ไทยเชื้อสายโปรตุเกส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกส
Portrait of Lady Angelina Sap.jpg
ภาพของทรัพย์ (ศาสนนาม แองเจลินา; ค.ศ. 1805–1884) หญิงเชื้อสายโปรตุเกสบ้านกุฎีจีน เธอเป็นลื่อของพระยาวิไชเยนทร์ กับท้าวทองกีบม้า และเป็นภรรยาของหลวงอาวุธวิเศษ[1]
ประชากรทั้งหมด
1,400–2,000 คน (ค.ศ. 1830)[2]
ภูมิภาคที่มีประชากรอย่างมีนัยสำคัญ
เขตธนบุรี, บางกอกใหญ่ และดุสิต กรุงเทพมหานคร
ไทย ประเทศไทย
ภาษา
ไทย
อดีต: เขมร · โปรตุเกส
ศาสนา
ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
กลุ่มชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง
โปรตุเกสพลัดถิ่น · ไทยสยาม · ไทยเชื้อสายจีน · เขมร · มอญ · ญวน

ชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกส บ้างเรียก ฝรั่งโลสงโปรตุเกศ (มาจาก Luso), บรเทศ หรือ แขกเมืองฝรั่งปัศตุกัน[3][4] เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลูกผสมเชื้อสายโปรตุเกสที่อาศัยอยู่ประเทศไทย มีบรรพบุรุษเป็นชาวโปรตุเกสที่อาศัยเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา แล้วอพยพลงมากรุงเทพมหานครหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง มีแหล่งตั้งถิ่นฐานสองแห่งคือชุมชนบ้านเขมร มีศูนย์กลางที่วัดคอนเซ็ปชัญ และอีกชุมชนหนึ่งคือชุมชนกุฎีจีน มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดซางตาครู้ส ปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสเลิกใช้ภาษาโปรตุเกสในการสื่อสารไปแล้ว ทั้งยังมีรูปพรรณไม่ต่างไปจากคนไทยทั่วไป คงเหลือแต่วัฒนธรรมด้านอาหารและประเพณีทางศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่ยังตกทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน

ประวัติ[แก้]

ยุคอยุธยา[แก้]

มีหลักฐานว่าชาวโปรตุเกสปรากฏตัวในอาณาจักรอยุธยามาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16[5] เมื่อโปรตุเกสยึดครองเมืองมะละกาได้ใน ค.ศ. 1511 จึงมีการส่งทูตชื่อดูวาร์ตึ ฟือร์นังดึช (Duarte Fernandes) เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นและเครื่องบรรณาการแก่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งทรงต้อนรับอย่างดีและมีพระราชประสงค์จะเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้ากรุงโปรตุเกสด้วย[6] โปรตุเกสจึงส่งทูตชื่ออังตอนียู ดึ มีรันดา ดึ อาเซเวดู (António de Miranda de Azevedo) เพื่อติดต่อด้านการค้าและสนับสนุนด้านการทหารให้แก่อยุธยาด้วย ซึ่งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงตอบรับข้อเสนอ และเริ่มทำการค้าข้าวสารกับเมืองมะละกาใน ค.ศ. 1513[7] หลังจากนั้นเป็นต้นมา จึงเริ่มมีพ่อค้าและทหารรับจ้างเชื้อสายโปรตุเกสเดินทางเข้าไปพำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยา พวกเขาเป็นทหารชั้นล่างของโปรตุเกส (Lançados) ที่ผันตัวเป็นพ่อค้าและตั้งชุมชนการค้าเองไม่ขึ้นกับรัฐบาลโปรตุเกส[8] ในกรุงศรีอยุธยา พวกเขาถูกดึงดูดด้วยสิทธิพิเศษด้านการค้าและการยกเว้นภาษี[9] ดังจะพบว่าชาวโปรตุเกสที่อาศัยในกรุงศรีอยุธยาประกอบอาชีพอย่างหลากหลาย เช่น ช่างอัญมณี นักเดินเรือ แพทย์แผนตะวันตก ช่างหล่อปืน สถาปนิก วิศวกร พ่อค้า เสมียน นักดนตรี หรือแม้กระทั่งพราหมณ์[10] ปลายรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 พบว่ามีพ่อค้าโปรตุเกสอาศัยอยู่ในอยุธยาราว 300 คน[11] เอกสารของฟือร์เนา เม็งดึช ปิงตู (Fernão Mendes Pinto) ระบุว่ามีทหารชาวโปรตุเกสจำนวน 160 นาย ร่วมทัพอยุธยาไปตีเมืองเชียงใหม่ใน ค.ศ. 1545[12] และมีทหารโปรตุเกสอีก 120 นายร่วมทัพอยุธยาไปตีเชียงใหม่อีกครั้งในสองปีต่อมา[13] และเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่งใน ค.ศ. 1569 มีชาวโปรตุเกสถูกสังหารประมาณ 27 คน และอีกจำนวนหนึ่งถูกกวาดต้อนไปเมืองพะโค[14]

ทหารรับจ้างโปรตุเกสได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจโดยราชสำนัก สมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีทหารรับจ้างโปรตุเกสอย่างน้อยสองคนที่อยู่กับพระองค์เมื่อทำศึกกับพระมหาอุปราชา สมเด็จพระเอกาทศรถมีทหารรับจ้างคู่พระทัยชื่อ ตริสตาว โกลายู (Tristao Golaio) และสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมมีทหารรับจ้างคู่พระทัยชื่อ กริสตูวาว รีเบลู (Cristovao Rebelo)[15] อาชีพที่โดดเด่นอีกอาชีพคือพ่อค้า ชาวโปรตุเกสทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางค้าขายกับยุโรปและเอเชีย นำสินค้าสำคัญเข้าสู่อยุธยาเช่น ดินปืน เสื้อเกราะ และยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ[16] นอกจากทหารรับจ้างและพ่อค้าแล้ว คณะเดินทางชาวโปรตุเกสมักจะมีบาทหลวงร่วมอยู่ด้วยเสมอ เพราะเป็นศูนย์รวมจิตใจของนักเดินเรือ โดยเฉพาะการนำสวด หรือสวดส่งวิญญาณเมื่อมีคนตายบนเรือ ด้วยเหตุนี้ชุมชนชาวโปรตุเกสจึงมีโบสถ์คริสต์เป็นจุดศูนย์กลางของชุมชนเสมอ และทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาแก่ผู้คนในประเทศที่ตนอาศัย[17] พวกเขาสมรสข้ามชาติพันธุ์กับชนพื้นเมืองไทย มอญ และจีน จนเกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง[18][19]

วัดคอนเซ็ปชัญหลังเก่า เป็นหนึ่งในโบสถ์คาทอลิกที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย[20]

พวกเขามีแหล่งอาศัยอยู่ที่ค่ายโปรตุเกสหรือเกาะโปรตุเกส[19] (พงศาวดารเรียก "บ้านดิน") มีเนื้อที่ราว 500 ไร่ อยู่ทางทิศใต้ของเกาะเมือง ตั้งอยู่ท่ามกลางประชาคมต่างด้าวอื่น ๆ[21] ปรากฏการตั้งชุมชนมาตั้งแต่ ค.ศ. 1515 เป็นต้นมา[8] นับเป็นฝรั่งชาติแรกที่ได้รับพระราชทานที่ดินอย่างเป็นทางการ[16] แบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มดอมินิกัน ตั้งอยู่ตรงข้ามบ้านญี่ปุ่น มีศูนย์กลางที่วัดนักบุญดอมินิก และกลุ่มเยสุอิต ตั้งอยู่ทางใต้เกือบถึงคลองตะเคียน มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดนักบุญเปาโล ต่อมาในยุคหลังมีการสร้างโบสถ์นักบุญออกัสตินทางตอนเหนือของหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง[22] ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีประชากรโปรตุเกสอาศัยอยู่ในอยุธยาราว 700-800 ครอบครัว[18] ต่อมามีการก่อสร้างโบสถ์คริสต์แห่งหนึ่งในบ้านชาวโปรตุเกสในเมืองบางกอกชื่อวัดคอนเซ็ปชัญใน ค.ศ. 1674 และยังดำรงชุมชนอยู่จนถึงปัจจุบัน[23]

ในช่วงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง ชาวโปรตุเกสบางส่วนถูกสังหาร บางส่วนก็ถูกเกณฑ์เป็นเชลยในพม่า ค่ายโปรตุเกสและโบสถ์ต่าง ๆ ในกรุงศรีอยุธยา ก็ถูกพม่าเผาทำลายลงไป[19][24] ชาวโปรตุเกสบางส่วนก็ลี้ภัยไปพิษณุโลก จันทบุรี บ้างก็หนีไปถึงเมืองเขมร[25] บ้างก็อพยพไปเมืองมะละกาและเมืองกัว[26] อีกส่วนก็อพยพไปสมทบกับชาวโปรตุเกสวัดคอนเซ็ปชัญในบางกอก[27][28]

ยุคธนบุรีและรัตนโกสินทร์[แก้]

หลังสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี มีชุมชนชาวโปรตุเกสตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณนั้นมาแต่เดิมคือชุมชนวัดคอนเซ็ปชัญ และได้พระราชทานที่ดินให้ชาวโปรตุเกสตั้งถิ่นฐานที่ชุมชนกุฎีจีน เป็นความชอบที่ชาวโปรตุเกสช่วยพระองค์ในการรบกับพม่าที่เมืองจันทบุรีและติดตามพระองค์มาที่กรุงธนบุรี[29][30] บาทหลวงฝรั่งเศสจึงก่อสร้างวัดซางตาครู้ส (Santa Cruz) มีลักษณะเหมือนวัดจีน ทั้งยังตั้งอยู่บนที่ดินที่เคยมีคนจีนอาศัยอยู่ก่อน จึงเรียกว่า "วัดกุฎีจีน" ส่วนชาวโปรตุเกสในนั้นก็ถูกเรียกว่า "ฝรั่งกุฎีจีน"[31][32] ขณะนั้นมีคนเชื้อสายโปรตุเกสอาศัยอยู่ราว 413 คน ต่อมามีชาวโปรตุเกสจากเขมรอพยพมาสมทบอีก 379 คน[27] ต่อมาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระโกรธคนโปรตุเกสที่ไม่เข้าร่วมพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาด้วยข้อจำกัดทางศาสนา ทำให้ทหารโปรตุเกสสามนายถูกเฆี่ยนต่อหน้าบาทหลวงฝรั่ง สุดท้ายทหารทั้งสามก็ยอมร่วมพิธีดื่มน้ำในวัดพุทธ อย่างไรก็ตามพระองค์ยังโปรดปรานคนเชื้อสายโปรตุเกส ด้วยมีราชองครักษ์เป็นคนโปรตุเกสจำนวน 79 นาย[27]

วัดซางตาครู้ส หรือวัดกุฎีจีน หลังปัจจุบัน

ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดให้คนโปรตุเกสที่ลี้ภัยไปเมืองเขมรพร้อมชาวเขมรเข้ารีตจำนวน 400-500 คน กลับเข้ามาตั้งบ้านเรือนที่วัดคอนเซ็ปชัญ จึงเรียกชื่อชุมชนว่า "บ้านเขมร" และเรียกโบสถ์ว่า "วัดเขมร" มาแต่นั้น[33] ต่อมาชาวโปรตุเกสบางส่วนของชุมชนกฎีจีนแยกตัวออกไปตั้งชุมชนใหม่เรียกว่า "ค่ายแม่พระลูกประคำ"[27] เพราะไม่ยอมรับบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ปกครองวัดซางตาครู้ส จึงแยกตัวออกมาและตั้งชื่อชุมชนตามรูปแม่พระลูกประคำที่นำมาจากอยุธยา ครั้น ค.ศ. 1786 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงพระราชทานที่ดินให้ชาวโปรตุเกสอย่างเป็นทางการเพราะความชอบที่ช่วยรบเมื่อคราวทำสงครามกับพม่า จึงสร้างโบสถ์กาลหว่าร์ (Calvario) เป็นศูนย์กลางของชุมชน แต่ต่อมาชาวโปรตุเกสลดจำนวนลง และถูกแทนที่ด้วยคริสตังจีน[34] ในยุครัตนโกสินทร์นี้ คนโปรตุเกสวัดคอนเซ็ปชัญสืบเชื้อสายจากฝรั่งแม่นปืน แต่คนวัดซางตาครู้สนั้นโดยมากเป็นล่าม จึงมีการเปรียบเปรยเอาไว้ว่า "ผู้สืบเชื้อสายโปรตุเกสบ้านกุฎีจีน เป็นฝ่ายบุ๋น (คือถนัดทางเจรจา) ฝ่ายผู้สืบเชื้อสายโปรตุเกสบ้านคอนเซ็ปชัญ เป็นฝ่ายบู๊ (คือถนัดทางการรบ)"[35] ใน ค.ศ. 1782 ฟรังซิสกู ดัส ชากัส (Francisco das Chagas) ถูกส่งมาจากเมืองกัวเพื่อดูแลชาวโปรตุเกสในกรุงเทพมหานคร ซึ่งในช่วง ค.ศ. 1785-1788 ชุมชนโปรตุเกสประกอบไปด้วย คริสตังโปรตุเกส 513 คน ชาวโปรตุเกสจากเขมร 379 คน ญวนในอาณัติโปรตุเกส 580 คน และลูกครึ่งโปรตุเกส-เขมรที่เป็นแพทย์หลวงและทหารในราชสำนักอีกจำนวนหนึ่ง[36]

หลังสยามทำสนธิสัญญาเบาว์ริงเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อังกฤษกลายสภาพเป็นคู่ค้าหลักของสยาม ระบบการค้าของโปรตุเกสก็ซบเซาลง ในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทายาทของคนเชื้อสายโปรตุเกสเปลี่ยนสถานะเป็นคนสยามโดยสมบูรณ์และลดบทบาทด้านการค้าลง พวกเขาเข้ารับราชการเป็นทหารอยู่บ้าง บ้างก็รับราชทานสังกัดกรมท่าและกรมพระคลังสินค้า[37] แต่ด้วยความสามารถด้านภาษาและการค้ากับต่างประเทศ พวกเขาจึงผันตัวไปเป็นล่าม เสมียน และพ่อค้า พวกเขาใกล้ชิดกับราชสำนัก ทำให้ย่านกุฎีจีนเจริญมากขึ้น เป็นที่ตั้งของห้างฝรั่งและร้านถ่ายรูปแห่งแรกของสยาม[4][38]

ปัจจุบันคนเชื้อสายโปรตุเกสแต่งงานข้ามชาติพันธุ์กับไทย มอญ จีน ญวน และเขมร ทำให้มีรูปพรรณที่ต่างออกไปจากชาวยุโรปที่เป็นบรรพบุรุษ[39] ยังคงธำรงเอกลักษณ์สำคัญของชุมชน เช่น พิธีกรรมทางศาสนา คือ พิธีแห่พระธาตุ พิธีแห่แม่พระ พิธีแห่พระคริสตกายา และพิธีถอดพระ[34][40] และอาหารพื้นบ้าน เช่น เนื้อแซนโม ต้มมะฝาด ขนมฝรั่งกุฎีจีน สัพแหยก และขนมจีนแกงไก่คั่ว เป็นต้น[41][42]

วัฒนธรรม[แก้]

ภาษา[แก้]

รูปหญิงชายต่างชาติ เข้าใจว่าเป็นชาวโปรตุเกส ที่วัดบางขุนเทียนนอก[43]

ในยุคกรุงศรีอยุธยา ชาวโปรตุเกสที่เข้ามารุ่นแรกจะเป็นกลุ่มที่สามารถพูดได้มากกว่าสองภาษาขึ้นไป ภาษาโปรตุเกสกลายเป็นภาษาทางการของอยุธยาโดยปริยาย เพราะในสนธิสัญญาที่กรุงศรีอยุธยากระทำกับยุโรปชาติอื่น มักมีภาษาโปรตุเกสควบคู่ไปกับภาษาไทยและจีน พวกลูกครึ่งโปรตุเกสจึงถูกว่าจ้างไปเป็นเสมียนหรือล่ามของบริษัทยุโรปในกรุงศรีอยุธยาเสียมาก[44] ครั้นต้นกรุงรัตนโกสินทร์ยังพบว่าชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกส ยังมีการตั้งชื่อนามสกุลเป็นภาษาโปรตุเกส แม้กระทั่งหลุมศพยังจารึกชื่อและนามสกุลเป็นภาษาโปรตุเกส[45] ชาวโปรตุเกสในชุมชนบ้านเขมรเป็นชุมชนแรกที่เลิกพูดภาษาโปรตุเกส แล้วหันไปพูดภาษาเขมรตามอย่างเขมรเข้ารีตแทน ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต่อมาเปลี่ยนไปใช้ภาษาไทยที่เขียนด้วยอักษรโรมัน เรียกว่า "ภาษาเขมร"[46] คงเหลือแต่ชาวโปรตุเกสที่บ้านกุฎีจีนที่ยังใช้ภาษาโปรตุเกสอยู่ เมื่อคราวที่จอห์น ครอว์เฟิร์ด ทูตอังกฤษติดต่อการค้ากับกรุงสยามตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก็ให้ให้ชาวโปรตุเกสบ้านกุฎีจีนเป็นล่ามแปลภาษาให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายไว้ ความว่า "...ครอเฟิดทูตอังกฤษเข้ามาถึงปากน้ำเจ้าพระยา ได้รับอนุญาตให้เรือกำปั่นมาถึงกรุงเทพฯ มาจอดที่หน้าบ้านพระยาสุริยวงศ์มนตรี ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกใต้วัดประยูรวงศ์ฯ และพระยาสุริยมนตรีจัดตึกซึ่งสร้างไว้หน้าบ้านเป็นที่ไว้สินค้า ให้เป็นที่พักของครอเฟิดและพวกที่มา...ทั้งสองฝ่ายพูดไม่เข้าใจภาษากัน ในเวลานั้นไม่มีไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้ อังกฤษก็ไม่มีที่พูดภาษาไทยได้ ทั้งหนังสือและคำพูดต้องใช้แปลเป็นภาษาโปรตุเกสบ้าง ภาษามะลายูบ้าง แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษอีกชั้น ๑...ฝ่ายล่ามไทยเล่า ล่ามที่ใช้สำหรับแปลภาษาโปรตุเกสก็ใช้พวกกะฎีจีน..."[47] ภาษาโปรตุเกสถูกใช้เป็นภาษากลางทางการทูต ในการทำสนธิสัญญาการค้าและพาณิชย์ในสยามที่ทำกับชาวต่างชาติช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จะเขียนควบคู่กันสามภาษาคือ ไทย จีน และโปรตุเกส[4] ภาษาโปรตุเกสอยู่รอดมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัส ณ สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสเมื่อ ค.ศ. 1859 ตรัสถึงชาวโปรตุเกสในไทย ว่าพวกเขาแต่งงานข้ามเชื้อชาติกับคนจีน เขมร มอญ ญวน และตรัสอีกว่า "บางคนยังเจรจาด้วยภาษาโปรตุเกสกันอยู่"[48]

ในปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสเลิกใช้ภาษาโปรตุเกสในการสื่อสารไปแล้ว ส่วนผู้มีเชื้อสายโปรตุเกสบ้านเขมรที่เคยใช้ภาษาเขมรแทบไม่เหลือคนพูดได้อีก[45] นามสกุลโปรตุเกสเปลี่ยนเป็นนามสกุลไทยทั้งหมด[49] บางส่วนยังคงใช้คำศัพท์โปรตุเกสในการเรียกเครือญาติอยู่[45][50] โดยใช้ในลักษณะพูดเป็นคำ ๆ ไม่เป็นประโยค[51]

ภาษาโปรตุเกสในไทย ความหมาย หมายเหตุ
ป๋าย[45][50] พ่อ ตรงกับโปรตุเกส pai
ติว[45][50] อาผู้ชาย
เต[45][50] อาผู้หญิง
จง ปู่, ตา
อาโว, โว[39][51] ย่า, ยาย เทียบกับโปรตุเกส velha
นาตัล,[51] น่าตัน[39] วันคริสตสมภพ ตรงกับโปรตุเกส natal

พจนานุกรมโดยราชบัณฑิตยสถาน ระบุคำไทยที่ยืมมาจากภาษาโปรตุเกสและออกเสียงต่างออกไปจากภาษาเดิมทั้งสิ้น ได้แก่ กะละแม (มาจาก caramelo), กัมประโด (มาจาก comprador), ขนมปัง (มาจาก pão), เลหลัง (มาจาก leilão) และสบู่ (มาจาก sabão)[52] และมีคำที่เชื่อว่าพัฒนามาจากคำโปรตุเกส คือ บาทหลวง (มาจาก padre) และ กระดาษ (มาจาก cartas) เป็นต้น[53]

อาหาร[แก้]

ขนมฝรั่งกุฎีจีน หรือขนมฝรั่ง

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ชาวโปรตุเกสและผู้สืบเชื้อสายยังคงรับประทานอาหารอย่างยุโรปอยู่ แม้จะอาศัยอยู่ในเอเชียก็ตาม[54] ดังจะพบร่องรอยการรับอาหารคาวหวานอย่างโปรตุเกสตกทอดอยู่ในตำรับอาหารไทยจนถึงปัจจุบัน ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีคณะทูตจากฝรั่งเศสเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในอยุธยา การนี้พระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ผู้สมรสกับท้าวทองกีบม้า (มารี กีมาร์) หญิงสยามลูกครึ่งญี่ปุ่นโปรตุเกส ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตด้วยสำรับอาหารญี่ปุ่นและโปรตุเกส ส่วนสุราเมรัยนำเข้าจากสเปน เปอร์เซีย และฝรั่งเศส[54]

ของหวานอย่างโปรตุเกสกลายเป็นขนมไทยที่ใช้เลี้ยงในงานมงคลต่าง ๆ เช่น ทองหยิบ (มาจาก Trouxas das Caldas), ทองหยอด (มาจาก Ovos Moles de Aveiro), ฝอยทอง (มาจาก Fios de ovos), ขนมบ้าบิ่น (มาจาก Queijadas de Coimbra) และลูกชุบ (มาจาก Massapães) เป็นต้น ซึ่งของหวานเหล่านี้ถูกคิดค้นโดยบาทหลวงและแม่ชีชาวโปรตุเกส[54] แต่ในประวัติศาสตร์กระแสหลักในไทยจะยกประโยชน์แก่ท้าวทองกีบม้า (มารี กีมาร์) หญิงเชื้อสายโปรตุเกส ที่เคยทำงานอยู่ราชสำนักเป็นผู้เผยแพร่จนเป็นที่รู้จักกันทั่ว[55][56]

ปัจจุบันชุมชนชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสทั้งสองแห่งคือ ชุมชนบ้านเขมร และชุมชนกุฎีจีน ยังคงทำอาหารโปรตุเกสพื้นถิ่นอยู่ โดยมากมักกระทำในช่วงวันคริสตสมภพหรือโอกาสสำคัญ จำเพาะในชุมชนของตนเองเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน เช่น ต้มมะฝาด (มาจาก cozido à portuguesa), เนื้อแซนโม (หรือ ซัลโม, มาจาก Lombo de Porco à Alentejana), แกงเหงาหงอด (มาจาก Bouillabaisse), ต้มเค็มโปรตุเกส, ขนมจีนแกงไก่คั่ว และสัพแหยก[41][42][57][58][59] ส่วนของหวานได้แก่ ขนมกุสรัง (เดิมเรียก ขนมตรุษฝรั่ง, มาจาก filhos), ขนมปะแตน (หรือ ปัสแตล), ขนมหน้านวล, ขนมก๋วยตั๊ด (หรือ กวยตัส) และขนมฝรั่งกุฎีจีน (มาจาก queque)[56][60][61]

ดนตรี[แก้]

ชาวโปรตุเกสมักมีการจัดเลี้ยง การแสดงประกอบดนตรี และการเต้นรำในงานรื่นเริงต่าง ๆ ตามธรรมเนียมของตน โดยเฉพาะพิธีกรรมทางศาสนา เช่น การฉลองวันคริสตสมภพ วันอีสเตอร์ วันอัสสัมชัญ และวันฉลองนักบุญต่าง ๆ รวมทั้งการเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาและวันฉัตรมงคลของพระราชวงศ์โปรตุเกส นิยมจัดอย่างเอิกเกริก พวกเขาใช้บทเพลงเป็นสื่อในการสอนศาสนาของตน มีรายงานว่าชาวกรุงศรีอยุธยามักไปฟังเสียงออร์แกนที่โบสถ์คริสต์เสมอ[62] ด้วยความสามารถนี้ ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ คริสตังโปรตุเกสจึงถูกเกณฑ์ให้ไปร้องรำทำเพลงในงานประเพณีของชาวไทยพุทธด้วย ดังปรากฏในจดหมายของ ม. เดอ โลลีแยร์ ความว่า "...ในเวลามีงานวันนักขัตฤกษ์ไหว้พระของไทย พวกเข้ารีตก็มาดูงานเป็นอันมาก และเวลามาดูงานของไทยนั้น พวกเข้ารีตก็ได้มาช่วยร้องรำทำเพลง ดีดสีตีเป่าเหมือนกัน..."[62] แต่เพราะดนตรีไม่มีศาสนามาขวางกั้น จึงมีการจัดมโหรีฝรั่งในแผ่นดินสยาม ซึ่งใช้เครื่องดนตรีอย่างฝรั่ง โดยในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงจัดมโหรีฝรั่งร่วมกับมหรสพอื่น ๆ สำหรับสมโภชพระแก้วมรกต เมื่อราว ค.ศ. 1779 และยังมีเล่นเรื่อยมาเป็นครั้งคราวในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น[63]

ทำนองดนตรีของโปรตุเกสตกทอดและผสมผสานเป็นเพลงไทยเดิมที่มีมาแต่กรุงศรีอยุธยา เช่น เพลงฝรั่งถอนสมอ ฝรั่งรำเท้า ฝรั่งโยสลัม โดยเฉพาะเพลงแขกบรเทศ และต้นวรเชษฐ์ (หรือต้นบรเทศ) ที่คาดว่าเป็นเพลงสำเนียงโปรตุเกส ซึ่งใกล้เคียงกับเพลงวิลันดาโอด ที่เป็นของชาวดัตช์หรือฮอลันดา[62] โดยเพลงโยสลัม ถือเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมเหนือเพลงพื้นบ้านอยุธยา และเป็นทำนองของเพลงไทยลูกทุ่งและลูกกรุงหลายเพลง[64] นอกจากนี้ในบริเวณสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีการรับเครื่องดนตรียุโรปไว้ในวัฒนธรรมเพลงของมลายูท้องถิ่นปัตตานี เช่น ไวโอลิน ซิตเทิร์น กีตาร์โบราณของโปรตุเกส แอกคอเดียน หีบเพลงชัก ฮาร์มอนิกา แมนโดลิน และกัมบุส เดินทำนองเพลง[65] และยังมีนาฏศิลป์ท้องถิ่นเรียกว่า รองเง็ง เป็นการเต้นที่วิวัฒนาการมาจากการเต้นรำพื้นเมืองของชาวสเปนหรือโปรตุเกสที่เข้ามาติดต่อค้าขายในคาบสมุทรมลายูและผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมพื้นบ้าน นิยมเต้นรองเง็งในวังของเจ้าเมืองที่เน้นความสนุกสนาน จนแพร่หลายสู่ชาวบ้าน[62]

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ
  1. "ทายาทของคอนสแตนติน ฟอลคอน". โพสต์ทูเดย์. 29 มีนาคม 2561. สืบค้นเมื่อ 4 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  2. domingo, 19 de Julho de 2009. Protuguese descendants in Thailand 500 ปีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโปรตุเกสและประเทศไทย
  3. พิทยะ ศรีวัฒนสาร (13 ธันวาคม 2553). "การเดินทาง 500 ปีของชื่อชนชาติโปรตุเกสในบริบทของสังคมไทย". สยาม-โปรตุเกสศึกษา. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  4. 4.0 4.1 4.2 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 160
  5. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 32
  6. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 34
  7. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 35
  8. 8.0 8.1 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 100
  9. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 36
  10. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 62, 186
  11. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 101
  12. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 106
  13. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 38
  14. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 39
  15. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 107
  16. 16.0 16.1 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 125
  17. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 108
  18. 18.0 18.1 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 126
  19. 19.0 19.1 19.2 หลากชาติ หลายพันธุ์ ใต้ร่มเงาสยาม, หน้า 49
  20. พัฒนาการสถาปัตยกรรมวัดคอนเซ็ปชัญ, tci-thaijo.org/ .สืบค้นเมื่อ 29/05/2559
  21. พิทยะ ศรีวัฒนสาร (7 มิถุนายน 2553). "กำเนิดชุมชนโปรตุเกสและวิถีชีวิตท่ามกลางชุมชนนานาชาติ". สยาม-โปรตุเกสศึกษา. สืบค้นเมื่อ 4 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  22. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 178-179
  23. คริสตศิลป์กระจกสี โบสถ์คริสต์ในไทย, หน้า 58
  24. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 150
  25. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 191
  26. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 224
  27. 27.0 27.1 27.2 27.3 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 155
  28. หลากชาติ หลายพันธุ์ ใต้ร่มเงาสยาม, หน้า 50
  29. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 194
  30. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 158
  31. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 217
  32. หลากชาติ หลายพันธุ์ ใต้ร่มเงาสยาม, หน้า 51
  33. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 214
  34. 34.0 34.1 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 223
  35. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 215-216
  36. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 165-166
  37. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 197
  38. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 200
  39. 39.0 39.1 39.2 "Spirit of Asia : มะละกา และกุฏีจีน สายเลือดลูกผสมโปรตุเกส". ไทยพีบีเอส. 15 เมษายน 2561. สืบค้นเมื่อ 4 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  40. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 205
  41. 41.0 41.1 ย่านเก่าในกรุงเทพฯ [เล่ม 1], หน้า 213
  42. 42.0 42.1 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 222, 239
  43. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 33
  44. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 132
  45. 45.0 45.1 45.2 45.3 45.4 45.5 ย่านเก่าในกรุงเทพฯ [เล่ม 1], หน้า 218
  46. วิชญ์พล บัญชาวชิระชัย (2556). การนำเสนอชุมชนผ่านเรื่องเล่า : กรณีศึกษาชุมชนคอนเซ็ปชัญ (PDF). คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. p. 3. Check date values in: |year= (help)
  47. กระดานทองสองแผ่นดิน, หน้า 197-198
  48. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 188
  49. วิชญ์พล บัญชาวชิระชัย (2556). การนำเสนอชุมชนผ่านเรื่องเล่า : กรณีศึกษาชุมชนคอนเซ็ปชัญ (PDF). คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. p. 21. Check date values in: |year= (help)
  50. 50.0 50.1 50.2 50.3 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 239
  51. 51.0 51.1 51.2 "มรดกแห่งความหลัง ณ ชุมชนกุฎีจีน". ไทยพีบีเอส. 1 กุมภาพันธ์ 2564. สืบค้นเมื่อ 4 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  52. นิตยา กาญจนะวรรณ (19 ตุลาคม 2560). "มองไทยใหม่ : คำโปรตุเกสในภาษาไทย". มติชนสุดสัปดาห์. สืบค้นเมื่อ 4 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  53. พิทยะ ศรีวัฒนสาร (5 มิถุนายน 2553). "คำเรียก "ชา กาแฟ" ใครลอกใคร ไทย หรือ โปรตุเกส". สยาม-โปรตุเกสศึกษา. สืบค้นเมื่อ 4 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  54. 54.0 54.1 54.2 พิทยะ ศรีวัฒนสาร (5 กุมภาพันธ์ 2554). "บทบาทในการเผยแพร่วัฒนธรรมการกินอยู่ของชุมชนชาวโปรตุเกสในประวัติศาสตร์ไทย". สยาม-โปรตุเกสศึกษา. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  55. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 234
  56. 56.0 56.1 "ฝรั่งรังสรรค์ขนมไทยให้คนไทยอวดฝรั่ง". มิวเซียมสยาม. 5 เมษายน 2562. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  57. "เปิดสำรับโปรตุเกส-ไทย บ้านสกุลทอง". กรุงเทพธุรกิจ. 27 มกราคม 2560. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  58. "รู้จัก อาหารสยาม – โปรตุเกส เมนูหาทานยากจาก ร้านบ้านสกุลทอง – กุฎีจีน". @KITCHEN. 8 พฤศจิกายน 2560. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  59. "สำรับสำราญอาหารสยาม-โปรตุเกส ชุมชนกุฎีจีน". Museum Thailand. 1 กรกฎาคม 2560. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  60. "เอาใจแฟนละครบุฟเฟ่สันนิวาส เอ้ย! บุพเพสันนิวาสต่างหาก ถอดรหัส 'ขนมไทย' ที่ 'ไทย' ไม่ได้คิด". มิวเซียมสยาม. 10 มีนาคม 2561. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  61. "ข้อมูลภูมิปัญญาชุมชนแขวงวัดกัลยาณ์". คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา. สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate= (help)
  62. 62.0 62.1 62.2 62.3 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไทย-โปรตุเกส, หน้า 134-136
  63. แรกมีในสยาม ภาค 1, หน้า 480-481
  64. สุกรี เจริญสุข (18 สิงหาคม 2562). "อาศรมมิวสิก : อภินิหารโยสลัม". มติชนออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  65. สุกรี เจริญสุข (14 กันยายน 2563). "อาศรมมิวสิก : เพลงที่ปัตตานี". สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. สืบค้นเมื่อ 6 พฤษภาคม 2564. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
บรรณานุกรม
  • ไกรฤกษ์ นานา. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดินไทย-โปรตุเกส. กรุงเทพฯ : มติชน, 2553. 280 หน้า. ISBN 978-974-02-0689-7
  • ปติสร เพ็ญสุต. คริสตศิลป์กระจกสี โบสถ์คริสต์ในไทย. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, 2562. 288 หน้า. ISBN 978-616-7674-17-9
  • ปราณี กล่ำส้ม. ย่านเก่าในกรุงเทพฯ [เล่ม 1]. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2549. 288 หน้า. ISBN 974-7385-07-4
  • ปรีดี พิศภูมิวิถี. กระดานทองสองแผ่นดิน. กรุงเทพฯ : มติชน, 2553. 240 หน้า. ISBN 978-974-02-0626-2
  • อาณัติ อนันตภาค. หลากชาติ หลายพันธุ์ ใต้ร่มเงาสยาม. กรุงเทพฯ : สยามบันทึก, 2549. 196 หน้า. ISBN 974-9983-85-8
  • เอนก นาวิกมูล. แรกมีในสยาม ภาค 1. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2559. 624 หน้า. ISBN 978-616-388-071-0