ข้ามไปเนื้อหา

ไทยใต้

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไทยใต้
คนใต้
ภูมิภาคที่มีประชากรอย่างมีนัยสำคัญ
ประเทศไทย ประเทศไทย (ภาคใต้)
ประเทศมาเลเซีย ประเทศมาเลเซีย (รัฐเกอดะฮ์, รัฐปะลิส, รัฐเปรัก และรัฐปีนัง)
ประเทศพม่า ประเทศพม่า (ภาคตะนาวศรี)
ภาษา
ไทยถิ่นใต้
ศาสนา
ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท
ส่วนน้อยศาสนาอิสลาม
กลุ่มชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง
ไทยสยาม · มอญ · ไทยเชื้อสายมลายู · มาเลเซียเชื้อสายสยาม (ซัมซัม) · ไทยเชื้อสายจีน · พม่าเชื้อสายไทย

ชาวไทยใต้[1] เอกสารเก่าเรียก ชาวนอก[2][3][4][5] ส่วนชาวมลายูเรียกว่า ชาวสยาม (เซียม ในภาษามลายู และ ซีแย ในภาษามลายูปัตตานี)[] เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของคาบสมุทรมลายู พบได้ทั่วทุกจังหวัดในภาคใต้ของประเทศไทย แบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ ชาวไทยใต้ตะวันออก ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล จังหวัดยะลา และบางอำเภอในจังหวัดปัตตานี และชาวไทยใต้ตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดระนอง และจังหวัดชุมพร[1] ทั้งยังพบชุมชนชาวไทยใต้ในบางพื้นที่ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์[8] ทางตอนใต้ของภาคตะนาวศรี ประเทศพม่า[9] และทางภาคเหนือของรัฐปะลิส รัฐเกอดะฮ์ รัฐเปรัก และรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ชาวไทยใต้ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และยึดอาชีพทำไร่ ทำสวน และประมงเป็นหลัก[1]

นิยามชาติพันธุ์

[แก้]

ชาวไทยสยามช่วงกรุงศรีอยุธยาจนถึงยุครัตนโกสินทร์เรียกไทยใต้ว่า "ชาวนอก" ความเป็นอื่นของคนไทยใต้ยังปรากฏให้เห็นจากทัศนะของคนไทยสยามจากภาคกลางในยุคก่อน สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงบันทึกถึงชาวนอกไว้ว่า "...พูดภาษาไทยก็เป็นเสียงชาวนอกแลมักมีกิริยาขึงขังแข็ง…ท่าทางเป็นคนเรียบร้อย หงิม ๆ และเป็นคนมีกิริยาโบราณ แลกิริยาป่า ๆ ..."[5] ขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชวินิจฉัยถึงเรื่องนี้ว่า "...เมืองนครศรีธรรมราชซึ่งยังไม่ได้สาบสูญ คงเป็นบ้านเมืองอยู่บัดนี้ และเป็นชาติไทยแท้ ยังหลงไปว่าเป็นชาวนครชาวนอก นับเข้าใน 12 ภาษาได้..."[3] ส.พลายน้อย อ้างถึงเอกสารเก่า ที่ระบุถึง "คนสี่จำพวก" ที่โบราณถือว่าเป็นคนโกงคบไม่ได้ ได้แก่ โค ขะ ละ สุ โดยได้ขยายความว่า โค คือโคราชหรือนครราชสีมา ขะ คือ เขมร ละ คือลคร หมายถึงนครศรีธรรมราช และ สุ หมายถึงสุพรรณบุรี โดยอธิบายเฉพาะคนนครไว้ว่า พูดกำกวมเก่ง หากฟังโดยไม่เฉลียวก็ว่าคนนครโกหก อย่างไรก็ตาม ส.พลายน้อย แสดงทัศนะว่าไม่ควรเหมารวมว่าคนเมืองนั้นไม่ดีหรือคบไม่ได้ เพราะทุกเมืองย่อมมีทั้งคนที่ดีและไม่ดีปะปนกันไป[10] ในยุคหลังก็ยังให้คำอธิบายเกี่ยวกับอุปนิสัยของชาวไทยใต้ว่า "...หยิ่งในศักดิ์ศรี ชอบประพฤติตนเป็นคนหน้าใหญ่ใจเติบ เป็นคนกว้างขวาง พูดจาไม่มีหางเสียงห้วน ๆ รักใครรักจริง เกลียดใครเกลียดจริง ทันคน..."[11]

ส่วนชาวมลายูเรียกชาวไทยใต้ว่า ชาวสยาม (เซียม ในภาษามลายู และ ซีแย ในภาษามลายูปัตตานี) แปลว่า "คนสยาม" หรือ "ไทยพุทธ"[6][7]

ประวัติ

[แก้]

ปรากฏการตั้งถิ่นฐานของชาวอินเดียและอาหรับในภาคใต้ ก่อน พ.ศ. 700 หรือราว 2,000 ปีก่อน ชนกลุ่มนี้นับถือศาสนาฮินดูและศาสนาโซโรอัสเตอร์ มุ่งการค้าขายแถบบริเวณปากแม่น้ำ[12] ต่อมาช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 16 มีชาวมลายูจากเกาะสุมาตราและหมู่เกาะอื่น ๆ อพยพเข้าสู่ในบริเวณภาคใต้ของไทย ยังหลงเหลืออิทธิพลของวัฒนธรรมลายูอยู่ดาษดื่น เช่น ภูมินาม ศาสนสถาน และประเพณีของชาวมลายูพุทธ ยังตกทอดอยู่ในภาคใต้จนถึงปัจจุบัน[13] เบื้องต้นอาณาจักรสุโขทัยเริ่มขยายอิทธิพลลงสู่หัวเมืองภาคใต้เมื่อช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา[14] ตำนานนครศรีธรรมราช อ้างว่า มีการส่งเจ้าเมืองชาวไทยไปปกครองเมืองตานี (ปัตตานี) เมืองสาย (สายบุรี) เมืองกลันตัน เมืองปะหัง เมืองไทร (เกอดะฮ์) และเมืองอะแจ (อาเจะฮ์)[15]

ครั้นในระยะต่อมาชาวไทยใต้และบ้านเมืองถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา และเริ่มรับอิทธิพลด้านวัฒนธรรมจากกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเมืองราชธานี จึงรับเอาประเพณีจากศูนย์กลางเข้ามาปรับใช้โดยแฝงเข้ามาในประเพณีที่เกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์ ความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ และศาสนาพุทธ[16] ใน พ.ศ. 1927 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 มีการกวาดต้อนเชลยล้านนาโดยสมเด็จพระราเมศวร แล้วเทครัวเชลยไว้ตามหัวเมืองต่าง ๆ ทางปักษ์ใต้ และหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก ได้แก่ นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง และจันทบุรี[17] และในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ที่ได้ยกเลิกเจ้าประเทศราช แล้วส่งขุนนางจากหัวเมืองเหนือเข้าไปปกครอง ซึ่งพบหลักฐานศิลาจารึกในยุคดังกล่าว ถูกบันทึกด้วยอักขรวิธีอย่างคนจากหัวเมืองเหนือ[18] การขยายตัวอย่างรวดเร็วของชาวไทยและมลายูยังคงดำเนินต่อไป[15] และได้มีการสมรสข้ามชาติพันธุ์สืบเนื่องกันมา[17] จากสงครามระหว่างอาณาจักรอยุธยา กับรัฐสุลต่านซิงกอรา และอาณาจักรปัตตานี ทำให้มีการเคลื่อนย้ายประชากรไปมาจากการเป็นเชลยสงครามอยู่เสมอ ดังพบว่ามีชุมชนชาวไทยอยุธยาตั้งบ้านเรือนในเมืองปัตตานี[19]

ชาติพันธุ์วิทยา

[แก้]

ในการศึกษา ดีเอ็นเอของชาวไทยถิ่นใต้ในหัวข้อ Reconstructing the Human Genetic History of Mainland Southeast Asia: Insights from Genome-Wide Data from Thailand and Laos แสดงให้ว่าชาวไทยถิ่นใต้มีดีเอ็นเอที่หลากหลายมาก โดยเฉพาะชาวไทที่ซึ่งอพยพลงมาตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรมลายู แล้วมีการผสมผสานกับชนชาติอื่น เช่น มลายู มอญ ชาวอินเดียใต้ และชาวตะวันออกกลาง รวมไปถึงชาวจีนที่อพยพมาค้าขายในภาคใต้ โดยเฉพาะชาวฮกเกี้ยนได้ผสมผสานกับประชากรในท้องถิ่น ทำให้มีส่วนผสมของดีเอ็นเอชาวจีนในคนไทยภาคใต้[20]

ส่วนการศึกษาของรองศาสตราจารย์ ดร. วิภู กุตะนันท์ พบว่า ดีเอ็นเอของชาวไทยสยามในภาคกลางกับชาวไทยใต้ คล้ายกับดีเอ็นเอของชาวมอญ อีกทั้งชาวไทยสยามและชาวไทยใต้บางส่วนยังมีดีเอ็นเอตรงกับชาวอินเดียตอนใต้ อันแสดงถึงการผสมผสานทางพันธุกรรมซึ่งเกิดขึ้นเมื่อราว 600-700 ปีก่อน ซึ่งตรงกับยุคอาณาจักรอยุธยา[21] การติดต่อกับชนต่างชาติของชาวไทยใต้เกิดขึ้นด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ภาคใต้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางการค้าและการเดินเรือในมหาสมุทร เชื่อมต่ออารยธรรมระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตก[11] ด้วยเหตุนี้ชาวไทยใต้จึงมีวัฒนธรรมที่ผสมผสานกับหลายชนชาติ เช่น มลายู จีน อินเดีย อาหรับ เขมร และชนพื้นเมืองอื่น ๆ ในคาบสมุทรมลายู[1][3] กลุ่มตัวอย่างจากจังหวัดภูเก็ตและนครศรีธรรมราช และชาวมลายูจากจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พบว่า ทุกกลุ่มมีดีเอ็นเอฝ่ายหญิงเหมือนกัน คือคล้ายคลึงกับชาวไทยภาคกลาง ชาวมอญ และชาวเกาะอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไม่พบในภูมิภาคอื่นของไทย ทั้งยังพบพันธุกรรมชาวเอเชียใต้จากอินเดียประมาณร้อยละ 30 แสดงถึงการมีเชื้อสายฝ่ายมารดาที่หลากหลาย ส่วนดีเอ็นเอฝ่ายชายจากจังหวัดภูเก็ตและนครศรีธรรมราช พบว่า มีดีเอ็นเอเช่นเดียวกับชาวไทยภาคกลาง และชาวมอญ แต่มีโครโมโซมจากเอเชียใต้สูงกว่าชาวไทยภาคอื่นประมาณร้อยละ 50 แสดงให้เห็นว่ามีบรรพบุรุษร่วมกันกับชาวไทยภาคกลาง ชาวมอญ และมีผสมผสานกับชาวเอเชียใต้มากกว่าฝ่ายหญิง[22]

วัฒนธรรม

[แก้]
การแสดงมโนราห์

ชาวไทยใต้มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น คือ ภาษาไทยถิ่นใต้ ที่มีสำเนียงห้วนสั้น และคำศัพท์บางคำเป็นของตนเอง แตกต่างไปจากภาษาไทยถิ่นกลาง ด้านอาหารโดดเด่นด้านความเผ็ดร้อน เช่น แกงเหลือง แกงไตปลา น้ำบูดู ข้าวยำ คั่วกลิ้ง และผักเหนาะ[1] และยังมีศิลปะการแสดงที่มีชื่อเสียง เช่น มโนราห์ ละครชาตรี ละครนอก และโขนละครวังพระเจ้านครศรีธรรมราช ซึ่งล้วนแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว[4][23] ด้วยเหตุนี้ชาวไทยใต้จึงถูกเรียกว่า ชาวนอก มาตั้งแต่ยุคอาณาจักรอยุธยาเป็นต้นมา ด้วยมองว่าเป็นคนต่างชาติต่างภาษากับกลุ่มไทยสยาม[3][4]

ศาสนา

[แก้]
ประเพณีสารทเดือนสิบตามความเชื่อของชาวไทยใต้

ชาวไทยใต้ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท[1] แต่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู ศาสนาผี ศาสนาอิสลาม เคร่งครัดในจารีตทางเพศสภาพ ทั้งยังรับความเชื่อทางไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลังจากเขมร ชวา มลายู อินเดีย และจีน[11] มีขนบธรรมเนียมประเพณีเฉพาะตน เช่น ประเพณีสารทเดือนสิบ ประเพณีห่มผ้าขึ้นธาตุ และประเพณีชักพระ[1] ชาวไทยใต้ยังคงนับถือผีบรรพบุรุษ ผีตายาย หมอครูมโนราห์ และพระเกจิที่มีชื่อเสียงในศาสนาพุทธ[5] โดยมีการแบ่งตามการนับถือศาสนาออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มชาวไทยพุทธตั้งแต่จังหวัดชุมพร ลงไปจนถึงจังหวัดพัทลุง และสงขลา ส่วนชาวไทยมุสลิม คือบริเวณจังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี ไปจนถึงนราธิวาส[16]

ชาวไทยใต้มีความเชื่อเรื่องขวัญเช่นเดียวกับชาวไทยในภูมิภาคอื่น มักเกี่ยวข้องกับเทพยดา อมนุษย์ และศาสนา ซึ่งจะต้องมีการเลือกวันเวลาหรือทิศทางที่เป็นมงคล และมีเครื่องบูชาที่แตกต่างกันบ้างในบางประเพณี โดยแบ่งความเชื่อเรื่องขวัญออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่[24]

  1. ขวัญบุคคล คือการทำขวัญในวันสำคัญของชีวิต ได้แก่ ทำขวัญเด็กแรกคลอด ทำขวัญนาคก่อนอุปสมบท ทำขวัญทหารเมื่อถูกเกณฑ์ทหาร ทำขวัญบ่าวสาวในประเพณีสมรส หรือทำบุญต่ออายุยามเจ็บไข้ได้ป่วย
  2. ขวัญสัตว์ คือการขวัญแก่สัตว์ เช่น วัว หรือควาย เพราะเป็นกำลังหลักในการทำนา
  3. ขวัญพืช คือการทำขวัญแก่พืชเศรษฐกิจ เช่น ทำขวัญข้าวบูชานางโพสพ
  4. ขวัญสิ่งของ คือการทำขวัญแก่สิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เช่น บ้านเรือนด้วยการบูชาพระภูมิ หรือการบูชาเรือ เป็นต้น

ส่วนชาวไทยใต้ในรัฐเกอดะฮ์ ประเทศมาเลเซีย ยังคงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะประเพณีสงกรานต์ซึ่งมีความแตกต่างจากชาวใต้ในประเทศไทย คือมีความเชื่อเรื่องวันรับ-ส่งเทวดา และประเพณีลอยแพลอยเคราะห์ลอยโศกในวันสงกรานต์[25]

เชิงอรรถ

[แก้]
  1. ในภาษามลายูปัตตานี คำว่า ซีแย (سيٍّي) แปลว่า "คนสยาม" หรือ "ไทยพุทธ"[6][7]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 7 ดาริกา ธนะศักดิ์ศิริ (2555). รักษ์วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ (PDF). ปทุมธานี: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก. p. 12.
  2. อุดมสมบัติ (จัน), หลวง. จดหมายหลวงอุดมสมบัติ. พระนคร : ศิวพร. 2505, หน้า 136
  3. 1 2 3 4 สุจิตต์ วงษ์เทศ (9 สิงหาคม 2561). "ชาวนอกอยู่ภาคใต้ คนเมืองในอยู่ภาคกลาง". มติชนออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 14 มกราคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  4. 1 2 3 วันพระ สืบสกุลจินดา (23 เมษายน 2566). "เจาะลึกโขนละคร วังพระเจ้านครศรีธรรมราช จากกรุงธนบุรีถึงรัตนโกสินทร์". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 14 มกราคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  5. 1 2 3 จรูญ หยูทอง-แสงอุทัย (7 กุมภาพันธ์ 2555). "ตัวตนของคนใต้". ผู้จัดการออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 14 มกราคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  6. 1 2 นูรียัน สาแล๊ะ (เมษายน–กันยายน 2549). ลักษณะ "ความเป็นมลายู" ที่ปรากฏในเรื่องสั้นไทยฝีมือชาวใต้ (PDF). วารสารมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ 1(1). p. 121–123. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2024-01-14. สืบค้นเมื่อ 2024-01-14.
  7. 1 2 เกรียงไกร เกิดศิริ, ดร. และคณะ (2560). "ความเป็นมลายู" ความหมายที่สัมพัทธ์กับประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ ศาสนา รัฐ และความรู้สึก (PDF). ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ศิลปสถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมไทย. p. 32–33.
  8. ฉันทัส ทองช่วย, ดร. (17 ตุลาคม 2561). "ภาษาไทยถิ่นใต้: ความหลากหลายและประสานกลมกลืน". สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สืบค้นเมื่อ 14 มกราคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  9. วรพจน์ วิเศษศิริ และคณะ (2565). "การสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยของคนไทยพลัดถิ่นบ้านสิงขร มณฑลตะนาวศรี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา". มหาวิทยาลัยนเรศวร. สืบค้นเมื่อ 14 มกราคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  10. ส.พลายน้อย. เกร็ดย่อยร้อยเรื่อง ฉบับปรับปรุงและเพิ่มเติม. กรุงเทพฯ : สถาพรบุ๊คส์, 2564, หน้า 348-349
  11. 1 2 3 จรูญ หยูทอง-แสงอุทัย (1 กุมภาพันธ์ 2555). "คนใต้มาจากไหน?". ผู้จัดการออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 14 มกราคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  12. ครองชัย หัตถา (ตุลาคม 2557 – มีนาคม 2558). พหุวัฒนธรรมภาคใต้ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ (PDF). สารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 15(1). p. 10.
  13. ครองชัย หัตถา (ตุลาคม 2557 – มีนาคม 2558). พหุวัฒนธรรมภาคใต้ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ (PDF). สารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 15(1). p. 11.
  14. ชัยวิวัฒน ลาไป (12-18 กรกฎาคม 2547). "ภาคใต้ในอดีต". สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง. สืบค้นเมื่อ 14 มกราคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  15. 1 2 ครองชัย หัตถา (ตุลาคม 2557 – มีนาคม 2558). พหุวัฒนธรรมภาคใต้ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ (PDF). สารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 15(1). p. 13.
  16. 1 2 "ประเพณีราษฎร์ภาคใต้". มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. 6 มิถุนายน 2559. สืบค้นเมื่อ 14 มกราคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  17. 1 2 ชุมนุมเรื่องจันทบุรี. ม.ป.ท. : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2514, หน้า 17
  18. ชะเอม แก้วคล้าย (17 ตุลาคม 2018). "พัฒนาการอักษรที่ใช้บันทึกวรรณกรรมท้องถิ่นภาคใต้". สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สืบค้นเมื่อ 24 กันยายน 2021.
  19. ครองชัย หัตถา (ตุลาคม 2557 – มีนาคม 2558). พหุวัฒนธรรมภาคใต้ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ (PDF). สารอาศรมวัฒนธรรมวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 15(1). p. 14-15.
  20. "Reconstructing the Human Genetic History of Mainland Southeast Asia: Insights from Genome-Wide Data from Thailand and Laos". Oxford Academic. 27 April 2021.
  21. "วิภู กุตะนันท์ พบคำตอบ 'คนไทยมาจากไหน' บนเกลียวดีเอ็นเอ". The Momentum. 29 ธันวาคม 2564. สืบค้นเมื่อ 14 มกราคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  22. "ถอดดีเอ็นเอของคนไทยภาคใต้ พบรหัสพันธุกรรมเชื่อมโยง "อินเดีย" อย่างเข้มข้น". ศิลปวัฒนธรรม. 20 มกราคม 2569. สืบค้นเมื่อ 9 มีนาคม 2569. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  23. สุจิตต์ วงษ์เทศ (5 มกราคม 2566). "โนราภาคใต้ ไปจากภาคกลาง สมัยอยุธยา". ศิลปวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ 14 มกราคม 2567. {{cite web}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |accessdate= (help)
  24. มงคล เปลี่ยนบางช้าง. บทร้องเล่นและเพลงพื้นบ้านภาคใต้. กรุงเทพฯ : แม็ค, 2549, หน้า 49-50
  25. ประพนธ์ เรืองณรงค์. เล่าเรื่องเมืองใต้ : ภาษา วรรณกรรม ความเชื่อ. กรุงเทพฯ : สถาพรบุ๊คส์, 2550, หน้า 177, 180-181