ข้ามไปเนื้อหา

ชาวซัมซัม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ซัมซัม
หญิงไทยมุสลิมจากชุมชนบ้านบน จังหวัดสงขลา
ประชากรทั้งหมด
ไม่ทราบ
ภูมิภาคที่มีประชากรอย่างมีนัยสำคัญ
 มาเลเซีย : รัฐเกอดะฮ์และปะลิส
 ไทย : จังหวัดสตูลและสงขลา
ภาษา
ภาษาไทย (ถิ่นใต้ · ถิ่นสะกอม · ถิ่นพิเทน) · ภาษามลายู
ศาสนา
อิสลาม · พุทธ
กลุ่มชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง
ไทยใต้ · มาเลเซียเชื้อสายสยาม · ไทยเชื้อสายมลายู · มลายู

ซัมซัม[1] หรือ สามสาม[2] (มลายู: Samsam) เป็นคำที่ใช้สำหรับเรียกกลุ่มชนลูกผสมระหว่างชาวไทยสยามกับชาวมลายู[1] หรือชาวจีนกับสยาม หรือกับชาวสยามกับชนเผ่าพื้นเมืองอื่น ๆ ในคาบสมุทรมลายู[3] พบมากในรัฐเกอดะฮ์และปะลิส ประเทศมาเลเซีย และตามจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย เช่น จังหวัดตรัง, พังงา, สงขลา และสตูล[4] โดยเป็นประชากรส่วนใหญ่ของชาวมุสลิมจังหวัดสตูลและสงขลา[5] พวกเขามีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างไทยและมลายู ที่โดดเด่นที่สุดคือการใช้ภาษาไทยและนับถือศาสนาอิสลาม[1][3][6][7] แต่ก็มีบางส่วนที่ยังนับถือหรือเปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธด้วยเช่นกัน[3]

ศัพทมูลวิทยา

[แก้]

Achaimbault สันนิษฐานว่า "ซัมซัม" (Samsam) มาจากคำฮกเกี้ยนว่า "tcham tcham" แปลว่า "ผสม" หรือ "รวม"[3]

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเข้าพระทัยว่า "ซัมซัม" เพี้ยนจากคำว่า "อิสลามสยาม"[2][4]

โดยชื่อซัมซัมเป็นชื่อที่ชาวไทยพุทธและชาวมลายูมุสลิมใช้เรียกเพื่อให้เกิดความแตกต่าง[4] ประชากรในจังหวัดสตูลถูกเรียกว่า ซัมซัม เมื่อช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 18 เป็นต้นมา[7] แต่คนท้องถิ่นบางส่วนไม่ยอมรับเพราะมองว่าเป็นคำเหยียดหยัน[5] ในประเทศมาเลเซียแบ่งซัมซัมออกเป็นสองกลุ่มคือ เซียมซัมซัม (Siam Samsam) คือกลุ่มชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ และ มาเลย์ซัมซัม (Malay Samsam) คือกลุ่มชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม[3]

ทั้งนี้หากถามว่าพวกเขาเป็นคนเชื้อสายอะไร พวกเขาจะตอบว่า "ไทย" หรือ "มลายู" อย่างใดอย่างหนึ่ง[3]

โดยทั่วไปแล้ว ชาวซัมซัม คือกลุ่มชนที่เป็นลูกผสมระหว่างชาวไทยสยามกับชาวมลายู หรือชาวจีนกับสยาม หรือกับชาวสยามกับชนเผ่าพื้นเมืองอื่น ๆ ในคาบสมุทรมลายู[3] โดยมากซัมซัมจะอาศัยบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันตก[1]

จอห์น ครอว์เฟิร์ด หรือยอน การะฝัด เคยเขียนถึงชาวซัมซัมเมื่อปี พ.ศ. 2369 ไว้ว่า "ซัมซัมคือคนเชื้อชาติสยามที่หันมารับศาสนาพระโมฮะหมัดและพูดภาษาซึ่งผสมจากภาษาของคนสองเชื้อชาติ"[4][7] พวกเขาเติบโตมากับความคุ้นเคยหรือความเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมอย่างไทยพุทธ เช่น ภาษา นิสัยทางวัฒนธรรม สังคม โดยเฉพาะการเต้นรำหรือการแสดงหนังตะลุง และถูกเชื่อมด้วยศาสนาอิสลามจากการแต่งงาน[6] และดับเบิลยู. สกิต ให้ความเห็นว่า ชาวซัมซัมคือชาวสยามที่เข้ารีตมลายูมุสลิม (หรือเรียกว่า เข้าแขก) ผ่านการสมรสกับภรรยามลายูมุสลิม บุตรที่เกิดมาก็นับถือศาสนาตามธรรมเนียมของมารดา แต่หย่อนความเคร่งครัดในพระศาสนา[8] ขณะที่ ที. จี. นิวโบลด์ ให้ความเห็นแย้งว่า ซัมซัมคือชาวมลายูมุสลิมที่รับเอาขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมจากชาวสยามมาใช้[8]

ประวัติ

[แก้]

ชาวไทยสยามได้อพยพลงสู่คาบสมุทรมลายูและตั้งถิ่นฐานอยู่มาช้านาน ใน ตำนานมะโรงมหาวงศ์ อธิบายไว้ว่าชาวสยามเป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่มานาน[5] และในตำนานยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทรบุรีกับสยามอย่างแน่นแฟ้นว่า พระยามะโรงมหาโพธิสัตว์ กษัตริย์แห่งไทรบุรี ส่งพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ชื่อพระชีสาม (Pra Chi Sam) และนางสุตตมาน (Nang Suttaman) พระชายา ไปปกครองประเทศสยามล้านช้าง (Siam Lanchang)[9] ซึ่งในรัฐเกอดะฮ์หรือไทรบุรีก็มีหลักฐานการตั้งชุมชนของชาวสยามดำรงอยู่มานานไม่ต่ำกว่า 500 ปี[10] นอกจากนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ตำนานมะโรงมหาวงศ์ ได้ระบุชื่อบุคคลและภูมินามเป็นภาษาไทยให้เห็นอยู่หลายคำ เช่น "พระองค์ศรีมหาวงษ์" "พระองค์ศรีโพธิสัตว" และ "คลองแก้ว" ซึ่งชาวมลายูในท้องถิ่นแปลความหมายมิได้[2] ส่วนหนังสือ ประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรมลายูปะตานี ของอิบรอฮิม ชุกรี ระบุว่า ชาวสยามดั้งเดิม ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณคาบสมุทรมลายูก่อนการมาถึงของชาวมลายูเสียอีก[11] Achaimbault สันนิษฐานว่าชาวซัมซัมมีบรรพบุรุษเป็นชาวสยามซึ่งเป็นชนพื้นเมืองที่ตั้งถิ่นฐานในลังกาสุกะ (Langkasuka) และลิกอร์ (Ligor) มาแต่ดั้งเดิม[3] ส่วนอัซมัน วัน จิก (Azman Wan Chik) และซาฮาระฮ์ มะฮ์มุด (Zaharah Mahmud) สันนิษฐานบรรพบุรุษของชาวซัมซัมคือชาวมลายูปัตตานีจากเมืองจือเนาะ (Chenok) รามัน (Raman) ตีบอ (Tiba) ปาตานี (Patani) และเซอตุล (Setul)[3]

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า ชาวไทยสยามน่าจะเป็นกลุ่มชนที่เข้ามาตั้งเมืองไทรบุรี เพราะยังมีคนสยามเดิมอาศัยอยู่ในแขวงเมืองไทรบุรีอยู่จำนวนมากมาตั้งแต่ยุคอาณาจักรสุโขทัยเป็นต้นมา ครั้นเมื่อถึงยุคอาณาจักรอยุธยา ได้ส่งชาวสยามลงไปตั้งถิ่นฐานอีกระลอก เพื่อกระทำสงครามขยายอิทธิพล ทรงอธิบายไว้ ความว่า "...พวกสามสามนี้เชื่อได้ว่าเปนเชื้อสายสืบมาแต่พวกไทยที่ลงไปตั้งเมืองไทรบุรี อนึ่งหลักฐานที่ปรากฎในพงษาวดารของไทย อันยุติต้องกับจดหมายเหตุของโปตุเกต ว่าเมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ไทยได้ยกกองทัพลงไปตีเมืองมละกา ๆ อยู่ใต้เมืองไทยบุรีแลเมืองแประ ไทยคงตั้งกองทัพที่เมืองไทรบุรีในครั้งนั้น อนึ่ง เนื้อความที่ยุติต้องกันทุกฝ่าย ว่าถึงเมื่อพวกเมืองไทรบุรีเมืองแประเปนมลายูโดยมาก แลถือสาสนาอิศลามแล้ว ก็ยังเปนเมืองขึ้นกรุงศรีอยุทธยาตลอดมา..."[2] ภายหลังเมื่อศาสนาอิสลามเข้ามาประดิษฐานอยู่ในภูมิภาค ชาวไทยและมลายูจึงเข้ารีต ทำให้มีอัตลักษณ์ต่างออกไปจากชาวสยามดั้งเดิมคือการนับถือศาสนา แต่ยังคงใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน ทรงกล่าวสรุปถึงลักษณะของชาวซัมซัมไว้ด้วยว่า "...ทุกวันนี้ก็ยังมีชนเชื้อไทยเดิมอยู่ในแขวงเมืองไทรเปนอันมาก ราษฎรชาวเมืองสตูลเปนพวกเชื้อไทยเดิมแทบทั้งนั้น คนพวกนี้มลายูเรียกว่า สามสาม ผิดกับมลายูที่พูดได้แต่ภาษาไทย แต่ถือสาสนาอิศลามเหมือนกับแขก..."[2]

ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จนถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการกวาดต้อนเชลยจากหัวเมืองมลายูมาตั้งบ้านเรือนรอบพระนคร ก็พบว่าเชลยที่มาจากไทรบุรีและสตูลบางส่วนใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ ไม่ใช้ภาษามลายูในการสื่อสาร[12] นอกจากนี้ยังมีการอพยพชาวสยามเข้าไปยังหัวเมืองแขกเรื่อยมา อย่างคราวปราบปรามดาโต๊ะปังกาลันที่เมืองปัตตานี สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท โปรดเกล้าฯ ให้ปลัดจะนะ (ขวัญซ้าย) เป็นผู้ว่าราชการเมืองปัตตานี ยกคนไทยเลขส่วยดีบุกจากเมืองสงขลา พัทลุง และจะนะ ซึ่งเป็นเครือญาติของปลัดจะนะลงไปรักษาการประจำที่เมืองปัตตานี 500 ครัวเศษ[13] และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราโชบายอพยพชาวไทยจากภูมิภาคต่าง ๆ ลงไปตั้งถิ่นฐานในหัวเมืองแขกเช่นกัน ด้วยมุ่งหวังให้เกิดการความผสมกลมกลืนขึ้นในสังคม แต่ก็เป็นเรื่องยากและได้ผลน้อยสำหรับการกลืนชาวมุสลิมให้เป็นไทย[14]

จากการสำรวจสำมะโนครัวประชากรในรัฐเกอดะฮ์เมื่อ พ.ศ. 2454 พบว่ามีประชากรมากกว่า 14,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 7.5 ของประชากรทั้งรัฐ ถูกจัดเป็นชาวซัมซัม[15] ชาวซัมซัมอาศัยอยู่มากทางตอนเหนือของรัฐปะลิสและรัฐเกอดะฮ์ เฉพาะบริเวณที่ติดกับอำเภอสะเดา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย ในจังหวัดสงขลา มีอัตราการเกิดคดีลักขโมยและปล้นจี้ในอัตราที่สูง โดยมีชาวซัมซัมตั้งตัวเป็นขุนโจรออกอาละวาดในพื้นที่[8] ในช่วงที่รัฐเกอดะฮ์ รัฐปะลิส รัฐกลันตัน และรัฐตรังกานู เป็นส่วนหนึ่งของสี่รัฐมาลัย ซึ่งเป็นเขตการปกครองของไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวเกอดะฮ์มีปฏิสัมพันธ์กับชาวภูเก็ตและนครศรีธรรมราช จนทำให้เกิดการสมรสข้ามชาติพันธุ์เป็นจำนวนมาก[16]

จากการศึกษาของรองศาสตราจารย์ วิภู กุตะนันท์ (2567) พบว่า ชาวไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีดีเอ็นเอใกล้เคียงกับชาวมลายูมากกว่าชาวไทยพุทธราวร้อยละ 30 ส่วนชาวไทยพุทธมีดีเอ็นเอที่ใกล้เคียงกับชาวมลายูเพียงร้อยละ 3[17] ส่วนดีเอ็นเอฝ่ายหญิงของชาวไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า คล้ายคลึงกับชาวไทยภาคกลาง ชาวมอญ และชาวเกาะอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไม่พบในภูมิภาคอื่นของไทย ทั้งยังพบพันธุกรรมชาวเอเชียใต้จากอินเดียประมาณร้อยละ 30 แสดงถึงการมีเชื้อสายฝ่ายมารดาที่หลากหลาย[17]

นโยบายของรัฐต่อชาวซัมซัม

[แก้]
การแต่งกายของหญิงไทยมุสลิมย่านบ้านบน จังหวัดสงขลา เมื่อ พ.ศ. 2484 ยังนุ่งโจงกระเบน และไม่โพกผ้าคลุมศีรษะ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์มีพระราโชบายสำหรับการรวมชาติให้สยามเป็นปึกแผ่นและทันสมัยพอที่จะต่อต้านการคุกคามจากชาติมหาอำนาจ และมีพระราชประสงค์ให้ชาวมลายูในปัตตานีรู้สึกถึงอัตลักษณ์ของความเป็นชาติ ทรงกล่าวว่า "แม้ว่าเป็นชาวมลายูและมีความเชื่อทางศาสนาที่ต่างกัน แต่ก็เป็นชาวไทยในจิตสำนึกและทัศนคติเช่นเดียวกับพลเมืองอื่น ๆ ได้..."[18] การนี้พระองค์ทรงตั้งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงตระหนักว่าสยามมิได้ประกอบขึ้นจากชาติเดี่ยว หากแต่ประกอบด้วยประชากรหลายชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงปลูกฝังอัตลักษณ์พลเมืองไทยในพระนิพนธ์เรื่อง "ลักษณะการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ" ระบุลักษณะสามประการของ "คนไทย" คือ ความรักในอธิปไตยแห่งชาติ ความยุติธรรม และความสามารถในการประสานผลประโยชน์ที่ต่างกันเพื่อความเจริญของชาติ[19]

ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำลัทธิชาตินิยมมาใช้ โดยทรงใช้คำขวัญว่า "ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์" เป็นอัตลักษณ์ใหม่ของคนไทย โดยชาติหมายถึงสยามที่มีคนชาติไทยเป็นส่วนใหญ่ ศาสนาหมายถึงศาสนาพุทธ และพระมหากษัตริย์หมายถึงผู้สืบราชบัลลังก์และตัวแทนแห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งอัตลักษณ์ดังกล่าวทำให้ชาวมลายูมุสลิมแถบสามจังหวัดชายแดนรู้สึกถูกคุกคามจากรัฐบาลไทย[20] จึงพยายามแยกตัว เรียกร้องเอกราช[21] และต่อต้านอำนาจรัฐไทย[18]

ขณะที่ชาวซัมซัมในจังหวัดสตูลและสงขลาต่างไปจากสามจังหวัด เพราะพวกเขามีบรรพบุรุษเลือดผสมจากไทยและมลายู แม้จะนับถือศาสนาอิสลามแต่ยังรักษาวัฒนธรรมไทยได้ในหลายมิติ[22] โดยเฉพาะภาษาที่ใช้ภาษาไทยเป็นพื้น และหลายคนพูดภาษามลายูไทรบุรีไม่ได้เลย[23] ซึ่งชาวซัมซัมในจังหวัดสตูลจะระบุตัวตนว่าตนเป็น "คนไทย" หรือ "คนไทยมุสลิม" โดยให้เหตุผลว่า "สตูลเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ก็ต้องเป็นคนไทย" และพวกเขาไม่สนใจเรื่องที่สตูลเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐเกอดะฮ์มากนัก เพราะมองว่าเป็นอดีตที่ผ่านพ้นไปนานแล้ว[24] ความอดทนอดกลั้นของชาวซัมซัมในสตูลและสงขลาต่อนโยบายที่ไม่เหมาะสมของรัฐบาลไทย ทำให้พวกเขาได้รับความไว้วางใจจากส่วนกลาง และกลายเป็นบทเรียนแก่รัฐบาลไทยในการทำเพื่อส่วนรวม[25] และเมื่อเกิดเหตุก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ปะทุขึ้นในแถบสี่จังหวัดคือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของสงขลา เพื่อต่อต้านอำนาจรัฐบาลไทย ซึ่งได้มีความพยายามให้สตูลซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมเข้าร่วมปฏิบัติการดังกล่าวแต่ไม่ประสบความสำเร็จ พลเรือนสตูลได้รายงานกิจกรรมดังกล่าวและผลักดันกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบออกจากพื้นที่อย่างทันท่วงที[7]

ในประเทศมาเลเซีย ชาวมาเลเซียเชื้อสายสยาม หรือกลุ่มที่นับถือศาสนาพุทธ กับชาวซัมซัม หรือกลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลาม ถูกจัดว่าเป็นภูมิบุตร (Bumiputera) มีสิทธิเช่นเดียวกับชาวมลายูมุสลิม[26] แต่ชาวซัมซัมกลับถูกกลืนเป็นชาวมลายูมุสลิมโดยสมบูรณ์ และไม่ระบุตัวตนว่าเป็นคนสยามอีกต่อไป[27][28][29]

วัฒนธรรม

[แก้]

ภาษา

[แก้]

ชาวซัมซัมในจังหวัดสตูลและสงขลาส่วนใหญ่ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ และมีจำนวนน้อยมากที่ใช้ภาษามลายูไทรบุรี[23] แต่จะพบคำมลายูหลงเหลือตามชื่อสถานที่ต่าง ๆ[30] อย่างไรก็ตาม ภาษาไทยถิ่นใต้ของชาวซัมซัมส่วนใหญ่จะมีการยืมคำแบบทับศัพท์มลายูมาใช้ค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นผลจากปูมหลังทางประวัติศาสตร์[31] โดยเฉพาะคำเรียกเครือญาติหรือภูมินาม[32] การสื่อสารด้วยภาษาไทยในกลุ่มชาวไทยมุสลิมปรากฏหลักฐานตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเทครัวหัวเมืองแขกเข้ามาในราชธานี ก็พบว่าเชลยที่มาจากไทรบุรีและสตูลบางส่วนใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ ไม่ได้สื่อสารกันด้วยภาษามลายู[12] มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้ชาวซัมซัมส่วนใหญ่ในไทยนิยมใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ส่วนหนึ่งเพราะเป็นหนทางเดียวที่จะนำพวกเขาเข้าสู่การศึกษาแบบไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและผู้นำท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลมุ่งหมายให้ประชาชนมุสลิมสัญชาติไทยใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร และใช้ภาษาอาหรับสำหรับกิจกรรมหรือการเรียนการสอนทางศาสนา[24]

โดยชาวมุสลิมในจังหวัดสตูลและสงขลากลุ่มใหญ่กว่าร้อยละ 90 ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้เป็นภาษาแม่[33] และยังพบชุมชนมลายูมุสลิมในตำบลทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี นิยามตนเองว่าเป็น "คนไทยอิสลาม" หรือ "คนทรายขาว" ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้เป็นหลัก ต่างจากบริเวณโดยรอบที่ใช้ภาษามลายูปัตตานี ถือเป็นอัตลักษณ์พิเศษของชุมชน[34] นอกจากนี้ยังมีภาษาท้องถิ่นของชาวไทยมุสลิมที่เป็นลูกผสมกับชาวมลายู คือภาษาสะกอมในอำเภอจะนะและเทพา จังหวัดสงขลา และภาษาพิเทนในอำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี[35] ส่วนชาวมลายูมุสลิมที่บ้านตะโหนด ตำบลสุวารี อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส มีกลุ่มชนที่เรียกว่า โต๊ะกูแช (มาจากคำสันสกฤต "กุญชร" แปลว่า ช้าง) เป็นหมอช้างและควาญช้างในท้องถิ่น พวกเขาเคยสื่อสารกันด้วยภาษาไทยปนมลายู และใช้คาถากำราบช้างเป็นภาษาไทย แต่ปัจจุบันองค์ความรู้ด้านภาษาดังกล่าวสูญหายไปแล้ว[36] แล้วถูกแทนที่ด้วยภาษามลายูปัตตานี

ขณะที่ชาวซัมซัมบนเกาะลังกาวีรุ่นใหม่เลิกพูดภาษาไทยแล้ว แต่ก็พอมีความรู้เกี่ยวกับคำไทยบ้าง[3]

ศาสนา

[แก้]
การแต่งกายของเยาวชนไทยมุสลิมจังหวัดสงขลา เมื่อ พ.ศ. 2552

ชาวซัมซัมส่วนหนึ่งที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวสยามแต่งงานกับชาวมลายูมุสลิมก็จะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็มีชาวมลายูมุสลิมบางส่วนแต่งงานกับชาวไทยพุทธและเปลี่ยนไปนับถือศาสนาพุทธ[3][37] ชาวซัมซัมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ร่วมกับคนต่างศาสนาอย่างสมานฉันท์มายาวนาน ดังจะพบว่าในสตูลและสงขลามีบ้านเรือนของชาวพุทธและมุสลิมอาศัยอยู่ปะปนกัน และค่อนข้างจะภูมิใจในศาสนสัมพันธ์ว่าจะมั่นคงยืนยาวตลอดไป[24] ส่วนใหญ่ชาวซัมซัมนับถือศาสนาอิสลาม แต่พวกเขาไม่นิยมเข้ามัสยิดเพื่อปฏิบัติศาสนกิจ และรับประทานอาหารฮะรอม โดยเฉพาะเต่า ซึ่งถือว่าผิดหลักศาสนา[8] หรือชุมชนมุสลิมบางท้องถิ่นเชื่อว่าน้ำมนต์ของพระในศาสนาพุทธมีความศักดิ์สิทธิ์ ใช้ประพรมบริเวณที่เกิดฟ้าผ่าหรือภัยพิบัติ แล้วจะเกิดความสงบสุข แต่ปัจจุบันได้มีการปลุกเสกน้ำมนต์ด้วยบทสวดในศาสนาอิสลามแทน[34] ในชุมชนชาวไทยพิเทนในอำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี เคยมีธรรมเนียมให้เยาวชนชายบรรพชาสามเณรตามความเชื่อของศาสนาพุทธ ก่อนเข้าพิธีสุหนัตตามธรรมเนียมของศาสนาอิสลาม เพื่อแสดงความเคารพแก่บรรพบุรุษของตน แต่ปัจจุบันได้ยกเลิกธรรมเนียมนี้ไปแล้ว เพราะขัดกับหลักศาสนาอิสลาม[38] ส่วนในตำบลทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ยังมีบางครอบครัวกระทำตามธรรมเนียมนี้อยู่ เพื่อเป็นการขอขมาบรรพบุรุษไทยพุทธ[34]

ส่วนซัมซัมกลุ่มที่นับถือศาสนาพุทธมักจะผสมกลมกลืนไปกับคนไทยพุทธในท้องถิ่น[37][39] ในบางชุมชน เช่น บ้านเชิงเขา ตำบลปะลุกาสาเมาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งประชากรมีเชื้อสายมลายูและเป็นพุทธศาสนิกชน มีประเพณีบุญข้าวใหม่ โดยจะนำข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวไปให้ผู้อาวุโสชาวมลายูมุสลิมในหมู่บ้านดุอาอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพชนมลายูผู้ล่วงลับของตัวเอง[40][41] หรือไทยพุทธบางครอบครัวที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวมลายูมุสลิม จะมีการตั้งชื่อภาษาอาหรับเป็นมงคลนามแก่ทารกที่เกิดใหม่[34]

อ้างอิง

[แก้]
เชิงอรรถ
  1. 1 2 3 4 ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ และทหาร กองบัญชาการปราบปรามคอมมิวนิสต์ (2509). ชาติวงศ์วิทยา ว่าด้วยชนชาติเผ่าต่าง ๆ ในประเทศไทย (PDF). พระนคร: อักษรเจริญทัศน์. น. 39.
  2. 1 2 3 4 5 ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา (2459). "พระราชพงษาวดาร กรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒ (๖๘. เรื่องตีเมืองไทรบุรี)". วชิรญาณ. สืบค้นเมื่อ 23 มกราคม 2569. {{cite web}}: ตรวจค่าวันที่ใน: |date= (วิธีใช้)
  3. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 Mahamed, Noriah (2016). "Hybrid Language and Identity among the Samsam, Baba Nyonya and Jawi Peranakan Communities in North Peninsular Malaysia" (PDF). Kemanusiaan Vol. 23 (ภาษาอังกฤษ). ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 16 พฤษภาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 24 ตุลาคม 2018.
  4. 1 2 3 4 กอบเกื้อ สุวรรณทัต-เพียร. "อัตลักษณ์แห่งชาติ ซัม-ซัมในจังหวัดสตูลและชาวไทยมลายูมุสลิม". ไทยใต้ มลายูเหนือ : ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย, หน้า 182
  5. 1 2 3 ตำนานมะโรงมหาวงศ์ พงศาวดารเมืองไทรบุรี, หน้า 4–5.
  6. 1 2 กอบเกื้อ สุวรรณทัต-เพียร. "อัตลักษณ์แห่งชาติ ซัม-ซัมในจังหวัดสตูลและชาวไทยมลายูมุสลิม". ไทยใต้ มลายูเหนือ : ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย, หน้า 183
  7. 1 2 3 4 Kevin T. Conlon (2555). "Ethnic Violence in Southern Thailand: The Anomaly of Satun". ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). สืบค้นเมื่อ 26 ตุลาคม 2568.
  8. 1 2 3 4 "รู้จักชาติพันธุ์สุดก้ำกึ่ง 'ซัมซัม' อาศัยในรัฐมลายู มีความเป็นอยู่อย่างสยาม นับถืออิสลามแต่กินเต่า และไม่ค่อยเข้ามัสยิด". ฤๅ. 5 ตุลาคม 2566. สืบค้นเมื่อ 12 ตุลาคม 2566.
  9. ตำนานมะโรงมหาวงศ์ พงศาวดารเมืองไทรบุรี, หน้า 93–97.
  10. บุญยงค์ เกศเทศ และนิพนธ์ ทิพย์ศรีนิมิต (มกราคม 2547). "กินเมืองคอน นอนเมืองไทร สำนึกไทยแผ่นดินเกิด". สารคดี. 19 (227): 70. ISSN 0857-1538.
  11. ประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรมลายูปะตานี, หน้า 2
  12. 1 2 เสาวนีย์ จิตต์หมวด, ผศ. (2531). กลุ่มชาติพันธุ์ : ชาวไทยมุสลิม (PDF). กรุงเทพฯ: กองทุนสง่ารุจิระอัมพร. น. 114. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2023-10-11. สืบค้นเมื่อ 2023-10-25.
  13. ประชุมพงศาวดาร ภาค 3 (PDF). พระนคร: หนังสือพิมพ์ไทย. 2473. น. 5. {{cite book}}: ตรวจค่าวันที่ใน: |year= (วิธีใช้)
  14. สมโชติ อ๋องสกุล (2521). การปฏิรูปการปกครองมณฑลปัตตานี (พ.ศ. 2449-2474) (PDF). การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. น. 43.
  15. Thatsanawadi Kaeosanit (2016). "Dynamic Construction of the Siamese-Malaysians' Ethnic Identity, Malaysia" (PDF). A Dissertation Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Doctor of Philosophy (Communication Arts and Innovation). น. 354–355. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 24 ตุลาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 24 ตุลาคม 2019 โดยทาง Graduate School of Communication Arts and Management Innovation, National Institute of Development Administration, Thailand.
  16. Gavin W. Jones, Chee Heng Leng, Maznah Mohamad eds. Muslim-Non-Muslim Marriage: Political and Cultural Contestations in Southeast Asia. Institute of Southeast Asian Studies, 2009. p. 197
  17. 1 2 "ถอดดีเอ็นเอของคนไทยภาคใต้ พบรหัสพันธุกรรมเชื่อมโยง "อินเดีย" อย่างเข้มข้น". ศิลปวัฒนธรรม. 20 มกราคม 2569. สืบค้นเมื่อ 9 มีนาคม 2569.
  18. 1 2 กอบเกื้อ สุวรรณทัต-เพียร. "อัตลักษณ์แห่งชาติ ซัม-ซัมในจังหวัดสตูลและชาวไทยมลายูมุสลิม". ไทยใต้ มลายูเหนือ : ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย, หน้า 181.
  19. กอบเกื้อ สุวรรณทัต-เพียร. "อัตลักษณ์แห่งชาติ ซัม-ซัมในจังหวัดสตูลและชาวไทยมลายูมุสลิม". ไทยใต้ มลายูเหนือ : ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย, หน้า 185–186.
  20. กอบเกื้อ สุวรรณทัต-เพียร. "อัตลักษณ์แห่งชาติ ซัม-ซัมในจังหวัดสตูลและชาวไทยมลายูมุสลิม". ไทยใต้ มลายูเหนือ : ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย, หน้า 187.
  21. กอบเกื้อ สุวรรณทัต-เพียร. "อัตลักษณ์แห่งชาติ ซัม-ซัมในจังหวัดสตูลและชาวไทยมลายูมุสลิม". ไทยใต้ มลายูเหนือ : ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย, หน้า 188.
  22. กอบเกื้อ สุวรรณทัต-เพียร. "อัตลักษณ์แห่งชาติ ซัม-ซัมในจังหวัดสตูลและชาวไทยมลายูมุสลิม". ไทยใต้ มลายูเหนือ : ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย, หน้า 192–193.
  23. 1 2 Arifin bin Chik (1 เมษายน 2007). "ปัญหา สตูล ปัตตานี กับวัฒนธรรมที่กำลังถูกทำลาย". มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์. สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2022.[ลิงก์เสีย]
  24. 1 2 3 ปรัชญเกียรติ ว่าโร๊ะ (3 พฤษภาคม 2559). "สตูล ในมลายูที่ไม่รู้สึก?". ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้. สืบค้นเมื่อ 22 กรกฎาคม 2567.
  25. กอบเกื้อ สุวรรณทัต-เพียร. "อัตลักษณ์แห่งชาติ ซัม-ซัมในจังหวัดสตูลและชาวไทยมลายูมุสลิม". ไทยใต้ มลายูเหนือ : ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย, หน้า 195.
  26. Webmaster, M. T. (2012-02-25). "Siamese community now regarded as Bumiputeras". Malaysia Today (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2024-05-09.
  27. Mohamed Yusoff Ismail (1987). "Buddhism and Ethnicity: The Case of the Siamese of Kelantan". Journal of Social Issues in Southeast Asia. 2 (2). ISEAS - Yusof Ishak Institute: 231–254. JSTOR 41056730.
  28. Keiko KURODA. "A Migrants' World from South Thailand to Kedah — A History of Inland Kedah" (PDF) โดยทาง repository.tufs.ac.jp.
  29. Kuroda, Keiko (2005). "Malaysian nation-making and Thai-speaking Buddhists in Kedah" โดยทาง ResearchGate.
  30. ประพนธ์ เรืองณรงค์. "บทผนวกเกียรติยศ". รัฐปัตตานีใน "ศรีวิชัย" เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์, หน้า 356–357.
  31. ณัฐสนีน สตูล และคณะ. การแปรศัพท์ภาษาไทยถิ่นใต้ตำบลละงู อำเภอละงู จังหวัดสตูล : เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมภาษาถิ่น (PDF). สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา. น. 13.[ลิงก์เสีย]
  32. ศุภรัตน์ พิณสุวรรณ, ผศ. "ภาษามลายูถิ่น : ความผูกพันกับประเทศเพื่อนบ้าน". คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ. สืบค้นเมื่อ 22 กรกฎาคม 2567.
  33. กอบเกื้อ สุวรรณทัต-เพียร. "อัตลักษณ์แห่งชาติ ซัม-ซัมในจังหวัดสตูลและชาวไทยมลายูมุสลิม". ไทยใต้ มลายูเหนือ : ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย, หน้า 179.
  34. 1 2 3 4 วิไลวรรณ จงวิไลเกษม (มกราคม–เมษายน 2551). จิตสำนึกสาธารณะ : อำนาจแห่งเรื่องเล่าบ้านทรายขาว. วารสารสุทธิปริทรรศน์ 22:66 (2008). น. 26.{{cite book}}: CS1 maint: date format (ลิงก์) CS1 maint: year (ลิงก์)
  35. ทวีพร จุลวรรณ (2016). "ระบบเสียงภาษาพิเทน ตำบลพิเทน อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี" (PDF). บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. สืบค้นเมื่อ 24 ตุลาคม 2018.
  36. เล่าขานตำนานใต้, หน้า 115
  37. 1 2 รายงานผลการศึกษา โครงการศึกษาและพัฒนาระบบการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในโครงการนำร่อง (ต่อเนื่อง) รวมทั้งศึกษาเปรียบเทียบและขยายสู่ชุมชนใหม่ พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตำบลปะลุกาสาเมาะ จังหวัดนราธิวาส ปะนาเระ จังหวัดปัตตานี กรงปินัง จังหวัดยะลา (PDF). มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. 2547. น. 20.
  38. "พิเทนและนามสถานที่เกี่ยวข้อง". สารานุกรมวัฒนธรรมไทย. สืบค้นเมื่อ 4 มกราคม 2024.
  39. อัศโตรา ชาบัต (30 มีนาคม 2558). "ใครคือชาวมลายูพุทธศรีวิชัยและลังกาสุกะ?". ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้. สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2565.
  40. แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง (2552). ทักษะวัฒนธรรม (PDF). กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. น. 109. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 2012-08-31. สืบค้นเมื่อ 2015-05-17.
  41. รายงานผลการศึกษา โครงการศึกษาและพัฒนาระบบการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในโครงการนำร่อง (ต่อเนื่อง) รวมทั้งศึกษาเปรียบเทียบและขยายสู่ชุมชนใหม่ พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตำบลปะลุกาสาเมาะ จังหวัดนราธิวาส ปะนาเระ จังหวัดปัตตานี กรงปินัง จังหวัดยะลา (PDF). มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. 2547. น. 6.
บรรณานุกรม
  • มอนซาติโน, ไมเคิล เจ. ไทยใต้ มลายูเหนือ : ปฏิสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์บนคาบสมุทรแห่งความหลากหลาย. นครศรีธรรมราช : ศูนย์หลักสูตรอาเซียนศึกษา สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 2560. 416 หน้า. ISBN 978-974-7557-60-2.
  • ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์. ตำนานมะโรงมหาวงศ์ พงศาวดารเมืองไทรบุรี. กรุงเทพฯ : เดอะโนว์เลจเซ็นเตอร์, 2550. 317 หน้า. ISBN 978-974-13-3518-3.
  • ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม และคณะ. เล่าขานตำนานใต้. [ม.ป.ท.] : ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี (ศพส.) มหาวิทยาลัยมหิดล, 2550. 198 หน้า. ISBN 978-974-7555-30-1.
  • สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ). รัฐปัตตานีใน "ศรีวิชัย" เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ : มติชน, 2547. 387 หน้า. ISBN 978-974-32-3183-4.
  • อิบรอฮิม ชุกรี (เขียน), หะสัน หมัดหมาน และมะหามะซากี เจ๊ะหะ (แปล). ประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรมลายูปะตานี. เชียงใหม่ : ซิลค์เวอร์ม บุคส์, 2549. 95 หน้า. ISBN 974-9575-99-7.