มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ระวังสับสนกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
Mahachulalongkornrajavidyalaya University
Mculogo.jpg
คติพจน์ ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต
(ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก)
สถาปนา 13 กันยายน พ.ศ. 2439
ประเภท สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ
อธิการบดี พระพรหมบัณฑิต(ประยูร ธมฺมจิตฺโต)
นายกสภาฯ พระธรรมสุธี (พีร์ สุชาโต)
ที่ตั้ง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
เลขที่ 79 หมู่ที่ 1 หลักกิโลเมตรที่ 55 ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13170
เว็บไซต์ www.mcu.ac.th

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของคณะสงฆ์หนึ่งในสองแห่งของประเทศไทย1 ฝ่ายมหานิกายและเป็นสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐบาลตั้งอยู่ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และที่อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถือกำเนิดจาก "มหาธาตุวิทยาลัย" ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งขึ้นภายในวัดมหาธาตุฯ เมื่อปี พ.ศ. 2432 ก่อนที่จะพระราชทานนามใหม่ว่า "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" เมื่อคราวทรงสถาปนาอาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ในปี พ.ศ. 2439 โดยทรงตั้งพระทัยจะให้เป็นวิทยาลัยการศึกษาชั้นสูงของพระสงฆ์[1][2] การดำเนินงานของวิทยาลัยได้เริ่มต้นอย่างจริงจังเมื่อ พ.ศ. 2490 โดยพระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) และมีการดำเนินงานมาตามลำดับจนได้รับการยกฐานะให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐในปี พ.ศ. 2540 ตามความในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540[3] อธิการบดีคนปัจจุบัน คือ พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ศ.ดร.

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก[4] และเป็นมหาวิทยาลัยศูนย์กลางการศึกษาด้านพุทธศาสตร์ที่สำคัญของคณะสงฆ์ไทย มีการตั้งวิทยาเขต, วิทยาลัยสงฆ์, ศูนย์วิทยบริการและห้องเรียน กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ปัจจุบัน เปิดการเรียนการสอนใน 4 คณะ ครอบคลุมทั้งระดับปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิตจนถึงปริญญาพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิต หลักสูตรนานาชาติและภาษาอังกฤษ รวมทั้งสิ้น 33 สาขาวิชา[5] นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งสถาบันวิจัยขึ้นภายในมหาวิทยาลัยเพื่อดำเนินการวิจัยในด้านพุทธศาสตร์ประยุกต์ด้วย[6]

ผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในอดีต ได้รับพระเมตตาธิคุณให้เข้ารับประสาทปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราช แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชอย่างเป็นทางการ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จึงเป็นองค์ประธานในการประสาทปริญญาบัตรแก่บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน

เนื้อหา

ประวัติ[แก้]

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (ส่วนกลาง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร)

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ ซึ่งสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมุ่งหวังเพื่อจะขยายการศึกษาของชาติให้กว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าการอ่านออกเขียนได้เท่านั้น ทรงพิจารณาว่า การพัฒนาประเทศจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าคนในชาติมีการศึกษาต่ำ พสกนิกรของพระองค์ ควรจะได้เล่าเรียนให้มากเพื่อเป็นกำลัง "สยามใหม่" ให้ทันโลกตะวันตก จึงมีพระราชดำริที่จะจัดการศึกษาให้สูงขึ้น ถึงขั้นวิทยาลัยต่อไป ดังนั้นจึงทรงสถาปนา มหาธาตุวิทยาลัย ขึ้นที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เมื่อ พ.ศ. 2432 เพื่อเป็นที่เล่าเรียนศึกษาภาษาบาลีชั้นสูง และสถาปนาอาคาร อาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย[7] โดยพระราชทานนามมหาธาตุวิทยาลัยใหม่ว่า "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย"[8] โดยมีพระราชปรารถเพื่อปรับปรุงการศึกษาให้เป็นระดับวิทยาลัย เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2439 โดยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์สืบไป [9]

หลังจากก่อตั้งแล้ว ก็มิได้ดำเนินกิจการไปเป็นระยะเวลาช้านาน ต่อมาเมื่อ สุชีพ ปุญญานุภาพ พยายามรื้อฟื้นกิจการ มหามกุฏราชวิทยาลัย จนประสบความสำเร็จ กลายเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2488 ทางฝ่ายคณะสงฆ์มหานิกายก็รื้อฟื้นกิจการมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในอดีตให้เป็นระดับมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน เมื่อปี พ.ศ. 2490

โดยประวัติของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นับตั้งแต่แรกสถาปนาในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา มีความเปลี่ยนแปลง และความเป็นมาสืบเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งสามารถแบ่งตามพัฒนาการตามยุคสมัยได้เป็น 6 ระยะ ดังนี้

ลายพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปรารภในการสถาปนามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อ รศ.๑๑๕

ยุคแรกสถาปนา[แก้]

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสถาปนามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยขึ้น ในปี พ.ศ. 2430 โดยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายการสอนพระปริยัติธรรมจากศาลาบอกพระปริยัติธรรม ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปตั้งที่วัดมหาธาตุ เพื่อเป็นที่เล่าเรียนของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย และคฤหัสถ์ โดยโปรดให้เรียกชื่อว่า "มหาธาตุวิทยาลัย" และได้เปิดทำการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๒ และมีการดำเนินกิจการมาโดยลำดับ[10]

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีลายพระหัตถเลขาถึงพระยาภาสกรวงษ์เสนาบดี กระทรวงธรรมการ ปรารภถึงการที่ทรงจะเปลี่ยนชื่อมหาธาตุวิทยาลัยเป็น มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 18 กันยายน ร.ศ. 115 (พ.ศ. 2435) ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2437 จึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาอาคารขนาดใหญ่ สำหรับมหาธาตุวิทยาลัย และพระราชทานนามใหม่ว่า มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อเป็นที่เล่าเรียนพระปริยัติสัทธรรมและวิชาชั้นสูง และเพื่อเป็นบุญนิธิแก่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร

ภายในตึกถาวรวัตถุ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ที่รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาขึ้นเพื่ออุทิศให้เป็นวิทยาลัยของสงฆ์

โดยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้บัญชาการการก่อสร้างอาคารสังฆิกเสนาสน์ โดยใช้พื้นที่กุฏิสงฆ์วัดมหาธาตุด้านทิศตะวันออก โดยมีพระราชดำริให้ปลูกเป็นพระที่นั่งทรงธรรมในการพระเมรุ ออกแบบประยุกต์ตามรูปแบบระเบียงปราสาทนครวัด สร้างเป็นตึกถาวรวัตถุ เพื่อใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญพระราชกุศลในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พระบรมโอรสาธิราชพระองค์แรกในสมัยรัตนโกสินทร์ ด้วยทรงเห็นว่าในการสร้างพระเมรุมาศขนาดใหญ่นั้นเป็นการสิ้นเปลืองพระราชทรัพย์ เพราะเป็นสิ่งซึ่งไม่ถาวร จึงควรสร้างตึกถาวรเพื่อใช้แทน[11]

โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาก่อพระฤกษ์ เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2439 และได้พระราชทานเปลี่ยนนามมหาธาตุวิทยาลัยเป็น "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ ตามประกาศพระราชปรารภในการก่อพระฤกษ์สังฆเสนาสน์ราชวิทยาลัย ร.ศ.๑๑๕ (พ.ศ. ๒๔๓๙) ความตอนหนึ่งว่า[12]

"จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งวิทยาลัยที่จะเล่าเรียนพระไตรปิฎกแลวิชาชั้นสูงขึ้น...เป็นที่เล่าเรียนของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ได้ตั้งไว้ที่วัดมหาธาตุราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงนี้ มีนามว่า "มหาธาตุวิทยาลัย" ได้เปิดการเล่าเรียน แต่วันที่ ๘ พฤศจิกายน รัตนโกสินทร์ ศก ๑๐๘ สืบมา แต่สังฆิกเสนาสน์สำหรับมหาธาตุวิทยาลัยนี้ ยังไม่เป็นที่สมควรแก่การเล่าเรียน ในสมัยที่การเรียนเจริญขึ้นสืบมานี้ จึงทรงพระราชดำริห์ที่จะทรงสร้างสังฆิกเสนาสน์สำหรับมหาธาตุวิทยาลัยนี้ขึ้นใหม่ให้เป็นสถานอันสมควรแก่การเล่าเรียน...ทรงพระราชอุทิศถวายถาวรวัตถุนี้ เป็นสังฆิกเสนาสน์ สำหรับมหาธาตุวิทยาลัย เพื่อเปนที่เล่าเรียนพระปริยัติสัทธรรมแลวิชาชั้นสูงสืบไปภายหน้า

พระราชทานเปลี่ยนนามใหม่ว่า "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย" เพื่อให้เป็นที่เฉลิมพระเกียรติยศสืบไป...

ขอผลแห่งพระบรมราชประสงค์ซึ่งจะทรงบำรุงพระพุทธศาสนาให้สถิตย์สถาพร และจะให้วิทยาการแพร่หลาย อันเป็นทางมาแห่ง ประโยชน์ความศุขของมหาชนทั่วไปนี้ จงสำเร็จ โดยพระบรมราชประสงค์ จงทุกประการ เทอญ"

ประกาศพระราชปรารภในการก่อพระฤกษ์สังฆเสนาสน์ราชวิทยาลัย ร.ศ.๑๑๕

โดยการก่อสร้างดำเนินการมาได้ 4 ปีเศษ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกำหนดให้มีการพระราชทานเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร แต่ขณะนั้นตึกถาวรวัตถุ ยังสร้างไม่สำเร็จ เพราะติดขัดเรื่องกระเบื้องมุงหลังคาสั่งทำมาจากจีนมีความผิดพลาด[13] จึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระศพที่พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) แทน ส่วนอาคารตึกถาวรวัตถุ ดำเนินการจนมาแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 6 และใช้เป็นหอพระสมุดสำหรับพระนครแทน ส่วนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยซึ่งได้รับสถาปนาขึ้นตามพระราชปรารภ ได้จัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนเดิม ในนามมหาธาตุวิทยาลัยมาโดยตลอด

ยุคสนองพระราชปรารถ[แก้]

ยุคริเริ่มการจัดการศึกษา[แก้]

ภาพพิธีประสาทปริญญาบัตร มจร. ครั้งที่ 1 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ถวายพัดปริญญาแก่เจ้าประคุณสมเด็จสังฆนายก เพื่อประทานแก่บัณฑิตมหาจุฬารุ่นแรก

ยุคปรับปรุงและขยายการศึกษา[แก้]

ยุครับรองสถานะของมหาวิทยาลัย[แก้]

ยุคหลังพระราชบัญญัติฯ[แก้]

สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย[แก้]

  • พระจุลมงกุฎ (พระเกี้ยว) พระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตรงฐานของพระเกี้ยวมีอักษรย่อว่า ม จ ร และมีรูปธรรมจักรวางเป็นฉากเบื้องหลัง
  • เป็นรูปวงกลมครอบธรรมจักรส่วนกลางเป็นพระเกี้ยว เป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 รอบกรอบด้านบนมีอักษรภาษาบาลีว่า ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต รอบกรอบด้านล่างมีอักษรว่า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


ป้ายมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อยุธยา
หอประชุมใหญ่ มวก. 48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปัจจุบัน
ป้ายมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
ป้ายมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย(วิทยาเขตแห่งแรกของ มจร.)

การศึกษา[แก้]

คณะในมหาวิทยาลัย[แก้]

วิทยาเขต

วิทยาลัย

ห้องเรียน

หน่วยวิทยบริการ • หน่วยวิทยบริการสงขลา • หน่วยวิทยบริการราชบุรี • หน่วยวิทยบริการมหาสารคาม • หน่วยวิทยบริการชลบุรี • หน่วยวิทยบริการระยอง • หน่วยวิทยบริการวัดไร่ขิง นครปฐม • หน่วยวิทยบริการวัดสามพราน นครปฐม • หน่วยวิทยบริการจันทบุรี • หน่วยวิทยบริการเพชรบุรี • หน่วยวิทยบริการสกลนคร • หน่วยวิทยบริการชัยภูมิ • หน่วยวิทยบริการอุทัยธานี • หน่วยวิทยบริการกำแพงเพชร • หน่วยวิทยบริการพิจิตร • หน่วยวิทยบริการตาก • หน่วยวิทยบริการอุตรดิตถ์ • หน่วยวิทยบริการสุพรรณบุรี • หน่วยวิทยบริการสระแก้ว • หน่วยวิทยบริการสาวิกาสิกขาลัย

สถาบันสมทบ 7 แห่ง • วิทยาลัยพระพุทธศาสนาดองกุก ชอนบอบ สาธารณรัฐเกาหลี • มหาปัญญาวิทยาลัย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา • มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาซินจู สาธารณรัฐไต้หวัน • ศูนย์การศึกษาพระอาจารย์พรัหม ประเทศสิงคโปร์ • วิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ ประเทศศรีลังกา • วิทยาลัยพระพุทธศาสนา ประเทศสิงคโปร์ • วิทยาลัยพระพุทธศาสนาธรรมเกท

หน่วยงานในมหาวิทยาลัย[แก้]

สำนักงานอธิการบดี

สำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ

สำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม

หน่วยงานอื่นๆ

งานบริการวิชาการแก่สังคม[แก้]

การวิจัย[แก้]

การรับบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย[แก้]

คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษาระดับปริญญาตรี พุทธศาตรบัณฑิต[แก้]

คุณสมบัติของผู้สมัครเข้าศึกษาที่เป็นพระภิกษุ และสามเณร

  1. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยคและต้องศึกษาวิชาสามัญเพิ่มเติมตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด หรือ
  2. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค และสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หรือ
  3. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค และได้รับประกาศนียบัตรอื่นที่มหาวิทยาลัยกำหนด หรือ
  4. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา หรือ
  5. เป็นพระสังฆาธิการหรือครูสอนพระปริยัติธรรมที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์ (ป.บส.) หรือ
  6. เป็นพระสังฆาธิการหรือครูสอนพระปริยัติธรรมที่สอบได้นักธรรมชั้นเอกและสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า หรือ
  7. เป็นผู้สอบได้นักธรรมชั้นเอกและสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และต้องศึกษาวิชาภาษาบาลี ไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต ยกเว้นผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรสาขาวิชาบาลีที่มหาวิทยาลัยรับรอง หรือ
  8. เป็นผู้สำเร็จระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือผู้ได้รับประกาศนียบัตรอื่นที่มหาวิทยาลัยรับรอง และต้องศึกษาวิชาภาษาบาลี ไม่น้อยกว่า 24 หน่วยกิต ยกเว้นผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรสาขาวิชาบาลีที่มหาวิทยาลัยรับรอง หรือ
  9. เป็นผู้ที่มหาวิทยาลัยอนุมัติให้เข้าศึกษาเป็นกรณีพิเศษเพื่อขอรับปริญญาตามเกณฑ์ที่สภาวิชาการกำหนด
  10. ไม่เคยถูกคัดชื่อออกหรือถูกไล่ออกจากสถาบันการศึกษาใดๆ เพราะความผิดทางความประพฤติหรือวินัย

คุณสมบัติของผู้สมัครเข้าศึกษาที่เป็นคฤหัสถ์ หรือประชาชนทั่วไป

  1. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรมหรือบาลีศึกษา 3 ประโยค และต้องศึกษาวิชาสามัญเพิ่มเติมตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด หรือ
  2. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรมหรือบาลีศึกษา 3 ประโยค และสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หรือ
  3. เป็นผู้สอบได้เปรียญธรรมหรือบาลีศึกษา 3 ประโยค และได้รับประกาศนียบัตรอื่นที่มหาวิทยาลัยอื่นรับรอง หรือ
  4. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา หรือ
  5. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือผู้ได้รับประกาศนียบัตรอื่นที่มหาวิทยาลัยรับรอง และต้องศึกษาวิชาภาษาบาลีไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต ยกเว้นผู้สำเร็จหลักสูตรประกาศนียบัตรสาขาวิชาภาษาบาลีที่มหาวิทยาลัยรับรอง หรือ
  6. เป็นผู้ที่มหาวิทยาลัยอนุมัติให้เข้าศึกษาเป็นกรณีพิเศษเพื่อขอรับปริญญาตามเกณฑ์ที่สภาวิชาการกำหนด
  7. ไม่เคยถูกคัดชื่อออกหรือถูกไล่ออกจากสถาบันการศึกษาใดๆ เพราะความผิดทางความประพฤติหรือวินัย (ให้เป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2542 ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 และข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ว่าด้วยการศึกษาระดับปริญญาตรี (ฉบับที่ 3) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร


สาขาวิชาที่เปิดสอน[แก้]

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เปิดทำการเรียนการสอนทั้งในระดับประกาศนียบัตร, ปริญญาบัณฑิต, ประกาศนียบัตรบัณฑิต, ปริญญามหาบัณฑิต และปริญญาดุษฎีบัณฑิต กระจายไปตามสาขาวิชาต่าง ๆ ดังนี้[14]

ระดับปริญญาตรี[แก้]

หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต แบ่งเป็น 4 คณะ ได้แก่

  • คณะพุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ภาควิชาพระพุทธศาสนา, ภาควิชาศาสนาและปรัชญา และภาควิชาบาลีและสันสกฤต
  • คณะครุศาสตร์ ประกอบด้วย ภาควิชาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว, ภาควิชาบริหารการศึกษา และภาควิชาหลักสูตรและการสอน
  • คณะมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วย ภาควิชาภาษาไทย, ภาควิชาภาษาต่างประเทศ และภาควิชาจิตวิทยา
  • คณะสังคมศาสตร์ ประกอบด้วย ภาควิชารัฐศาสตร์ (วิชาเอกการปกครอง , วิชาเอกรัฐประศาสนศาสตร์ , วิชาเอกการปกครองระหว่างประเทศ , วิชาเอกการจัดการเชิงพุทธ), ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ และภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

ระดับปริญญาโท[แก้]

หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต มีทั้งหมด 19 สาขาวิชา ได้แก่

สาขาวิชาธรรมนิเทศ, สาขาวิชาภาษาศาสตร์, สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ, สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ, สาขาวิชาชีวิตและความตาย, สาขาวิชาปรัชญา, สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา, สาขาวิชาพุทธศาสตร์ และศิลปะแห่งชีวิต, สาขาวิชาภาษาอังกฤษ (หลักสูตรนานาชาติ), สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (คณะครุศาสตร์), สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา, สาขาวิชาการพัฒนาสังคม, สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, สาขาวิชาสันติศึกษา, สาขาวิชาบาลีศึกษา, สาขาวิชามหายานศึกษา, สาขาวิชาสันสกฤต และสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน (แขนงวิชาการสอนทั่วไป สำหรับผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพครู, สาขาการสอนสังคมศึกษา การสอนภาษาไทย การสอนภาษาอังกฤษ และการสอนพระพุทธศาสนา)

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต (นานาชาติ) คือ BUDDIST STUDIES, PHILOSOPHY และ MAHAYANA BUDDHISM

ระดับปริญญาเอก[แก้]

หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต มีทั้งหมด สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา, สาขาวิชาบาลีพุทธศาสตร์, สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา, สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ, สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, สาขาวิชาปรัชญา, สาขาวิชาบาลี, สาขาวิชาพระพุทธศาสนา, สาขาวิชาธรรมนิเทศ, สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ, สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา, สาขาวิชามหายานศึกษา, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, สาขาวิชาชีวิตและความตาย, สาขาวิชาสันสกฤต, สาขาวิชาพุทธศาสตร์และศิลปะแห่งชีวิต และสาขาวิชาภาษาศาสตร์

พื้นที่มหาวิทยาลัย[แก้]

ส่วนกลาง[แก้]

ส่วนกลาง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร[แก้]

ส่วนกลาง อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา[แก้]

ส่วนภูมิภาค[แก้]

วิทยาเขต[แก้]

  • มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย (วิทยาเขตแห่งแรก)
  • มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช
  • มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
  • มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา
  • มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี
  • มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตแพร่
  • มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์
  • มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ·
  • มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส

วิทยาลัยสงฆ์[แก้]

  • วิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย[15]
  • วิทยาลัยสงฆ์ปัตตานี[16]

ห้องเรียน[แก้]

ศูนย์วิทยบริการ[แก้]

สถานที่สำคัญภายในมหาวิทยาลัย[แก้]

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[แก้]

พระอุโบสถกลางน้ำ หลวงพ่อปัญญานันทะ[แก้]

อาคารหอประชุม มวก 48 พรรษา[แก้]

พิธีประสาทปริญญาบัตร[แก้]

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน พิธีประสาทปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในปัจจุบัน

ผู้ที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในอดีต ได้รับพระเมตตาธิคุณให้เข้ารับประสาทปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระสังฆราช แต่ในปัจจุบันเนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และยังไม่มีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ ทำให้ปัจจุบัน ผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จะได้เข้ารับประสาทปริญญาบัตรจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช โดยพิธีประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แก่บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต แห่งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนั้น จะจัดขึ้นที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นประจำทุกปี[17]

รายนามผู้บริหารและอธิการบดี[แก้]

ทำเนียบนายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย[แก้]

ลำดับ รูป รายนาม/สมณศักดิ์ เริ่มวาระ สิ้นสุดวาระ วัด
1 Mculogo.jpg พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตมหาเถร) พ.ศ. 2490 พ.ศ. 2491 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร
2 Aad Asabho.jpg พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) พ.ศ. 2491 พ.ศ. 2504 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร
3 Mculogo.jpg พระธรรมปัญญาบดี (สวัสดิ์ กิตฺติสารมหาเถร) พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2554 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร
4 Aad Asabho.jpg สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) พ.ศ. 2523 พ.ศ. 2532 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร
5 Mculogo.jpg พระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ ทตฺตสุทธิมหาเถร) พ.ศ. 2533 พ.ศ. 2546 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร
6 Mculogo.jpg พระธรรมสุธี (พีร์ สุชาโตเถร) พ.ศ. 2549 ปัจจุบัน วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร

ทำเนียบอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย[แก้]

ลำดับ รูป รายนาม/สมณศักดิ์ เริ่มวาระ สิ้นสุดวาระ วัด
1 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) 0001.jpg พระปริยัติโศภน (ฟื้น ชุตินฺธโร) พ.ศ. 2490 พ.ศ. 2491 วัดสามพระยาวรวิหาร
2 Mculogo.jpg สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณกมหาเถร) พ.ศ. 2491 พ.ศ. 2496 วัดจักรวรรดิราชาวาส
3 Mculogo.jpg พระธรรมวรนายก (สมบูรณ์ จนฺทโก) พ.ศ. 2496 พ.ศ. 2529 วัดอุดมธานี จังหวัดนครนายก
4 Mculogo.jpg พระราชรัตนโมลี (นคร เขมปาลี) , ดร. พ.ศ. 2529 พ.ศ. 2540 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
5 P6011227.jpg พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ,ศาสตราจารย์,ดร. พ.ศ. 2540 ปัจจุบัน วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง[แก้]

การเดินทางสู่มหาวิทยาลัย[แก้]

เลขที่ 79 หมู่ที่ 1 หลักกิโลเมตรที่ 55 ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รหัสไปรษณีย์ 13170

เชิงอรรถ[แก้]

หมายเหตุ 1: มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงของคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกาย

อ้างอิง[แก้]

  1. ราชกิจจานุเบกษา, การก่อพระฤกษ์สังฆเสนาสน์ราชวิทยาลัย. เล่มที่ 13, ตอนที่ 25, วันที่ 20 กันยายน ร.ศ.115, หน้า 263
  2. ประวัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. [ออน-ไลน์]. (2550). แหล่งข้อมูล : http://www.mcu.ac.th/site/history.php
  3. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540. เล่มที่ 114, ตอนที่ 51 ก, วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2540, หน้า 24
  4. ราชกิจจานุเบกษา, กระทู้ถามที่ ๕๕๓ ร.. เล่มที่ 117, ตอนที่ 29 ก, วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2543, หน้า 30
  5. หลักสูตรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. [ออน-ไลน์]. (2552). แหล่งข้อมูล : http://www.mcu.ac.th/site/curriculum.php
  6. ประวัติความเป็นมา สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย . [ออน-ไลน์]. (2552). แหล่งข้อมูล :http://www.mcu.ac.th/site/office/coll_index.php?Data_type=1
  7. ประวัติตึกถาวรวัตถุ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร (อาคารสังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย)
  8. ประวัติมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระราชปรารถในการก่อพระฤกษ์สังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย
  9. ประวัติมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  10. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความมหาธาตุวิทยาลัย. เล่มที่ 7, ตอนที่ 50, วันที่ 15 มีนาคม ร.ศ.109, หน้า 455
  11. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พัฒนาการ พ.ร.บ. มจร. [ออนไลน์]. เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้จาก [1] เข้าถึงเมื่อ 7-10-57
  12. ราชกิจจานุเบกษา, การก่อพระฤกษ์สังฆเสนาสน์ราชวิทยาลัย. เล่มที่ 13, ตอนที่ 25, วันที่ 20 กันยายน ร.ศ.115, หน้า 263
  13. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ตึกถาวรวัตถุ ในวันวาน. [ออนไลน์]. เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้จาก [2] เข้าถึงเมื่อ 7-10-57
  14. หลักสูตรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. [ออน-ไลน์]. (2552). แหล่งข้อมูล : http://www.mcu.ac.th/site/curriculum.php
  15. ประวัติวิทยาลัยสงฆ์นครน่าน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
  16. [3]
  17. สมเด็จพระพุฒาจารย์ มอบหนังสือแต่งตั้งพระธรรมโกศาจาราย์ เป็นราชบัณฑิต. [ออน-ไลน์]. (2552). แหล่งข้อมูล : http://www.mcu.ac.th/site/news_in.php?group_id=1&NEWSID=4242

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 13°45′18″N 100°29′25″E / 13.754982°N 100.49014°E / 13.754982; 100.49014