พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019–20

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พรีเมียร์ลีก
ฤดูกาล2019–20
วันที่9 สิงหาคม ค.ศ. 2019 – 26 กรกฎาคม ค.ศ. 2020[1][2][3]
ทีมชนะเลิศลิเวอร์พูล
แชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก
แชมป์ลีกสูงสุดอังกฤษสมัยที่ 19
แชมเปียนส์ลีกลิเวอร์พูล
จำนวนนัด318
จำนวนประตู857 (2.69 ประตูต่อนัด)
ผู้ทำประตูสูงสุดปีแยร์-แอเมอริก โอบาเมอย็องก์
เจมี วาร์ดี
(คนละ 19 ประตู)
ทีมเหย้าชนะสูงสุดแมนเชสเตอร์ซิตี 8–0 วอตฟอร์ด
(21 กันยายน ค.ศ. 2019)
ทีมเยือนชนะสูงสุดเซาแทมป์ตัน 0–9 เลสเตอร์ซิตี
(25 ตุลาคม ค.ศ. 2019)
จำนวนประตูสูงสุดเซาแทมป์ตัน 0–9 เลสเตอร์ซิตี
(25 ตุลาคม ค.ศ. 2019)
ชนะติดต่อกันมากที่สุดลิเวอร์พูล
(18 นัด)[4]
ไม่แพ้ติดต่อกันมากที่สุดลิเวอร์พูล
(27 นัด)[4]
ไม่ชนะติดต่อกันมากที่สุดวอตฟอร์ต
(11 นัด)[4]
แพ้ติดต่อกันมากที่สุดบอร์นมัท
(5 นัด)[4]
จำนวนผู้ชมสูงสุด73,737 คน
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 1–1 ลิเวอร์พูล
(20 ตุลาคม ค.ศ. 2019)[4]
จำนวนผู้ชมต่ำสุด10,020 คน
บอร์นมัท 0–1 เบิร์นลีย์
(21 ธันวาคม ค.ศ. 2019)
ไม่นับรวมแมตช์แข่งขันหลังจากหยุดพักการแข่งขันของฤดูกาล เนื่องจากมีการจำกัดจำนวนผู้คน 300 คนในคราวเดียวผ่าน โควิด-19.
จำนวนผู้ชมรวม11,322,096 คน[4]
จำนวนผู้ชมเฉลี่ย39,312 คน[4]
สถิติทั้งหมดปรับปรุงล่าสุดในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2020

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019–20 (อังกฤษ: 2019–20 Premier League) เป็นการแข่งขันพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่ 28 นับแต่เริ่มจัดการแข่งขันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1992 โดยแมนเชสเตอร์ซิตี คือทีมที่ป้องกันแชมป์ในฤดูกาลนี้ หลังชนะเลิศสองสมัยติดต่อกันและชนะเลิศสามรายการเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูล ชนะเลิศในลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 19 และยังเป็นการชนะเลิศครั้งแรกในยุคพรีเมียร์ลีก หลังพวกเขาชนะเลิศลีกสูงสุดครั้งสุดท้ายเมื่อปี ค.ศ. 1990

ฤดูกาลมีการหยุดการแข่งขันชั่วคราวเป็นเวลามากกว่าสามเดือน หลังมีการตัดสินจากพรีเมียร์ลีกเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 2020 หลังพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาในผู้เล่นและทีมงานเนื่องจากเกิดการระบาดทั่วของไวรัสโคโรนา ในตอนแรกนั้นจะกลับมาแข่งขันในวันที่ 4 เมษายน แต่ก็ได้ขยายไปช่วงกลางมิถุนายน[3] การแข่งขันกลับมาในวันที่ 17 มิถุนายน และเริ่มการแข่งขันเต็มรูปแบบในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์วันที่ 19–21 มิถุนายน[5]

ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลแรกที่ใช้ระบบวีเออาร์[6] มีการเปลี่ยนกฏกติกาใหม่สำหรับการส่งบอลย้อนหลัง, จุดโทษ, แฮนด์บอลและการเปลี่ยนตัว[7]

สรุป[แก้]

พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เป็นการเริ่มต้นสัญญาฉบับใหม่ของการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ระยะเวลาสามปี โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็คือ การแข่งขันจำนวนแปดนัดจะถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เวลา 19:45 น. (เวลาท้องถิ่น) วันเสาร์ตลอดฤดูกาลโดย สกายสปอร์ตส[8] นอกจากนี้ แอมะซอน ยังได้ถ่ายทอดสดจำนวนสองนัดในเดือนธันวาคม รวมถึง เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี ซึ่งครั้งแรกที่นัดดังกล่าวได้ถ่ายทอดสดทั่วประเทศ[9] ส่วนประเทศไทยนั้น ทรูวิชั่นส์ กลับมาเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง โดยเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี[10]

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 2019 เลสเตอร์ซิตี ทำลายสถิติของพรีเมียร์ลีกและลีกสูงสุดของอังกฤษ โดยทำสถิติเป็นทีมเยือนที่ชนะในลีกด้วยจำนวนประตูเยอะที่สุดและเทียบเท่าสถิติชนะในพรีเมียร์ลีกด้วยจำนวนประตูเยอะที่สุด เมื่อพวกเขาเอาชนะ เซาแทมป์ตัน 9–0 ที่ เซนต์แมรีส์สเตเดียม[11]

เมื่อวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 2020 ในนัดการแข่งขันที่ แมนเชสเตอร์ซิตี ชนะ แอสตันวิลลา ด้วยผลประตูรวม 6–1 เซร์ฆิโอ อาเกวโร ได้ทำลายสถิติของ ตีแยรี อ็องรี เป็นผู้เล่นต่างประเทศที่ทำประตูสูงสุด[12] และเขายังได้ทำลายสถิติเป็นผู้เล่นที่ทำแฮต-ทริกส์มากที่สุด (12) แทนที่ของ แอลัน เชียเรอร์[13]

พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลแรกที่มีการพักช่วงกลางฤดูกาลในเดือนกุมภาพันธ์ มีสามนัดจากสิบนัดแข่งขันในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์วันที่ 8–9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020 อีกหกนัดแข่งขันในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์วันที่ 14–17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020 และนัดที่สิบ นัดที่แมนเชสเตอร์ซิตีพบกับ เวสต์แฮมยูไนเต็ด มีการเลื่อนการแข่งขันจากวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020 ไปวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020 เนื่องจากพายุคีรา นัดการแข่งขันในวันเดียวกันนั้นแข่งในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เพื่อไม่ให้การถ่ายทอดสดทับซ้อนกัน[14]

ในระหว่างฤดูกาล ลิเวอร์พูล ทำสถิติเป็นทีมที่ชนะติดต่อกันมากที่สุด 18 นัด[15] ก่อนจะแพ้ให้กับ วอตฟอร์ด เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020 ปัจจุบัน ลิเวอร์พูลกำลังทำสถิติชนะในบ้านติดต่อกัน 23 นัด[16] และทำสถิตินำห่าง 23 คะแนนในตารางเมื่อทุกทีมแข่งเท่ากัน (สถิติ ณ วันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 2020)[17][18]

เพื่อการแสดงออกความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันหลัง การเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ ชื่อของผู้เล่นบนหลังเสื้อของพวกเขานั้นแทนที่ด้วย 'แบล็กไลฟส์แมตเทอร์' ใน 12 นัดแรกของการเริ่มต้นฤดูกาลอีกครั้ง พรีเมียร์ลีกยังให้การสนับสนุนสำหรับผู้เล่นคนใดที่ 'คุกเข่า' ก่อนหรือระหว่างการแข่งขัน[19]

ลิเวอร์พูล ชนะเลิศการแข่งขันในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 2020 หลังจากแมนเชสเตอร์ซิตี พ่ายแพ้ต่อ เชลซี 2–1 ที่สนามกีฬาสแตมฟอร์ดบริดจ์ ในนัดที่ 31 ของการแข่งขัน ซึ่งทำให้คะแนนของลิเวอร์พูลมีมากกว่าแมนฯ ซิตีในขณะนั้นถึง 23 คะแนน ซึ่งเกินกว่าโอกาสในการเก็บคะแนนได้ของแมนฯ ซิตีซึ่งมีโอกาสที่จะทำได้สูงสุดเพียง 21 คะแนน ซึ่งเป็นการชนะเลิศพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และเป็นครั้งที่ 19 ในการชนะเลิศลีกสูงสุด [20]

ผลกระทบจากการระบาดทั่วของไวรัสโคโรนา[แก้]

ตั้งแต่เดือนมีนาคม พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ได้รับผลกกระทบจากการระบาดทั่วของไวรัสโคโรนา[21] โดยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม นัดการแข่งขันระหว่าง แมนเชสเตอร์ซิตี พบกับ อาร์เซนอล ได้ถูกเลื่อนออกไปก่อน ซึ่งแต่เดิมนั้นมีกำหนดแข่งในวันถัดไป หลังจากมีการเลื่อนมาก่อนหน้านี้เนื่องจาก แมนเชสเตอร์ซิตี ต้องลงแข่งในรายการ อีเอฟแอลคัพ 2020 นัดชิงชนะเลิศ สาเหตุมาจากผู้เล่นจำนวนหนึ่งของอาร์เซนอลได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดกับ เอวานเกโลส มารินาคิส เจ้าของ โอลิมเบียโกส ซึ่งเขาติดเชื้อไวรัสโคโรนา หลังทดสอบการตรวจเลือดแล้วมีผลเป็นบวก โดยทั้งสองทีมได้พบกันในรายการยูโรปาลีกเมื่อ 13 วันก่อน[22] นี่เป็นฤดูกาลแรกของแข่งขันฟุตบอลอังกฤษ ที่มีการหยุดการแข่งขัน ตั้งแต่ ฤดูกาล 1939–40 ซึ่งในฤดูกาลดังกล่าวถูกยกเลิกหลังแข่งขันไปแค่สามนัด เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง[23]

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม มีการเปิดเผยว่าผู้เล่นของเลสเตอร์ซิตีสามคนนั้นถูกกักตัว[24] แมนเชสเตอร์ซิตีประกาศว่า แบ็งฌาแม็ง แมนดี กองหลังของทีมถูกกักตัวหลังสมาชิกในครอบครัวแสดงอาการป่วยจากไวรัส[25] ต่อมาในตอนเย็น มีการยืนยันว่า มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีมของอาร์เซนอล ติดเชื้อไวรัสโคโรนาหลังตรวจเลือดแล้วมีผลเป็นบวก[26] ทำให้การแข่งขันระหว่าง ไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน กับ อาร์เซนอล ในวันที่ 14 มีนาคม ที่อาแม็กซ์สเตเดียม ถูกเลื่อนออกไปก่อน[27] เมื่อวันที่ 13 มีนาคม เชลซี ประกาศว่า แคลลัม ฮัดสัน-โอดอย ปีกของทีม ติดเชื้อไวรัสโคโรนาหลังตรวจเลือดแล้วมีผลเป็นบวก[28]

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม การประชุมฉุกเฉินระหว่าง พรีเมียร์ลีก, สมาคมฟุตบอล (หรือ เอฟเอ), อิงกลิชฟุตบอลลีกและเอฟเอวีเมนส์ซูเปอร์ลีก หลังการประชุม มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ระงับการแข่งขันฟุตบอลอาชีพในอังกฤษ อย่างน้อยจนถึงวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2020[2] เมื่อวันที่ 19 มีนาคม การระงับได้ถูกขยายออกไปอย่างน้อยจนถึงวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 2020[29] ในเวลาเดียวกัน สมาคมฟุตบอล ตกลงขยายการแข่งขันในฤดูกาลนี้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด เลยกำหนดเดิมคือวันที่ 1 มิถุนายน ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2020 แมตต์ แฮนคอก เลขาธิการแห่งรัฐเพื่อการดูแลสุขภาพและสังคม เรียกร้องให้ผู้เล่นในพรีเมียร์ลีกลดค่าจ้างของตัวเองระหว่างการระบาดทั่ว[30] สมาคมนักฟุตบอลอาชีพ ปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าว เพราะพวกเขารู้สึกว่าจะทำให้มีผลกระทบต่อ กระทรวงการคลัง ด้วยการสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้[31] หลายสโมสร รวมไปถึง วอตฟอร์ด, เซาแทมป์ตันและเวสต์แฮมยูไนเต็ด ตกลงที่ชะลอการจ่ายค่าจ้างให้กับผู้เล่น[32] ต่อมาในเดือนเมษายน พรีเมียร์ลีกได้ทำแผน เรียกว่า โปรเจก รีสตาร์ต เป้าหมายคือแข่งขันนัดที่เหลือจำนวน 92 นัดในช่วงระยะเวลาหกสัปดาห์ ณ สนามกลางที่ได้รับการอนุมัติ[33] วอตฟอร์ด, แอสตันวิลลาและไบรตัน เป็นทีมที่อยู่ใกล้ท้ายตาราง ให้ความคิดเห็นว่ามันไม่ยุติธรรมที่จะให้แข่งขันในสนามกลาง ในขณะที่มีสถานะที่เสี่ยงจะตกชั้น แต่จะได้เปรียบถ้าไม่มีการตกชั้น[34][35] ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2020 ผู้เล่นอนุญาตให้ฝึกซ้อมเป็นกลุ่ม เพื่อเตรียมตัวการกลับมาแข่งขันอีกครั้งของลีก พวกเขาได้รับอนุญาตให้อยู่ในกลุ่มได้ไม่เกินห้าคน พร้อมกับให้ช่วงเวลาในการฝึกซ้อมของแต่ละผู้เล่นไม่เกิน 75 นาที และต้องปฏิบัติตามกฏการเว้นระยะห่างทางสังคมในช่วงเวลาการฝึกซ้อม[36] เมื่อวันที่ 17 และ 18 พฤษภาคม ผู้เล่นและทีมงานทั้งหมดถูกตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 มีหกคนมีผลตรวจเลือดเป็นบวก รวมไปถึง เอเดรียน มาริอัปปา ผู้เล่นของวอตฟอร์ดและ เอียน โวน ผู้ช่วยผู้จัดการทีมเบิร์นลีย์[37][38][39] ต่อมาในเดือนพฤษภาคม แอรอน แรมสเดล ผู้เล่นของบอร์นมัท มีผลตรวจเลือดเป็นบวก[40]

ผู้เล่นจำนวนหนึ่ง รวมไปถึง ราฮีม สเตอร์ลิงกับเซร์ฆิโอ อาเกวโรของแมนเชสเตอร์ซิตี และแอรอน เครสเวลล์ของเวสต์แฮมยูไนเต็ด แสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในแคมเปญการเริ่มการแข่งขันใหม่อีกครั้ง แดนนี โรสของนิวคาสเซิลยูไนเต็ดเรียกการตัดสินใจที่จะเริ่มใหม่ว่าเป็น "เรื่องตลก"[41][42] ทรอย ดีนีย์ของวอตฟอร์ดกล่าวว่า เขาจะไม่กลับมาซ้อมเพราะกลัวจะกระทบต่อสุขภาพของครอบครัวของเขา[43] อึงโกโล ก็องเตของเชลซีพลาดการซ้อมเพราะกังวลด้านความปลอดภัย[44] เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม สโมสรในพรีเมียร์ลีก ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้สามารถซ้อมโดยมีการสัมผัสตัวได้[45] ไทโรน มิงส์ของแอสตันวิลลา กล่าวว่า เหล่าผู้เล่นไม่เคยได้รับการปรึกษาเกี่ยวกับการเริ่มกลับมาแข่งขันใหม่เลยและเพราะว่ามัน "ขับเคลื่อนด้วยเงิน"[46]

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม สโมสรในพรีเมียร์ลีกตกลงที่จะกลับมาแข่งขันต่อในวันที่ 17 มิถุนายน[47] เริ่มต้นด้วยนัดตกค้างสองเกม ได้แก่ แมนเชสเตอร์ซิตี พบกับ อาร์เซนอล และ แอสตันวิลลา พบกับ เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด[48] แล้วเริ่มการแข่งขันเต็มรูปแบบในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์วันที่ 19–21 มิถุนายน ซึ่งหยุดไปตั้งแต่เดือนมีนาคม ในช่วงแรกการแข่งขันนัดที่เหลือนั้นจะแข่งโดยไม่มีผู้ชมในสนาม และส่วนหนึ่งของการกลับมาแข่งขันต่อ พรีเมียร์ลีกยังได้อนุญาตให้ บีบีซีสปอร์ต ถ่ายทอดสดฟุตบอลจำนวนสี่นัด เป็นครั้งแรกที่ช่องดังกล่าวถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ตั้งแต่ก่อตั้งลีกเมื่อปี ค.ศ. 1992 ซึ่ง[49] นอกจากนี้ ช่องฟรีทีวี พิก (มี สกาย เป็นเจ้าของ) จะถ่ายทอดสด 25 นัดที่เหลือ[50] แอมะซอนไพร์ม ยังได้จัดสรรการถ่ายทอดสดฟุตบอลจำนวนสี่นัดซึ่งสามารถชมได้โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าสมาชิก[51]

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พรีเมียร์ลีกประกาศอนุญาตให้ทีมใส่ชื่อผู้เล่นตัวสำรองได้ถึงเก้าคนต่อนัด จากปกติเจ็ดคน และสามารถเปลี่ยนตัวได้ห้าคนจากเดิมสามคน[52]

ดีลอยต์ บริษัทผู้ให้บริการทางการเงิน ประมาณการว่าสโมสรในพรีเมียร์ลีกจะสูญเสียรายได้จำนวน 1 พันล้านปอนด์ในฤดูกาล 2019–20 และอีก 500 ล้านปอนด์ สำหรับการจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ถ่ายทอดสดและรายได้จากในวันแข่งขัน[53]

มีการตรวจหาเชื้อไวรัสในวันที่ 11 และ 12 มิถุนายน พบผู้มีผลตรวจเลือดเป็นบวกสองคนโดยไม่เปิดเผยชื่อ โดนคนหนึ่งเป็นผู้เล่นจากนอริชซิตีซึ่งจำเป็นต้องกักตัว ทำให้ไม่สามารถลงแข่งขันได้ พบผู้มีผลตรวจเลือดเป็นบวกจำนวน 16 คน จากการตรวจเลือดทั้งหมด 8,687 เคส[54]

ก่อนการกลับมาแข่งขันกันอีกครั้ง พรีเมียร์ลีกได้จัดทำแนวทางที่จะต้องปฏิบัติตามในทุกนัด โดยทุกนัดจะต้องแข่งขันโดยไม่มีผู้ชม จำกัดเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องให้อยู่ในสนามได้ไม่เกิน 300 คน ทุกสนามถูกแบ่งออกเป็นสามโซน ได้แก่ โซนสีแดง (ในสนามและเขตเทคนิค), โซนสีเหลือง (อัฒจันทร์) และโซนสีเขียว (ด้านนอกสนาม) โดยมีข้อจำกัดว่าใครได้รับอนุญาตให้เข้าโซนไหนได้บ้าง การตั้งแถวบนสนามของผู้เล่นและทีมงานต้องยืนสลับฟันปลาและไม่มีการจับมือก่อนแข่งขัน มีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบนธงของมุมธง, เสาประตู, ป้ายเปลี่ยนตัวและลูกบอล ก่อนและหลังการแข่งขันทุกครั้ง ผู้เล่นและทีมงานผู้ฝึกสอนระหว่างการเดินทางไปแข่งขัน ต้องรักษาระยะห่างทางสังคม การสัมภาษณ์หลังการแข่งขันต้องทำบนสนามและการแถลงข่าวต้องทำแบบออนไลน์[55]

ทีม[แก้]

ทีมที่เข้าแข่งขันในฤดูกาลนี้มีทั้งหมด 20 ทีม โดยแบ่งเป็น 17 ทีมมาจากฤดูกาลก่อนหน้านี้และ 3 ทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมาจากอีเอฟแอลแชมเปียนชิป ทีมที่เลื่อนชั้น ได้แก่ นอริชซิตี, เชฟฟีลด์ยูไนเต็ดและแอสตันวิลลา นอริชซิตีและแอสตันวิลลา กลับมาแข่งขั้นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้งหลังตกชั้นไปสามปี ขณะที่เชฟฟีลด์ยูไนเต็ดกลับมาหลังตกชั้นไปสิบสองปี โดยทั้งสามทีมแทนที่ คาร์ดิฟฟ์ซิตี, ฟูลัม (ทั้งสองทีมตกชั้นหลังแข่งขันในพรีเมียร์ลีกแค่หนึ่งฤดูกาล) และฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์ (ตกชั้นหลังแข่งขันในพรีเมียร์ลีกแค่สองฤดูกาล) การตกชั้นของคาร์ดิฟฟ์ซิตีทำให้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ฤดูกาล 2010–11 ที่ไม่มีทีมจากเวลส์เข้าแข่งขัน

สนามและที่ตั้ง[แก้]

ทีม ที่ตั้ง สนาม ความจุ[56]
อาร์เซนอล ลอนดอน (ฮอลโลเวย์) เอมิเรตส์สเตเดียม 60,704
แอสตันวิลลา เบอร์มิงแฮม วิลลาพาร์ก 42,785
บอร์นมัท บอร์นมัท ดีนคอร์ต 11,329
ไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน ไบรตัน อาแม็กซ์สเตเดียม 30,750
เบิร์นลีย์ เบิร์นลีย์ เทิร์ฟมัวร์ 21,944
เชลซี ลอนดอน (ฟูลัม) สแตมฟอร์ดบริดจ์ 40,834
คริสตัลพาเลซ ลอนดอน (เซลเฮิสต์) เซลเฮิสต์พาร์ก 25,486
เอฟเวอร์ตัน ลิเวอร์พูล (วอลตัน) กูดิสันพาร์ก 39,414
เลสเตอร์ซิตี เลสเตอร์ คิงเพาเวอร์สเตเดียม 32,243
ลิเวอร์พูล ลิเวอร์พูล (แอนฟีลด์) แอนฟีลด์ 53,394
แมนเชสเตอร์ซิตี แมนเชสเตอร์ เอทิฮัดสเตเดียม 55,097
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แมนเชสเตอร์ (โอลด์แทรฟฟอร์ด) โอลด์แทรฟฟอร์ด 74,879
นิวคาสเซิลยูไนเต็ด นิวคาสเซิลอะพอนไทน์ เซนต์เจมส์พาร์ก 52,388
นอริชซิตี นอริช แคร์โรว์โรด 27,244
เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด เชฟฟีลด์ บรามอลล์เลน 32,125
เซาแทมป์ตัน เซาแทมป์ตัน เซนต์แมรีส์สเตเดียม 32,505
ทอตนัมฮอตสเปอร์ ลอนดอน (ทอตนัม) ทอตนัมฮอตสเปอร์สเตเดียม 62,303
วอตฟอร์ด วอตฟอร์ด วิคาริจโรด 22,220
เวสต์แฮมยูไนเต็ด ลอนดอน (สแตรตเฟิร์ด) ลอนดอนสเตเดียม 60,000
วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ วุลเวอร์แฮมป์ตัน โมลีนิวส์ 32,050

บุคลากรและชุดแข่งขัน[แก้]

ทีม ผู้จัดการทีม กัปตัน ผู้ผลิตเสื้อ ผู้สนับสนุน (อก) ผู้สนับสนุน (แขนซ้าย)
อาร์เซนอล สเปน อาร์เตตา, มิเกลมิเกล อาร์เตตา กาบอง โอบาเมอย็องก์, ปีแยร์-แอเมอริกปีแยร์-แอเมอริก โอบาเมอย็องก์ อาดิดาส เอมิเรตส์[57] วิสิตรวันดา[58]
แอสตันวิลลา อังกฤษ ดีน สมิท อังกฤษ แจ็ก กรีลิช แคปปา[59] ดับบลิว88[60] บีอาร์88 [61]
บอร์นมัท อังกฤษ ฮาว, เอ็ดดีเอ็ดดี ฮาว อังกฤษ ฟรานซิส, ไซมอนไซมอน ฟรานซิส อัมโบร[62] เอ็ม88[63]
ไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน อังกฤษ พอตเตอร์, แกรแฮมแกรแฮม พอตเตอร์ อังกฤษ ดังก์, ลูวิสลูวิส ดังก์ ไนกี้[64] อเมริกันเอ็กซ์เพรส[64] เจดี[65]
เบิร์นลีย์ อังกฤษ ไดช์, ชอนชอน ไดช์ อังกฤษ มี, เบนเบน มี อัมโบร เลิฟเบ็ต[66]
เชลซี อังกฤษ แลมพาร์ด, แฟรงก์แฟรงก์ แลมพาร์ด สเปน อัซปิลิกูเอตา, เซซาร์เซซาร์ อัซปิลิกูเอตา ไนกี้[67] โยโกฮามะไทรส์[68] ฮุนได[69]
คริสตัลพาเลซ อังกฤษ ฮอดจ์สัน, รอยรอย ฮอดจ์สัน เซอร์เบีย มิลิวอเยวิช, ลูคาลูคา มิลิวอเยวิช พูมา[70] แมนเบ็ตเอ็กซ์[71] Dongqiudi
เอฟเวอร์ตัน อิตาลี อันเชลอตตี, การ์โลการ์โล อันเชลอตตี สาธารณรัฐไอร์แลนด์ โคลแมน, เซมัสเซมัส โคลแมน อัมโบร[72] สปอร์ตเปซา[73] แอ็งกรีเบิดส์[74]
เลสเตอร์ซิตี ไอร์แลนด์เหนือ ร็อดเจอส์, เบรนดันเบรนดัน ร็อดเจอส์ จาเมกา มอร์แกน, เวสเวส มอร์แกน อาดิดาส[75] คิง เพาเวอร์[76] เบียร์ไซ่ง่อน[77]
ลิเวอร์พูล เยอรมนี คล็อพ, เยือร์เกินเยือร์เกิน คล็อพ อังกฤษ เฮนเดอร์สัน, จอร์แดนจอร์แดน เฮนเดอร์สัน นิวบาลานซ์[78] สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด[79] เวสเทิร์นยูเนียน[80]
แมนเชสเตอร์ซิตี สเปน กวาร์ดิโอลา, เปปเปป กวาร์ดิโอลา สเปน ซิลบา, ดาบิดดาบิด ซิลบา พูมา[81] เอทิฮัดแอร์เวส์[82] เน็กซ์เซนไทร[83]
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด นอร์เวย์ อูเลอ กึนนาร์ ซูลชาร์ อังกฤษ แฮร์รี แมไกวร์[84] อาดิดาส[85] เชฟโรเลต[86] โคห์เลอร์[87]
นิวคาสเซิลยูไนเต็ด อังกฤษ บรูซ, สตีฟสตีฟ บรูซ อังกฤษ ลาสเซลส์, จามาลจามาล ลาสเซลส์ พูมา[88] ฟัน88[89] รอประกาศ
นอริชซิตี เยอรมนี ดานีเอิล ฟาร์เคอ สกอตแลนด์ แกรนต์ แฮนลีย์ เอร์เรอา ดาฟาเบท[90] เบสต์เฟรนส์[91]
เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด อังกฤษ คริส วิลเดอร์ อังกฤษ บิลลี ชาร์ป อาดิดาส ยูเนียนสแตนดาร์ดกรุป[92]
เซาแทมป์ตัน ออสเตรีย ฮาเซินฮึทเทิล, รัล์ฟรัล์ฟ ฮาเซินฮึทเทิล เดนมาร์ก เฮยบีแยร์, ปีแยร์-เอมีลปีแยร์-เอมีล เฮยบีแยร์ อันเดอร์อาร์เมอร์[93] แอลดีสปอตส์[94] เวอร์จินมีเดีย[95]
ทอตนัมฮอตสเปอร์ โปรตุเกส มูรีนโย, โชเซโชเซ มูรีนโย ฝรั่งเศส โยริส, อูว์โกอูว์โก โยริส ไนกี้[96] เอไอเอ[97] ไม่มี
วอตฟอร์ด อังกฤษ เพียร์สัน, ไนเจลไนเจล เพียร์สัน อังกฤษ ดีนีย์, ทรอยทรอย ดีนีย์ อาดิดาส[98] สปอตส์เบ็ตดอตไอโอ[99] บิตคอยน์[100]
เวสต์แฮมยูไนเต็ด สกอตแลนด์ มอยส์‎, เดวิดเดวิด มอยส์‎ อังกฤษ โนเบิล, มาร์กมาร์ก โนเบิล อัมโบร[101] เบ็ตเวย์[102] บาสเซ็ตแอนด์โกลด์[103]
วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ โปรตุเกส นือนู เอสปีรีตู ซังตู อังกฤษ คอเนอร์ โคอาดี อาดิดาส[104] แมนเบ็ตเอ็กซ์[105] คอยน์ดีล[106]

การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีม[แก้]

ทีม ผู้จัดการที่ออก สาเหตุที่ออก วันที่ตำแหน่งว่าง อันดับในตารางคะแนน ผู้จัดการคนใหม่ วันที่ได้รับการแต่งตั้ง
ไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน สาธารณรัฐไอร์แลนด์ คริส ฮิวตัน[107] ถูกไล่ออก 13 พฤษภาคม 2019 ก่อนฤดูกาล อังกฤษ แกรแฮม พอตเตอร์[108] 20 พฤษภาคม 2019
เชลซี อิตาลี เมารีซีโอ ซาร์รี[109] เซ็นสัญญากับยูเวนตุส 16 มิถุนายน 2019 อังกฤษ แฟรงก์ แลมพาร์ด[110] 4 กรกฎาคม 2019
นิวคาสเซิลยูไนเต็ด สเปน ราฟาเอล เบนิเตซ[111] สิ้นสุดสัญญา 30 มิถุนายน 2019 อังกฤษ สตีฟ บรูซ 17 กรกฎาคม 2019
วอตฟอร์ด สเปน ฆาบิ กราซิอา[112] ถูกไล่ออก 7 กันยายน 2019 อันดับที่ 20 สเปน กิเก ซันเชซ โฟลเรส[112] 7 กันยายน 2019
ทอตนัมฮอตสเปอร์ อาร์เจนตินา เมาริซิโอ โปเชติโน[113] 19 พฤศจิกายน 2019 อันดับที่ 14 โปรตุเกส โชเซ มูรีนโย[114] 20 พฤศจิกายน 2019
อาร์เซนอล สเปน อูไน เอเมรี[115] 29 พฤศจิกายน 2019 อันดับที่ 8 สเปน มิเกล อาร์เตตา[116] 20 ธันวาคม 2019
วอตฟอร์ด สเปน กิเก ซันเชซ โฟลเรส[117] 1 ธันวาคม 2019 อันดับที่ 20 อังกฤษ ไนเจล เพียร์สัน[118] 6 ธันวาคม 2019
เอฟเวอร์ตัน โปรตุเกส ซิลวา, มาร์กูมาร์กู ซิลวา[119] 5 ธันวาคม 2019 อันดับที่ 18 อิตาลี การ์โล อันเชลอตตี[120] 21 ธันวาคม 2019
เวสต์แฮมยูไนเต็ด ชิลี มานูเอล เปเลกรินิ[121] 28 ธันวาคม 2019 อันดับที่ 17 สกอตแลนด์ เดวิด มอยส์[122] 29 ธันวาคม 2019

ตารางคะแนน[แก้]

อันดับ ทีม เล่น ชนะ เสมอ แพ้ ได้ เสีย ต่าง คะแนน การผ่านเข้ารอบหรือการตกชั้น
1 ลิเวอร์พูล (C, Q) 31 28 2 1 70 21 +49 86 ผ่านเข้าสู่แชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม
2 แมนเชสเตอร์ซิตี[a] 31 20 3 8 77 33 +44 63
3 เลสเตอร์ซิตี 32 16 7 9 60 31 +29 55 ผ่านเข้าสู่แชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม
4 เชลซี 32 16 6 10 57 44 +13 54
5 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 32 14 10 8 51 31 +20 52
6 วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ 32 13 13 6 45 34 +11 52 ผ่านเข้าสู่ยูโรปาลีก รอบแบ่งกลุ่ม
7 อาร์เซนอล 32 11 13 8 47 41 +6 46 ผ่านเข้าสู่ยูโรปาลีก รอบคัดเลือกรอบสอง[b]
8 ทอตนัมฮอตสเปอร์ 31 12 9 10 50 41 +9 45
9 เบิร์นลีย์ 32 13 6 13 36 45 −9 45
10 เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด 31 11 11 9 30 31 −1 44
11 เอฟเวอร์ตัน 32 12 8 12 40 47 −7 44
12 คริสตัลพาเลซ 32 11 9 12 28 37 −9 42
13 นิวคาสเซิลยูไนเต็ด 32 11 9 12 33 43 −10 42
14 เซาแทมป์ตัน 32 12 4 16 41 55 −14 40
15 ไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน 32 7 12 13 34 44 −10 33
16 เวสต์แฮมยูไนเต็ด 32 8 6 18 38 56 −18 30
17 วอตฟอร์ด 32 6 10 16 29 49 −20 28
18 แอสตันวิลลา 32 7 6 19 36 60 −24 27 ตกชั้นสู่อีเอฟแอลแชมเปียนชิป
19 บอร์นมัท 32 7 6 19 30 54 −24 27
20 นอริชซิตี 32 5 6 21 25 60 −35 21
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2020. แหล่งที่มา : พรีเมียร์ลีก
กฎการจัดอันดับ : 1) คะแนน; 2) ผลต่างประตู; 3) ประตูรวม; 4) หากทีมที่ชนะเลิศ, ทีมที่ตกชั้นหรือทีมที่ผ่านเข้าสู่การแข่งขันของยูฟ่า ไม่สามารถตัดสินได้ตามกฎ 1 ถึง 3, จะมีการบังคับใช้กฎ 4.1 ถึง 4.3 – 4.1) คะแนนที่ได้จากเฮด-ทู-เฮดระหว่างทีมดังกล่าว; 4.2) ประตูทีมเยือนจากเฮด-ทู-เฮดระหว่างทีมดังกล่าว; 4.3) เพลย์ออฟ[127]
(C) ชนะเลิศ; (Q) ผ่านเข้าสู่รอบที่ระบุ.
หมายเหตุ :
  1. แมนเชสเตอร์ซิตี ได้รับโทษแบนจากการแข่งขันของยูฟ่าทั้งหมดในฤดูกาล 2020–21 และ 2021–22 ซึ่งลงโทษโดยคณะกรรมการควบคุมการเงินของสโมสรยูฟ่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2020 เนื่องจากละเมิดระเบียบว่าด้วยความยุติธรรมทางการเงินของยูฟ่า[123] แมนเชสเตอร์ซิตีจึงได้มีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา (ซีเอเอส) เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2020[124] มีการนัดไต่สวนการยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2020[125] ผลของคำตัดสินจะออกมาในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนกรกฎาคม[126]
  2. เนื่องจากผู้ชนะเลิศรายการ อีเอฟแอลคัพ ฤดูกาล 2019–20 คือ แมนเชสเตอร์ซิตี ได้รับโทษแบนจากยูฟ่า ทำให้สิทธิ์ของผู้ชนะเลิศลีกคัพ (ยูโรปาลีก รอบคัดเลือกรอบสอง) ตกมาอยู่อันดับที่ 7

ผลการแข่งขัน[แก้]

เหย้า / เยือน ARS AVL BOU BHA BUR CHE CRY EVE LEI LIV MCI MUN NEW NOR SHU SOU TOT WAT WHU WOL
อาร์เซนอล 3–2 1–0 1–2 2–1 1–2 2–2 3–2 0–3 2–0 4–0 4–0 1–1 2–2 2–2 1–0 1–1
แอสตันวิลลา 1–2 2–1 2–2 1–2 2–0 1–4 1–2 1–6 1–0 0–0 1–3 2–3 2–1 0–0 0–1
บอร์นมัท 1–1 2–1 3–1 0–1 2–2 0–2 3–1 0–3 1–3 1–0 1–4 0–0 1–1 0–3 2–2 1–2
ไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน 2–1 1–1 2–0 1–1 1–1 0–1 3–2 0–2 0–3 2–0 0–1 0–2 3–0 1–1 1–1 2–2
เบิร์นลีย์ 0–0 1–2 3–0 2–4 0–2 1–0 2–1 0–3 1–4 0–2 1–0 2–0 3–0 1–1 1–0 3–0
เชลซี 2–2 2–1 0–1 2–0 3–0 2–0 4–0 1–1 1–2 2–1 0–2 1–0 2–2 0–2 2–1 0–1
คริสตัลพาเลซ 1–1 1–0 1–0 1–1 0–1 0–0 0–2 1–2 0–2 1–0 2–0 0–1 0–2 1–0 2–1 1–1
เอฟเวอร์ตัน 0–0 1–0 1–0 3–1 3–1 2–1 0–0 1–3 2–2 0–2 0–2 1–1 1–0 2–0 3–2
เลสเตอร์ซิตี 2–0 4–0 3–1 2–1 2–2 2–1 0–4 0–1 5–0 1–1 1–2 2–1 2–0 4–1 0–0
ลิเวอร์พูล 3–1 2–1 2–1 4–0 5–2 2–1 3–1 2–0 3–1 4–1 4–0 2–1 2–0 1–0
แมนเชสเตอร์ซิตี 3–0 3–0 4–0 2–1 2–2 2–1 3–1 1–2 2–0 2–1 2–2 8–0 0–2
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 1–1 2–2 3–1 0–2 4–0 1–2 1–1 1–1 2–0 4–1 4–0 3–0 2–1 3–0 0–0
นิวคาสเซิลยูไนเต็ด 0–1 1–1 2–1 0–0 0–0 1–0 1–0 1–2 0–3 2–2 1–0 0–0 3–0 2–1 1–1 1–1
นอริชซิตี 2–2 1–5 1–0 2–3 1–1 0–1 1–0 0–1 3–2 1–3 3–1 1–2 0–3 2–2 0–2 1–2
เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด 1–0 2–0 2–1 1–1 3–0 1–0 1–2 0–1 0–1 3–3 0–2 1–0 0–1 1–1 1–0
เซาแทมป์ตัน 0–2 2–0 1–3 1–2 1–4 1–1 1–2 0–9 1–2 1–1 0–1 2–1 1–0 2–1 0–1 2–3
ทอตนัมฮอตสเปอร์ a 3–1 3–2 2–1 5–0 0–2 4–0 0–1 2–0 1–1 0–1 2–1 1–1 2–1 1–1
วอตฟอร์ด 2–2 3–0 0–0 0–3 0–3 1–2 0–0 2–3 1–1 3–0 2–0 0–0 1–3 0–0 1–3 2–1
เวสต์แฮมยูไนเต็ด 4–0 3–3 3–2 1–2 1–1 1–2 0–2 0–5 2–0 2–3 2–0 1–1 3–1 0–2
วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ 2–1 1–0 0–0 1–1 2–5 0–0 3–2 1–1 1–1 3–0 1–1 1–1 1–2 2–0 2–0
นับผลการแข่งขันล่าสุดถึงวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2020. ที่มา: Premier League
สีฟ้าหมายถึงทีมเหย้าชนะ สีเหลืองหมายถึงเสมอกัน และสีแดงหมายถึงทีมเยือนชนะ
อักษร "a" สำหรับการแข่งขันที่ยังไม่เกิดขึ้นหมายความว่ามีบทความเกี่ยวกับการแข่งขันนัดนี้

สถิติตลอดฤดูกาล[แก้]

ณ วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2020

การทำประตู[แก้]

ผู้ทำประตูสูงสุด[แก้]

อันดับ ผู้เล่น สโมสร ประตู[128]
1 กาบอง ปีแยร์-แอเมอริก โอบาเมอย็องก์ อาร์เซนอล 19
อังกฤษ เจมี วาร์ดี เลสเตอร์ซิตี
3 อังกฤษ แดนนี อิงส์ เซาแทมป์ตัน 18
4 อียิปต์ มุฮัมมัด เศาะลาห์ ลิเวอร์พูล 17
5 อาร์เจนตินา เซร์ฆิโอ อาเกวโร แมนเชสเตอร์ซิตี 16
6 เม็กซิโก ราอุล ฆิเมเนซ วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ 15
เซเนกัล ซาดีโย มาเน ลิเวอร์พูล
8 ฝรั่งเศส อ็องตอนี มาร์ซียาล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 14
อังกฤษ มาร์คัส แรชฟอร์ด แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
10 อังกฤษ แทมมี อับราฮัม เชลซี 13
อังกฤษ ดอมินิก แคลเวิร์ต-ลูอิน เอฟเวอร์ตัน

แฮท-ทริคส์[แก้]

ผู้เล่น ทีม พบกับทีม ผล วันที่
อังกฤษ สเตอร์ลิง, ราฮีมราฮีม สเตอร์ลิง แมนเชสเตอร์ซิตี เวสต์แฮมยูไนเต็ด 5–0 (A)[129] 10 สิงหาคม 2019
ฟินแลนด์ ปุกกี, ตีมูตีมู ปุกกี นอริชซิตี นิวคาสเซิลยูไนเต็ด 3–1 (H)[130] 17 สิงหาคม 2019
อังกฤษ อับราฮัม, แทมมีแทมมี อับราฮัม เชลซี วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ 5–2 (A)[131] 14 กันยายน 2019
โปรตุเกส ซิลวา, บือร์นาร์ดูบือร์นาร์ดู ซิลวา แมนเชสเตอร์ซิตี วอตฟอร์ด 8–0 (H)[132] 21 กันยายน 2019
สเปน เปเรซ, อาโยเซอาโยเซ เปเรซ เลสเตอร์ซิตี เซาแทมป์ตัน 9–0 (A)[133] 25 ตุลาคม 2019
อังกฤษ วาร์ดี, เจมีเจมี วาร์ดี
สหรัฐ พูลิซิช, คริสเตียนคริสเตียน พูลิซิช เชลซี เบิร์นลีย์ 4–2 (A)[134] 26 ตุลาคม 2019
อาร์เจนตินา เซร์ฆิโอ อาเกวโร แมนเชสเตอร์ซิตี แอสตันวิลลา 6–1 (A)[135] 12 มกราคม 2020
ฝรั่งเศส อ็องตอนี มาร์ซียาล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด 3–0 (H)[136] 24 มิถุนายน 2020
หมายเหตุ

4 ผู้เล่นที่ทำ 4 ประตู; (H) – เหย้า ; (A) – เยือน

อันดับการผ่านบอล[แก้]

อันดับ ผู้เล่น สโมสร การผ่านบอล[137]
1 เบลเยียม เกฟิน เดอ เบรยเนอ แมนเชสเตอร์ซิตี 16
2 อังกฤษ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ลิเวอร์พูล 12
3 สเปน อาดามา ตราโอเร วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ 9
4 แอลจีเรีย ริยาฎ มะห์รัซ แมนเชสเตอร์ซิตี 8
สกอตแลนด์ แอนดรูว์ รอเบิร์ตสัน ลิเวอร์พูล
เกาหลีใต้ ซน ฮึง-มิน ทอตนัมฮอตสเปอร์
7 อาร์เจนตินา เอมิเลียโน บูเอนเดีย นอริชซิตี 7
บราซิล โรแบร์ตู ฟีร์มีนู ลิเวอร์พูล
เซเนกัล ซาดีโย มาเน ลิเวอร์พูล
อียิปต์ มุฮัมมัด เศาะลาห์ ลิเวอร์พูล
โปรตุเกส บือร์นาร์ดู ซิลวา แมนเชสเตอร์ซิตี
สเปน ดาบิด ซิลบา แมนเชสเตอร์ซิตี

คลีนชีตส์[แก้]

อันดับ ผู้เล่น สโมสร จำนวนคลีนชีตส์[138]
1 อังกฤษ นิก โพป เบิร์นลีย์ 13
2 บราซิล อาลีซง ลิเวอร์พูล 12
3 บราซิล แอแดร์ซง แมนเชสเตอร์ซิตี 11
อังกฤษ ดีน เฮนเดอร์สัน เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด
โปรตุเกส รุย ปาตรีซียู วุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์
เดนมาร์ก แคสเปอร์ สไมเกิล เลสเตอร์ซิตี
7 สเปน ดาบิด เด เฆอา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 10
สโลวาเกีย มาร์ติน ดูบรัฟกา นิวคาสเซิลยูไนเต็ด
สเปน บิเซนเต กวยตา คริสตัลพาเลซ
10 อังกฤษ เบน ฟอสเตอร์ วอตฟอร์ด 9

การคาดโทษ[แก้]

ผู้เล่น[แก้]

สโมสร[แก้]

รางวัล[แก้]

รางวัลประจำเดือน[แก้]

เดือน ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือน ผู้เล่นยอดเยื่ยมประจำเดือน ประตูยอดเยี่ยมประจำเดือน อ้างอิง
ผู้จัดการทีม สโมสร ผู้เล่น สโมสร ผู้เล่น สโมสร
สิงหาคม เยอรมนี เยือร์เกิน คล็อพ ลิเวอร์พูล ฟินแลนด์ ตีมู ปุกกี นอริชซิตี อังกฤษ ฮาร์วีย์ บาร์นส์ เลสเตอร์ซิตี [143][144][145]
กันยายน กาบอง ปีแยร์-แอเมอริก โอบาเมอย็องก์ อาร์เซนอล มาลี มุสซา เฌเนโป เซาแทมป์ตัน [146][147][148]
ตุลาคม อังกฤษ แฟรงก์ แลมพาร์ด เชลซี อังกฤษ เจมี วาร์ดี เลสเตอร์ซิตี อังกฤษ แมตตี ลองสตัฟฟ์ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด [149][150][151]
พฤศจิกายน เยอรมนี เยือร์เกิน คล็อพ ลิเวอร์พูล เซเนกัล ซาดีโย มาเน ลิเวอร์พูล เบลเยียม เกฟิน เดอ เบรยเนอ แมนเชสเตอร์ซิตี [152][153][154]
ธันวาคม อังกฤษ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เกาหลีใต้ ซน ฮึง-มิน ทอตนัมฮอตสเปอร์ [155][156][157]
มกราคม อาร์เจนตินา เซร์ฆิโอ อาเกวโร แมนเชสเตอร์ซิตี อิหร่าน แอลีเรซอ แจฮอนแบฆช์ ไบรตันแอนด์โฮฟอัลเบียน [158][159][160]
กุมภาพันธ์ อังกฤษ ชอน ไดช์ เบิร์นลีย์ โปรตุเกส บรูนู ฟือร์นังดึช แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เช็กเกีย มาเตจ วีดรา เบิร์นลีย์ [161][162][163]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Here's when 2019/20 Premier League fixtures will be revealed". 17 April 2019. สืบค้นเมื่อ 20 April 2019.
  2. 2.0 2.1 "Premier League, FA, EFL and WSL unite to postpone fixtures". Premier League. 13 March 2020. สืบค้นเมื่อ 13 March 2020.
  3. 3.0 3.1 "Premier League statement on impact of COVID-19". premierleague.com. Premier League. 5 April 2020. สืบค้นเมื่อ 23 April 2020.
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 4.4 4.5 4.6 "English Premier League Performance Stats – 2019–20". ESPN. สืบค้นเมื่อ 14 December 2019.
  5. "Premier League returns on June 17". Sky Sports. สืบค้นเมื่อ 28 May 2020.
  6. "VAR: Video assistant referees set to be used in Premier League next season". BBC Sport. 15 November 2018. สืบค้นเมื่อ 7 April 2019.
  7. "Football's new laws – changes to backpasses, penalties, handballs and subs for 2019–20". BBC Sport. 1 August 2019. สืบค้นเมื่อ 2 August 2019.
  8. "Premier League broadcast deals for 2019–2022". premierleague.com. Premier League. 12 June 2019. สืบค้นเมื่อ 23 April 2020.
  9. "Record 200 Premier League matches to be shown live next season". The Times. 13 June 2019. สืบค้นเมื่อ 15 June 2019. Of the 380 games across the season, 200 will be broadcast live and particular interest will be paid to the two full rounds of matches in December that will be screened by Amazon at the start of its first three-year deal.
  10. ""ทรูวิชั่นส์" ลั่นกลับมาบริหาร "พรีเมียร์ลีก" รอบ 6 ปี ต้อง "คุ้มทุน" ชู "ออมนิ แชนแนล" หนุนรายได้ ยิงสด PPTV 30 แมตช์". positioningmag.com. 7 สิงหาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 21 มิถุนายน 2020.
  11. "Southampton 0-9 Leicester City: Foxes equal record for biggest Premier League win". BBC Sport. 25 October 2019. สืบค้นเมื่อ 25 October 2019.
  12. "Sergio Aguero overtakes Thierry Henry to become Premier League record overseas goalscorer". Sky sports. 13 January 2020. สืบค้นเมื่อ 13 January 2020.
  13. "Man City star Sergio Aguero sets Premier League hat-tricks record". talkSPORT. 12 January 2020. สืบค้นเมื่อ 13 January 2020.
  14. Kelner, Martha (8 June 2018). "Premier League winter break to come into force in 2019–20 season". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 7 April 2019.
  15. Ouzia, Malik (24 February 2020). "Liverpool equal Premier League winning run record with victory over West Ham". Evening Standard. สืบค้นเมื่อ 24 February 2020.
  16. McNulty, Phil (24 February 2020). "Liverpool 3–2 West Ham". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 24 February 2020.
  17. "Liverpool opened up the biggest lead by any team at the end of a day in English top-flight history". BBC Sport. 1 February 2020. สืบค้นเมื่อ 1 February 2020.
  18. "The result lifts Spurs to fifth...while City remain second, 22 points behind leaders Liverpool". BBC Sport. 2 February 2020. สืบค้นเมื่อ 2 February 2020.
  19. "Premier League players to wear 'Black Lives Matter' on back of shirts". BBC Sport. 13 June 2020.
  20. เดอะค็อปสตาร์ทรถแห่! เชลซี เชือด แมนฯ ซิตี้ 2-1 ส่งลิเวอร์พูลการันตีแชมป์ tureid.net 26 june 2020
  21. "Coronavirus: UK government considering banning sporting fixtures". BBC Sport. 12 March 2020.
  22. "Manchester City vs. Arsenal postponed after players exposed to Olympiakos owner Evangelos Marinakis". ESPN. สืบค้นเมื่อ 10 March 2020.
  23. "Football Statistics Archive". RSSSF.com.
  24. "Coronavirus: Three Leicester City players in isolation after showing symptoms". BBC Sport. 12 March 2020.
  25. "Benjamin Mendy: Man City player self-isolating, family member in hospital". BBC Sport. 12 March 2020.
  26. "Mikel Arteta: Arsenal manager tests positive for coronavirus". BBC Sport. 13 March 2020.
  27. Brighton & Hove Albion FC [OfficialBHAFC] (12 March 2020). "Saturday's @premierleague match against @Arsenal has been postponed following the news that broke earlier this evening concerning Gunners head coach Mikel Arteta. #BHAFC" (ทวีต). สืบค้นเมื่อ 1 June 2020 – โดยทาง ทวิตเตอร์.
  28. "Chelsea FC training facility will undergo partial closure after men's team player tested positive for COVID-19". chelseafc.com. Chelsea FC.
  29. "Coronavirus: English football suspension extended until at least 30 April". BBC Sport. 19 March 2020.
  30. "Coronavirus: Premier League players should take a pay cut - Matt Hancock". 2 April 2020.
  31. O'Neill, Connor (4 April 2020). "PFA issues new statement on pay cut issues that affect Man Utd and City". men.
  32. "Coronavirus and sport: Watford set to agree wage deferrals with players". BBC Sport. 19 April 2020.
  33. Aarons, Ed (29 April 2020). "Premier League's Project Restart: what is it and is it feasible?". The Guardian.
  34. "Premier League: More clubs open to using neutral venues if relegation removed". BBC Sport. 3 May 2020.
  35. "Watford oppose Premier League neutral venue proposals, joining Brighton and Aston Villa". BBC Sport. 9 May 2020. สืบค้นเมื่อ 14 May 2020.
  36. "Project Restart: Premier League plan surprise inspections during training". BBC Sport. 18 May 2020.
  37. "Statement on results of COVID-19 tests". premierleague.com.
  38. "Watford's Adrian Mariappa confirms coronavirus; N'Golo Kante misses training". BBC Sport. 20 May 2020.
  39. MacInnes, Paul (19 May 2020). "Burnley coach Ian Woan among six positive Premier League Covid-19 tests". The Guardian.
  40. "Aaron Ramsdale: Bournemouth 'shook' by positive coronavirus test - Eddie Howe". BBC Sport. 27 May 2020.
  41. "Sterling: I've had family members die from virus". ESPN.com. 12 May 2020.
  42. "Coronavirus leaves Aaron Cresswell 'petrified' for his newborn baby". The Guardian. 2 April 2020.
  43. "Troy Deeney: Watford captain says he will not return to training". BBC Sport. 19 May 2020.
  44. "N'Golo Kante opts to miss Chelsea training on Wednesday". Sky Sports.
  45. "Premier League clubs agree to resume contact training". BBC Sport. 27 May 2020.
  46. "Tyrone Mings: Premier League players 'last to be consulted' over 'financially driven' restart". BBC Sport. 31 May 2020.
  47. "Premier League set to restart on 17 June with Man City v Arsenal and Villa v Sheff Utd". BBC Sport. 28 May 2020. สืบค้นเมื่อ 28 May 2020.
  48. "Premier League fixtures: All 2019/20 remaining games". Sky Sports. สืบค้นเมื่อ 28 May 2020.
  49. "Premier League: BBC to show live matches when season resumes in June". BBC Sport. 28 May 2020. สืบค้นเมื่อ 29 May 2020.
  50. "Sky Sports will show 64 live Premier League games, and make 25 available free to air". Sky Group Newsroom. สืบค้นเมื่อ 29 May 2020.
  51. Sport, Telegraph (6 June 2020). "Premier League fixtures free on TV: How to watch free-to-air games on Sky and Amazon Prime" – โดยทาง www.telegraph.co.uk.
  52. "Premier League: Five substitutes approved for rest of 2019-20 season". BBC Sport. 4 June 2020. สืบค้นเมื่อ 4 June 2020.
  53. "Coronavirus pandemic set to cost Premier League clubs £1bn in 2019-20 - Deloitte". 11 June 2020 – โดยทาง www.bbc.co.uk.
  54. "Norwich player tests positive in latest Premier League coronavirus testing". 13 June 2020 – โดยทาง www.bbc.co.uk.
  55. "The Premier League returns - all you need to know". 16 June 2020 – โดยทาง www.bbc.co.uk.
  56. "Premier League Handbook 2019/20" (PDF). Premier League. สืบค้นเมื่อ 14 June 2020.
  57. "Arsenal football club in £150m Emirates deal". BBC News. 23 November 2012. สืบค้นเมื่อ 23 June 2015.
  58. "Arsenal partner with 'Visit Rwanda'". Arsenal F.C. สืบค้นเมื่อ 23 May 2018.
  59. "Aston Villa announce Kappa as Principal Partner". Aston Villa FC. สืบค้นเมื่อ 25 May 2019.
  60. "W88 become Principal Partner of Aston Villa for 2019/20". Aston Villa FC. 6 June 2019. สืบค้นเมื่อ 6 June 2019.
  61. https://www.avfc.co.uk/News/2019/06/13/new-official-sleeve-partner-announced
  62. "Bournemouth reveal Umbro will replace JD Sports as new kit manufacturer in club record deal". Mirror Sport. สืบค้นเมื่อ 21 Apr 2019.
  63. "AFC Bournemouth unveil Mansion Group as Premier League shirt sponsor". insideworldfootball.com. สืบค้นเมื่อ 22 June 2017.
  64. 64.0 64.1 "New Kit Partnership with Nike". seagulls.co.uk. สืบค้นเมื่อ 3 June 2014.
  65. "ALBION AGREE SLEEVE SPONSORSHIP DEAL WITH JD". seagulls.co.uk. สืบค้นเมื่อ 7 September 2017.
  66. "It's A LoveBet Story For Clarets". Burnley FC. สืบค้นเมื่อ 5 June 2019.
  67. "Chelsea and Nike announce long-term partnership". Chelsea F.C. สืบค้นเมื่อ 13 October 2016.
  68. "Chelsea seal £200m shirt sponsorship deal with Yokohama Rubber". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 23 June 2015.
  69. "Chelsea and Hyundai Begin New Partnership". Chelsea F.C. 11 June 2018. สืบค้นเมื่อ 11 June 2018.
  70. "Revealed: Crystal Palace and Puma 2018/19 Kits". Crystal Palace FC. 9 May 2018. Archived from the original on 9 May 2018. สืบค้นเมื่อ 10 May 2018.
  71. "Palace Announce New Shirt Sponsor, ManBetX". Crystal Palace FC. สืบค้นเมื่อ 26 June 2017.
  72. "Everton agree five-year deal with Umbro to supply club kits from start of next season". Daily Mail. สืบค้นเมื่อ 23 June 2015.
  73. "Everton confirm SportPesa as new shirt sponsor". Liverpool Echo. สืบค้นเมื่อ 15 May 2017.
  74. "Everton Sign Sleeve Deal With Games Giant Rovio Entertainment". Everton FC. สืบค้นเมื่อ 17 September 2017.
  75. "Leak Confirmed – Leicester City Announce Adidas Kit Deal". Footy Headlines. 17 May 2018. สืบค้นเมื่อ 18 May 2018.
  76. "2014/15 PUMA Home Kit Now on Sale!". Leicester City FC. สืบค้นเมื่อ 23 June 2015.
  77. "Leicester City And ThaiBev Agree Multi-Year Global Partnership". สืบค้นเมื่อ 3 August 2018.
  78. "Liverpool announce record-breaking £300m kit deal with New Balance from next season". Daily Mail. สืบค้นเมื่อ 23 June 2015.
  79. "Liverpool stick with shirt sponsor Standard Chartered after penning two-year extension". Daily Mail. สืบค้นเมื่อ 23 June 2015.
  80. "Western Union signs sponsorship deal with Liverpool football club". Financial Times. สืบค้นเมื่อ 9 August 2017.
  81. "Manchester City strike 10-year kit deal with Puma". Sky Sports. 28 February 2019. สืบค้นเมื่อ 28 February 2019.
  82. Taylor, Daniel (8 July 2011). "Manchester City bank record £400m sponsorship deal with Etihad Airways". The Guardian. London. สืบค้นเมื่อ 23 June 2015.
  83. Edwards, John (17 March 2017). "Man City and Nexen Tire announce Premier League first partnership". Manchester City F.C. สืบค้นเมื่อ 17 May 2017.
  84. "Harry Maguire made Manchester United captain to succeed Ashley Young". BBC Sport. 17 January 2020. สืบค้นเมื่อ 17 January 2020.
  85. "Manchester United and Adidas in £750m deal over 10 years". BBC News. สืบค้นเมื่อ 23 June 2015.
  86. "Manchester United's £53m shirt deal with Chevrolet unaffected despite likely absence of Champions League". The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 23 June 2015.
  87. "Kohler Unveiled as Shirt Sleeve Sponsor". Manchester United F.C. 12 July 2018. สืบค้นเมื่อ 12 July 2018.
  88. "REVEALED: Newcastle United Officially Announce 125th Anniversary Kit Featuring New Sponsor Fun88". 15 May 2017.
  89. "FUN88 becomes Newcastle United shirt sponsor". Newcastle United FC. สืบค้นเมื่อ 15 May 2017.
  90. "City announce record breaking front of shirt partnership with Dafabet". Norwich City F.C. 1 July 2019.
  91. "Club announces first ever-ever Premier League Sleeve Partner, Best Fiends". Norwich City F.C. 3 July 2019.
  92. "United sign major sponsorship deal with USG". www.sufc.co.uk (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2019-06-24.
  93. "Saints announce multi-year partnership with Under Armour". Southampton FC. สืบค้นเมื่อ 14 April 2016.
  94. "LD Sports becomes new Main Club Sponsor". Southampton FC. 13 May 2019. สืบค้นเมื่อ 15 May 2019.
  95. "Virgin Media agree new three-year deal". Southampton FC. 10 May 2019. สืบค้นเมื่อ 11 May 2019.
  96. "TOTTENHAM HOTSPUR ANNOUNCES MULTI-YEAR PARTNERSHIP WITH NIKE". Tottenham Hotspur F.C. สืบค้นเมื่อ 30 June 2017.
  97. "AIA TO BECOME TOTTENHAM HOTSPUR'S NEW PRINCIPAL PARTNER". Tottenham Hotspur F.C. สืบค้นเมื่อ 23 June 2015.
  98. "Watford Announce Adidas Deal". footyheadlines.com. สืบค้นเมื่อ 6 December 2016.
  99. . Watford F.C. 14 June 2019 | Main Club Sponsor https://www.watfordfc.com/club/partners/official-sportsbetio-becomes-new-front-shirt-sponsor | Main Club Sponsor Check |url= value (help). สืบค้นเมื่อ 15 June 2019. Missing or empty |title= (help)
  100. "Bitcoin Confirmed As New Sleeve Partner". Watford F.C. 12 September 2019. สืบค้นเมื่อ 15 September 2019.
  101. "West Ham announce five-year kit deal with Umbro ahead of final season at Upton Park". Daily Mail. สืบค้นเมื่อ 21 April 2019.
  102. "Hammers announce Betway sponsorship". West Ham United FC. Archived from the original on 26 June 2015. สืบค้นเมื่อ 23 June 2015.
  103. "West Ham United and Basset & Gold agree new ground-breaking shirt sleeve and eSports partnership". West Ham United FC. 13 July 2018. สืบค้นเมื่อ 13 July 2018.
  104. "Wolves Unveil Partnership With Adidas". Wolverhampton Wanderers F.C. 8 May 2018. สืบค้นเมื่อ 8 May 2018.
  105. "Wolves sign new lucrative shirt sponsorship deal with ManBetX". Shropshire Star. 4 June 2019. สืบค้นเมื่อ 5 June 2019.
  106. "Wolves Unveil CoinDeal As Shirt Sleeve Sponsor". Wolverhampton Wanderers F.C. สืบค้นเมื่อ 4 July 2018.
  107. "Chris Hughton: Brighton sack manager after 17th-placed finish in Premier League". BBC Sport. 13 May 2019. สืบค้นเมื่อ 20 May 2019.
  108. "Graham Potter appointed new Brighton manager after leaving Swansea". BBC Sport. 13 May 2019. สืบค้นเมื่อ 20 May 2019.
  109. "Maurizio Sarri: Juventus appoint Chelsea manager". BBC Sport. 16 June 2019. สืบค้นเมื่อ 16 June 2019.
  110. "Frank Lampard returns to Chelsea". Chelsea F.C. 4 July 2019. สืบค้นเมื่อ 4 July 2019.
  111. "Rafael Benitez: Newcastle United manager to leave club". BBC Sport. 24 June 2019. สืบค้นเมื่อ 24 June 2019.
  112. 112.0 112.1 "Watford: Quique Sanchez Flores reappointed after Javi Gracia exit". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 7 September 2019.
  113. ด่วน! สเปอร์สปลด ‘โปเช็ตติโน่’ พ้นกุนซือแล้วหลังทำรองแชมป์ยุโรปร่วงที่ 14 พรีเมียร์!
  114. "Jose Mourinho appointed new Head Coach". Tottenham Hotspur F.C. 20 November 2019. สืบค้นเมื่อ 20 November 2019.
  115. "Unai Emery leaves club". Arsenal F.C. 29 November 2019. สืบค้นเมื่อ 29 November 2019.
  116. "Mikel Arteta joining as our new head coach". Arsenal F.C. 20 December 2019. สืบค้นเมื่อ 20 December 2019.
  117. "Quique Sanchez Flores: Watford sack manager after less than three months in charge". BBC Sport. 1 December 2019. สืบค้นเมื่อ 1 December 2019.
  118. "Watford: Nigel Pearson succeeds Quique Sanchez Flores as manager". BBC Sport. 6 December 2019. สืบค้นเมื่อ 6 December 2019.
  119. "Club Statement". Everton F.C. 5 December 2019. สืบค้นเมื่อ 5 December 2019.
  120. "Ancelotti Appointed Everton Manager". Everton F.C. 21 December 2019. สืบค้นเมื่อ 21 December 2019.
  121. "Manuel Pellegrini: West Ham sack manager after defeat by Leicester". BBC Sport. 29 December 2019. สืบค้นเมื่อ 29 December 2019.
  122. Peck, Joshua (2019-12-29). "David Moyes: West Ham appoint former boss for second spell". Express.co.uk (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2019-12-29.
  123. "Club Financial Control Body Adjudicatory Chamber decision on Manchester City Football Club". UEFA.com. Union of European Football Associations. 14 February 2020. สืบค้นเมื่อ 14 February 2020.
  124. "The Court of Arbitration for Sport (CAS) has registered the appeal of Manchester City v. UEFA" (PDF). Court of Arbitration for Sport. 26 February 2020. สืบค้นเมื่อ 26 February 2020.
  125. Marcotti, Gabriele (5 June 2020). "Man City's appeal of UEFA ban: What's at stake for City and Financial Fair Play". ESPN.com.
  126. "Man City: European ban appeal result expected in July". BBC Sport. 10 June 2020. สืบค้นเมื่อ 20 June 2020.
  127. "Premier League Handbook Season 2019/20: Rules of the Premier League Section C pages 101–102". premierleague.com. 2 สิงหาคม 2019.
  128. "Premier League Player Stats – Goals". Premier League. สืบค้นเมื่อ 1 July 2020.
  129. Rose, Gary (10 August 2019). "West Ham 0–5 Manchester City". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 10 August 2019.
  130. Bradshaw, Joe (17 August 2019). "Norwich City 3–1 Newcastle United". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 17 August 2019.
  131. "Wolves 2–5 Chelsea". BBC Sport. 14 September 2019. สืบค้นเมื่อ 14 September 2019.
  132. Bevan, Chris (21 September 2019). "Manchester City 8–0 Watford". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 21 September 2019.
  133. "Southampton 0–9 Leicester City". BBC Sport. 25 October 2019. สืบค้นเมื่อ 25 October 2019.
  134. Begley, Emlyn (26 October 2019). "Burnley 2–4 Chelsea". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 26 October 2019.
  135. Stone, Simon (12 January 2020). "Aston Villa 1–6 Manchester City". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 12 January 2020.
  136. "Manchester United 3–0 Sheffield United". BBC Sport. 24 June 2020. สืบค้นเมื่อ 24 June 2020.
  137. "Premier League Player Stats – Assists". Premier League. สืบค้นเมื่อ 1 July 2020.
  138. "Premier League Player Stats – Clean Sheets". Premier League. สืบค้นเมื่อ 1 July 2020.
  139. "Premier League Player Stats – Yellow Cards". Premier League. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2020.
  140. "Premier League Player Stats – Red Cards". Premier League. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2020.
  141. "Premier League Player Stats – Yellow Cards". Premier League. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2020.
  142. "Premier League Player Stats – Red Cards". Premier League. สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2020.
  143. "Klopp earns Barclays Manager of Month award". Premier League. 13 September 2019. สืบค้นเมื่อ 13 September 2019.
  144. "Pukki voted August EA SPORTS Player of the Month". Premier League. 13 September 2019. สืบค้นเมื่อ 13 September 2019.
  145. "Barnes wins Budweiser Goal of the Month". Premier League. 13 September 2019. สืบค้นเมื่อ 13 September 2019.
  146. "Klopp named Barclays Manager of the Month". Premier League. 11 October 2019. สืบค้นเมื่อ 11 October 2019.
  147. "Aubameyang voted EA SPORTS Player of the Month". Premier League. 11 October 2019. สืบค้นเมื่อ 11 October 2019.
  148. "Djenepo wins Budweiser Goal of the Month award". Premier League. 11 October 2019. สืบค้นเมื่อ 11 October 2019.
  149. "Lampard wins Barclays Manager of the Month". Premier League. 8 November 2019. สืบค้นเมื่อ 8 November 2019.
  150. "Vardy voted EA SPORTS Player of the Month". Premier League. 8 November 2019. สืบค้นเมื่อ 8 November 2019.
  151. "Longstaff claims Budweiser Goal of the Month". Premier League. 8 November 2019. สืบค้นเมื่อ 8 November 2019.
  152. "Klopp wins Barclays Manager award and signs new deal". Premier League. 13 December 2019. สืบค้นเมื่อ 13 December 2019.
  153. "Mane voted November EA SPORTS Player of the Month". Premier League. 13 December 2019. สืบค้นเมื่อ 13 December 2019.
  154. "De Bruyne claims Budweiser Goal of the Month". Premier League. 13 December 2019. สืบค้นเมื่อ 13 December 2019.
  155. "Klopp equals record with Barclays Manager of the Month award". Premier League. 10 January 2020. สืบค้นเมื่อ 10 January 2020.
  156. "Alexander-Arnold wins EA SPORTS Player of the Month". Premier League. 10 January 2020. สืบค้นเมื่อ 10 January 2020.
  157. "Son's solo strike voted Budweiser Goal of the Month". Premier League. 10 January 2020. สืบค้นเมื่อ 10 January 2020.
  158. "Klopp makes history with Barclays Manager award". Premier League. 7 February 2020. สืบค้นเมื่อ 7 February 2020.
  159. "Aguero wins record seventh EA SPORTS Player of the Month". Premier League. 7 February 2020. สืบค้นเมื่อ 7 February 2020.
  160. "Jahanbakhsh strike voted Budweiser Goal of the Month". Premier League. 7 February 2020. สืบค้นเมื่อ 7 February 2020.
  161. "Dyche wins Barclays Manager of the Month award". Premier League. 17 March 2020. สืบค้นเมื่อ 17 March 2020.
  162. "Fernandes: I'm happy with my start at Man Utd". Premier League. 16 March 2020. สืบค้นเมื่อ 16 March 2020.
  163. "Vydra: I waited so long for that goal". Premier League. 18 March 2020. สืบค้นเมื่อ 18 March 2020.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]