ลาวครั่ง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ลาวครัง
ประชากรทั้งหมด
ประมาณ 57,000 คน[1]
ภูมิภาคที่มีประชากรอย่างสำคัญ
จังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดอุทัยธานี[2]
ภาษา
ภาษาลาวครั่ง[2], ภาษาไทย
ศาสนา
พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท[2]

ลาวครั่ง หรือ ลาวภูครัง คือกลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษาไท-กะได กลุ่มชนดังกล่าวมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในเมืองภูครัง ซึ่งปรากฏหลักฐานแต่เพียงว่าเมืองดังกล่าวตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของลุ่มแม่น้ำโขง เมื่อครั้งที่กองทัพไทยเคยยกทัพไปตั้งมั่นชั่วคราวเพื่อทำสงครามกับเวียดนามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3[3] ได้กวาดต้อนชาวลาวเมืองภูครังเข้ามาก็ส่งไปยังเมืองสุพรรณบุรี และเมืองนครชัยศรี โดยในเอกสารสมัยนั้นเรียกว่า ลาวภูครัง และ ลาวครัง ไม่มีไม้เอกในการสะกด[4][5]

ประวัติ[แก้]

ในปี พ.ศ. 2358 เจ้าอนุวงศ์ซึ่งครองเมืองเวียงจันทน์อยู่ในขณะนั้น ได้ส่งเชลยครัวชาวลาวเมืองภูครังมายังกรุงเทพฯ เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โปรดฯ ให้ครัวลาวเมืองภูครังตั้งถิ่นฐานแถบเมืองนครชัยศรีพร้อมกับครัวลาวเมืองพุกรางที่ส่งเข้ามาพร้อมกัน และได้รับพระกรุณาธิคุณพระราชทานอุปกรณ์สำหรับปลูกสร้างบ้านเรือน เช่น ไม้, ใบจากมุงหลังคา และผู้คนไปช่วยปลูกสร้างบ้านเรือนด้วย[4]

ด้วยเหตุที่กองทัพไทยเข้าไปตั้งมั่นชั่วคราวเมื่อครั้งทำสงครามกับเวียดนามและเขมร[6] เมืองภูครังจึงน่าจะมีประชากรมากพอสมควรและมีความสำคัญในแง่ประโยชน์ต่อฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นชาวลาวเมืองภูครังจึงถูกกวาดต้อนลงมาหลายครั้ง[7] โดยส่งลงมาพักไว้ที่เมืองพิษณุโลก เพื่อส่งต่อมายังกรุงเทพฯ ปรากฏว่าพวกนี้ได้หนีกลับไปยังเมืองเวียงจันทน์อีก เจ้าอนุวงศ์จึงคุมตัวไปยังกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่ง เหลือผู้ที่เจ็บป่วยอีกเกือบ 700 คน จึงโปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์ทหารเมืองภูเขียว, เมืองขอนแก่น, เมืองชนบท ช่วยกับเมืองเวียงจันทน์ คุมคนและช้างขึ้นไปรับชาวลาวภูครังส่งมายังกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2360[5] และส่งไปอยู่กับพวกเดิมที่เมืองนครชัยศรี

ในปัจจุบัน ชาวลาวเมืองภูครัง ได้ถูกเรียกกร่อนเสียงเพี้ยนเป็น "ลาวครั่ง" ส่วนหนึ่งมาจากชาวลาวภูครังนิยมใช้ครั่งย้อมผ้า เนื่องด้วยในสมัยที่ชาวลาวเมืองภูครังอพยพลงมาอยู่ที่เมืองด่านชั่วคราวตอนนั้น ชาวลาวภูครังอดอยากมาก ไม่มีเครื่องมือทำนาจึงได้เลี้ยงครั่งไว้สำหรับย้อมผ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ถนัดและคุ้นเคยที่สุดของชาวลาวภูเมืองครัง ดังนั้นคนไทยจึงเรีกลาวกลุ่มนี้ว่า "ลาวครั่ง"หรือ"ลาวขี้ครั่ง" โดยทั้งหมดนี้ล้วนคือชาวลาวเมืองภูครังโดยทั้งสิ้น ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับชาวลาวเวียง(ชาวลาวเมืองเวียงจันทน์) และชาวไทดำ(ไทยทรงดำ, ภูไท)

ชาวลาวครั่ง หรือลาวภูครัง นั้นไม่ใช่ชื่อชาติพันธุ์แต่อย่างใด แต่เป็นชื่อเรียกของชาวลาวในเขตเมืองภูครั้งของอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ในขณะนั้น เพื่อเป็นการระบุตัวตนในบ้านเมืองที่ตนอาศัย ชาวลาวภูครังมีภาษาและชาติพันธุ์ใกล้เคียงกันชาวลาวเวียงจันทน์ แต่มักถูกจำกัดความออกจากกัน เนื่องจากชาวลาวเมืองภูครังมีวิถีชนบท ส่วนชาวลาวเวียงจันทน์(ลาวเวียง) มักได้รับอิทธิหลวงของราชสำนัก ชาวลาวเมืองเวียงจันทน์จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ลาวเวียง" หมายถึงลาวราชสำนัก เพื่อให้แตกต่างกับชาวลาวในเมืองอื่นๆของอาณาจักรลาวเวียงจันทน์ด้วยกันเอง

อัตลักษณ์[แก้]

เอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวลาวครั่งที่สามารถแบ่งแยกได้ทันทีที่พบคือ ภาษาพูด ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่มีเสียงวรรณยุกต์เป็นเสียงสูง ชาวลาวครั่งมักเรียกตัวเองตามสำเนียงภาษาท้องถิ่นว่า “ลาวขี้คัง”หรือ“ลาวคัง” นอกจากนั้น ยังมีวัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ได้แก่ประเพณียกธง ที่ยังยึดถือและสืบต่อปฏิบัติกันมาโดยจัดขึ้นในเดือนเมษายนของทุกปี และประเพณีขึ้นศาลจ้าวนาย ชาวลาวครั่งจะมีความผูกพันทางเครือญาติสูงมาก ซึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่มีการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์และการธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับประเพณียกธงนั้น เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและร่วมมือร่วมใจของประชาชนในท้องถิ่น

การแต่งกาย[แก้]

ในชีวิตประจำวันจะแต่งกายตามปกติ ยกเว้นในการจัดงานประเพณีหรืองานที่มีการรวมกลุ่มที่เป็นงานซึ่งแสดงออกถึงการรวมกลุ่มกัน ซึ่งแสดงออกถึงความสามัคคีของหมู่คณะหรือการรับแขกคนสำคัญของท้องถิ่น ผู้ชายจะมีผ้าขาวม้าคาดเอวเป็นลายตารางหมากรุก 5 สี ส่วนผู้หญิงจะมีการแต่งกายด้วยผ้าทอมัดหมี่ ต่อผ้าซิ่นตีนจก ซึ่งประกอบไปด้วยส่วนตัวผ้าซิ่น นิยมทอด้วยผ้ามัดหมี่ทอแซมสลับกับการ “ทอแบบขิด”เป็นลายทางเล็กๆสีเหลืองหรือสีขาวคั่นระหว่างผ้ามัดหมี่เพื่อแบ่งช่องลวดลายผ้าสลับเน้นลวดลาย วัตถุดิบที่ใช้ ได้แก่ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม หรือใยสังเคราะห์ ส่วนสีแดงนั้นใช้เป็นลายซิ่นหรือเรียกกันว่าตีนซิ่น

ชุมชนชาวลาวครั่ง[แก้]

ชาวลาวเมืองภูครังนั้นถูกเทครัวลงมาหลายครั้ง ทำให้ชุมชนเกิดการกระจัดกระจายหลายแห่ง ถิ่นที่อยู่ใหญ่ๆเลยคือ จังหวัดสุพรรณบุรี, จังหวัดชัยนาท, จังหวัดอุทัยธานี, จังหวัดนครปฐม

  • จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอที่มีชาวลาวครั่งอยู่ในเขตอำเภออู่ทอง, อำเภอด่านช้าง และอำเภอเดิมบางนางบวช โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอเดิมบางนางบวช นั้นมีชาวลาวครั่งอาศัยอยู่เป็นจำนวน 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลป่าสะแก ตำบลบ่อกรุ และตำบลหนองกระทุ่ม ซึ่งจำนวนประชากรส่วนใหญ่เกือบ 80% เป็นชาวลาวครั่งที่มีภาษา, วัฒนธรรม และประเพณีที่แตกต่างออกไป นอกจากนั้นยังมีผ้าทอที่สวยงามและประณีตที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่ง ชาวลาวครั่งในเขตอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี อาศัยอยู่ใน 3 ตำบลได้แก่ ตำบลป่าสะแก อาศัยอยู่ที่บ้านวัดขวาง บ้านทุ่งก้านเหลืองและบ้านใหม่ไร่อ้อย จะใช้นามสกุล “ภูฆัง” ส่วนลาวครั่งร้อยละ 80 ซึ่งอาศัยอยุ่ที่ตำบลหนองกระทุ่มและตำบลบ่อกรุ ส่วนใหญ่ใช้นามสกุล “กาฬภักดี”

อ้างอิง[แก้]

  1. Joshua Project
  2. 2.0 2.1 2.2 ประวัติความเป็นมาของคนไทยเชื้อสายลาวครั่ง
  3. จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3, หอสมุดแห่งชาติ, สมุดไทยดำ เส้นดินสอสีขาว, เลขที่ 18, ร่างตราเจ้าพระยาจักรีตอบเมืองสุพรรณ จ.ศ. 1202
  4. 4.0 4.1 จดหมายเหตุรัชกาลที่ 2, หอสมุดแห่งชาติ, สมุดไทยดำ เส้นดินสอสีขาว, เลขที่ 15, บัญชีเบิกจ่ายพระราชทรัพย์และพระราชทานประจำเดือนในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย, จ.ศ. 1177 (พ.ศ. 2358)
  5. 5.0 5.1 จดหมายเหตุรัชกาลที่ 2, หอสมุดแห่งชาติ, สมุดไทยดำ เส้นดินสอสีขาว, เลขที่ 10, ร่างศุภอักษรถึงเมืองเวียงจันทน์, จ.ศ. 1179 (พ.ศ. 2360)
  6. จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3, หอสมุดแห่งชาติ, สมุดไทยดำ เว้นดินสอสีขาว, เลขที่ 18} ร่างตราเจ้าพระยาจักรีตอบเมืองสุพรรณ, จ.ศ. 1222
  7. บังอร ปิยะพันธุ์. ลาวในกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2541, หน้า 50. ISBN 974-86304-7-1