ประวัติศาสตร์ของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (ค.ศ. 1969–1986)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

หลังจากได้อันดับที่ 8 ในฤดูกาล 1969–70 และออกสตาร์ทได้อย่างย่ำแย่ในฤดูกาล1970–71 บัสบี้ถูกดึงตัวกลับมารับงานคุมทีมอีกครั้ง หลังจากหยุดพักรักษาตัว และ แมคกินเนสส์ก็กลับไปคุมทีมสำรองอีกครั้ง ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1971 แฟรงค์ โอ แฟร์เรลล์ ถูกแต่งตั้งให้รับตำแหน่งผู้จัดการทีม แต่ก็อยู่ได้เพียง 18 เดือน ก็ถูกแทนที่โดย ทอมมี่ โดเชอร์ตี้ ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1972[1] โดเชอร์ตี้สามารถช่วยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดรอกพ้นจากการตกชั้น ซึ่งมีเพียงแค่ปีค.ศ.1974 เท่านั้นที่ทีมต้องตกชั้น และสามประสานก็ได้ย้ายออกจากทีมไปทั้งเบสท์ ลอว์ และชาร์ลตัน[2] ภายในปีเดียวพวกเค้าก็ได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง รวมถึงยังสามารถเข้ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอ คัพในปี 1976 แต่ก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้ให้แก่เซาร์แฮมตัน พวกเค้ายังได้เข้าชิงอีกครั้งในปี 1977 และคว้าแชมป์ไปครองด้วยการเอาชนะลิเวอร์พูล 2–1 หลังจากนั้นไม่นาน โอเชอร์ตี้ก็ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง หลังมีการเปิดเผยข่าวคราวในเชิงชู้สาวกับภรรยาของนักกายภาพสโมสร[3][4]

เดฟ เซกตัน เข้าคุมทีมแทนโอเชอร์ตี้ในช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ.1977 รวมถึงการเซ็นสัญญาคว้าตัวนักเตะ อันได้แก่ โจ จอร์แดน กอร์ดอน แมคควิน แกรี่ เบลเลย์ และ เรย์ วิลกิ้น อย่างไรก็ดีทีมก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จจากการเปลี่ยนแปลงทีมในครั้งนี้ โดยทำได้เพียงที่ 2 ในฤดูกาล 1979-80 และแพ้ให้กับอาร์เซนอล ในการเข้าชิงรายการ เอฟเอ คัพ ปี1979 เซกตันถูกไล่ออกในปี ค.ศ.1981แม้ว่าภายได้การคุมทีม 7 นัดสุดท้ายของฤดูกาล ทีมจะเก็บชัยชนะรวดทุกนัดก็ตาม[5] จากนั้นรอน แอตกินสัน เข้ามาคุมทีมแทนที่ ซึ่งเค้าได้ทำลายสถิติการซื้อตัวผู้เล่นในอังกฤษ โดยดึงตัวไบรอัน ร๊อบสัน จากเวส บรอมวิช อัลเบี้ยน ภายใต้การคุมทีมของแอตกินสัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลเอฟเอ คัพ ได้ติดต่อกันสองปี คือในปี ค.ศ.1983 และ 1985 ฤดูกาล 1985–86 หลังจากชนะ 13 เกม เสมอ 2 ในช่วงออกสตาร์ท 15 เกมแรก ทีมมีหวังใกล้เคียงที่จะกลับสู่ความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลลีกอีกครั้ง แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังคว้าได้เพียงอันดับที่ 4 เท่านั้น ฤดูกาลถัดมาสโมสรทำอันดับได้สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นอย่างมาก จนแอตกินสันถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน[6]

ไม่กี่ปี หลังจากยุคบัสบี้[แก้]

วิฟ แมคกินเนส โค้ชทีมสำรอง ได้รับการเลื่อนขั้นให้มาคุมทีมชุดใหญ่แทนแมตต บัสบี้ ซึ่งเค้าเป็นลูกหม้อเก่าของสโมสรหลังจากที่เข้ามาร่วมทีมตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะในช่วงกลางของทศวรรษ 1950 แต่เค้าก็ไม่สามารถที่จะแทนที่ในสิ่งที่บัสบี้เคยทำไว้ได้อย่างรวดเร็ว ยูไนเต็ดเปลี่ยนถ่ายสู่ยุคใหม่ แต่โชคก็ไม่ค่อยเข้าข้างแมคกินเนสเท่าไหร่ แม้ฤดูกาลแรกเค้าจะทำทีมได้ถึงอันดับที่ 8 ซึ่งดีกว่าอันดับที่ 11 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่บัสบี้คุมทีม แต่ฤดูถัดมาทีมเกาะกลุ่ม อยู่ท้ายตารางเสี่ยงที่จะตกชั้น รวมทั้งยังตกรอบลีก คัพ ด้วยน้ำมือของแอสตัน วิลล่า ซึ่งขณะนั้นยังเป็นแค่ทีมกลางตารางของฟุตบอลดิวิชั่น 3 ทำให้แมคกินเนสต้องถูกลดไปคุมทีมสำรองอีกครั้ง และในอีกไม่นานเค้าก็ได้ลาจากทีมไป

บัสบี้ได้กลับมาคุมทีมอีกครั้ง แต่เป็นการชั่วคราวเท่านั้นและก็สามารถช่วยให้ทีมพ้นจากโซนตกชั้นมาได้ และจบฤดูกาลที่อันดับ 8 แฟรงค์ โอ แฟร์เรลล์ จากสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ได้กลายมาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ หลังจากฤดูกาล 1971 หลังจากถูกปฏิเสธจากจอร์ค สตีน โค้ชของเซลติก ดอน เรวีย์ ผู้จัดการทีมลีดส์ ยูไนเต็ด และ เดฟ เซ็กตัน จากสโมสรเชลซี ในฤดูกาลแรกของแฟร์เรลล์ ทั้ง ๆ ที่ออกสตาร์ทฤดูกาล 1971-72 ได้อย่างยอดเยี่ยมและก็กลายเป็นความหวังจากแฟน ๆ ว่าเค้าจะนำความสำเร็จมาสู่ทีมได้เหมือนกับในยุคของบัสบี้ แต่จากการที่ต้องแพ้ถึง 7 นัด ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมาทำให้ทีมจบอันดับได้แค่ที่ 8 เท่านั้น จบความหวังแชมเปี้ยนอันสวยหรูของครึ่งฤดูกาลแรกไปอย่างน่าเสียดาย แต่ถึงอย่างไรก็มีเรื่องน่ายินดี ตรงที่ทีมได้เซ็นสัญญาคว้านักเตะวัยรุ่นอายุเพียง 22 ปี จาก อเบอร์ดีน ในตำแหน่งกองหลัง มาร์ติน บูชาน ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นกำลังหลักในการนำพายูไนเต็ดเถลิงความสำเร็จ

ในตอนนี้เองที่ จอร์จ เบสท์ เริ่มสร้างปัญหาให้กับทีม ทั้งการแหกกฏระเบียบและสร้างปัญหาต่าง ๆ นานา อยู่เป็นประจำ หลังจบฤดูกาล 1971-72 ในวันเกิดครบรอบ 26 ปีของเค้า เขาได้ประกาศเลิกเล่นฟุตบอล แต่ไม่ทันไร ภายในวันเดียวกันเขาก็ประกาศอีกครั้งว่าจะเล่นฟุตบอลต่อไป

ภายใต้ความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของเบสท์ ยูไนเต็ดก็ต้องดิ้นรนอีกครั้ง ในฤดูกาล1972–73 ที่ออกสตาร์ทได้อย่างยำ่แย่ โดยไม่พบกับชัยชนะเลย ใน 9 เกมเริ่มต้น หลังจากนัดที่แพ้ทอตแฮม ฮอตสเปอร์ ด้วยสกอร์ 4-1 ในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ.1972 ประธานสโมสรหลุย เอ็ดเวิร์ดได้พยายามที่จะปลดโอ แฟร์เรลล์และมีแผนที่จะดึงโจ เมอร์เซอร์ ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาแทนที่ แต่โอ แฟร์เรลล์ ไม่อยู่ในวันที่เอ็ดเวิร์ดกำลังจะประกาศปลดเค้าด้วยภารกิจดูฟอร์มนักเตะ ทำให้แผนในการดึงเอร์เซอร์ วัย 58 ปี เป็นอันต้องถูกยกเลิกไปก่อน

ฟอร์มการเล่นของยูไนเต็ดดีขึ้นบ้าง ซึ่งนั่นทำให้โอ แฟร์เรลล์ ยังคงนั่งอยู่ในเก้าอี้ร้อนตัวนี้ได้ แต่จากการพ่ายแพ้ต่อทีมคู่แข่งหนีตกชั้นคริสตัล พาเหรดโดยสกอร์ยับเยินถึง 5-0 ก่อนช่วงคริสต์มาส ส่งผลให้โอ แฟร์เรลล์ ต้องกระเด็นออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมในวันที่ 19 ธันวาคม ซึ่งถือเป็นการหมดยุคอย่างแท้จริง จากการที่บิลล์ โฟล์กประกาศเลิกเล่น บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน ลงเล่นในนัดเทสติโมเนียลแมตช์อันทรงเกียรติก่อนวันไล่โค้ชออก 1 วัน ส่วน จอร์จ เบสท์ ก็ประกาศแขวนสตั้ดอีกครั้งในวันเดียวกัน ชาร์ลตัน ในวัย 35 ปีลงเล่นเกมสุดท้ายของเค้าในนัดปิดฤดูกาล

ทอมมี่ โดเชอร์ตี้[แก้]

3 วันหลังจากนั้น ยูไนเต็ดประกาศแต่งตั้งทอมมี่ โดเชอร์ตี้ ชาว สก็อตแลนด์ เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ และเค้าได้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทีมในทันที ด้วยการเซ็นสัญญาคว้านักเตะอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการคว้าตัวลู มาคาริ พวกเค้าจบที่อันดับ 18 ยูไนเต็ดรอดพ้นจากการตกชั้น แต่ถึงอย่างไรก็ดี มีหลายสิ่งที่ทำให้ต้องกังวลเกี่ยวกับทีม ทั้งเรื่องปัญหาการใช้งานนักเตะในระยะยาว เรื่องผู้เล่นอันน้อยนิดที่ได้รับมรดกมาจากยุคบัสบี้ หรือจะเรื่องนักเตะอายุมากภายในทีมที่ถูกดึงมาในช่วงของโอ แฟร์เรลล์ และการอยู่รอดอย่างสบายในระดับดิวิชั่น 1 แต่การแจ้งเกิดของมาคาริและกัปตันทีมคนใหม่ มาร์ติน บูชาน (ซึ่งถือว่าเป็นการเซ็นสัญญานักเตะที่ดีที่สุดในยุคของโอ แฟร์เรลล์) ยังพอทำให้แฟน ๆ คิดในแง่บวกว่าทีมจะดีขึ้นมา แต่ฤดูกาลถัดมามันก็เป็นสิ่งยืนยันได้อย่างดีสำหรับการต้องดิ้นรนอีกครั้ง

เดนิส ลอว์ ได้ย้ายไปสู่ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงปิดฤดูกาล ท่ามกลางกลุ่มแฟนบอลที่ประท้วงการย้ายทีมครั้งนี้อย่างรุนแรง จอร์จ เบสท์ แขวนสตั้ดในฤดูกาล1973–74 ยูไนเต็ดต้องพบกับสถานการณ์ดิ้นรนหนีตกชั้นอีกครั้ง ด้วยต้องชนะใน 2 นัดสุดท้ายของฤดูกาล พร้อมทั้งต้องหวังให้ เบอร์มิ้งแฮม ซิตี้ พ่ายแพ้เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในเวทีดิวิชั่น 1 ต่อไป เบอร์มิ้งแฮมชนะในเกมที่ต้องการชัยชนะ แต่ยูไนเต็ดต้องพบกับความพ่ายแพ้ต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยลูกยิงของอดีตนักเตะยูไนเต็ด เดนิส ลอว์ ส่งผลให้ยูไนเต็ดต้องตกชั้นลงไปเล่นในระดับดิวิชั่น 2 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 36 ปี

ช่วงเวลานี้เอง จอร์จ เบสท์ ได้จากกันด้วยดีกับยูไนเต็ด โดยเค้าลงเล่นนัดสุดท้ายให้กับยูไนเต็ดในวันปีใหม่ ค.ศ.1974 แต่เค้ายังไม่ได้ออกจากทีมอย่างเป็นทางการ รอจนกระทั่งฤดูกาลถัดมา ที่ทำให้เค้าสามารถย้ายทีมได้อย่างอิสระ และไม่มีค่าตัว เบสท์ได้เซ็นสัญญาเข้าร่วมกับทีมสต็อคปอร์ท คันทรี่

หลังจากต้องตกชั้นไปเล่นในดิวิชั้น 2 โดเชอร์ตี้ ได้โละ นักเตะส่วนใหญ่ที่ยังหลงเหลือมาจากยุคบัสบี้ ยกเว้นแคผู้รักษาประตูอเล็ก สเต็ปนี่ย์ในชุดแชมป์ยุโรปที่ยังคงหลงเหลือเป็นตัวจริงในฤดูกาลแข่งขันที่จะมาถึง แมนเชสเตอร์สร้างทีมใหม่ด้วยนักเตะที่ดันขึ้นมาจากระดับเยาวชน ได้แก่ แซมมี่ แมคอิลล์รอย ซึ่งโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจในช่วงเดือนสุดท้ายของความเลวร้ายในปีฤดูกาล 1973–74 รวมทั้งนักเตะที่เซ็นสัญญาเข้ามาใหม่ ทั้งเซนเตอร์ ฮาร์ฟ จิม โฮล์ตัน ปีก กอร์ดอน ฮิลล์ และผู้เล่นตำแหน่งศูนย์หน้า สจ๊วต เพียร์ซัน

การการที่ต้องตกชั้นไปเล่นดิวิชั่น 2 ส่งผลให้จำนวนแฟนบอลที่เข้ามาเชียร์ในสนามโอล์ด แทรฟฟอร์ดเพิ่มขึ้น ในช่วงฤดูกาลๅ 1974–75 และยูไนเต็ดก็ตอบสนองได้อย่างดี ด้วยการเป็นแชมป์ดิวิชั่น 2 และเลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้ง ซึ่งพวกเค้าทำได้ดีอย่างมากในการออกสตาร์ทฤดูกาล 1975–76 และเป็นที่คาดหวังของแฟนบอลว่าทีมของพวกเค้าจะก้าวเป็นแชมเปี้ยนอีกครั้งหลังจากเพิ่งเลื่อนชั้นกลับขึ้นมาสู่ดิวิชั่น 1 ซึ่งมีแค่ 3 ทีมเท่านั้นในประวัติศาสตร์ที่สามารถทำได้เช่นนี้ แต่ฟอร์มก็มาสะดุดในช่วงกลางฤดูกาล แต่ก็ยังทำอันดับได้ที่ 3 เป็นที่น่าพึงพอใจ รวมทั้งยังได้เข้าชิงรายการเอฟเอ คัพ ที่เวมบลีย์ แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่เซาแฮมตัน ด้วยสกอร์ 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ

ในฤดูกาล1976–77 ยูไนเต็ดโชว์ฟอร์มได้ไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งยังประสบปัญหานักเตะตัวหลักได้รับบาดเจ็บ ทำให้จบฤดูกาลได้เพียงแค่อันดับที่ 6 เท่านั้น แต่ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในรายการเอฟเอ คพ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยสามารถเข้าชิงได้อีกครั้ง และคว้าชัยชนะได้เป็นผลสำเร็จ จากการชนะลิเวอร์พูล ด้วยสกอร์ 2–1 คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ อีกทั้งยังจบโอกาสของลิเวอร์พูลที่จะครองทริปเปิ้ลแชมป์ในปีเดียวกันได้สำเร็จ หลังจากที่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอล ลีก และแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ในไม่กี่วันหลังจากนั้น โดยในช่วงนั้น ลิเวอร์พูลเป็นมหาอำนาจของฟุตบอลอังกฤษ คว้าแชมป์ได้ถึง 4 รายการ จาก 3 ฤดูกาลล่าสุด นับตั้งแต่ที่บ๊อบ เพลสลี่ เข้ามาสานต่อความสำเร็จต่อจากบิลล์ แชงค์ลี่ ในตำแหน่งผู้จัดการทีม

คลื่นยุคใหม่ของนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกอบด้วยนักเตะดาวรุ่งที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งสตีป ค็อบเปล แซมมี่ แมคอิลล์รอย ไบรอัน กรีนฮอฟ อาร์เธอ อัลบิสตัน และสจ็วต เพียร์สัน แม้ตำแหน่งผู้รักษาประตูจะยังคงเป็น อเล็ก สเตปนี่ย์ ส่วนวิลลี่ มอร์แกน นักเตะคนสุดท้ายที่บัสบี้เซ็นสัญญาคว้าตัวมาร่วมทีม รวมทั้งยังเป็นกัปตันทีม ได้ออกจากทีมไปในช่วงฤดูร้อนของฤดูกาล 1975 หลังจากที่มีปากเสียงกับผู้จัดการทีมทอมมี่ โดเชอร์ตี้ ซึ่งทำให้ตำแหน่งกัปตันทีมของยูไนเต็ดล่าสุดตกไปเป็นของมาร์ติน บูชาน แทน

หลังจากนั้น 1 เดือน ก็เกิดข่าวที่ทำให้โดเชอร์ตี้เป็นอันต้องหลุดจากตำแหน่ง จากข่าวฉาวในเชิงชู้สาวกับแมรี่ บราวน์ ภรรยาของนักกายภาพประจำทีม เลารี่ บราวน์ เมื่อเค้าได้ประกาศเลิกกับภรรยาคนปัจจุบันและจะแต่งงานใหม่กับเธอ โดยโดเชอร์ตี้ปฏิเสธที่จะลาออก ดังนั้นบอร์ดบริหารของสโมสรจึงมีมติปลดเค้าออกจากตำแหน่งแทน จากกรณีการปลดออกจากตำแหน่งของโดเชอร์ตี้ในครั้งนี้ ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารย์อย่างหนักถึงความไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรมในการปลดผู้จัดการทีม และจากนั้นสโมสรก็แถลงปลดโดเชอร์ตี้ออกจากตำแหน่ง ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าเค้าขายตั๋วนัดชิงชนะเลิศ 2 รายการ อย่างไม่ถูกต้อง และค้ากำไรเกินควร จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เป็นที่รับรู้กันว่าโดเชอร์ตี้ถูกไล่ออก และก็มีบางส่วนเสนอให้โดเชอร์ตี้ฟ้องร้องกลับสโมสรจากการปลดเค้าออกจากตำแหน่งอย่างไม่เป็นธรรม แต่โดเชอร์ตี้ก็ไม่ได้ฟ้องร้องแต่อย่างไร

เดฟ เซ็กตัน[แก้]

ไฟล์:Manchester United Badge 1973-1998.png
Manchester United badge before the most recent revision in 1998

โดเชอร์ตี้เป็นที่นิยมและได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มแฟนบอล ส่วนเดฟ เซ็กตันต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่เค้าจะต้องประสบความสำเร็จเพื่อเรียกศรัทธากลับมา สถิติที่ผ่านมาของเซ็กตัน ถือว่าค่อนข้างดีและน่าประทับใจทีเดียว โดยสามารถพาเชลซี คว้าแชมป์รายการเอฟเอ คัพ และรายการยูฟ่า คัพ วินเนอร์ รวมทั้งการเฉือนควีนส์ ปาร์ค แรนเจอส์ ในตำแหน่งสูงสุดของลีก เซ็กตันได้ปฏิเสธข้อเสนอของยูไนเต็ดครั้งแรกในปีค.ศ.1971 ซึ่งเค้าก็ถูกโยงเข้ากับตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 1969 หลังจากการประกาศยุติการคุมทีมของบัสบี้ในครั้งแรก

จากการที่ยูไนเต็ดสามารถคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ทำให้พวกเค้าได้สิทธิ์ในการลงเล่นในรายการยูฟ่า คัพ วินเนอส์ แต่ก็เกือบจะถูกตัดสิทธิ์ในการแข่งขัน อันเนื่องมาจากความวุ่นวายของแฟนบอลที่ก่อปัญหาในแซงท์ เอเตียน

อีกครั้งที่ยูไนเต็ดเข้าได้ถึงรอบชิงชนะเลิศรายการ เอฟเอ คัพ ในปี ค.ศ.1979 แต่ก็พ่ายแพ้ให้แก่อาร์เซนอลไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งทำให้การแข่งขันในนัดนี้เป็นที่รู้จักกันในหมู่แฟนบอลว่า "นัดชิงชนะเลิศ 5 นาที" อันเนื่องจากประตูอันตื่นเต้นในช่วงนาทีสุดท้าย

หนึ่งในการเซ็นสัญญาครั้งสำคัญของเซ็กตัน คือการซื้อตัว 2 นักเตะคนสำคัญเข้ามาในทีม คือ โจ จอร์แดน และ กอร์ดอน แมคควีน จากทีมคู่แข่งสำคัญลีดส์ ยูไนเต็ด ที่ไม่สามารถเรืองรองได้อีก หลังจากการออกไปเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษของดอน เรวี่ในปี ค.ศ.1974 ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างแข็งแรงของลิเวอร์พูล ยูไนเต็ดต้องเถูกท้าทายอำนาจจากทีมน็อตติ้งแฮม ฟอร์เรส ภายใต้การนำทีมของไบรอัน เคลาช์ สโมสรจาก มิดแลนด์ตะวันออก กลับสู่ดิวิชั่น 1 ในปี ค.ศ.1977 และสามารถคว้าแชมป์ลีกมาครองได้สำเร็จ รวมกับแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ 2 ครั้ง แชมป์ลีก คัพ 2 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 ฤดูกาล

ฤดูกาล 1979–80 ก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญาด้วยสถิติของสโมสรคว้าตัวเรย์ วิลกิ้น มาจากเชลซี ด้วยค่าตัว 750,000 ปอนด์ ยูไนเต็ดใกล้เคียงกับการคว้าแชมป์ โดยการจบอันดับที่ 2 รองจากลิเวอร์พูล ช่วงระหว่างฤดูกาลนั้นเองที่ แฟนบอลถูกตำหนิจากการที่ไปทำลายและก่อเรื่องที่อารีซัม ปาร์ค สนามของมิดเดิลโบร์ ส่งผลให้มีแฟนบอลเสียชีวิต 2 คน และการถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการซื้อตัวนักเตะดาวรุ่งอย่างผิดกฎ ซึ่งข้อกล่าวหามีขึ้นก่อนการจากไปอย่างฉับพลันของประธานสโมสร หลุย เอ็ดเวิร์ด

ปัญหาการบาดเจ็บของนักเตะในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล1980–81 ส่งผลกระทบต่อฟอร์มการเล่นของทีม ทำให้ทีมตกไปอยู่อันดับแถวกลางตาราง และยังต้องตกรอบฟุตบอลเอฟเอ คัพ อย่างรวดเร็ว แม้ว่าเซ็กตันจะพาทีมอยู่รอดปลอดภัยก็ตาม จากฟอร์มที่ย่ำแย่นี้เองทำให้เซ็กตันต้องเร่งปรับทีมโดยด่วย โดยการซื้อนักเตะกองหน้าแกรรี่ เบอร์เทิ่ล ด้วยสถิติสโมสร 1.25 ล้านปอนด์ แต่ผลงานก็ฟ้องว่าเป็นการซื้อตัวที่ผิดพลาด เพราะเค้ายิงได้แค่ 1 ลูกจากการลงเล่นไปถึง 30เกม ยูไนเต็ดชนะทั้งหมดใน 7 เกมสุดท้ายของฤดูกาลแต่ก็ยังจบด้วยแค่อันดับที่ 8 เท่านั้น

ถึงแม้จะทำผลงานได้ดีมนลีก และสามารถพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในช่วงเวลาที่เซ็กตันคุมทีม แต่เค้าก็รู้ดีว่า คำว่าใกล้เคียง ไม่เพียงพอ สำหรับแฟนบอล และในที่สุดเซ็กตันก็ถูกไล่ออกหลังจากจบฤดูกาล1980–81

รอน แอตกินสัน[แก้]

A smiling man with dark hair wearing a white, green and blue tracksuit top over a blue shirt. He is holding a washbag under his right arm.
ไบรอัน ร๊อบสัน กัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นานที่สุดถึง 12 ปี[7]

ประธานสโมสรยูไนเต็ดมาร์ติน เอ็ดเวิร์ด ได้พยายามหาผู้จัดการทีมคนใหม่ที่จะนำพาพวกเค้ากลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง ผู้ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คือ ลอว์รี่ แมคเมเนมี่ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยพาเซาร์แฮมตันช็อควงการด้วยการล้มยูไนเต็ดคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ เมื่อ 5 ปีก่อนหน้า และปัจจุบันยังเป็นทีมที่เข่งขันเพื่อแย่งอันดับในส่วนหัวตารางดิวิชั่น 1 ไบรอัน เคราช์ (ผู้พาทีมน็อตติ้งแฮม ฟอร์เรสเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 และยังประเดิมแชมป์ลีกได้ในฤดูกาลแรกที่ขึ้นมา รวมทั้งแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 2 ครั้ง ใน 4 ฤดูกาลแห่งความสำเร็จ) ก็มีข่าวลือถูกโยงเข้ากับตำแหน่งนี้ด้วย แต่ประธานสโมสร มาร์ติน เอ็ดเวิร์ด ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเองว่ายูไนเต็ดไม่ได้ยื่นข้อเสนอกับเคราช์ บ๊อบบี้ ร๊อบสัน ( ผู้พา อิปสวิช ทาวน์ ชนะเลิศรายการยูฟ่า คัพ) อีกทั้งยังมีรอน เซาเดอร์ ผู้พาทีมแอสตัน วิลล่าเป็นจ่าฝูงในลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 71 ปี แต่สุดท้ายก็เป็นรอน แอตกินสันที่ถูกเลือกให้เข้ามารับหน้าที่ผู้จัดการทีมคนใหม่

แอตกินสันทำลายสถิติการซื้อขายนักเตะของอังกฤษในเดือนตุลาคม ค.ศ.1981 ในการเซ็นสัญญาคว้าตัวนักเตะตำแหน่งมิดฟิล์ด ไบรอัน ร๊อบสัน จากเวส บรอมวิช อัลเบี้ยนในราคา 1.5 ล้านปอนด์ และตามด้วยการคว้าเพื่อนร่วมทีมของร๊อบสัน เรมี่ มอสส์ เป็นจำนวนเงิน 500,000 ปอนด์ นอร์แมน ไวท์ไซด์ ก้าวเข้ามาและกลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญด้วยวัยเพียง 17 ปี ขณะที่ศูนย์หน้าอย่างแฟรงค์ สเตเปิลตัน ก็ผลงานสม่ำเสมอในการทำประตูให้กับทีมหลังจากย้ายมาจากอาร์เซนอล แอตกินสัน ยังคงเหลือมิดฟิล์ด 1 คนที่มาจากยุคของเซ็กตัน นั่นก็คือ เรย์ วิลกิ้น สำหรับนักเตะในอีก 2 รายที่อยู่กับทีมมาอย่างยาวนานในยุคผู้จัดการคนก่อนทั้งมาร์ติน บูชาน และลู มาคาริ ซึ่งเข้ามาร่วมทีมยูไนเต็ดในยุคของโอเชอร์ตี้และโอ แฟร์เรลล์ ก็ยังอยู่กับทีมอีกช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะย้ายออกไปในปี ค.ศ.1984

จากการเข้ามาทำทีมของแอตกินสัน ส่งผลต่อฟอร์มการเล่นของทีมที่ดีขึ้น โดยพวกเค้าแพ้เพียง 8 เกม และจบในอันดับ 3 สำหรับฤดูกาลแรกของแอตกินสัน การแข่งขันในส่วนหัวตาราง เป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างอิปสวิช ทาวน์ และทอตแฮม ฮอร์ตสเปอร์ รวมทั้งทีมที่อาจจะแทรกเข้ามาได้อย่างเช่น เซาร์แธมตัน และอาจจะรวมถึง สวอนซี ซิตี้ ซึ่งต้องแข่งกับมหาอำนาจในยุคนั้น นั่นก็คือ ลิเวอร์พูล

และแล้วยูไนเต็ดก็ประสบความสำเร็จ สามารถคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ในปี ค.ศ.1983 ด้วยสกอร์สวยหรู 4-0 ในนัดรีเพลย์กับไบรตัน รวมทั้งยังจบอันดับที่ 3 ในรายการลีก โดยแชมป์ยังคงตกเป็นของลิเวอร์พูลอีกครั้ง ส่วนรองแชมป์เป็นของวัตฟอร์ต ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมน่าประทับใจในฤดูกาลแรกของการขับเคี่ยวในกลุ่มหัวตาราง ไม่เพียงแค่นั้น ยูไนเต็ดยังสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศรายการฟุตบอลถ้วยลีก คัพ แต่ก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้ต่อลิเวอร์พูลไปด้วยสกอร์ 2-1 นอร์แมน ไวท์ไซด์ ของยูไนเต็ดสามารถทำประตูได้ทั้งสองนัดในรายการชิงชนะเลิศในฤดูกาลเดียว ซึ่งถือเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกที่สามารถทำได้

ถึงแม้ว่าในฤดูกาลถัดมา ยูไนเต็ดต้องกระเด็นตกรอบเอฟเอ คัพ ด้วยน้ำมือของทีมจากดิวิชั่น 3 บอร์นสมัธ พวกเค้าก็สามารถล้มบาเซโลน่าในรายการยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ ผ่านเข้าสู่รอบเซมิไฟนอล ก่อนที่จะแพ้ให้กับยูเวนตูส ยูไนเต็ดช่วงชิงในอันดับหัวตารางกับทีมขาประจำอย่างลิเวอร์พูล เซาร์แฮมตัน และ น๊อตติ้งแฮม ฟอร์เรส ก่อนที่พวกเค้าจะแผ่วปลาย จบฤดูกาลได้แค่อันกับที่ 4 เท่านั้น โดยแชมป์ก็ยังตกเป็นของลิเวอร์พูลอีกเช่นเคย ซึ่งถือเป็นการได้แชมป์ 2 สมัยติด ช่วงฤดูร้อน ค.ศ.1984 ทีมได้ขายมิดฟิล์ดเรย์ วิลกิ้นให้กับเอซี มิลาน หลังจากอยู่รับใช้สโมสรนานถึง 5 ปีเต็ม โดยแอตกินสันได้นำเงินจำนวนี้ไปซื้อนักเตะใหม่เสริมทีมอันได้แก่ มิดฟิล์ด กอร์ดอน สตราแชน จากอเบอร์ดีน และเจสเปอร์ โอล์ดเซ่น จากอาแจกซ์ อัมสเตอดัม

ศูนย์หน้าชาวเวลส์ มาร์ค ฮิวส์ ปรากฎตัวในนามนักเตะยูไนเต็ดครั้งแรกในเดือนตุลาคม 1983 และกลายเป็นนักเตะกำลังหลักของทีมในฤดูกาลถัดมา ด้วยการทำถึง 24 ประตู และได้รับเลือกให้เป็นนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปี ของฤดูกาล1984–85 ด้วยวัยตอนนั้นเพียงแค่ 21 ปี นอกจากนั้นเค้ายังช่วยให้ทีมคว้านักเตะอลัน บราซิล เข้าทีมด้วยค่าตัว 500,000 ปอนด์ ซึ่งต่อมาสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงของนอร์แมน ไวท์ไซด์ มาได้ในเวลาอันสั้น แต่ถึงอย่างไรก็ดี ไวท์ไซด์ก็ได้ผันตัวเองไปเล่นมิดฟิล์ดตัวกลางแทนหลังจากการบาดเจ็บของเรมี่ มอสส์

ปี ค.ศ.1985 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสามารถล้มทีมแชมเปี้ยนของฤดูกาลอย่างเอฟเวอร์ตันในรายการเอฟเอ คัพ ซึ่งประกอบด้วยเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นหลายอย่าง เควิน มอร์แรน กลายเป็นนักเตะคนแรกที่ถูกไล่ออกในการแข่งนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพแม้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารย์อย่างหนักถึงการแจกใบแดงในครั้งนี้ ด้วยนักเตะ 10 คนที่เหลืออยู่ นอร์แมน ไวท์ไซด์ ยิงประตูโทนในช่วงต่อเวลาพิเศษ ส่งผลให้ยูไนเต็ดคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ไปครองได้สำเร็จ จากแชมป์ในครั้งนี้ส่งผลให้ยูไนเต็ดได้สิทธิ์เข้าร่วมในรายการ ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ ฤดูกาล 1985–86 แต่จากการที่ลิเวอร์พูลถูกตัดสิทธิ์การแข่งขันสืบเนื่องจากเหตุการณ์ จลาจลที่สนามเฮย์เซล เป็นระยะเวลา 5 ปี ที่ทีมจากอังกฤษไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันในฟุตบอลยุโรปได้ ยูไนเต็ดจบที่ 4 ในฤดูกาลแข่งขันนั้น

ฤดูกาล 1985–86 เป็นการออกสตาร์ทอย่างยอดเยี่ยมของยูไนเต็ด ด้วยการชนะ 10 นัดในเกมลีกติดต่อกัน(เป็นสถิติของสโมสรในการออกสตาร์ทของฤดูกาล) และมีแต้มนำในกลุ่มหัวตารางถึง 10 แต้มในช่วงต้นเดือนตุลาคม พวกเค้าไม่แพ้ใครใน 15 เกมแรก และดูเหมือนว่าจะไม่มีใครหยุดพวกเค้าได้ สำหรับการคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1967 แต่ฟอร์มของพวกเค้าก็ย่ำแย่ในช่วงปีใหม่ อีกทั้งการต้องเสียกัปตันทีมไบรอัน ร๊อบสัน จากอาการบาดเจ็บ ซึ่งทำให้เค้าพลาดลงสนามให้กับยูไนเต็ดเกือบทั้งฤดูกาล ทำให้ยูไนเต็ดทำได้แค่เพียงที่ 4 เท่านั้นในฤดูกาลนี้ สโมสรมีแผนที่จะขายมาร์ค ฮิวส์ด้วยเหตุผลของภรรยาและการดื่มอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อฟอร์มการเล่นของเค้า จนต้องย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลน่า ในช่วงปิดฤดูกาลด้วยค่าตัวราว 2 ล้านปอนด์ ช่วงกลางฤดูกาลสโมสรได้พยายามแก้ไขด้วยการเซ็นสัญญาคว้าตัวศูนย์หน้าเทอร์รี่ กิ๊ปสัน และปิเตอร์ ดาเวนพอร์ต แต่พวกเค้าก็ช่วยฟอร์มของยูไนเต็ดให้ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ยูไนเต็ดจบฤดูกาลด้วยคะแนนตามหลังทีมแชมป์อย่างลิเวอร์พูลห่างถึง 12 แต้มแต่ยังห่างจากรองแชมป์เอฟเวอร์ตันถึง 10 แต้มด้วยกัน ซึ่งศูนย์หน้าผู้ทำประตูสูงสุดของทีมแกรี่ ลินิเกอร์ ก็ถูกโยงว่าจะตามไปสบทบกับมาร์ค ฮิวส์ ที่บาร์เซโลน่าในช่วงฤดูร้อนที่จะถึง และตามหลัง 8 แต้มกับทีมเวสแฮม ยูไนเต็ดที่ทำผลงานได้อย่างเซอไพรซ์ ซึ่งต้องขอบคุณศูนย์หน้าชาวสก็อตแลนด์ แฟรงค์ แมคอเวนนี่ ผู้ทำประตูสูงสุดของฤดูกาลถึง 26 ประตู

หลังจบฤูกาล 1986 มีข่าวลือว่ายูไนเต็ดจะปลดรอน แอตกินสัน ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ซึ่งผู้ที่จะมาแทนที่ก็ได้แก่อเล็ก เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมชาวสก๊อตแลนด์ของทีมอเบอร์ดีน ส่วนอีกชื่อหนึ่งที่มีกระแสว่าจะมารับตำแหน่งนี้ก็คือ เทอรรี่ เวเนเบิ้ล ผู้จัดการทีมบาร์เซโลน่าที่เพิ่งปฏิเสธการรับงานผู้จัดการทีมอาร์เซนอลrในช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่อย่างไรก็ดี ฤดูกาล 1986–87 แอตกินสันก็ยังได้เริ่มต้นกับการคุมทีมต่อไป

ฤดูกาลถัดมา ยูไนเต็ดออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างย่ำแย่โดยแพ้ถึง 3 นัดติดต่อกัน ซึ่งรวมไปถึงนัดที่แพ้ในบ้านต่อทีมชาร์ลตัน แอตเลติก ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาด้วยสกอร์ 1-0 ซึ่งชาร์ลตันเพิ่งได้กลับมาเล่นในลีกสูงสุดของอังกฤษอีกครั้งหลังจากล่าสุดในช่วงศตวรรษที่ 1950 จนต้องรอถึงนัดที่ 5 กว่าพวกเค้าจะสามารถเก็บชัยชนะนัดแรกได้ ด้วยการเปิดบ้านถล่มเซาร์แฮมตัน ได้ถึง 5-1 แต่ช่วงหลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์พวกเค้าก็พ่ายแพ้ให้แก่เอฟเวอร์ตัน และต้องเสียแต้มให้แก่ทีมอย่างวัตฟอร์ต และโคเวนทรี ซิตี้ รวมถึงการพลาดจุดโทษถึง 2 ครั้งในเกมเปิดบ้านพบเชลซี ซึ่งส่งผลให้ทีมจากลอนดอนตะวันตกสามารถบุกมาเก็บสามแต้มไปครองได้ จนกระทั่งมาถึงฟางเส้นสุดท้ายในวันที่ 4 พฤศจิกายน 1986 เมื่อยูไนเต็ดต้องพบกับความพ่ายแพ้ต่อเซาร์แฮมตันในฟุตบอลลีกคัพ รอบ 3 นัดรีเพลย์ ไปด้วยสกอร์ถึง 4-1 เช้าวันที่ 6 พฤศจิกายน 1986 สโมสรได้ประกาศปลด รอน แอตกินสัน ออกจากตำแหน่ง และวันต่อมาก็ได้แต่งตั้งอเล็ก เฟอร์กูสัน จากอเบอร์ดีน เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมแทน

เฟอร์กูสันประสบความสำเร็จในการแย่งแชมป์สก๊อตติสมาได้จาก 2 มหาอำนาจแสก๊อตแลนด์แห่ง โอล์ด เฟิร์ม อันประกอบไปด้วยแรงเจอร์ และเซลติก ที่ครองมานานถึงกว่า 90 ปี แต่งานที่เค้าต้องเผชิญที่โอล์ด แทรฟฟอร์ต นั้นใหญ่หลวงและหนักหนาเอาการ เนื่องจากต้องทำทีมต่อ ในขณะที่อยู่ที่อันดับ 4 จากท้ายตารางดิวิชั่น 1 ให้ได้โทรฟี่แชมป์และครองความเป็นที่หนึ่งของลีกอังกฤษกลับมาอีกครั้ง ซึ่งรอมานานถึง 20 ปี เค้าต้องสานต่อทีมที่ประกอบด้วยนักเตะ อย่างกัปตันทีม ไบรอัน ร๊อบสัน มิดฟิล์ดตัวรุกนอร์แมน ไวท์ไซด์ (ไวท์ไซด์ได้ 2 เหรียญแชมป์เอฟเอ คัพ และลงเล่นให้ทีมเกือบ 200 นัด ทั้งที่อายุเพียง 21 ปี) และกองหลัง พอล แมคกรัธ แต่นักเตะใหม่ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการดึงตัวเข้ามาเพื่อเสริมทีมในปัจจุบัน ซึ่งเค้าจะต้องแข่งกับทีมแกร่งอย่างลิเวอร์พูล และเอฟเวอร์ตัน ในขณะนั้น

References[แก้]

Notes
  1. Murphy (2006), p. 134
  2. Barnes et al. (2001), pp. 18–19
  3. "1977: Manchester United sack manager". BBC News (British Broadcasting Corporation). 4 July 1977. สืบค้นเมื่อ 2 April 2010. 
  4. Barnes et al. (2001), p. 19
  5. Barnes et al. (2001), p. 20
  6. Barnes et al. (2001), pp. 20–21
  7. Barnes et al. (2001), p. 110
Bibliography
  • Barnes, Justyn; Bostock, Adam; Butler, Cliff; Ferguson, Jim; Meek, David; Mitten, Andy; Pilger, Sam; Taylor, Frank OBE; Tyrrell, Tom (2001) [1998]. The Official Manchester United Illustrated Encyclopedia (3rd ed.). London: Manchester United Books. ISBN 0-233-99964-7. 
  • Morgan, Steve (March 2010). "Design for life". In McLeish, Ian. Inside United (Haymarket Network) (212). ISSN 1749-6497. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]