เบญจมินทร์
| เบญจมินทร์ | ||
|---|---|---|
|
|
||
| ชื่อเกิด | ตุ้มทอง โชคชนะ[1] | |
| ฉายา | ราชาเพลงรำวง[2] | |
| วันเกิด | 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2464 | |
| แหล่งกำเนิด | ||
| แนวเพลง | รำวง | |
| ปี | พ.ศ. 2490-2495 | |
เบญจมินทร์ เป็นนักร้อง นักแต่งเพลงรุ่นเก่าชื่อดังที่ได้รับฉายาว่า " ราชาเพลงรำวง" ในยุคที่วงการลูกทุ่งเพิ่งจะบุกเบิก นอกจากนั้นก็เคยสร้างและกำกับภาพยนตร์ เขียนบทละครและภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมทั้งร่วมในการแสดงภาพยนตร์ด้วย ในวงการเพลง เบญจมินทร์ เป็นที่รู้จักอย่างมากจากเพลงรำวง อย่าง "เมขลาล่อแก้ว" ,"รำวงแจกหมวก" ," แมมโบ้จัมโบ้ " ," อึกทึก " , "มะโนราห์ 1-2 " , " สาลิกาน้อย " , "รำวงฮาวาย" ," รำเต้ย" ,"อายจัง" และอีกมากมาย ส่วนเพลงลูกทุ่ง เขาโด่งดังจากเพลงแนวเกาหลีหลายเพลง
ต้นฉบับแนวเสียงของ สุรพล สมบัติเจริญเจ้าของฉายา ราชาเพลงลูกทุ่ง และเป็นคนเปิดศักราชของลูกทุ่งอีสานและชาวอีสานในวงการเพลงลูกทุ่งของเมืองไทย ช่วงที่ำกำลังรุ่งโรจน์ ระหว่าง พ.ศ. 2490-2495 เพลงของเขาได้รับความนิยมและมักสอดแทรกด้วยอารมณ์ขัน อย่างเช่น เพลง "ไปเสียได้ก็ดี" ซึ่งบันทึกเสียงเมื่อปี 2495
เนื้อหา |
ประวัติ[แก้]
ชื่อจริงว่า ตุ้มทอง โชคชนะ (ในช่วงหลังเปลี่ยนมาเป็น คนชม) เกิดเมื่อ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2464 ที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรสิบเอกบุญชู โชคชนะ นับถือศาสนาพุทธ และนางคูณ โชคชนะ ผู้เป็นแม่นั้นเป็นชาวลาวเวียงจันทน์ นับถือศาสนาคริสต์ และทำหน้าที่ต้นเสียงการขับร้องในโบสถ์ ทำให้เบญจมินทร์ได้รับมรดกด้านการร้องเพลงมาจากผู้เป็นแม่ และเขาเองก็ชื่นชอบการร้องเพลงอย่างมากด้วย
จบชั้นมัธยมบริบูรณ์จากโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชที่บ้านเกิด ซึ่งเขานำมาดัดแปลงเป็นชื่อเมื่อทำงานในวงการบันเทิง สมัยเป็นนักเรียน ชื่นชอบวิชาภาษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนอย่างมาก จึงเริ่มศึกษาเรื่องการแต่งเพลงจากผลงานของครูเพลงอย่าง พราหมณ์, นารถ ถาวรบุต ,พุฒ นันทพล, จำรัส รวยนิรันทร์ และมานิต เสนะวีนิน ด้วยการนำเนื้อเพลงมาอ่านท่อง จนเกิดความรู้เรื่องการสัมผัสคำ อักขระ พยัญชนะ วรรคตอน โดยไม่มีครูที่ไหนมาสอน
หลังจบการศึกษา เบญจมินทร์สมัครเป็นตำรวจ และได้รับยศเป็นพลตำรวจอยู่ได้แค่ปีเดียวลาออกและเข้ากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2480 ก่อนจะสมัครเป็นครูเทศบาล ได้สอนชั้นประถมปีที่ 3 ที่โรงเรียนแถบปทุมวัน 2 ปี ต่อมาอพยพไป นครนายก แต่ย้ายกลับเมืองหลวงอีกครั้ง และทำงานหลากหลาย ทั้งครู นักหนังสือพิมพ์ พนักงานที่ดิน พนักงานเทศบาล
เข้าวงการ[แก้]
ทำงานกับหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ รุ่นเดียวกับ อิศรา อมันตกุล ต่อมาย้ายมาอยู่ หนังสือพิมพ์เอกราช เมื่อมีการสังสรรค์หลังเลิกงาน เขามีโอกาสแสดงความสามารถด้านการร้องเพลงและแต่งเพลง (ในวงเหล้า) ทำให้ อิงอร หรือ ศักดิ์เกษม หุตาคมเห็นแวว จึงชวนมาร้องเพลงสลับฉากในละคร ดรรชนีไฉไล เป็นเรื่องแรก (บางตำราบอกว่าเขาร้องเพลงแรกในชีวิต ชือเพลง ชายฝั่งโขง ประพันธ์โดย จำรัส รวยนิรันดร์) เริ่มเป็นที่รู้จักและชื่นชอบจากเพลง ชายฝั่งโขง ขณะที่ร้องอยู่กับวงดนตรีดุริยโยธิน แต่มาโด่งดังสุดขีดหลังจากหันมาร้องเพลงรำวงอย่างจริงจัง เขาจึงจับแนวเพลงประเภทนี้มาตลอด จนถึงยุคที่เพลงรำวงเสื่อมความนิยม และถูกเพลงลูกทุ่งเข้ามาแทนที่ นักร้องคนอื่นๆหันไปร้องเพลงลูกทุ่งกันหมด เบญจมินทร์ ก็ยังคงร้องเพลงรำวงอยู่เช่นเดิม
แต่งเพลง[แก้]
ก่อนเข้ากรุงเทพฯ เบญจมินทร์หลงใหลเพลงรำวง - รำโทนอย่างมาก ทั้งยังเคยเข้าร่วมร้องเพลงในวงรำวง - รำโทนแถวบ้านด้วย ทำให้เขาเชี่ยวชาญเรื่องบทเพลงทำนองนี้อย่างมาก เมื่อได้รับการติดต่อจากบริษัทแผ่นเสียง จึงนำความเชี่ยวชาญนี้มาใช้อย่างจริงจัง
เขาเคยกล่าวว่าการแต่งเพลงได้รับอิทธิพลมาจากครูศิลปินที่ชื่นชอบ " พรานบูรพ์ " (จวงจันทร์ จันทรคณา)
เพลงแรกที่แต่งเอง " กล่อมขวัญใจ " ไม่ได้บันทึกเสียง แต่กลับนำไปร้องกล่อมเด็กข้างบ้าน
หันมาแต่งเพลงอย่างจริงจังราวปี พ.ศ.2488 ซึ่งขณะนั้น รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามกำลังสนับสนุนเพลงรำวง - รำโทนอย่างมาก โดยชุดแรกมี 10 เพลง หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ "เมฆขลาล่อแก้ว" ในช่วงแรกแต่งให้กับห้างแผ่นเสียง บริษัท กมลสุโกศล ในราคาเพลงละ 500 บาท เพลงยังใกล้เคียงกับของเดิม คือเป็นเพลงสั้นๆ ประมาณ 2 ท่อน เป็นการหยิบเอามรดกดั้งเดิมของรำโทนอีสานมาปรับปรุงตกแต่งให้น่าสนใจยิ่งขึ้น
ปี พ.ศ.2491 เมื่อเริ่มมีการบันทึกแผ่นเสียงเพลงรำวง - รำโทน เบญจมินทร์เร่งผลิตผลงานให้ห้างแผ่นเสียงคาเธ่ย์ราว 50 เพลงๆละ 500 บาท ในช่วงนี้ เขาได้สร้างแบบฉบับของตัวเองขึ้นมาอย่างโดดเด่น จากเพลงรำวงแบบเดิม ที่มีอยู่ 2 ท่อน ก็เพิ่มเป็น 3 - 4 ท่อน รวมทั้งใส่พล็อตเรื่องและเพิ่มเครื่องดนตรีลงไป แทนที่จะมีแต่กลองโทนเป็นหลัก และก็ได้รับความนิยมอย่างสูง จน สาหัส บุญหลง (พฤหัส บุญหลง) เพื่อนร่วมคณะละคร ตั้งฉายาให้เขาว่า ราชาเพลงรำวง ระยะนี้เขามีผลงานทั้งประเภทแต่งเองร้องเอง ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดี เพลงดังที่สุดในยุคนั้นชื่อ " รำเต้ย " ที่ขึ้นต้นว่า " สวยก็จริงนะสาว ขาวก็จริงนะน้อง....." นอกจากนี้ ยังมีเพลงที่แต่งให้คนอื่นร้อง และร้องเพลงของครูเพลงท่านอื่นด้วย
แม้กระทั่งบริษัทอัศวินแผ่นเสียงและการละคร ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล ก็ยังรับสั่งให้ช่วยแต่งเพลง ยังความปลาบปลื้มแก่เบญจมินทร์อย่างยิ่ง
เป็นทหาร-บุกแดนอารีดัง[แก้]
ตอนที่ร้องเพลงสลับฉาก โชคชะตาทำให้ได้เจอกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อไปร่วมงานวันเกิดของ พณฯท่าน และด้วยความเมาประกอบกับน้ำเสียงในการร้องเพลง ทำให้จอมพลเสฤษดิ์เกิดถูกชะตา รับเข้าเป็นทหาร ต่อมาสมัครไปสมรภูมิเกาหลีตามคำชวนของนายทหารกองดุริยางค์ทหารในปี พ.ศ.2499 อยู่ที่เกาหลีนาน 6 เดือน เมื่อกลับมา ได้แต่งเพลงเกี่ยวกับเกาหลีมากมายหลายเพลง ทั้ง " อารีดัง " , " เสียงครวญจากเกาหลี " " รักแท้จากหนุ่มไทย " และ "เกาหลีแห่งความหลัง" ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุด หลังจากรับราชการทหาร 5 ปี ก็ลาออกจากกองทัพ
ปั้น ทูล ทองใจ[แก้]
นอกจากเพลงรำวงสนุกสนานแล้ว ยังประพันธ์เพลงช้า หรือเพลงหวานได้ในระดับดีเยี่ยม ในช่วงปี พ.ศ.2499 - 2500 เป็นผู้สร้าง ทูล ทอง จนมีชื่อโด่งดังทั่วฟ้าเมืองไทยจากเพลงช้าของเขาหลายเพลง เช่น " โปรดเถิดดวงใจ " , "กลิ่นปรางนางหอม " , " ในฝัน " และ " เหนือฝัน "
และด้วยความทรนง อันเป็นนิสัยสำคัญของเขา เมื่อความนิยมในผลงานเพลงของเขาสู้กับนักร้องรุ่นใหม่อย่าง สุรพล สมบัติเจริญไม่ได้ รวมทั้งเกิดกรณีการแต่งเพลงตอบโต้กัน โดยเบญจมินทร์ เขียนเพลง " อย่าเถียงกันเลย " ต่อว่าสุรพลกรณีที่ร้องเพลงตำหนิ ผ่องศรี วรนุช ที่ลาออกจากวงไป และสุรพล ก็แต่งเพลงตอบโต้เขาชื่อ " สิบนิ้วขอขมา " ซึ่งเสียงตอบรับของแฟนเพลงก็หันไปทางสุรพลมากกว่า ดังนั้น เบญจมินทร์ ก็จึงยกกิจการวงดนตรี " เบญจมินทร์และสหาย " ที่เพิ่งตั้งเมื่อปี พ.ศ.2507 ให้แก่ลูกศิษย์รักคนที่สอง กุศล กมลสิงห์ เจ้าของฉายา ขุนพลเพลงรำวง และหันหลังให้กับวงการเพลงทันทีโดยไม่แยแส ในปี พ.ศ.2508 ก่อนจะหันไปจับงานบันเทิงสาขาใหม่
ทำหนัง-ละครและงานเขียน[แก้]
สร้างภาพยนตร์เรื่อง " เสือเฒ่า " , " ไม่มีสวรรค์สำหรับคุณ " และ " แสนงอน " เคยเป็นพระเอกใน " เพื่อนตาย" และพระรองใน " สุภาพบุรุษเสือไทย " ตลอดจนเป็นตัวประกอบใน " ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น " เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง " ไอ้โต้ง " , " แผลหัวใจ " เขียนบทละครโทรทัศน์เรื่อง " ขุนแผนผจญภัย " นอกจากนี้ก็ยังเคยเขียนบทความลงใน หนังสือพิมพ์บ้านเมือง รวมทั้งเรื่องสั้นอีกหลายเรื่อง
ชีวิตครอบครัว[แก้]
สมรสกับนางทองขาว มีบุตรธิดารวม 5 คน ได้แก่ เบญจมินทร์, มณเฑียร , ขวัญทิพย์, มณฑล และอาริยา ไม่เคยมีบ้านเป็นของตนเองแม้แต่หลังเดียว จนกระทั่งในช่วงบั้นปลายชีวิต เขาได้ขอเจียดที่ดินเจ้าของที่ดินย่านคลองประปา เจ้าของร้านข้าวแกงที่เขาติดอกติดใจ ปลูกบ้านหลังเล็กๆ บนพื้นที่ขนาด 3 คูณ 4 เมตร เพื่อใช้อาศัยอยู่ตามลำพัง แยกจากครอบครัว แม้ว่าตัวเองจะป่วยเป็นอัมพฤกษ์
ลาลับ[แก้]
เมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ. 2537 บนรถแท็กซี่ระหว่างการนำตัวส่งโรงพยาบาลรามาธิบดีแพทย์ระบุว่าเขาเสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลว
อ้างอิง[แก้]
- ↑ บูรพา อารัมภีร. เพลงรำวง. ในศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 31 ฉบับที่ 5 มีนาคม 2553 กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มติชน,2553. หน้า 76-77
- ↑ 10 ตำนานเพลงรำวงอีสาน (ในทัศนะของข้าพเจ้า)