเรียกว่า แอ็คชั่นเพนติง Action painting

ชีวประวัติ[แก้]

ช่วงวัยเริ่มต้นสู่การเป็นศิลปิน[แก้]

วิลเลม เดอ คูนนิ่ง เกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายน ค.ศ.1904 ที่เมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์กำเนิดจากพ่อชื่อเลนเดรทเดอคูนนิ่ง และแม่ชื่อ คอร์เนเลีย โนเบล พ่อกับแม่ของเขาได้หย่ากันตอน วิลเลมอายุได้ 3 ขวบเท่านั้น เขาได้อาศัยอยู่กับแม่ ชีวิตในวัยเด็กต้องอยู่ด้วยความยากจนและลำบาก เมื่ออายุ 12 ปี เขาต้องออกจากโรงเรียนและหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานเป็นช่างศิลป์ทั่วไปในเวลากลางวันส่วนในเวลากลางคืน เขาได้เข้ารับการศึกษาที่สถาบันศิลปะแห่งเมืองรอตเตอร์ดัมทำให้เขาได้พบกับอาจารย์คนนึงซึ่งแนะนำเขาให้ได้รู้จักกับกลุ่ม De Stijl(เดอ สไตล์)ลักษณะผลงานจากกุล่มนี้ได้ส่งอิทธิพลต่อความคิดของเขาเป็นอย่างมากโดยเน้นความบริสุทธิ์ของสีและรูปแบบ

จุดเริ่มต้นอีกครั้ง[แก้]

ค.ศ.1926 (อายุ 22 ปี) เดอคูนนิ่งได้เดินทางลี้ภัยสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาได้ย้ายเมืองไปมาอยู่หลายที่จนในที่สุดได้ย้ายมาลงหลักปักฐานที่นิวยอร์กโดยเขายึดอาชีพเดิมๆของเขาในการหาเลี้ยงชีพคือ ทาสีบ้าน ออกแบบหน้าต่าง ออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นต่างๆ ล้วนซึ่งเป็นแต่ศิลปะทางการค้าทั้งสิ้น ช่วงนั้นเขายังไม่สามารถทำงานศิลปะที่เขารักได้สักทีจนกระทั่งเมื่อเขาได้กลุ่มพบกลุ่มศิลปินในนิวยอร์กเขารู้สึกว่ากลุ่มศิลปินดังกล่าวมีคุณค่าเกินกว่าที่เขาจะออกจากที่นี้ได้แม้ว่ามีงานที่ดีเสนอให้เขาในฟิลาเดเฟีย ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเขาอยากจะอยู่อย่างยากไร้ในนิวยอร์ก ดีกว่าไปร่ำรวยในฟิลาเดเฟีย[1]

หลังจากนั้นได้พบกับ จอห์น เกรแฮม,จวร์ต เดวิส และอาชลีย์ กอร์กี้ ซึ่งได้ทำงานร่วมกันให้กับสภาเมืองเพื่อวาดจิตรกรรมฝาผนังสาธารณะระหว่างปี ค.ศ.1935-1939 กอรกี้ผู้ที่ให้อิทธิพลต่อ เดอ คูนนิ่งมากที่สุด (กอร์กี้ ผู้ที่ซึ่งเคยทำงานรวมกับปิกัสโซ ในลัทธิลูกบาศก์นิยมและ มิโร ในลัทธิเหนือจริง) อีกทั้งเดอคูนนิ่งประทับใจนิทรรศการที่เขาเห็นที่ MoMA ในปี ค.ศ.1936 " คิวบิสม์และแอบสแตรค” และ “แฟนตาสติกอาร์ท,ดาดาและเซอเรียลลิสม์ " รวมถึงผลงานของปีกัสโซที่นำมาแสดงพิพิธภัณฑ์ในปี ค.ศ.1939 เขาได้รับอิทธิพลศิลปะนี้อย่างมาก

ต่อมาได้แชร์สตูดิโอร่วมกับกอร์กี้และภาพแรกของเขาได้รับอิทธิพลจากสไตล์เหนือจริงจากกอร์กี้กับแรงบันดาลในสไตล์แบบปิกัสโซ อย่างไรก็ตามการเดอ คูนนิ่งได้แรงบันดาลใจจากสาขา Gesturalของนิวยอร์กสคูล เช่นเดียวกับ แจ๊คสัน พอลล็อก และ ฟรานซ์ ไคลน์เขาได้ติดต่อกับพอลล็อกและไคลน์ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้วิลเลมทำผลงานสีขาว-ดำที่เป็นนามธรรม ในปี 1946 เขากลับ ไปยังทำงานลักษณะนั้นอีกในปี 1959

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

ค.ศ.1938 วิลเลมได้เจอเอเลน ไฟรด์และได้แต่งงานกันในที่สุดใน ค.ศ.1943 ภายหลังรู้จักกันดีในชื่อ เอเลน เดอ คูนนิ่งและเธอก็ได้กลายมาเป็นศิลปินในลัทธิแอบสแตรคเอ็กซ์เพรสชั่นิสม์ ชีวิตคู่ของทั้งสองเต็มไปด้วยมรสุม ทั้งสองมีชู้ทั้งคู่และได้แยกย้ายกันไปในช่วงปลายยุค50s เดอคูนนิ่งมีลูกกับผู้หญิงคนอื่น ในขณะที่มีความสัมพันธ์อยู่กับรูธ คลิกแมน อดีตคนรักของแจ๊คสัน พอลล็อก อย่างไรก็ดีกลางยุค70s ทั้งเอเลนและวิลเลมก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกันจนเอเลนได้เสียชีวิตลงในปี ค.ศ.1989

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ[แก้]

ปี ค.ศ.1950 เขาได้ทำผลงาน Excavation ออกมาและได้ถูกนำไปแสดงที่ศาลาแสดงภาพอเมริกัน(American pavilion) ในงานนิทรรศการเวนิสเบียนาเล่ นับเป็นการจัดแสดงต่างประเทศของวิลเลม เดอ คูนนิ่งเป็นครั้งแรกและเป็นครั้งสำคัญของเขา ในปีถัดมาเดอ คูนนิ่งได้รับรางวัล Purchase Price จากสถาบันศิลปะชิคาโก เพียงแต่เส้นทางศิลปินของเขาจะเป็นที่ยอมรับในสถาบันศิลปะและนั่นหากยังเป็นจุดเปลี่ยนในการพัฒนาศิลปะของเดอ คูนนิ่งอีกด้วยเพราะหลังจากนั้นศิลปะได้สร้างผลงานชุด Women ออกมา[2]
ช่วงปี ค.ศ.1950-1953 เดอ คูนนิ่ง ได้วาดจิตรกรรมชุด “Women” จิตรกรรมชุดนี้ได้นำพาชื่อเสียงให้เขาเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นภาพที่แสดงภาวะของความจริงและนามธรรมเข้าด้วยกัน ผลงานชุดนี้ไม่ได้เป็นนามธรรมโดยแท้ เพราะยังพอเห็นเป็นรูปร่างว่าเป็นรูปอะไร หรือเรียกได้ว่า ภาพกึ่งนามธรรม(semi-abstract) แต่ลีลาการใช่พู่กันของเดอ คูนนิ่งได้แสดงออกถึงกลุ่มเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์อย่างเต็มที่ ในปี ค.ศ. 1951 เดอ คูนนิ่งได้ประกาศจุดยืนของเขาอย่างชัดเจนว่า “จิตกรรมคือ การรระบายสี เป็นวิถีทางของชีวิต เป็นรูปแบบหนึ่ง”[3] และเขาก็ได้วาดรูปในลักษณะนี้เรื่อยมาในปี ค.ศ.1955-1966 เขาได้สนใจวาดภาพภูมิประเทศทั้งในเมืองที่เจิรญและธรรมชาติในลักษณะนามธรรมอีกด้วยจนถึงขั้นย้ายไปอยู่ที่อีสต์แฮมป์ตันชั่วคราวและมีสตูดิโอขนาดใหญ่

บั้นปลายชีวิต[แก้]

ปี ค.ศ.1963 เดอ คูนนิ่งได้ย้ายออกจากนิวยอร์กและเมื่อปี ค.ศ.1964 เดอ คูนนิ่งได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่ของอเมริกา “เหรียญแห่งอิสรภาพของประธานาธิบดี” จนในที่สุดไปลงหลักปักฐานที่อยู่บั้นปลายชีวิตที่ลองไอส์แลนด์ในปี ค.ศ.1970 เขาได้หันไปทำงานประติมากรรมร่วมกับภาพจิตรกรรมเรื่อยมาจนกระทั่ง เดอ คูนนิ่งได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 1997 ขณะที่อายุ 92 ปี

รูปแบบการทำงาน[แก้]

เดอ คูนนิ่งในวัยเด็กได้ฝึกฝนทักษะทางศิลปะตั้งแต่ตอนเรียนที่สถาบันศิลปะรอธเตอร์ดัมและย้ายมานิวยอร์ก ตอนอายุแค่ 22 ปี หลังจากนั้นเป็นต้นมา เขาก็อุทิศตัวทำงานเพื่อศิลปะในเมืองนี้เรื่อยมา แม้เดอ คูนนิ่งจะได้รับอิทธิพลจากลัทธิคิวบิสม์อย่างชัดเจน แต่เขากลับให้สัมภาษณ์ว่า “ผมเป็นจิตรกรที่สรรหาแรงบันดาลใจจากแหล่งต่างๆอย่างหลากหลาย เวลาเปิดหนังสือศิลปะ ผมอาจแจอภาพเลียนแบบของใครบางคนแล้วเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาก็ได้”[4] วิลเลมเห็นถึงความสำคัญของการสร้างงานศิลปะว่าเป็นการแสดงออกอย่างเสรี การวาดของเขาแต่ละครั้งจะใช้ฝีแปรงปาดอย่างรวดเร็วด้วยการเหวี่ยงแขนอย่างรุนแรง สลัดพู่กันอย่างอิสระ และใช้สีสันสดใสถือเป็นลักษณะที่โดนเด่นของวิลเลมเขาเคยกล่าวว่า ในธรรมชาติจริงมีแต่ความไร้ระเบียบ เป็นหน้าที่ของศิลปินที่ต้องจัดระเบียบของธรรมชาติในงานศิลปะ

ผลงานในคตินามธรรมของวิลเลมปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1934 ซึ่งเป็นผลงานขณะอาศัยอยู่ร่วมกับกอร์กี้ ทั้ง2คนรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งในขณะนั้นเดอ คูนนิ่งได้สร้างงาน 2 แบบร่วมกันคือ แนวนามธรรม โดยภาพยังสามารถเข้าใจถึงรูปทรงได้ง่าย ต่อมาได้รับอิทธิผลทางรูปแบบและความคิดของซูทีน(Soutine)จิตรกรสำคัญในเอ็กเพรสชั่นนิสม์หลังจากนั้นได้พัฒนารูปแบบสู่แอบสแตรคเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ อย่างแท้จริง คือ มีความกล้าในการใช้ฝีแปรงที่เด็ดขาด รวดเร็วแสดงออกถึงความเข้มข้นของอารมณ์สีสันสดใสซึ่งถือเป็นลักษณะที่โดนเด่นของ เดอ คูนนิ่ง ที่ส่งผ่านงานในรูปแบบนามธรรมในแบบฉบับของเขาที่มีความชื่อว่าอารมณ์ที่เขาส่งผ่านมานั้นผู้ชมจะสามารถรู้สึกถึงมันได้ ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือภาพชุด “Women”series of six paintings”


ผลงานชิ้นสำคัญ[แก้]

ผลงานชุด Excavation[แก้]

ภาพ Excavation (ค.ศ.1946-1950) ได้รับแรงบันดาลใจจากหลายๆอย่างตามที่เขาเคยได้ให้สัมภาษณ์ ภาพนี้เป็นภาพที่ขนาดใหญ่ที่สุดของศิลปิน ขนาดของภาพบวกกับการใช้สีขาวงาช้างขุ่นๆ ทำให้รู้สึกเหมือนกำแพงกราฟิกที่เต็มไปด้วยเส้นตัดสีดำแยกชิ้นส่วนของภาพออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทั้งนี้อาจเพราะช่วงปี ค.ศ.1930 เดอคูนนิ่งได้เป็นส่วนหนึ่งของฝาผนังสาธารณะโดยรัฐบาลภายใต้โครงการพัฒนาชาติ

ความหยาบของเส้นทำให้นึกถึงการต่องสู้ที่คึกโครม เรามักได้ยินว่าภาพ Excavation นี้ได้รับอิทธิพลมาจากภาพต่อต้านสงคราวอย่างภาพ เกอร์นิก้าของปิกัสโซ่ อีกทั้งฉากภาพยนตร์ขาวดำที่โด่งดังเรื่อง ริโซ อมาโร รวมถึงเดอคูนนิ่งยังได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ในชีวิตทั่วๆไปเช่นการ ขุดเจาะ ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขาตั้งชื่อผลงานนนี้ด้วย ภาพ Excavation เป็นการแสดงถึงความประทับใจที่มีต่อภาพยุคก่อนๆ ซึ่งได้มาจากการขุดค้นทางประวัติศาสตร์ อันเป็นหลักฐานการล่มสลายของมนุษย์สมัยโบราณ โดยศิลปินมีบทบาทในการขุดภาพนั้นขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากต้องประสบกับฉากการทำลายล้างที่หดหู่ของสงครามโลกครั้งที่2 ศิลปินในลัทธิแอบสแตรคเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์จึงหันมาสนในกับ ศิลปะดั้งเดิม อีกด้วย [5]


ผลงานชุด Women[แก้]

ภาพชุด Women series of six paintings (ค.ศ.1950-1953) ได้นำไปจัดแสดงในแกลอรี่ชื่อดังอย่าง ซิดนีย์แจนิสแกลเลอรี่ โดยใช้ชื่อนิทรรศการว่า ภาพวาดในหัวข้อผู้หญิง พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากนิตยสาร อาร์ตนิวส์ ด้วยความโด่งดังนี่เอง ภาพ ผู้หญิง ได้ถูกซื้อไปโดยพิพิธภัณฑ์ศิลปปะสมัยใหม่(MoMa) ทั้งๆที่ประสบสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ถูกผู้ชมและนักวิจารร์หลายคน พูดถึงว่า ภาพผู้หญิงของ เดอ คูนนิ่ง นั้นเป็นเงามืดแห่งสำนักศิลปะนิวยอร์ก(New York School) ที่ประสบความสำเร็จจากจิตรกรรมแบบนามธรรม แต่ผลงานของเดอ คูนนิ่งกลับเห็นโครงร่างของมนุษย์ชัดเจน สลับกับจังหวะที่เป็นเชิงนามธรรมบ้าง มีลักษณะการวาดแนวตวัดแขนไปมา สลัดพู่กันหรือแปรงอย่างรุนแรงและอิสระ นักวิจารณ์ได้กล่าวถึงผู้หญิงของเดอคูนนิ่งว่า รูปร่างเหมือนคมสิ่ว ตาถลน ฟันเหยิน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากงานศิลปะยุคโบราณซึ่งเป็นนัยยะของผู้หญิงยุคใหม่ที่ไม่ได้มีแค่ปัจจัยความงามเป็นหลักเช่นภาพ Marilyn Monroe (1 ในชุดWomen series of six paintings)

ทั้งนี้เป็นเพราะว่า เดอ คูนนิ่ง ต้องการพยายามหลีกเลี่ยงตัวเองจากการผูกมัดกับขั้วนามธรรมหรือรูปธรรมฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชัดเจน โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ ศิลปินและนักวิจารณ์บางคนโจมตีผมที่วาดภาพชุด ผู้หญิง ออกมา แต่ผมกลับมองว่านั่นเป็นปัญหาของพวกเขาไม่ใช่ปัญหาของผมสักนิด ทุกวันนี้ศิลปินบางคนอยากจจะกลับไปวาดรูปที่สามารถจับต้องได้ แต่คำว่า รูปที่จับต้องได้ กลายเป็นเหมือนคำสาป ถ้าเอาแปรงไปจุ่มสีแล้วเอาไปวาดรูปจมูกใครสักคนหนึ่ง ไม่ว่าจะในแง่ทฤษฎีหรือปฏิบัติคงตลกน่าดู เป็นเรื่องไร้สาระงี่เง่าจะตายไปสำหรับทุกวันนี้ หากเราจะเอาสีมาวาดภาพสักภาพให้เหมือนคน ลองมาคิดๆดูแล้วปัญหามันยังอยู่ ไม่ว่าเราจะวาดหรือไม่วาดก็ตาม ทุกอย่างจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ถ้าไม่มีใครยอดวาดรูปเลย ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะวาดรูปตามใจต้องการ”[6]

Gallery[แก้]

Excavation[แก้]

Women[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. http://www.theartstory.org/artist-de-kooning-willem.htm
  2. บาร์บารา เฮสส์. แอ็บสแตรกต์เอกซ์เพรสชั่นนิสม์. อนิมา ทัศจันทร์ แปลจาก Abstract Expressionism (เชียงใหม่ : ไฟน์อาร์ท, 2552). 50
  3. กำจร สุนพงษ์ศรี. ศิลปะสมัยใหม่ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554),322.
  4. บาร์บารา เฮสส์. แอ็บสแตรกต์เอกซ์เพรสชั่นนิสม์. อนิมา ทัศจันทร์ แปลจาก Abstract Expressionism (เชียงใหม่ : ไฟน์อาร์ท, 2552). 56
  5. บาร์บารา เฮสส์. แอ็บสแตรกต์ เอกซ์เพรสชั่นนิสม์. อนิมา ทัศจันทร์ แปลจาก Abstract Expressionism (เชียงใหม่ : ไฟน์อาร์ท, 2552). 50
  6. บาร์บารา เฮสส์. แอ็บสแตรกต์ เอกซ์เพรสชั่นนิสม์. อนิมา ทัศจันทร์ แปลจาก Abstract Expressionism (เชียงใหม่ : ไฟน์อาร์ท, 2552).56

อ้างอิง[แก้]

กำจร สุนพงษ์ศรี. ศิลปะสมัยใหม่.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554.
จิระพัฒน์ พิตรปรีชา. โลกศิลปะศตวรรษที่ 20.กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, 2545.
บาร์บารา เฮสส์. แอ็บสแตรกต์เอกซ์เพรสชั่นนิสม์. อนิมา ทัศจันทร์ แปลจาก Abstract Expressionism (เชียงใหม่ : ไฟน์อาร์ท, 2552).
David Cateforis. Willem de Kooning. Rizzori Art SeriesSerieseditor: NormaBroude
Metropolitan Museum of Art(New York, N.Y) and the High Museum of Art, Atlanta. Abstract Expressionism: Works on Paper. New :York,1993.
Thomas B. Hess. Willem de Kooning. The museum of Modern Art New York, 1968
http://www.willem-de-kooning.com/
http://www.theartstory.org/artist-de-kooning-willem.htm
http://www.moma.org/search?query=de+kooning

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]