ไมเคิล แคร์ริก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ไมเคิล แคร์ริก
Michael Carrick cropped.jpg
แคร์ริกกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในปี ค.ศ. 2009
ข้อมูลส่วนบุคคล
ชื่อเต็ม ไมเคิล แคร์ริก[1]
วันเกิด 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1981 (37 ปี)[1]
สถานที่เกิด วอลล์เซนด์ อังกฤษ
ส่วนสูง 1.88 เมตร (6.2 ฟุต)[2]
ตำแหน่ง กองกลาง
สโมสรเยาวชน
1986–1997 วอลล์เซนด์บอยส์คลับ
1997–1999 เวสต์แฮมยูไนเต็ด
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
1999–2004 เวสต์แฮมยูไนเต็ด 136 (6)
1999สวินดันทาวน์ (ยืมตัว) 6 (2)
2000เบอร์มิงแฮมซิตี (ยืมตัว) 2 (0)
2004–2006 ทอตนัมฮอตสเปอร์ 64 (2)
2006–2018 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 316 (17)
รวม 524 (27)
ทีมชาติ
อังกฤษ อายุไม่เกิน 18 ปี 4 (0)
2000–2003 อังกฤษ อายุไม่เกิน 21 ปี 14 (2)
2006 อังกฤษ บี 1 (0)
2001–2015 อังกฤษ 34 (0)

* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้สโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น

† ลงเล่น (ประตู)

ไมเคิล แคร์ริก (อังกฤษ: Michael Carrick; เกิด 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1981) เป็นอดีตนักฟุตบอลชาวอังกฤษ ลงเล่นในตำแหน่งกองกลางให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรสุดท้าย ก่อนที่จะเข้าร่วมเป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอนให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในเวลาต่อมา

อาชีพค้าแข้ง[แก้]

แคร์ริก เริ่มต้นเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรวอลล์เซนด์บอยส์คลับซึ่งเป็นสโมสรที่เคยสร้างนักเตะอย่างแอลัน เชียเรอร์ และปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ ก่อนที่จะเริ่มต้นการเล่นฟุตบอลอาชีพกับสถาบันเยาวชนอันเลื่องชื่อของเวสต์แฮมในปี ค.ศ. 1998 แคร์ริกลงเล่นร่วมกับโจ โคล ได้อย่างโดดเด่นในเกมที่เอาชนะคอเวนทรีซิตีไปอย่างถล่มทลาย 9-0 ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอยูทคัพ ในปี ค.ศ. 1999 โดยแคร์ริกทำได้ 2 ประตูในนัดนี้

ในฤดูกาล 1999-2000 แคร์ริกถูกยืมตัวไปอยู่กับสวินดอนทาวน์ ฤดูกาลต่อมาเขาถูกยืมตัวอีกครั้งคราวนี้ไปอยู่กับเบอร์มิงแฮมซิตี ผลงานอันยอดเยี่ยมของเขาในการเล่นให้กับเบอร์มิงแฮมในฤดูกาล 2000-2001 ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ท้าชิงรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ แม้ว่าสุดท้ายแล้วเขาต้องพ่ายแพ้ให้กับสตีเวน เจอร์ราร์ด ของลิเวอร์พูล

แคร์ริก ใช้เวลาส่วนมากในฤดูกาล 2002-2003 พักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บก่อนที่เวสต์แฮม จะต้องตกชั้นไปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล แทนที่จะย้ายออกจากทีมตามเพื่อนร่วมทีมอย่างโจ โคล, เฟรดี คานูเต และเจอร์เมน ดิโฟ แต่แคร์ริกยังคงอยู่กับเวสต์แฮม ในฤดูกาลแรกที่ลงไปเล่นในดิวิชัน 1 ซึ่งพวกเขาพลาดการได้เลื่อนชั้นกลับคืนสู่พรีเมียร์ชิปไปเพียงนิดเดียวในนัดชิงชนะเลิศของการเพลย์ออฟ แต่แคร์ริกต้องการกลับไปเล่นในพรีเมียร์ชิพจึงย้ายไปร่วมทีมทอตนัมฮอตสเปอร์ในปี ค.ศ. 2004 ด้วยค่าตัว 2.75 ล้านปอนด์

นับตั้งแต่นั้น แคร์ริกก็ฉายแววโดดเด่นอย่างชัดเจน ทักษะการจ่ายบอลและไหวพริบในการเล่นของเขาทำให้เขาเป็นกองกลางที่มีคุณค่ายิ่ง ภายใต้การฝึกสอนของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และสตาฟโค้ชทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด พรสวรรค์ของเขาสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก

แคร์ริกลงเล่นในทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีไป 14 ครั้ง และได้รับโอกาสติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2001 ด้วยวัย 19 ปีโดยเป็นตัวสำรองในช่วงพักครึ่งในเกมที่ชนะทีมชาติเม็กซิโก 4-0 ที่สนามไพรด์พาร์กของดาร์บีเคาน์ตี เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติอังกฤษชุดฟุตบอลโลก 2006 และแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถลงเล่นในระดับสูงสุดได้ด้วยการเล่นอย่างใจเย็นในเกมที่ชนะทีมชาติเอกวาดอร์ ซึ่งเขาได้รับหน้าที่เป็นตัวคุมจังหวะเกม

ที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เขาได้สืบทอดเสื้อหมายเลข 16 ต่อจากรอย คีน เขามีรูปแบบการเล่นที่แตกต่างไปจากอดีตกัปตันทีมปีศาจแดง แต่ความคล่องตัว การจ่ายบอล และความสามารถในการครองบอลทำให้เขาเป็นนักเตะคนสำคัญคนหนึ่งในแผงกองกลางของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

ไมเคิล แคร์ริก เกิดที่เมืองวอลล์เซนด์ (Wallsend) และมีพี่ชายหนึ่งคน ปัจจุบันแคร์ริกได้แต่งงานกับลีซา รัฟเฮด (Lisa Roughead) ในวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 2007 และมีลูก 2 คน โดยลูกสาวคนโตชื่อลูอีส (Louise) และลูกชายชื่อเจซีย์ (Jacey)

แม้จะเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่แคร์ริกมีทีมที่ชื่นชอบเป็นการส่วนตัวคือนิวคาสเซิลยูไนเต็ด[3]

เกียรติประวัติ[แก้]

สโมสร[แก้]

เวสต์แฮมยูไนเต็ด
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

รางวัลส่วนตัว[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Hugman, Barry J. (2005). The PFA Premier & Football League Players' Records 1946–2005. Queen Anne Press. p. 109. ISBN 1-85291-665-6. 
  2. "Michael Carrick". Manchester United F.C. สืบค้นเมื่อ 23 December 2014. 
  3. หน้า 83, Zoo Sport. นิตยสาร Zoo Weekly ฉบับ Thai Edition: 10 February 2014