ไทยเชื้อสายอินเดีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ชาวไทยเชื้อสายอินเดีย
Street Scene at Sri Maha Mariamman.jpg
ประชากรทั้งหมด
ประมาณ 85,000 คน[1]
ภูมิภาคที่มีประชากรอย่างสำคัญ
กรุงเทพมหานคร, จังหวัดเชียงใหม่, จังหวัดภูเก็ต
ไทย ประเทศไทย
ภาษา
ไทย, ปัญจาบ, ทมิฬ, ฮินดี
ศาสนา
ฮินดู, ซิกข์, พุทธ, อิสลาม
ส่วนน้อยนับถือเชนและโซโรอัสเตอร์

ชาวไทยเชื้อสายอินเดีย คือชาวไทยที่สืบเชื้อสายมาจากชาวอินเดียที่อพยพเข้ามาอาศัยในประเทศไทย เดิมมี 2 กลุ่ม ได้แก่ ชาวซิกข์มีหลายนิกาย และชาวฮินดู

การแบ่งกลุ่ม[แก้]

การแบ่งกลุ่มชาวไทยเชื้อสายอินเดีย แบ่งกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

ซิกข์[แก้]

ชาวซิกข์จะมีการแต่งกายที่มีจุดเด่นคือ ผู้ชายจะโพกหัว และมีคำลงท้ายว่า สิงห์ ชาวซิกข์ทุกคนมีสัญลักษณ์ประจำกาย 5 อย่าง ได้แก่ 1 คือ เกศ คือไว้ผมให้ยาว ไม่ตัดเด็ดขาด 2 คือ กังฆะ คือ หวีอันเล็ก 3 การ่า หมายถึงกำไลข้อมือเหล็กสวมที่ข้อมือขวา 4 กาช่า คือ กางเกงในขาสั้น 5 กรีปาน หมายถึงมีดดาบโค้ง นอกจากนี้ยังห้ามกินเนื้อวัว และไม่มีรูปเคารพ แต่เมื่อมาอยู่เมืองไทย กต้องเปลี่ยนตัวเองตามสังคม เช่น มีดมีขนาดเล็กลง ยาวเพียงไม่กี่นิ้ว บางคนทำเป็นจี้ห้อยคอ บางคนเปลี่ยนจากกำไลเหล็กเป็นกำไลทอง

ชาวซิกข์เดินทางจากรัฐปัญจาบเข้ามาในไทยตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยเข้ามาทางมาเลเซีย โดยผ่านภาคใต้ หรือมาทางบกโดยผ่านจากพม่า หลายคนเข้ามาเป็นพลตระเวน (ตำรวจ) แต่ส่วนใหญ่นิยมทำการค้า คนไทยจึงเรียกกันติดปากว่า แขกขายผ้า ชาวซิกข์ที่เปิดเป็นล่ำเป็นสันอยู่ที่บ้านหม้อ สมัยนั้นเรียก ร้านแขก เมื่อการค้าเจริญขึ้น จึงได้ชักชวนญาติพี่น้องเข้ามามากขึ้น และรวมกลุ่มตั้งแหล่งทำกินที่พาหุรัด เมื่อพาหุรัดแออัด ชาวซิกข์จึงหาที่อยู่ใหม่แถบ ท่าพระ บางแค สุขุมวิท หรือคลองตัน และที่สี่แยกบ้านแขกในเฉพาะซอยสารภี 2 ถือเป็นชนกลุ่มใหญ่ นอกจากขายผ้า ชาวซิกข์ นิยมปล่อยเงินกู้ หรือขายของเงินผ่อนด้วย

นามธารี (Namdhari) เป็นนิกายหนึ่งในศาสนาซิกข์ที่ราม สิงห์ (พระศาสดาองค์ที่ 12) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2355 นอกจากการปฏิบัติตามหลักศาสนาซิกข์แล้ว ยังต้องถือบัญญัติขององค์พระศาสดา ศิริ สัตคุรุ ราม ซิงห์ ด้วย เช่น ห้ามกินเนื้อสัตว์ และไข่ทุกชนิด ต้องสวดมนต์ระลึกถึงพระนามของพระผู้เป็นเจ้า "นาม ซิมราน" (Nam Simran) ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ชายต้องโพกศีรษะด้วยผ้าสีขาวเท่านั้น ผู้หญิงห้ามใช้เครื่องประดับหรือแต่งหน้าทาปาก เน้นชีวิตเรียบง่าย ถิ่นที่คนกลุ่มนี้อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากคือ สุขุมวิท สี่แยกบ้านแขก

ฮินดู[แก้]

บรรพบุรุษชาวพราหมณ์ฮินดูในไทยส่วนใหญ่เป็นชาวรัฐปัญจาบและรัฐอุตตรประเทศ จากประเทศอินเดีย ชาวฮินดูที่อพยพมาจากรัฐปัญจาบนิยมกิจการค้าผ้าที่พาหุรัด ส่วนที่มาจากอุตตรประเทศเกือบทั้งหมดเป็นแขกยาม ก่อนที่จะลดจำนวนเมื่อทางการประกาศห้ามคนต่างด้าวทำอาชีพนี้

ชาวพราหมณ์ฮินดูนิยมตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพมากกว่าที่อื่นๆ พวกที่มาจากรัฐปัญจาบนิยมตั้งชุมชนแถบพาหุรัด สี่แยกบ้านแขก และถนนสุขุมวิท โดยที่สี่แยกบ้านแขกอยู่หนาแน่นนับร้อยครัวเรือนในซอยสารภี 2 และกระจายตามซอยในถนนอิสรภาพ ได้แก่ซอยอิสรภาพ 3,6,8,12 และ 15 ส่วนที่มาจากรัฐอุตตรประเทศตั้งถิ่นฐานแถบหัวลำโพง

คุชราต[แก้]

คือชาวอินเดียมุสลิมจากรัฐคุชราต แบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อย โดยจำแนกตามนิกาย คือ

  1. กลุ่มซุนนี คือกลุ่มที่นับถือนิกายซุนนี โดยมากมีอาชีพเป็นพ่อค้า มีศาสนสถานประจำกลุ่มคือมัสยิดกูวติลอิสลาม หรือมัสยิดตึกแดง ตระกูลที่มีชื่อเสียงคือตระกูลนานา[2]
  2. กลุ่มดาวูดีโบห์รา หรือ แขกสะระบั่นทอง ชื่อมาจากคำว่า "ดาวูดี" เป็นชื่อของผู้นำทางจิตวิญญาณของนิกายชีอะฮ์อิสมาลียะฮ์ กับคำว่า "โบห์รา" มาจากคำคุชราตว่า "vehru" แปลว่าพ่อค้า เพราะส่วนใหญ่พวกเขามีอาชีพค้าขายเป็นหลัก อพยพเข้าสยามช่วง พ.ศ. 2400 เป็นต้นมา ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งถิ่นฐานอยู่กรุงเทพมหานคร แถบถนนเจริญกรุง ถนนพาหุรัด ถนนจักรเพชร รวมถึงวัดอนงคาราม และย่านเจริญพาศน์ฝั่งธนบุรี[3] เดิมมีศาสนสถานประจำกลุ่มสองแห่งคือมัสยิดบ้านหม้อ ย่านพาหุรัด ปัจจุบันปิดตัวลงแล้ว จึงเหลืออีกแห่งคือมัสยิดเซฟี หรือสุเหร่าตึกขาว ย่านคลองสาน โดยลักษณะพิเศษของมัสยิดมุสลิมดาวูดีโบห์ราจะไม่มีมิมบัร (แท่นแสดงธรรม) และไม่มีหออะซาน[4]

เชน[แก้]

ผู้นับถือศาสนาเชนในกรุงเทพมหานคร โดยมากอาศัยอยู่ในซอยพุทธโอสถหรือซอยการาจี เขตบางรัก ปรากฏศาสนสถานทั้งนิกายทิคัมพรและเศวตามพรอย่างละแห่ง พ.ศ. 2563 มีศาสนิกชนจำนวน 125 คน[5]

ปาร์ซี[แก้]

บุคคลเชื้อสายปาร์ซี คือผู้ชาวอินเดียที่มีบรรพบุรุษนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์มาจากประเทศอิหร่าน เข้าไปตั้งหลักแหล่งในประเทศอินเดีย และมีบางส่วนอพยพเข้าสู่ประเทศไทย[5] เข้าใจว่าชาวปาร์ซีคงอพยพสู่ไทยตั้งแต่การเปิดเสรีการค้าจากสนธิสัญญาเบอร์นีเมื่อ พ.ศ. 2368 เพราะปรากฏหลุมศพในสุสานปาร์ซีที่เก่าที่สุด ระบุปีมรณกรรมของผู้ตายไว้ใน พ.ศ. 2373[6] ชาวปาร์ซีจะปรับตัวให้กลมกลืนไปกับชนส่วนใหญ่ ไม่สู้เผยแผ่ศาสนาและวัฒนธรรมของตน[5] เบื้องต้นชาวปาร์ซีรับราชการอยู่ในกรมรถไฟหลวง ยุคหลังก็พบว่าพวกเขาประกอบธุรกิจอื่น เช่นตระกูลบีโรซา ทำกิจการนำเข้าและส่งออกสินค้า ต่อมาลูกหลานมีบทบาทด้านการพยาบาล และตระกูลเปสตันยี ที่มีชื่อเสียงในแวดวงภาพยนตร์ คือรัตน์ เปสตันยี[6]

ภาษา[แก้]

ภาษาของชาวไทยเชื้อสายอินเดียในปัจจุบันเหลือจำนวนผู้พูดน้อย เนื่องจากชาวไทยเชื้อสายอินเดีย ร้อยละ 80 เกิดในแผ่นดินไทย หลายคนจึงหันมาพูดภาษาไทยกัน แต่ก็ยังมีส่วนน้อยที่สามารถพูดภาษาดั้งเดิมของตนเองได้ และบางคนก็ผสมกลมกลืนกับชาวไทยทั่วไป ชาวไทยเชื้อสายอินเดียบางส่วนที่ทำงานทางด้านเศรษฐกิจ บางส่วนสามารถพูดภาษาจีนได้ โดยเฉพาะภาษาจีนแต้จิ๋วซึ่งถือเป็นภาษากลางในการสื่อสารของคนจีนในไทย[7]

ชาวไทยเชื้อสายอินเดียที่มีชื่อเสียง[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Overseas Indian - SOUTHEAST ASIA
  2. ภัทรียา พัวพงศกร (24 พฤษภาคม 2562). "แกะรอยแฟชั่นไทยยุคโบราณ จากผ้าห่อคัมภีร์ใบลานและชุมชนมุสลิมในธนบุรี". The Cloud. สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  3. ศราวุฒิ อารีย์ (19 สิงหาคม 2559). "ดาวูดีโบห์รา : อีกกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมในประเทศไทย". คมชัดลึก. สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  4. ณัฐวิทย์ พิมพ์ทอง (28 เมษายน 2559). "สรุปงานเสวนาเรื่อง แขกตึกขาวกับเรื่องราวการค้าในสยาม". มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. สืบค้นเมื่อ 3 ตุลาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  5. 5.0 5.1 5.2 ศตนันทน์ สุทิฏฐานุคติ (28 มกราคม 2563). "สืบร่องรอยชาวอินเดียในไทยบนถนนสีลม-เจริญกรุง". The Cloud. สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  6. 6.0 6.1 จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์, ดร. (4 ธันวาคม 2560). "ปาร์ซีแห่งสยามกับการนำสยามสู่ความทันสมัย". ผู้จัดการออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2563. Check date values in: |accessdate=, |date= (help)
  7. อดุลย์ รัตนมั่นเกษม. กำเนิดและวิวัฒนการของคนแต้จิ๋วอดีตถึงปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : ขุนเขา, หน้า 209