บริตนีย์ สเปียส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สำหรับอัลบั้มเพลงในชื่อเดียวกันนี้ ดูที่ บริตนีย์ (อัลบั้ม)

บริตนีย์ สเปียส์ (Britney Spears)
Britney Spears 2013 (Straighten Crop).jpg
บริตนีย์ในงาน Kiss FM 2013
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อเกิด บริตนีย์ จีน สเปียส์
ฉายา Princess of Pop
วันเกิด 2 ธันวาคม ค.ศ. 1981 (32 ปี) สหรัฐอเมริกา ลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา
แนวเพลง ป็อป
อาชีพ นักร้อง นักแต่งเพลง นักเต้น นักแสดง โปรดิวเซอร์
ปี ค.ศ. 1992-ปัจจุบัน
ค่าย Jive Record / RCA[1]
เว็บไซต์ britney.com

britneyspears.com


Britney Spears signature (1).png
ลายเซ็นของบริตนีย์ สเปียรส์

บริตนีย์ จีน สเปียส์ (อังกฤษ: Britney Jean Spears) เป็นศิลปินเพลงป็อปหญิงชาวอเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1981 ที่เมืองแม็คคอมบ์ รัฐมิสซิสซิปปี และเติบโตที่เมืองเคนต์วูด รัฐลุยเซียนา บริตนีย์มีความสามารถทั้งด้านการร้องเพลงและการเต้น ตั้งแต่อายุ 5 ปี เธอเข้าร่วมแสดงบนเวทีในงานโรงเรียน และงานประกวดต่าง ๆ ที่จัดขึ้น บริตนีย์ได้เข้าร่วมออดิชันเพื่อแสดงในรายการมิคกี้เมาส์คลับ เมื่ออายุ 8 ปี แต่ได้รับการปฏิเสธเนื่องจากยังเด็กเกินไป ต่อมาเมื่ออายุ 10 ปี เธอจึงเข้าร่วมประกวดร้องเพลงในรายการ Star Search สตาร์เสิร์ซ ต่อมาเมื่ออายุ 11 ปี บริตนีย์กลับเข้าไปออดิชันอีกครั้งและได้รับคัดเลือกให้ร่วมแสดงในรายการ The Mickey Mouse Club เดอะมิคกี้เมาส์คลับ เมื่อรายการมิคกี้เมาส์คลับปิดตัวลง บริตนีย์กลับไปใช้ชีวิตเด็กนักเรียนธรรมดาที่บ้านเกิด เมืองเคนต์วูด แต่ด้วยความที่เธอรักการร้องเพลงและการเต้น เธอจึงกลับมาตามความฝันของเธออีกครั้ง และได้เซนต์สัญญาเป็นศิลปินในค่าย Jive Records ไจฟ์เรคคอร์ด

  • ในปี ค.ศ. 1999 เปิดตัวอัลบั้มแรก ...Baby One More Time ...เบบีวันมอร์ไทม์ ซึ่งเป็นอัลบั้มที่มียอดขายสูงที่สุด ในฐานะศิลปินเดี่ยว ที่อายุยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น[2]
  • ในปี ค.ศ. 2000 อัลบัม ที่ 2 มีชื่อว่า "Oops!... I Did It Again" อุปส์!... ไอดิดอิตอะเกน เป็นอัลบั้มที่มียอดขายติดอันดับที่ 1 ในหลายประเทศมีเพลงฮิตอย่าง Stronger, Don't let me be the last to know และ Lucky เพลงป็อบในแบบฉบับของบริตนีย์ได้มีอิทธิพลมากในช่วงปลาย ค.ศ. 1990
  • ในปี ค.ศ. 2001 บริตนีย์ได้ออกอัลบั้มที่ 3 ที่มีชื่อว่า "Britney" บริตนีย์ (อัลบั้ม) และโปรโมตชื่อของเธอให้ขยายวงกว้างไปอีกด้วยการแสดงภาพยนตร์เรื่อง "Crossroads ครอสโรดส์" ซึ่งมีชื่อภาษาไทยว่า "แสบ ซ่า ใส..ไล่หารัก"
  • ในปี ค.ศ. 2003 เธอได้ออกอัลบั้มที่ 4 "In The Zone" อินเดอะโซน เป็นอัลบั้มที่เธอมีส่วนร่วมในการควบคุมและสร้างสรรค์งานเพลงในอัลบั้มมากพอสมควร ซึ่งมีเพลงในอัลบั้มนี้ที่ติดชาร์ตและเป็นที่รู้จัก เช่น เพลง "Me Against the Music" feat. Madonna มีอะเกนท์เดอะมิวสิก โดยมาดอนนา ร่วมร้องในเพลงนี้ด้วย เพลง "Toxic" ท็อกซิค และเพลง "Everytime" เอฟเวอร์รีไทม์
  • ในปี ค.ศ. 2007 อัลบั้มที่ 5 ของเธอที่มีชื่อว่า "Blackout" แบล็กเอาต์ ได้รับการเผยแพร่ท่ามกลางปัญหาชีวิตที่รุมเร้าทำให้อัลบั้มนี้ได้รับการโปรโมตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพลงจากอัลบั้มนี้ได้แก่เพลง "Gimme More" กิมมีมอร์ และ Piece of Me" พีซออฟมี ก็ยังสามารถฮิตติดชาร์ตได้
  • ในปี ค.ศ. 2008 "Circus" เซอร์คัส อัลบั้มที่ 6 ของเธอติดชาร์ตอันดับต้น ๆ ในหลายประเทศทั่วโลก กับเพลง "Womanizer" วูแมไนเซอร์" "Circus" เซอร์คัส และ "If You Seek Amy" อิฟยูซีคเอมี เดือนตุลาคม 2009 เธอได้ออกเพลง "3" ซึ่งเป็นซิงเกิลที่ 3 ที่ติดชาร์ต อันดับที่ 1 ในชาร์ต บิลบอร์ด ฮอต 100
  • ในปี ค.ศ. 2011 อัลบั้ม "Femme Fatale" ฟาม ฟาเตล (อัลบั้มของบริตนีย์ สเปียส์) อัลบั้มที่ 7 ซึ่งเป็นอัลบั้มแรกที่มีเพลงในอัลบั้มติดชาร์ต ท๊อปเทนในสหรัฐอเมริกาทั้ง 3 เพลง อันได้แก่ เพลง "Hold It Against Me" โฮลด์อิตอะเกนต์มี "Till The World Ends" ทิลเดอะเวิลด์เอนด์ และ "I Wanna Go" ไอวอนนาโก ในปีเดียวกันเพลง "S&M" เอสแอนด์เอ็ม ซึ่งเป็นเพลงของ Rihanna โดยมีบริตนีย์ร่วมร้อง Featuring ด้วย ได้ขึ้นชาร์ตอันดับที่ 1 บิลบอร์ดชาร์ต ถือเป็นผลงานเพลงที่ 5 ของบริตนีย์ที่สามารถขึ้นอันดับที่ 1 ในบิลบอร์ดชาร์ตได้
  • ในปี ค.ศ. 2012 บริตนีย์ได้ร่วมร้อง Featuring กับ Will.I.Am ในเพลง Scream & Shout ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
  • ในปี ค.ศ. 2013 บริตนีย์ ได้ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์การตูนเรื่อง The smurf 2 คือเพลง Ooh La La และได้ร่วมร้อง Featuring กับ Miley Cyrus ในเพลง SMS (Bangerz) ซิงเกิลแรกในอัลบัมที่ 8 Work B**ch เวิร์คบิช ติดชาร์ตอันดับ 1 ในหลายประเทศทั่วโลก อัลบัมที่ 8 มีกำหนดออกในวันที่ 3 ธันวาคม นี้

เนื้อหา

ประวัติ[แก้]

ชีวิตในวัยเด็กและครอบครัว ปี 1981 ถึง 2012[แก้]

วัยเด็กและการเริ่มต้นบนเส้นทางบันเทิง[แก้]

บริตนีย์ จีน สเปียส์ บริตนีย์เป็นบุตรสาวคนกลางของเจมส์ พาร์เนลล์ สเปียส์ (อังกฤษ: James Parnell Spears) บิดามีอาชีพเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง กับลินน์ ไอรีน บริดจ์ (อังกฤษ: Lynne Irene Bridges) มารดามีอาชีพเป็นครูสอนนักเรียนระดับชั้นประถม ต้นตระกูลมีเชื้อสายมาจากเกาะมอลตาประเทศอังกฤษ บริตนีย์มีพี่ชายคือ ไบรอัน เจมส์ สเปียส์ (อังกฤษ: Bryan James Spears) และน้องสาวคือ เจมี ลินน์ สเปียส์ (อังกฤษ: Jamie Lynn Spears) บริตนีย์ในวัยเด็ก เธอเริ่มเรียนบัลเลต์ เรียนเต้น ตั้งแต่อายุประมาณ 3 ปี และได้รับเลือกให้เต้นเดี่ยวในงานประจำปีของโรงเรียน เธอได้เรียนร้องเพลงและฝึกยิมนาสติก เธอรู้สึกว่าการฝึกเพื่อที่จะเป็นนักกีฬายิมนาสติกโอลิมปิกไม่ใช่สิ่งที่เธอมีความสุข เธอจึงเลือกที่จะทุ่มเทให้กับการเต้นและการร้องเพลง เธอมีความกระตือรือร้นที่จะเต้น ร้องเพลง แสดงบนเวที เมื่อบริตนีย์แสดง ผู้ชมที่พบเห็นต่างชื่นชมในความสามารถของเธอ บริตนีย์ได้รับการสนับสนุนจากแม่ และคุณครู ให้มีโอกาสได้แสดงความสามารถในการเต้นและร้องเพลง โดยการเข้าร่วมประกวดและชนะการประกวดหลายรางวัลในระดับรัฐ บริตนีย์ได้รับเลือกให้ร้องเพลง What Child Is This? ในงานจบการศึกษาระดับอนุบาลของโรงเรียน เธอกล่าวถึงความมุ่งมั่นของเธอในวัยเด็กว่า

"ฉันอยู่ในโลกของฉัน ฉันค้นพบสิ่งที่ฉันรักที่จะทำตั้งแต่ยังเด็ก"[3]

Britney Spears

เส้นทางสู่การเป็นนักแสดงในรายการมิกกี้เมาส์คลับ ปี 1991 ถึง 1994[แก้]

เมื่ออายุ 8 ปี บริตนีย์เดินทางไปแอตแลนตา เพื่อออดิชันเข้าร่วมรายการ The Mickey Mouse Club มิคกี้เม้าส์คลับ ทางช่องดิสนีย์ ซึ่งเธอสามารถผ่านเข้าถึงรอบสุดท้าย แต่ Matt Casella แมท คาเซลลา หนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกนักแสดง คัดเธอออกเนื่องจากเธอยังเด็กเกินไปที่จะทำงานในเวลานั้น แต่เขาก็ได้แนะนำบริตนีย์ให้กับ Nancy Carson แนนซี่ คาร์สัน แมวมองแห่งนิวยอร์ก คาร์สันประทับใจในเสียงร้องของบริตนีย์และแนะนำเธอให้ไปเรียนที่ Professional Performing Arts School หลังจากนั้นไม่นาน บริตนีย์และคุณแม่ลีนน์ย้ายจากลุยเซียนา มาเช่าอพาร์ตเมนต์ในนิวยอร์ก ที่ซึ่งบริตนีย์ใช้เวลาในฤดูร้อนช่วงปิดภาคเรียนในโรงเรียนการแสดง บริตนีย์ได้มีโอกาสแสดงละครบรอดเวย์เป็นครั้งแรก โดยเป็นนักแสดงสำรองในบท Tina Denmark ทีนา เดนมาร์ค เด็กหญิงแสนร้ายกาจซึ่งเป็นบทที่โดดเด่นในเรื่อง Ruthless! รูธเลส ในปี ค.ศ. 1991 เมื่ออายุ 11 ปี บริตนีย์ได้กลับไปเข้าร่วมคัดเลือกนักแสดงในรายการ มิคกี้เม้าส์คลับ อีกครั้ง และคราวนี้เธอได้รับคัดเลือก บริตนีย์เป็นส่วนหนึ่งของ มิคกี้เม้าส์คลับ ร่วมกับ จัสติน ทิมเบอร์เลค และ คริสติน่า อากีเลร่า บริตนีย์ได้แสดงในรายการมิคกี้เมาส์คลับ 2 ซีซัน หลังจากนั้นรายการนี้ก็ปิดตัวลงในปี ค.ศ. 1994 บริตนีย์จึงได้เดินทางกลับไปยังเคนต์วูด เพื่อเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนมัธยมที่ Parklane Academy ในเมืองแม็คคอมบ์ รัฐมิสซิสซิปปี

การเป็นศิลปินเดี่ยว ปี 1997 ถึง 1998[แก้]

มิถุนายน ค.ศ. 1997 บริตนีย์ได้รับการติดต่อจาก Lou Pearlman ลู เพิร์ลแมน เพื่อที่จะเข้าร่วมวงดนตรีหญิงล้วนที่มีชื่อว่า Innocence อินโนเซนต์ คุณแม่ลีนน์ได้ปรึกษาเรื่องนี้กับเพื่อน ๆ ครอบครัว และนักกฎหมายธุรกิจบันเทิง Larry Rudolph ลารรี รูดอฟ รูดอฟตัดสินใจที่จะให้บริตนีย์ได้รับโอกาสเป็นศิลปินเดี่ยว บริตนีย์จำเป็นต้องทำเดโมเสียงร้องในระบบการอัดเสียงที่มีคุณภาพ รูดอฟจึงส่งเดโมเพลงของ Toni Braxton โทนี แบรกซ์ตัน ให้บริตนีย์ไปฝึกร้องและอัดเสียงในห้องอัด จากนั้นบริตนีย์ก็เดินทางไปที่นิวยอร์กพร้อมกับเดโม เข้าพบผู้บริหารบริษัทค่ายเพลง 4 บริษัท และกลับลุยเซียนาในวันนั้น ผลปรากฏว่า 3 บริษัทไม่รับเธอเข้าเป็นศิลปินในสังกัดโดยให้เหตุผลว่า "ตอนนี้ตลาดต้องการศิลปินกลุ่ม อย่างเช่น Backstreet Boys หรือ The Spice Girls และตอนนี้คงไม่มีใครจะเป็นได้อย่าง Madonna, Debbie Gibson หรือ Tiffany ได้หรอก" สองสัปดาห์ต่อมา ผู้บริหารบริษัท Jive Record ไจฟ์เรคคอร์ด ติดต่อกลับมาที่ รูดอฟ Jeff Fenster เจฟ เฟนสเตอร์ ประธานฝ่ายคัดเลือกศิลปินของบริษัทไจฟ์เรคคอร์ด กล่าวถึงการออดิชั่นของบริตนีย์ว่า

"นับว่าหาได้ยากมากทีเดียวที่จะมีนักร้องที่อายุเพียงเท่านี้ สามารถส่งผ่านอารมณ์ในบทเพลงและมีลักษณะที่น่าสนใจ...ในความเป็นศิลปิน ความกระตือรือร้น ในสายตาอันมุ่งมั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และบริตนีย์มีสิ่งนั้นในดวงตา"[4] --Jeff Fenster

บริตนีย์ได้ร้องเพลง I have nothing ของ Whitney Houston วิธนีย์ ฮูสตัน ต่อหน้าผู้บริหารและได้เซนต์สัญญาเข้าเป็นศิลปินในสังกัด ไจฟ์เรคคอร์ด[5] บริตนีย์ได้พบกับ Eric Foster White อีริคฟอสเตอร์ไวต์ ใช้เวลาเกือบเดือนในการเริ่มต้นทำงานเพลง ในช่วงแรกโปรดิวเซอร์ให้บริตนีย์ปรับเสียงร้องให้ต่ำ ทำให้ความเป็นเพลงป็อบลดลง แต่บริตนีย์เสนอว่า "เราควรจะวางแนวเพลงเน้นไปที่เพลงป็อบมากกว่าเพราะฉันสามารถเต้นในเพลงนั้นได้ มันเป็นตัวฉันมากกว่าค่ะ" ทางทีมทำเพลงจึงส่งบริตนีย์ให้ไปทำเพลงกับ Max Martin แม็กซ์มาร์ติน[6] ในสวีเดน ซึ่งครึ่งหนึ่งของอัลบั้มเบบีวันมอไทม์ได้บันทึกเสียงที่นี่ ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงเมษายน ค.ศ. 1998

การทำงานและวงการบันเทิง ปี 1998 ถึง 2012[แก้]

อัลบั้ม ...เบบีวันมอร์ไทม์ และอุปส์!... ไอดิดอิตอะเกน ปี 1998 ถึง 2000[แก้]

ภาพจากมิวสิกวิดีโอเพลง Baby One More Time
ภาพปกอัลบั้ม Oops!...I did it again

หลังจากนั้นบริตนีย์ได้กลับไปที่อเมริกา เธอเริ่มโปรโมตทัวร์อัลบั้ม Baby One More Time ...เบบีวันมอร์ไทม์ คอนเสิร์ตทัวร์ครั้งแรก ในคอนเสิร์ตของวง *N Sync เอ็นซิงก์[7] อัลบั้มแรกของเธอวางแผงเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1999 ทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ของบิลบอร์ดชาร์ตในอเมริกาและได้รับการยืนยันจากสมาคมธุรกิจบันทึกเสียงแห่งอเมริกาว่าสามารถทำยอดขายอัลบั้มได้ถึง 2 แพลททินัม ภายใน 1 เดือน อัลบั้มของเธอขึ้นอันดับที่ 1 ในชาร์ตเพลง 15 ประเทศทั่วโลก และมียอดขายมากกว่า 10 ล้านก็อบปี้ใน 1 ปี เธอจึงกลายเป็นศิลปินวัยรุ่นที่มียอดขายมากที่สุดคนหนึ่ง และชื่อซิงเกิลแรกที่ออกได้นำมาเป็นชื่ออัลบั้ม แรกเริ่มเดิมทีทางไจฟ์เรคคอร์ดจะให้มิวสิกวิดีโอเพลง ...เบบีวันมอร์ไทม์ เป็นแนวแอนิเมชัน แต่บริตนีย์เสนอแนวคิดว่าพลอตเรื่องมิวสิกวิดีโอควรจะเป็นเรื่องราวของนักเรียนหญิงแคทอลิกกำลังนั่งเรียนในห้องเรียน รอเวลาเลิกเรียน ที่จะได้เต้นและเล่นบาสเกตบอลในโรงยิม ซิงเกิล ...เบบีวันมอร์ไทม์ทำยอดขายได้ 5 แสนก็อบปี้ในวันแรกที่เพลงออก และขึ้นสู่อันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 ถึง 2 สัปดาห์ เบบีวันมอร์ไทม์ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลแกรมมีในสาขา ศิลปินเพลงป็อบหญิงยอดเยี่ยม Best Female Pop Vocal Performance[8] โดยซิงเกิลนี้สามารถทำยอดขายได้รวดเร็วที่สุด มียอดสั่งซื้อมากกว่า 460,000 ก็อบปี้ ในประเทศอังกฤษ[9] ทำให้ซิงเกิลนี้กลายเป็น 1 ใน 25 ซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จตลอดกาลในประวัติศาสตร์ชาร์ตเพลงของประเทศอังกฤษ[10] บริตนีย์เป็นศิลปินหญิงอายุน้อยที่สุดที่ทำยอดขายอัลบั้มได้ถึงหนี่งล้านในระดับประเทศ[11] เพลง (You Drive Me) Crazy ยูไดรฟ์ มี เครซี่ ได้ออกเป็นซิงเกิลที่ 3 ของอัลบั้ม ติด 1 ใน 10 ของซิงเกิลยอดนิยมทั่วโลกและซิงเกิล ...เบบีวันมอร์ไทม์ มียอดขายมากถึง 26 ล้านก็อบปี้[12]

เมษายน ค.ศ. 1999 ภาพบริตนีย์บนปกนิตยสารโรลลิงสโตน ที่นอนอยู่บนเตียง โดยสวมใส่เพียงชุดชั้นในและกางเกงขาสั้น โดย สถาบันครอบครัวแห่งอเมริกา American Family Association (AFA) กล่าวว่าภาพแฟชั่นนี้ทำให้เกิดความสับสนระหว่างภาพลักษณ์ของสาวน้อยไร้เดียงสากับสาวเซ็กซี่ ทำให้กลุ่มผู้เคร่งครัดในพระเจ้าต่อต้าน ไม่สนับสนุนอัลบั้มของบริตนีย์ แต่บริตนีย์ก็ได้ชี้แจงต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวว่า

"ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ฉันเป็นคนเคร่งครัดในหลักจริยธรรม ฉันจะถ่ายภาพแบบนี้อีก ฉันคิดว่าภาพพวกนี้ก็สวยดี และฉันก็เบื่อที่มีการเปรียบเทียบฉันกับ Debbie Gibson เดบบี กิบสัน และศิลปินเพลงป็อบที่หน้าตาสวย น่ารักแบบตุ๊กตาบาร์บี้ อยู่ตลอดเวลา"[13]--ฺBritney Spears

ซึ่งก่อนหน้านั้นเธอได้ให้สัมภาษณ์ว่าเธอจะรักษาพรหมจรรย์ไว้จนกว่าเธอจะแต่งงาน[14] วันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1999 บริตนีย์ได้เริ่มแสดงคอนเสิร์ตเบบีวันมอร์ไทม์ทัวร์ในอเมริกาเหนือ ซึ่งได้รับกระแสที่ดีจากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ภาพลักษณ์เซ็กซี่ของเธอ แต่ก็ได้รับการโต้แย้งในเรื่องเสื้อผ้าที่ดูเซ็กซี่มากเกินไป ด้วยชุดที่ปิดเฉพาะหน้าอกและโชว์สะดือที่ดูไม่เหมาะสมสำหรับเด็กสาววัยรุ่น ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2000 บริตนีย์ได้ทัวร์คอนเสิร์ตต่อเนื่องจากทัวร์แรกคือ Crazy 2k เครซี ทูเค ทัวร์ โดยบริตนีย์ได้เปิดตัวเพลงที่จะอยู่ในอัลบั้มที่ 2 ของเธอในคอนเสิร์ตนี้ด้วย[15]

Oops!... I Did It Again อุปส์!... ไอดิดอิตอะเกน อัลบั้มที่ 2 ของเธอได้ออกในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2000 ยอดขายอัลบั้มพุ่งสู่อันดับที่ 1 ในอเมริกา สูงถึง 1.3 ล้านก็อบปี้ ทำลายสถิติของศิลปินเดี่ยวที่มียอดขายเปิดอัลบั้มสูงที่สุดที่ได้มีการบันทึกไว้[16] อัลบั้มนี้ขายได้มากกว่า 20 ล้านก็อบปี้ทั่วโลก Rob Sheffield ร็อบ เชฟฟิลด์ แห่งนิตยสารโรลลิงสโตน กล่าวว่า สิ่งที่เยี่ยมยอดในอัลบั้มอุปส์อยู่ที่เนื้อในของผลงาน[17] อัลบั้ม อุปส์!... ไอดิดอิตอะเกน ขึ้นสู่อันดับ 1 ในชาร์ตของประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ และอีกหลาย ๆ ประเทศในยุโรป อัลบั้มนี้ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขาอัลบั้มเพลงป็อปยอดเยี่ยมและศิลปินป็อบหญิงยอดเยี่ยม[18] อุปส์!...ไอดิดอิตอะเกนทัวร์ออกแสดงทั่วโลกกวาดรายได้ไป 40.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีเดียวกันนี้ เธอได้ออกหนังสือเล่มแรกของเธอที่มีชื่อว่า Britney Spears'Heart to Heart โดยเธอเขียนร่วมกับคุณแม่ลีนน์[19][20] วันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 2000 บริตนีย์ได้แสดงในงาน MTV Video Music Awards เอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอะวอดส์ ในระหว่างการแสดง เธอได้ถอดชุดสูทสีดำออกเหลือเพียงชุดสีเนื้อรัดรูปบวกกับการเต้นที่เร้าใจ จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเซ็กซี่ของโชว์นี้ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการคาดเดาของสื่อที่จับจ้องเธออยู่ บริตนีย์ยอมรับว่าเธอกำลังคบหาดูใจกับจัสติน ทิมเบอร์เลค[21]


อัลบั้มบริตนีย์ ภาพยนตร์เรื่องครอสโรดส์ และอัลบั้มอินเดอะโซน ปี2001 ถึง 2003[แก้]

ภาพปกอัลบั้ม Britney

เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2001 บริตนีย์ได้เซนต์สัญญากับเป๊ปซี่ ราว ๆ 7-8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นพรีเซนเตอร์โปรโมตให้เป๊บซี่และออกหนังสือ A Mother's Gift ที่ร่วมเขียนกับคุณแม่ลีนน์ด้วย[22] อัลบั้มที่ 3 ออกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2001 ในระหว่างทัวร์คอนเสิร์ตเธอได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินเพลงฮิปฮอป เช่น Jay-Z เจซี The Neptunes เดอะเนปจูน และต้องการทำงานเพลงให้มีซาวด์ที่ฟังกีมากขึ้น[23] (Funky of Pop music หมายถึงเพลงที่มีจังหวะที่หนักแน่นขึ้นทำให้จับจังหวะในการเต้นได้ง่ายขึ้น) อัลบั้มนี้เปิดตัวที่อันดับ 1 ในบิลบอร์ดชาร์ตท๊อป 200 และขึ้นสู่ท๊อป 5 ในออสเตรเลีย อังกฤษและหลายประเทศในยุโรป ทำยอดขายได้มากกว่า 12 ล้านก็อบปี้ทั่วโลก[24][25][26] Stephen Thomas Erlewine of Allmusic สตีเฟน โทมัส เออร์ลีไวน์ แห่ง ออลมิวสิก กล่าวว่า ในอัลบั้มบริตนีย์ เธอพยายามใส่ความเป็นตัวตนในด้านที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นและลึกซึ้งขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ฟังก็ยังคงมองเห็นด้านที่เป็นเด็กวัยรุ่นของเธอ อัลบั้มนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมีใน 2 สาขา คือ รางวัลอัลบั้มเพลงป็อบยอดเยี่ยม และรางวัลศิลปินเพลงป็อบหญิงยอดเยี่ยม ในเพลง Overprotected โอเวอร์โพรเทคเทด และได้รับการจัดอันดับในปี ค.ศ. 2008 จาก Entertainment Weekly ให้เป็นหนึ่งในร้อยของอัลบั้มที่ดีที่สุดใน 25 ปีที่ผ่านมา[27] ซิงเกิลแรกในอัลบั้ม I’m a slave 4 U แอมอะสเลฟฟอร์ยู ติดชาร์ตท๊อปเทนทั่วโลก

ภาพปกอัลบั้ม In the Zone

ในงาน MTV Video Music Awards เอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอะวอดส์ ปี ค.ศ. 2001 บริตนีย์ได้แสดงโชว์ร่วมกับเสือและนำงูเหลือมเผือกตัวใหญ่ยักษ์คล้องที่คอของเธอ เรื่องนี้ถึงหูของกลุ่มพิทักษ์สัตว์อย่างพีต้า PETA ที่อ้างว่าการนำสัตว์มาขึ้นแสดงโชว์นี้เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตามบริตนีย์ได้เริ่มออกแสดงทัวร์ Dream Within a Dream Tour ในทัวร์นี้ได้รับเสียงชื่นชมในด้านนวัตกรรมที่นำเทคนิคใหม่ล่าสุดมาใช้ประกอบการแสดงโชว์[28][29] โดยใช้เครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดฉีดน้ำ 2 ตัน ให้ไหลลงมาเป็นฉากม่านน้ำมหึมาบนเวที รายได้จากการแสดงคอนเสิร์ตนี้รวมประมาณ 43.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นรายได้ที่ได้สูงสุดเป็นอันดับที่ 2 ของศิลปินหญิงในปี ค.ศ. 2002 รองจาก Cher's Farewell Tour เชอร์สแฟร์เวลทัวร์[30] จากความสำเร็จในอาชีพของบริตนีย์ นิตยสาร Forbes ได้จัดอันดับให้เธอเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกในปี ค.ศ. 2002 นอกจากนั้นบริตนีย์ได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกที่มีชื่อว่า Crossroads ครอสโรดส์ ซึ่งมีกำหนดฉายในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2002 ถึงแม้ว่ากระแสของหนังเรื่องนี้จะถูกวิจารณ์ว่าร่อแร่ แต่นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ต่างก็ชื่นชมในความสามารถทางการแสดงของเธอ[31][32] ภาพยนตร์เรื่องครอสโรดส์ ซึ่งมีต้นทุนในการทำหนังเพียง 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กลับทำรายได้มากกว่า 57 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากทั่วโลก[33] ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2002 บริตนีย์ได้เปิดร้านอาหารร้านแรกของเธอ โดยใช้ชื่อว่า Nyla ไนลา ในนิวยอร์ก แต่ก็ยกเลิกกิจการไปในเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากการบริหารจัดการภายในร้านไม่ดีพอ[34] ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2002 บริตนีย์ประกาศว่าเธอจะพักการทำงานนาน 6 เดือน แต่อย่างไรก็ตามเธอกลับเข้าไปทำงานในสตูดิโอในเดือนพฤศจิกายน เพื่ออัดเพลงในอัลบั้มใหม่ของเธอ[35] ความสัมพันธ์รักระหว่างบริตนีย์กับจัสติน ทิมเบอร์เลคจบลง หลังจากทั้งสองคบกันนาน 3 ปี เดือนธันวาคม ค.ศ. 2002 จัสตินได้ออกซิงเกิลที่สองในอัลบั้มเดี่ยวของเขา Cry Me a River ครายมีอะริเวอร์ ในมิวสิกวิดีโอเพลงนี้บอกเรื่องราวการจบลงของคู่รักและใช้หญิงสาวที่มีลักษณะคล้ายกับบริตนีย์มาแสดงจนทำให้สื่อวิพากษ์วิจารณ์ว่าบริตนีย์อาจเป็นฝ่ายที่นอกใจจัสติน[36][37] หลังจากนั้นไม่นาน บริตนีย์ได้เขียนเพลง Everytime เอฟเวอร์รีไทม์ ขึ้นมา ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการตอบโต้มิวสิกวิดีโอเพลงครายมีอะริเวอร์ของจัสติน[38] ในปีเดียวกันนี้เอง Fred Durst เฟรดเดิร์ต นักร้องนำวง Limp Bizkit ลิมพ์บิซกิต กล่าวว่าเขามีความสัมพันธ์กับบริตนีย์ อย่างไรก็ตามบริตนีย์ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของ เฟรดเดิร์ต ในบทสัมภาษณ์ปี ค.ศ. 2009 เฟรดเดิร์ตได้กล่าวว่า “ผมคิดว่ามันคงเป็นเรื่องต้องห้ามที่ผู้ชายอย่างผมจะไปข้องเกี่ยวกับผู้หญิงอย่างเธอ”[39] บริตนีย์และคริสตินา อากีเลรา เปิดงาน MTV Video Music Awards เอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอะวอดส์ ปี ค.ศ. 2003 โดยแสดงในเพลง Like a Vergin ไลค์อะเวอร์จิน ร่วมกับมาดอนนาซึ่งมาดอนนาได้จูบบริตนีย์และคริสตินาในโชว์นี้ ทำให้สื่อวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง บริตนีย์ได้ออกอัลบั้มที่ 4 In the Zone อินเดอะโซน ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2003 เธอได้มีส่วนร่วมในการเขียนเพลงและโปรดิวเพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้ม[40] วิทยุกระจายเสียงแห่งชาติได้จัดอันดับให้อัลบั้มนี้เป็นหนึ่งใน 50 ผลงานบันทึกเสียงที่สำคัญที่สุดแห่งทศวรรษ[41] อัลบั้มอินเดอะโซนทำยอดขายได้มากกว่า 609,000 ก็อบปี้ในสหรัฐอเมริกาและเปิดตัวติดชาร์ตอันดับ 1 ทำให้บริตนีย์เป็นศิลปินหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์การบันทึกเสียงที่มีซิงเกิลแรกในอัลบั้มติดชาร์ตอันดับ 1 ทุกซิงเกิล รวมทั้งหหมด 4 ซิงเกิล และอัลบั้มนี้ยังเปิดตัวอันดับ 1 ในฝรั่งเศสและติดท๊อปเทนในเบลเยี่ยม เดนมาร์ค สวีเดน และเนเธอร์แลนด์ อัลบั้มอินเดอะโซน ทำยอดขายได้มากกว่า 10 ล้านก็อบปี้ทั่วโลก[42] มีเพลงฮิตอย่างเพลง Me Against the Music มีอะเกนต์เดอะมิวสิก ซึ่งมีมาดอนนาร่วมร้องในเพลงนี้ด้วย Toxic ท๊อกซิค ซึ่งเป็นซิลเกิลเดียวที่เธอได้รับรางวัลจากแกรมมีในสาขาเพลงเร็วยอดเยี่ยม เพลง Everytime เอฟเวอร์รีไทม์ และเพลง Outrageous เอาต์เรเจียส

อัลบั้มรวมเพลง บทบาทการเป็นแม่ มรสุมชีวิต และอัลบั้มแบล็กเอาต์ ปี 2004 ถึง 2007[แก้]

ภาพบริตนีย์และลูกชายทั้งสอง

วันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 2004 บริตนีย์ได้จดทะเบียนสมรสกับ Jason Allen Alexander เจสัน อัลเลน อเล็กซานเดอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนสมัยวัยเด็ก ที่โบสถ์ The Little White Wedding Chapel เดอะลิตเติลไวต์เวดดิงแชพเพล ในลาสเวกัส การแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 55 ชั่วโมงเท่านั้น หลังจากนั้นจึงจดทะเบียนหย่า เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงการกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์และขาดการยั้งคิดถึงผลที่จะตามมาในการกระทำของเธอ เดือนมีนาคม ค.ศ. 2004 เธอได้เริ่มทัวร์คอนเสิร์ต The Onyx Hotel Tour ดิออนนิกซ์โฮเทลทัวร์ เพื่อโปรโมตอัลบั้ม In the Zone อินเดอะโซน วันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 2004 บริตนีย์ประสบอุบัติเหตุล้มบาดเจ็บที่เข่าด้านซ้ายของเธอในระหว่างการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลง Outrageous เอาต์เรเจียส เธอได้รับการนำส่งโรงพยาบาลทันที แพทย์ได้ทำ MRI พบกระดูกเข่าแตก แพทย์จึงผ่าตัดเข่าและเข้าเฝือกไว้นาน 6 สัปดาห์ และเธอต้องทำกายภาพบำบัดนาน 8-12 สัปดาห์ จึงส่งผลให้เธอต้องยกเลิกคอนเสิร์ตดิออนนิกซ์โฮเทลทัวร์ที่เหลือ ในปี ค.ศ. 2004 นี้ บริตนีย์ได้หันมานับถือลัทธิ Kabbalah แคบบาลาห์ ตามการแนะนำของมาดอนนา

Curious น้ำหอมของบริตนีย์

เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2004 บริตนีย์ประกาศว่าเธอหมั้นกับแดนซ์เซอร์หนุ่ม Kevin Federline เควิน เฟเดอร์ไลน์ ซึ่งทั้งคู่พบกันเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ความรักครั้งนี้เป็นที่จับตามองจากสื่อในทุกฝีก้าว ตั้งแต่ข่าวที่เควินทิ้ง Shar Jackson ชาร์แจ็คสัน ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ในขณะนั้น ในช่วงหวานฉ่ำของคู่รักบริตนีย์-เควิน เธอได้นำเสนอเรื่องราวส่วนตัวของเธอในรูปแบบเรียลริตีโชว์บันทึกเป็นดีวีดี Britney & Kevin: Chaotic บริตนีย์แอนด์เควิน :เคออทิค ทั้งคู่ได้แต่งงานกันในวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 2004 แต่ยังไม่เป็นสามีภรรยากันอย่างต้องตามกฎหมายจนกว่าจะถึง 3 สัปดาห์หลังแต่งงาน คือวันที่ 6 ตุลาคม เนื่องจากความล่าช้าในการยินยอมการสมรส หลังจากนั้นไม่นาน บริตนีย์ได้ออกน้ำหอมเบอร์แรกของเธอ Curious คิวเรียส กับแบรนด์ Elizabeth Arden เอลิซาเบธ อาร์เดน ซึ่งสามารถทุบสถิติรายได้สูงสุดในสัปดาห์แรกของน้ำหอมจากทุกแบรนด์ เดือนตุลาคม ค.ศ. 2004 บริตนีย์ประกาศว่าเธอจะพักงานเพื่อสร้างครอบครัวของเธอ อัลบั้มรวมเพลง Greastest Hits: My Prerogative เกรสเทดฮิต: มายพรีโรกาทีฟ เป็นอัลบั้มรวมเพลงครั้งแรกของเธอ ออกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2004 บริตนีย์ได้ร้องคัพเวอร์เพลง “My Preogative” มายพรีโรกาทีฟ ซึ่งเป็นเพลงเก่าของ Bobby Brown บ็อบบี บราวน์ โดยออกเป็นซิงเกิลแรกของอัลบั้ม ติดชาร์ตอันดับ 1 ในประเทศฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ อิตาลี และนอร์เวย์ ซิงเกิลที่ 2 Do Something ดูซัมธิง ขึ้นสู่ชาร์ตท๊อปเทนในประเทศออสเตรเลีย อังกฤษ และประเทศในแถบยุโรป Greastest Hits: My Prerogative มียอดขายรวมมากกว่า 5 ล้านก็อบปี้ทั่วโลก ปลายปี ค.ศ. 2004 บริตนีย์ไปที่ KIIS-FM radio คิสเอฟเอ็มเรดิโอ ซึ่งเป็นคลื่นวิทยุชื่อดังในลอสแอนเจลิส โดยเธอได้นำเดโมเพลง Mona Lisa โมนาลิซา ไปโปรโมตที่คลื่นวิทยุดังกล่าวด้วยตัวเธอเอง โดยเธอบอกว่าเพลงโมนาลิซาจะเป็นซิงเกิลแรกในอัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า Original Doll ออริจินอลดอล อย่างไรก็ตาม ทางต้นสังกัดได้ยกเลิกอัลบั้มออริจินอลดอลอย่างไร้สาเหตุ บริตนีย์ได้ให้กำเนิดบุตรชาย Sean Preston Federline ฌอง เพรสตัน เฟเดอร์ไลน์ ในวันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 2005

ภาพอัลบั้ม B in the Mix

เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2005 บริตนีย์ออกอัลบั้มรีมิกซ์ รวมเพลงอัลบั้มแรกของเธอ B in the Mix: The Remixes บีอินเดอะมิกซ์ : เดอะรีมิกซ์ ซึ่งประกอบไปด้วย 11 เพลงรีมิกซ์ ที่มียอดขายมากกว่า 1 ล้านก็อบปี้ทั่วโลก ทำให้อัลบั้มนี้เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ขายดีที่สุดตลอดกาล เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2006 ภาพที่บริตนีย์อุ้มลูกชายฌองเพรสตันไว้บนตักขณะขับรถ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงการกระทำของเธอว่าการขับรถมือเดียวโดยอุ้มลูกไว้บนตักนั้นอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุและอันตรายต่อเด็กได้ บริตนีย์ได้กล่าวว่าในสถานการณ์เช่นนั้นเธอกลัวปาปารัซซีที่ต่างรุมล้อมเธอและมันก็เป็นความผิดพลาดของเธอเอง หลังจากนั้นไม่กี่เดือน บริตนีย์ได้เป็นแขกรับเชิญซิทคอมเรื่อง Will & Grace วิลแอนด์เกรซ ตอน Buy, Buy baby บาย บาย เบบี้ โดยรับบทเป็น Amber Louise แอมเบอร์ หลุยส์ เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2006 บริตนีย์ได้ประกาศว่าเธอไม่ได้นับถือลัทธิแคบบาลาห์อีกต่อไป เธอกล่าวว่า ลูกชายของเธอคือแก้วตาดวงใจ และเป็นคนที่เธอจะยึดมั่นไว้ในชีวิต หลังจากนั้น 2 เดือน เธอได้ถ่ายภาพ Nude ขณะที่เธอตั้งครรภ์ลูกชายคนที่ 2 ลงปกนิตยสาร Harper’s Bazaar ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าคล้ายคลึงกับ Demi Moore เดมีมัวร์ที่เคยถ่ายแบบในลักษณะนี้ลงปกนิตยสาร Vanity Fair เมื่อเดือน สิงหาคม ค.ศ. 1991 บริตนีย์ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนที่ 2 Jayden James Federline เจเดน เจมส์ เฟเดอร์ไลน์ เมื่อวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 2006 จากนั้น วันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 2006 ได้จดทะเบียนหย่ากับเควิน เฟเดอร์ไลน์ โดยอ้างว่ามีความแตกต่างที่ไม่สามารถจะคืนดีกันได้ การหย่าร้างนี้สิ้นสุดอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2007 ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2007 คุณป้าแซนดร้า บริดจ์ โควิงตัน (พี่สาวคุณแม่ลีนน์) ซึ่งเป็นคุณป้าที่บริตนีย์ใกล้ชิด เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งรังไข่ จากนั้นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2007 บริตนีย์ถูกนำเข้าไปอยู่ในศูนย์บำบัดผู้ติดสารเสพติดและแอลกอฮอล์บนเกาะแอนติกา ในระยะเวลาไม่ถึงวัน คืนต่อมาเธอได้ออกมาที่ร้านตัดผมในเมืองทาร์ซานา ลอสแอนเจลิส และโกนผมตนเองจนศีรษะโล้น สัปดาห์ต่อมาหลังจากเหตุการณ์นั้นเธอได้กลับเข้าไปที่ศูนย์บำบัดอีกครั้ง หลังจากการรักษาครบ 1 เดือนที่ศูนย์บำบัด Promises พรอมิสเซส เธอได้เขียนถึงแฟน ๆ บนเวปไซต์ของเธอว่า

"ฉันอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่จริง ๆ จนถึงวันนี้ฉันไม่คิดว่ามันเป็นผลจากแอลกอฮอลล์หรือโรคซึมเศร้า ฉันรู้สึกว่า ฉันเหมือนเด็กดื้อที่กำลังวิ่งไล่จับสิ่งยั่วยุที่เข้ามาหลอกล่อ"--Britney Spears

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2007 เธอได้โปรดิวคอนเสิร์ตของเธอเองที่ไนท์คลับ House of Blues เฮาส์ออฟบลูส์ โดยใช้ชื่อว่า The M+M’s Tour เดอะเอ็มพลัสเอ็มส์ ทัวร์ วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2007 บริตนีย์สูญเสียสิทธิ์ในการครอบครองบุตรชายทั้งสองให้กับเควิ่น โดยเหตุผลของคำสั่งศาลไม่เป็นที่เปิดเผยต่อสาธารณชน และในปี ค.ศ. 2007 นี้ บริตนีย์ก็ถูก Louis Vuitton ฟ้องร้องเนื่องจากในมิวสิกวิดีโอเพลง Do Something ดูซัมธิง ของเธอ มีภาพลาย Cherry Blossom ลิขสิทธิ์ของหลุยวิกตองปรากฏอยู่ ทำให้สถานีโทรทัศน์หลายแห่งในยุโรปไม่เผยแพร่มิวสิกวิดีโอดังกล่าว

ภาพอัลบั้ม Blackout

อัลบั้มที่ 5 ของเธอ Blackout แบล็กเอาต์ ออกเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2007 เปิดตัวอันดับ 1 ในประเทศแคนาดา และไอร์แลนด์ ติดชาร์ตอันดับที่ 2 ในบิลบอร์ดชาร์ตท๊อป 200 ในสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เม็กซิโก อังกฤษ และติดชาร์ตท๊อปเทนในออสเตรเลีย เกาหลีและนิวซีแลนด์ ในสหรัฐอเมริกา บริตนีย์กลายเป็นศิลปินหญิงเพียงคนเดียวที่มีซิงเกิลเปิดตัวในแต่ละอัลบั้ม รวมทั้งหมด 5 อัลบั้ม ติดชาร์ตอันดับ 1 และ 2 อันดับแรกของชาร์ต อัลบั้มแบล็คเอาต์มียอดขายมากกว่า 3.1 ล้านก็อบปี้ทั่วโลก Peter Robinson ปีเตอร์ โรบินสัน แห่ง The Observer ดิออฟเซิร์ฟเวอร์ กล่าวว่า “บริตนีย์ได้ออกอัลบั้มที่ดีที่สุดในอาชีพนักร้องของเธอ และได้ผสมผสานเพลงป็อบร่วมสมัยกับรีมิกซ์ของ Timbaland ทิมบาแลนด์ Dennis Lim เดนนิส ลิม แห่ง Blender เสริมว่า อัลบั้มที่ 5 ของบริตนีย์ เป็นอัลบั้มที่หนักแน่นโดดเด่นไปด้วยอิเล็กโทรป็อบ

แบล็คเอาต์ได้รับรางวัลอัลบั้มแห่งปีจากงาน MTV Europe Music Awards เอ็มทีวียุโรปอะวอดส์ ปี ค.ศ. 2008 และได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารไทม์ให้เป็นอัลบั้มป็อบที่ดีที่สุดอันดับที่ 5 ในทศวรรษ บริตนีย์ได้แสดงในเพลง Gimme More กิมมีมอร์ ซึ่งเป็นเพลงโปรโมตอัลบั้ม ที่งาน MTV Video Music Awards เอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอะวอดส์ ปี ค.ศ. 2007 การแสดงนี้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความร่อแร่ในอาชีพการแสดงโชว์ของเธอ David Willis เดวิด วิลลิส แห่ง BBCสำนักข่าวบีบีซี กล่าวว่า โชว์นี้ของบริตนีย์จะบันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ว่าเป็นหนึ่งในโชว์ที่แย่ที่สุดในงานเอ็มทีวีอะวอร์ด สวนกระแสกับความย่ำแย่ของโชว์ ซิงเกิลกิมมีมอร์ประสบความสำเร็จทั่วโลก ติดชาร์ตอันดับ 1 ในแคนาดา และติดชาร์ตท๊อปเทนเกือบทุกประเทศ ซิงเกิลที่ 2 Piece of Me พีซออฟมี ติดชาร์ตอันดับ 1 ในไอร์แลนด์ และติดชาร์ตท๊อปไฟว์ในออสเตรเลีย แคนาดา เดนมาร์ค นิวซีแลนด์ และอังกฤษ ซิงเกิลที่ 3 Break the Ice เบรกดิไอซ์ ออกในปีถัดไปและประสบความสำเร็จในระดับปานกลางเพราะบริตนีย์ไม่สามารถมาทำงานโปรโมตซิงเกิลนี้ได้มากเท่าที่ควร ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2007 บริตนีย์เริ่มมีความสัมพันธ์กับปาปารัซซีที่ชื่อว่า Adnan Ghalib แอดนัน กาลิบ

ต้องเข้ารับการรักษาในศูนย์บำบัดและอัลบั้มเซอร์คัส ปี 2007-2008[แก้]

ภาพอัลบั้ม Circus

วันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 2008 บริตนีย์ไม่ยอมที่จะเสียสิทธิ์ในการคุ้มครองบุตรชายทั้งสองให้กับเควิน ต่อมาตำรวจได้รับแจ้งว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นที่บ้านของบริตนีย์ จึงรีบรุดเข้าไป นำทั้งบริตนีย์และลูกชายทั้งสองออกมา และส่งบริตนีย์ไปรับการรักษาที่ Cedars-Sinai Medical Center ทำให้การนัดฟังคำสั่งศาลเรื่องสิทธิ์ในการคุ้มครองบุตรต้องเลื่อนออกไปก่อน และเควินจึงได้รับสิทธิ์ในการคุ้มครองบุตรตามกฎหมายเพียงฝ่ายเดียว วันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 2008 บริตนีย์ได้เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน แผนกจิตเวชที่ Ronald Reagan UCLA Medical Center ศาลจึงมีคำสั่งให้บริตนีย์ต้องอยู่ในความคุ้มครองของบิดา เจมส์ สเปียรส์ และทนาย แอนดรูว์ วอลเลท โดยให้มีอำนาจในการควบคุมดูแลทรัพย์สินทั้งหมดของเธอ หลังจากนั้นบริตนีย์ได้ออกจากโรงพยาบาลในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 ซึ่งทั้งบิดาและทนายมีท่าทีผิดหวังและเป็นห่วงกับการที่หมอปล่อยบริตนีย์ออกมาเร็วเกินไป ในเดือนถัดมา บริตนีย์ได้เป็นแขกรับเชิญในซีรีส์ เรื่อง How I Met Your Mother ฮาวไอเมตยัวร์มาเธอร์ ตอน Ten Sessions เทนเซสชันส์ รับบทเป็น Abby แอบบี ในเรื่องการแสดงของเธอได้รับผลตอบรับที่ดีทีเดียว ส่งผลให้ซีรีส์เรื่องนี้ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2008 บริตนีย์ได้รับสิทธิ์ในการเยี่ยมบุตรอีกครั้งหลังจากได้ทำข้อตกลงกับเควินและทนาย วันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 2008 บริตนีย์ได้รับรางวัลวิดีโอศิลปินหญิงยอดเยี่ยม วิดีโอเพลงป็อบยอดเยี่ยม และ วิดีโอแห่งปี ในมิวสิกวิดีโอเพลง Piece of Me พีซออฟมี จากนั้นบริตนีย์ได้ออกวิดีโอชีวประวัติ ตีแผ่เรื่องราวมรสุมที่ผ่านมาในชีวิตของเธอใน Britney: For the Record บริตนีย์ฟอร์เดอะเรคคอร์ด โดยถ่ายทำใน Beverly Hills เบเวอร์รีฮิลส์ Hollywood ฮอลลีวูด และ New York นิวยอร์ก เมื่อปลายปี ค.ศ. 2008 เริ่มถ่ายเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2 วัน ก่อนที่บริตนีย์จะไปปรากฏตัวที่งานเอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอะวอร์ด ฟอร์เดอะเรคคอร์ดออกอากาศที่ช่อง MTV เอ็มทีวี วันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 เปิดตัววันแรกมีผู้ชมมากถึง 5.6 ล้านวิว เอ็มทีวีรายงานว่ารายการของบริตนีย์ได้รับความนิยมมากที่สุดในคืนวันอาทิตย์ที่มีการออกอากาศ

อัลบั้มที่ 6 ของบริตนีย์ Circus เซอร์คัส ออกในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2008 ได้รับเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์เป็นอย่างดี เซอร์คัสเปิดตัวอันดับ 1 ที่แคนาดา สาธารณรัฐเชค สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศในยุโรป ได้มีการลงบันทึกใน Guinness Book of World Records ด้วย ว่าบริตนีย์เป็นศิลปินหญิงอายุน้อยที่สุดที่มีอัลบั้มเปิดตัวอันดับ 1 ได้ทั้ง 5 อัลบั้ม และอัลบั้มเซอร์คัสเป็นอัลบั้มที่มียอดขายรวดเร็วที่สุดอัลบั้มหนึ่งแห่งปี โดยมียอดขาย 4 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก ซิงเกิลแรก Womanizer วูแมไนเซอร์ ติดชาร์ตอันดับ 1 ในบิลบอร์ดชาร์ตท๊อป 100 จากซิงเกิลแรกสุด ...เบบีวันมอร์ไทม์ จนถึงซิงเกิลล่าสุด วูแมนไนเซอร์ ทุก ๆ ซิงเกิลแรกในแต่ละอัลบั้ม สามารถขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ในหลายประเทศได้สำเร็จ ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมีสาขาเพลงเร็วยอดเยี่ยม ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2009 บริตนีย์และบิดาได้รับคำสั่งศาลห้ามเข้าใกล้ ผู้จัดการ Sam Lufti แซมลุฟท์, Adnan Ghalib แอดนัน กาลิบ และทนาย Jon Eardley โจน เอิร์ดเลย์ ซึ่งบุคคลที่ศาลกล่าวอ้างมานี้พยายามจะเข้ามาควบคุมทรัพย์สินของครอบครัวสเปียส์ โดยศาลสั่งห้ามแซมลุฟท์ และ แอดนัน กาลิบ มิให้ติดต่อกับครอบครัวสเปียส์หรือเข้าใกล้ทรัพย์สินของครอบครัวสเปียส์เกินกว่าระยะ 250 ยาร์ด บริตนีย์เริ่มแสดงทัวร์ The Circus Starring Britney Spears เดอะเซอร์คัสสตาร์ริ่งบริตนีย์ สเปียส์ ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2009 รายได้รวมจากการแสดงทัวร์ในสหรัฐอเมริกา รวม 131.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นรายได้ทัวร์ที่สูงสุดอันดับที่ 5 ของการแสดงทัวร์แห่งปี บริตนีย์ได้ออกอัลบั้มรวมฮิต The Singles Collection เดอะซิงเกิลคอลเลคชัน ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2009 เพลง "3" เป็นเพลงที่ 3 ที่ได้อันดับ 1 ในชาร์ตสหรัฐอเมริกา ในเดือนถัดมาบริตนีย์ได้ออก Application แอปพลิเคชันสำหรับ iPhone ไอโฟนและ iPod Touch ไอพอดทัช ที่มีชื่อว่า It’s Britney! ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2010 บริตนีย์ได้ประกาศว่าเธอกำลังคบกับ Jason Trawick เจสัน ทราวิค บริตนีย์ได้ออกแบบเสื้อผ้าชุดพิเศษให้กับ Candie’s ซึ่งออกวางขายในเดือน กรกฎาคม ค.ศ. 2010 วันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 2010 บริตนีย์ได้ร่วมแสดงในทีวีโชว์เรื่อง Glee กลี ชื่อตอน Britney/Brittany ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ชมเป็นอย่างมาก

ค.ศ. 2011-ปัจจุบัน[แก้]

อัลบั้มฟามฟาเตล Femme Fatale และรายการดิเอกซ์แฟคเตอร์ The X factor[แก้]

ภาพปกอัลบั้ม Femme Fatale

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2011 บริตนีย์ได้ออกอัลบั้มที่ 7 ของเธอ Femme Fatale [[ฟามฟาเตล]] โดยมี Max Martin แม็กซ์มาติน และ Dr. Luke ด็อกเตอร์ลุค เป็นโปรดิวเซอร์ในอัลบั้มนี้ ซิงเกิลแรก Hold It Against Me โฮลด์อิตอะเกนต์มี ขึ้นอันดับ 1 บิลบอร์ดฮอต 100 ทำให้ซิงเกิลนี้เป็นซิงเกิลที่ 4 ที่สามารถเปิดตัวที่อันดับ 1 ได้ อัลบั้มนี้มียอดขายอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา (มียอดขาย 276,000 ก๊อปปี้ในสัปดาห์แรก) ส่งผลให้บริตนีย์เป็นหนึ่งใน 3 ศิลปินหญิงที่มีซิงเกิลติดชาร์ตอันดับ 1 มากที่สุด ซึ่งได้แก่ Mariah Carey มารายห์ แคร์รี่ Janet Jackson เจเน็ต แจ็คสัน และ Britney Spears บริตนีย์ สเปียส์ นักวิจารณ์มองว่าอัลบั้มฟามฟาเตล เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดอัลบั้มหนึ่งของบริตนีย์ หลังจากที่ริอานนาทวิตถามแฟน ๆ ว่าอยากให้ศิลปินคนใดมาร่วมร้องเพลงกับเธอ ในที่สุดเดือนเมษายน ค.ศ. 2011 บริตนีย์ก็ได้ร่วมฟีเจอร์ริงกับ Rihanna ริอานน่า ในเพลง S&M เอสแอนด์เอ็ม ซิงเกิลนี้ขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ในอเมริกา ทำให้บริตนีย์มีซิงเกิลที่ 5 ที่ติดชาร์ตอันดับ 1 ในบิลบอร์ดชาร์ต ต้นเดือนพฤษภาคม ซิงเกิลที่ 2 จากอัลบั้มฟามฟาเตล Till The World Ends ทิลเดอะเวิร์ลเอนด์ ติดชาร์ตอันดับที่ 3 ในบิลบอร์ดฮอต 100 และได้รับความนิยมจากผู้ฟังสูงที่สุดในสัปดาห์จากตลอดระยะเวลา 13 ปีที่เพลงของบริตนีย์อยู่ในบิลบอร์ดชาร์ต

ภาพปก Single: I Wanna Go

เพลงไอวอนนาโก I Wanna Go ซิงเกิลที่ 3 ในอัลบั้มฟามฟาเตล ติดท๊อป 40 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2011 และในเดือนสิงหาคม ซิงเกิลนี้ก็ติดท๊อปเทน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่บริตนียมีทั้ง 3 ซิงเกิลในอัลบั้มติดท๊อปเทนทั้ง 3 เพลง เพลงไอวอนนาโก ขยับจากอันดับ 2 ขึ้นอันดับ 1 ได้ในวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2011 ส่งผลให้เพลงไอวอนนาโกเป็นเพลงที่ 6 ของบริตนีย์ที่สามารถขึ้นสู่อันดับ 1 ในบิลบอร์ดชาร์ตได้สำเร็จ ทำให้บริตนีย์เป็นศิลปินที่ออกเพลงแล้วติดชาร์ตอันดับ 1 ยาวนานตลอดทั้ง 12 ปี ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2011 มิวสิกวิดีโอเพลง Criminal คริมินัล ซึ่งเป็นซิงเกิลที่ 4 ในอัลบั้มฟามฟาเตล เกิดข้อพิพาทกรณีที่บริตนีย์ใช้ปืนประกอบการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งในขณะนั้นเกิดสถานการณ์ไม่สงบขึ้น โดยนักการเมืองในอังกฤษตำหนิการกระทำนี้ว่าเป็นการทำให้เกิดกระแสการใช้ปืนข่มขู่กรรโชกทรัพย์ และบริตนีย์ควรแสดงความรับผิดชอบโดยการบริจาคเงินให้มูลนิธิ Hackney charity ผู้จัดการของบริตนีย์กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า มิวสิกวิดีโอนี้เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้น โดยมีบริตนีย์และเจสัน ทราวิคแสดง และเพลงนี้แต่งขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้วก่อนที่จะมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นในลอนดอนเสียอีก จากความนิยมในตัวบริตนีย์ หลังจากนั้นไม่นานบริตนีย์เป็นศิลปินคนที่ 7 ที่ได้ยอดวิวรวมในช่องวีโว Vevo ครบ 1 พันล้านวิว ในปี ค.ศ. 2011 บิลบอร์ดจัดตำแหน่งให้บริตนีย์เป็นศิลปินแห่งปี ลำดับที่ 14 และ นิตยสารโรลลิงสโตน ขนานนามให้เพลง Till the World Ends เป็นเพลงที่ดีที่สุดแห่งปี เดือนมีนาคม ค.ศ. 2011 บริตนีย์ประกาศว่าเธอจะแสดงคอนเสิร์ตทั่วสหรัฐอเมริกาตลอดช่วงฤดูร้อนนี้ ฟามฟาเตลทัวร์เปิดแสดงรอบแรกในวันที่ 16 มิถุนายน ที่ the Power Balance Pavillion เดอะพาวเวอร์ บาลานซ์ พาวิลเลียน ใน Sacramento ซาคราเมนโต California รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งได้รับคำวิจารณ์ในทางบวก เพื่อลบคำครหาว่าเธอเป็นนักร้องที่เอาแต่งร้องลิปซิง บริตนีย์ร้องสดมากขึ้น ในคอนเสิร์ตเดอะเซอคัสสตาร์ริ่งบริตนีย์เสปียรส์ และในขณะเดียวกันเธอก็เต้นได้ดี นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ยกให้ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ดีที่สุดของเธอ ทัวร์นี้แสดงทั้งหมด 79 รอบ สิ้นสุดในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 2011 ใน Puerto Rico เปอร์โตริโก และได้มีการบันทึกเป็นดีวีดีออกใน วันที่ 21 พฤศจิกายน มียอดขายมากกว่า 19,000 ก๊อปปี้ และเปิดตัวติดชาร์ตอันดับ 2 ในบิลบอร์ดดีวีดีชาร์ต รองจาก Lady Gaga’s The Monster Ball Tour: At Madison Square Garden วันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 2011 บิลบอร์ดประกาศว่า Jive Label Group ได้รวมสังกัดเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับบริษัท RCA Records ในเดือนสิงหาคม ได้มีการประกาศว่าบริตนีย์ได้ย้ายเข้าเป็นศิลปินในสังกัด RCA วันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 2011 ในงาน MTV Video Music Awards เอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอะวอร์ด เอ็มทีวีได้จัดให้มีการแสดงโชว์เพื่อยกย่องและเป็นเกียรติให้บริตนีย์ในการกลับเข้าสู่วงการเพลงอีกครั้ง ในโชว์มีแดนซ์เซอร์แต่งกายคล้ายบริตนีย์เต้นเพลงต่าง ๆ ในมิวสิกวิดีโอและโชว์ที่ผ่านมาทั้งหมดของบริตนีย์ ทางเอ็มทีวีได้มอบรางวัล MTV Video Vanguard Award เอ็มทีวีวิดีโอแวงการ์ดอะวอร์ด ให้กับบริตนีย์ ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับศิลปินที่มีผลงานระดับแนวหน้ามายาวนาน โดย เลดี้กาก้า ได้รับเกียรติเป็นผู้มอบรางวัล เลดี้กาก้ากล่าวในงานประกาศรางวัลในครั้งนั้นว่า

“ในวงการเพลงจะไม่เหมือนเดิม ถ้าหากขาดบริตนีย์ สเปียส์”

เลดี้กาก้า

ในวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2011 บริตนีย์ได้ออกอัลบั้มรีมิกซ์อัลบั้มที่ 2 B in the Mix: The Remixes Vol. 2 บริตนีย์ประกาศอย่างเป็นทางการว่าเธอและเจสัน ทราวิคได้หมั้นกัน ด้วยแหวนเพชร 3 กะรัตในงานเลี้ยงที่ลาสเวกัส เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 2011 Jo Riccitelli โจ ริคซิเทลลี่ ผู้บริหารค่าย RCA ประกาศว่าบริตนีย์จะพักงานช่วงปี ค.ศ. 2012 นี้ แต่อย่างไรก็ตาม วันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 2012 will.i.am วิล.ไอ.แอม ประกาศทางทวิตเตอร์ว่าเขาได้อัดเพลงในอัลบั้มที่ 4 #willpower วิลพาวเวอร์ โดยมีบริตนีย์มาร่วมงานด้วย และ Simon Cowell ไซมอนโคเวลได้ติดต่อให้บริตนีย์เป็นกรรมการคัดเลือกศิลปินในรายการ The X-Factor ดิเอกซ์แฟคเตอร์ ซีซันสองนี้ด้วย โดยเซนต์สัญญา 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และให้เจสัน ทราวิคเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ในรายการนี้ด้วย เดือนธันวาคม ค.ศ. 2012 เธอได้เริ่มทำงานแล้วกับอัลบั้มชุดที่ 8

งานการกุศล[แก้]

บริตนีย์ได้ก่อตั้งมูลนิธิ The Britney Spears Foundation เดอะบริตนีย์สเปียส์ฟาวเดชัน

เดือนเมษายน ค.ศ. 2002 บริตนีย์ได้ตั้งกองทุน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือเด็ก ที่พ่อแม่เสียชีวิตจากการเข้าไปช่วยเหลือในเหตุการณ์วินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 เช่น ผู้ที่ทำงานเป็นนักดับเพลิง หน่วยแพทย์กู้ภัย ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานต่าง ๆ ในนิวยอร์ก และ นิวเจอร์ซี อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าในปี ค.ศ. 2008 งบกองทุนขาดดุลไป 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยช่วงที่ทรัพย์สินของบริตนีย์อยู่ภายใต้การควบคุมของบิดาและทนาย ไม่ได้มีการส่งเงินช่วยเหลือให้กองทุนจึงทำให้กองทุนนี้ต้องปิดตัวไปในปี ค.ศ. 2011 วันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2001 บริตนีย์ Bono โบโน และศิลปินชื่อดังต่าง ๆ ร่วมกันจัดตั้งโครงการ Artist Against AIDS Worldwide ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ในแอฟริกาและประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก โดยการออกซิงเกิล What’s Going On เพื่อโปรโมตโครงการ ในเหตุการณ์พายุเฮอริเคนแคทรีนาเมื่อปี 2006 บริตนีย์ได้บริจาคเงิน 350,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้กับโครงการ Music Rising ปลายปี 2011 บริตนีย์ได้บริจาคเงิน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อช่วยเหลือโครงการ St. Bernard Project และบริตนีย์ยังช่วยเหลืองานการกุศลอื่น ๆ อีกเช่น Madonna’s Kabbalah-based Spirituality for Kids ที่มาดอนนาจัดตั้งขึ้น โครงการช่วยเหลือเด็กที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง Gilda’s Club Worldwide โครงการ Promises Foundation และ United Way ซึ่งเป็นโครงการอุปการะผู้เอารัดเอาเปรียบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ

รางวัลที่ได้รับ[แก้]

-1 รางวัลจากGrammy Award แกรมมีอะวอร์ด
ได้แก่ Best Dance Recording เพลง Toxic
-6 รางวัลจาก MTV Video Music Awards เอ็มทีวีวิดีโอมิวสิกอะวอดส์
ได้แก่ Best Female Video เพลง Piece of Me ในปี 2008
Video of the Year เพลง Piece of Me ในปี 2008 
Best Pop Video เพลง Piece of Me ในปี 2008
Best Pop Video เพลง Womanizer ในปี 2009
Best Pop Video เพลง Till the world ends ในปี 2011 

และรางวัล Michael Jackson Video Vanguard Award ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้ผู้ที่มีผลงานที่ได้รับความนิยมสะสมมายาวนาน

-บุคคลที่มีชื่อเสียง ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดลำดับที่ 6
-ศิลปินหญิงที่มีรายไดัสูงสุดอันดับ 1 ในปี 2011-2012 และเป็นศิลปินที่มีรายได้มากที่สุดเป็นอันดับ 3 กว่า 58 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1,740ล้านบาทจากการจัดลำดับของนิตยสาร Forbes โฟรบส์[43]
-9 รางวัลจาก 'งBillboard Music Award บิลบอร์ดมิวสิกอะวอด
-ได้รับการจารึกชื่อบนแผ่นดาว ในฐานะบุคคลที่มีชื่อเสียงในฮอลลีวูด เป็นดวงดาวลำดับที่ 2,242 แห่ง "Hollywood Walk of Fame"
-ศิลปินแห่งทศวรรษอันดับที่ 8[44] ในปี ค.ศ. 2009 โดยการจัดอันดับของ บิลบอร์ด
-ศิลปินที่มียอดขายดีที่สุดลำดับที่ 5 เมื่อนับจากศิลปินทั้งหมด[45] จาก The Recording Industry Association of America (RIAA)
-ศิลปินหญิงอันดับที่ 8 ที่มียอดขายอัลบั้มสูงสุดในสหรัฐอเมริกา ด้วยยอดขาย 34 ล้านอัลบั้ม[46] Nielsen SoundScan
-หนึ่งใน 25 ของศิลปินวัยรุ่นที่ได้รับความนิยมตลอดกาล จากการจัดอันดับของ Rolling Stone โรลลิงสโตน
-ผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการดนตรีอันดับที่ 11 จาก 100 โดยการจัดลำดับของ VH1 วีเฮสวัน [47]

ผลงานเพลง[แก้]

สตูดิโออัลบั้ม[แก้]

อัลบั้มรวมเพลง[แก้]

ดีวีดี[แก้]

  • 1999: Time Out with Britney Spears
  • 2000: Live and More!
  • 2001: Britney: The Videos
  • 2002: Live from Las Vegas
  • 2004: In the Zone
  • 2004: Greatest Hits: My Prerogative
  • 2005: Britney & Kevin: Chaotic
  • 2009: Britney Spears :For The Record
  • 2011: Britney Spears Live: The Femme Fatale Tour

ลำดับผลงานเพลง[แก้]

ปี ค.ศ. เพลง (ซิงเกิล) อันดับสูงสุด อัลบั้ม
WW U.S. UK CAN AUS GER FRA
1998 "...Baby One More Time" 1 1 1 1 1 1 1 ...Baby One More Time
1999 "Sometimes" 5 21 3 2 6 13
" (You Drive Me) Crazy" 1 10 5 8 12 4 2
"Born to Make You Happy" [ชาร์ต 1] 1 1 21 3 9
2000 "From the Bottom of My Broken Heart" [ชาร์ต 2] 14 37
"Oops!... I Did It Again" 1 9 1 4 1 2 4 Oops!... I Did It Again
"Lucky" 2 23 5 50 3 1 16
"Stronger" 3 11 7 9 13 4 20
2001 "Don't Let Me Be the Last to Know" 10 112 12 34 12 27
"I'm a Slave 4 U" 5 27 4 8 7 3 8 Britney
2002 "Overprotected" 6 86 4 22 16 15
"I'm Not a Girl, Not Yet a Woman" 6 102 2 47 7 10 25
"I Love Rock 'n' Roll" [ชาร์ต 1] 37 13 33 13 7
"Boys (The Co-Ed Remix) " (featuring Pharrell Williams) 19 109 7 21 14 19 55
"Anticipating" [ชาร์ต 3] 38
2003 "Me Against the Music" (featuring Madonna) 1 35 2 2 1 5 11 In the Zone
2004 "Toxic" 1 9 1 1 1 4 3
"Everytime" 1 15 1 2 1 4 2
"Outrageous" 4 79
"My Prerogative" 4 101 3 7 3 18 Greatest Hits: My Prerogative
2005 "Do Somethin'" [ชาร์ต 4] 13 100 6 12 8 18 70
"Someday (I Will Understand) " [ชาร์ต 5] 22 Britney & Kevin: Chaotic
2007 "Gimme More" 2 3 3 1 3 7 5 Blackout
"Piece of Me" 6 18 2 5 2 7
2008 "Break the Ice" 22 43 15 9 23 25
"Womanizer" 1 1 3 1 5 4 1 Circus
"Circus" 7 3 13 2 6 11 19
2009 "If U Seek Amy" 19 20 13 11 36 10
"Radar" 88 46 53 46 44
"3" 2 1 1 7 The Singles Collection
2011 "Hold It Against Me" 1 1 1 1 1 1 1 Femme Fatale
"Till The World Ends" 4 3 21 4 8 27 8
"I Wanna Go" 1 7 - 5 31 32 5
"Criminal" 2 55 - 63 - - 29
2013 "Work Bitch" 1 2 5 3 13 15 1 Britney Jean
"Perfume" 2 8 9 35 25 1
(Single 3)
(Single 4)
รวมเพลงที่ขึ้นอันดับ 1 11 4 6 6 6 3 4
รวมเพลงในอันดับ 10 24 11 19 12 16 17 10
รวมเพลงในอันดับ 20 26 16 24 15 22 21 17
หมายเหตุ
  1. 1.0 1.1 วางขายเฉพาะประเทศในยุโรปและแคนาดา
  2. วางขายเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ ละตินอเมริกา
  3. วางขายเฉพาะประเทศฝรั่งเศส และ บราซิล
  4. ไม่วางขายในประเทศสหรัฐอเมริกา
  5. โปรโมซิงเกิล

ทัวร์คอนเสิร์ต[แก้]

  • 1999: ...Baby One More Time Tour
  • 2000: Crazy 2K Tour
  • 2000: Oops!... I Did It Again World Tour
  • 2001-2002: Dream Within a Dream Tour
  • 2004: The Onyx Hotel Tour
  • 2007: The M+M's Tour
  • 2009: The Circus Starring: Britney Spears
  • 2011: Femme Fatale Tour

คอนเสิร์ตประจำที่แพลนเนตฮอลลีวูด[แก้]

  • 2013-2014 : Britney : Piece of Me (Las Vegas Residency)

ผลงานการแสดง[แก้]

  • Longshot (2543)
  • Crossroads (2545)
  • Austin Powers in Goldmember (2545)
  • How I met you mother (2551)
  • Glee season 2 ep.2 (2553)

อ้างอิง[แก้]

  1. "RCA's Peter Edge, Tom Corson on the Shuttering of Jive, J and Arista"Billboard.biz. 2011-10-07. Retrieved 2011-11-05.
  2. Folkard, Claire (2003). Guinness World Records 2003. Bantam Books. p. 288.
  3. Daly, Steven (1999-04-15). "Cover Story: Britney Spears: Britney Spears : Rolling Stone". Rolling Stone (Jann Wenner). ISSN 0035-791X.
  4. Daly, Steven (1999-04-15). "Cover Story: Britney Spears: Britney Spears : Rolling Stone". Rolling Stone (Jann Wenner). ISSN 0035-791X.
  5. 'Taylor, Chuck (1998-10-24)."Air Waves: Jive's Britney Spears Sets Top 40 Abuzz With Rhythm-Leaning 'Baby One More Time'" Billboard (Nielsen Business Media, Inc.) 110 (43). ISSN. Retrieved 2011-03-11.
  6. Daly, Steven (1999-04-15). "Cover Story: Britney Spears: Britney Spears : Rolling Stone". Rolling Stone (Jann Wenner). ISSN 0035-791X
  7. Blandford 2002, p. 28
  8. "Rock On The Net: 42nd Annual Grammy Awards – 2000". National Academy of Recording Arts and Sciences. RockOntheNet.com. 2010. Retrieved 2010-06-05.
  9. "Record-Breakers and Trivia". Everyhit.com. 2010. Retrieved 2010-06-05.
  10. "Best Selling Singles Of All Time". Everyhit.com. 2010. Retrieved 2010-06-05.
  11. "Britney Spears". The Official Charts Company. 2010. Retrieved 2010-06-05.
  12. Petridis, Alexis (2008-11-27). "Britney Spears: Circus". The Guardian (London).
  13. Blandford 2002, p. 36
  14. Reporter, Staff (2008-07-31). "Britney Spears' Biography". Fox News. Retrieved 2010-06-06.
  15. Mundy, Chris (2000-05-25). "Cover Story: The Girl Can't Help It". Rolling Stone. ISSN 0035-791X.
  16. Skanse, Richard (2000-05-25). "Oops!...She Sold 1.3 Million Albums: Britney Spears". Rolling Stone (Jann Wenner). ISSN 0035-791X
  17. Sheffield, Rob (2000-06-08). "Britney Spears: Oops!...I Did It Again : Music Reviews : Rolling Stone". Rolling Stone (Jann Wenner). ISSN 0035-791X.
  18. "Rock On The Net: 43nd Annual Grammy Awards – 2001". National Academy of Recording Arts and Sciences. RockOntheNet.com. 2010. Retrieved 2010-06-06.
  19. Reporter, Staff (2008-07-31). "Britney Spears' Biography ". Fox News. Retrieved 2010-06-06.
  20. "Britney Spears on 100 Top Celebrities". Forbes. 2000. Retrieved 2010-01-21.
  21. Reporter, Staff (2008-07-31). "Britney Spears' Biography ". Fox News. Retrieved 2010-06-06.
  22. Reporter, Staff (2008-07-31). "Britney Spears' Biography ". Fox News. Retrieved 2010-06-06.
  23. Moss, Corey (2001-10-25). "Britney Says Britney Reflects Who Britney Is". MTV. Retrieved 2010-06-05.
  24. "Britney Spears". The Official Charts Company. 2010. Retrieved 2010-06-05.
  25. "Britney sold over 12 million copies worldwide". Live Nation. 2010. Retrieved 2010-06-12.
  26. "ultratop.be — Britney Spears — Britney". Ultratop. Hung Medien. Retrieved 2010-06-05.
  27. "Rock On The Net: 45nd Annual Grammy Awards – 2001". National Academy of Recording Arts and Sciences. RockOntheNet.com. 2010. Retrieved 2010-06-06.
  28. McHugh, Catherine (2002-07-01). "Britney's Big Splash". Live Design. Penton Media. Retrieved 2010-06-06.
  29. Singlerland, Amy L. (2002-08-01). "Singin' in the Rain". Live Design. Penton Media. Retrieved 2010-06-0
  30. "McCartney Notches Year's Highest-Grossing Tour". Billboard. Nielsen Company. 2002. Retrieved 2010-01-26.
  31. "Crossroads Movie Reviews, Pictures — Rotten Tomatoes". Rotten Tomatoes. Flixster. 2002. Retrieved 2010-06-06.
  32. "Crossroads Film Review — Crossroads Film Pictures, Crossroads Film Trailer". View London. 2 View Group Ltd.. 2002-04-02. Retrieved 2010-06-06.
  33. Hughes 2005, p. 152
  34. Moss, Corey (2002-11-27). "Britney Spears Bails On Her New York Restaurant, Nyla". MTV. Retrieved 2010-06-06.
  35. Moss, Corey (2002-11-05). "Britney Spears' Hiatus Is History". MTV. Retrieved 2010-06-06.
  36. Sanchez, Rowena Joy A. (2009-10-04). "'This one’s for you': Ex-music couples sing of their love woes". Manila Bulletin. Manila Bulletin Publishing Corp.. Retrieved 2010-06-06.
  37. Sawyer, Diane (2003-11-23). "Britney revealed". ninemsn. PBL Media / Microsoft. Retrieved 2010-06-06.
  38. Stern, Bradley (2010-02). ["Annet Artani: From "Everytime" to "Alive"]. MuuMuse.com. Bradley Stern. Retrieved 2010-06-06.
  39. Jacks, Brian (2009-03-19). "Fred Durst Looks Back At His Relationship With Britney Spears". MTV. Retrieved 2010-06-06.
  40. Reporter, Staff (2008-07-31). "Britney Spears' Biography". Fox News. Retrieved 2010-06-06.
  41. "The 50 Most Important Recordings: S-Z : NPR". NPR.com. National Public Radio. 2009-11-16. Retrieved 2010-06-06.
  42. "In the Zone sold over 10 million copies worldwide". Live Nation. 2010. Retrieved 2010-06-12.
  43. "The World's Most Powerful Celebrities" Forbes. 2012-05-16. Retrieved 2012-05-17.
  44. "Artists of the Decade"Billboard. Prometheus Global Media. 2010. Retrieved 2010-05-03.
  45. Grein, Paul (2009-05-29). "Chart Watch Extra: The Top 20 Album Sellers Of The 2000s". Yahoo! Music. Yahoo!. Retrieved 2010-05-03.
  46. "RIAA — Gold & Platinum — May 3, 2010"Recording Industry Association of America. Mitch Bainwol. 2010. Retrieved 2010-05-03.
  47. Graham, Mark (2012-02-13)."VH1's 100 Greatest Women In Music (Complete List)" on 2012-03-05.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]