ข้ามไปเนื้อหา

ม้ง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ม้ง
𖬌𖬣𖬵
ประชากรทั้งหมด
11.247 ล้านคน[1]
ภูมิภาคที่มีประชากรอย่างมีนัยสำคัญ
 จีน9.426 ล้านคน
 เวียดนาม1,068,189 คน (2009)
 ลาว595,028 คน (2015)
 สหรัฐ260,073 คน (2010)
 ไทย250,000 คน
 ฝรั่งเศส16,000 คน
 ออสเตรเลีย2,190[2]
 เฟรนช์เกียนา1,500
 แคนาดา800
 เยอรมนี700
ภาษา
ม้ง
ศาสนา
ชาแมน, พระพุทธศาสนา, คริสต์ศาสนา, อื่น ๆ

ม้ง (อังกฤษ: Hmong; RPA: Hmoob, CHV: Hmôngz, Nyiakeng Puachue: 𞄀𞄩𞄰, อักษรม้ง: 𖬌𖬣𖬵, สัทอักษรสากล: [m̥ɔ̃́]; จีน: 苗族蒙人, 苗族 ออกเสียงว่า เหมียวจู๋) หรือที่เรียกเพี้ยนว่า แม้ว ในประเทศไทย ลาว และเวียดนาม เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยในพื้นที่ภูเขาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีต้นกำเนิดจากตอนใต้ของจีน และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน

ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ชาวม้งเริ่มอพยพลงใต้เนื่องจากความไม่สงบทางการเมือง ปัจจุบันพบชุมชนม้งในจีน เวียดนาม ลาว ไทย และสหรัฐอเมริกา[3] ในประเทศไทย ชุมชนม้งที่ใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ที่ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

ในประเทศไทย คำว่า "แม้ว" มักถูกใช้เรียกชาวม้ง แต่ถือว่าเป็นคำที่ไม่สุภาพและมีนัยดูถูกโดยชาวม้งส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ[4]

ระหว่างสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง ชาวม้งในลาวได้ต่อสู้กับขบวนการคอมมิวนิสต์ของประเทศลาว ชาวม้งหลายคนอพยพมายังประเทศไทยและประเทศในตะวันตก[5]

อารยธรรมและโบราณคดี

[แก้]

หลักฐานทางโบราณคดีในจีนตอนใต้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของอารยธรรมกลุ่มเหมียว–เย้า ซึ่งนักวิชาการบางส่วนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษของชาวม้ง โดยมีลำดับพัฒนาการที่เชื่อมโยงกันดังนี้:

  • วัฒนธรรมเกาเหมี่ยว (高庙文化; Gaomiao Culture) – ราว 5500–5000 ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นวัฒนธรรมยุคหินใหม่ตอนต้นที่พบในมณฑลหูหนาน โดดเด่นด้วยเครื่องปั้นดินเผา เครื่องประดับ และพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ เชื่อกันว่าเป็นต้นแบบของวัฒนธรรมกลุ่มเหมียว–เย้า[6][7].
  • วัฒนธรรมต้าซี (大溪文化; Daxi Culture) – ราว 5000–3300 ปีก่อนคริสต์ศักราช สืบทอดจากเกาเหมี่ยว ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแยงซีตอนกลาง แสดงถึงการตั้งถิ่นฐานถาวรและความเชื่อทางจิตวิญญาณที่ซับซ้อน[8].
  • วัฒนธรรมชือเจียเหอ (石家河文化; Shijiahe Culture) – ราว 2500–2000 ปีก่อนคริสต์ศักราช พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากต้าซี พบการใช้สัญลักษณ์และพิธีกรรมที่สะท้อนระบบสังคมแบบกึ่งรัฐ[9].
  • วัฒนธรรมสามเหมียว (三苗文化; Sanmiao Culture) – ปรากฏในตำนานประวัติศาสตร์จีนโบราณ กลุ่มชาติพันธุ์นี้ถูกโยงว่าเป็นบรรพบุรุษของชาวม้งและมีบทบาทสำคัญในภาคใต้ของจีนในยุคก่อนราชวงศ์[10].
  • รัฐฉู่ (楚國; Chu State) – ในยุคชุนชิวและจ้านกว๋อ (ประมาณ 1000–223 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ชาวฉู่ซึ่งสืบเชื้อสายจากกลุ่มเหมียว–เย้า มีวัฒนธรรมที่เด่นชัดต่างจากชาวหัวเซี่ย มีพิธีกรรมแบบชาแมนและศิลปะเฉพาะของตนเอง ซึ่งนักวิชาการบางส่วนเชื่อว่าชาวม้งอาจเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองรัฐฉู่[11][12].

การเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า บรรพชนของกลุ่มเหมียว–เย้า (รวมถึงม้ง) มีส่วนสำคัญต่อการสร้างอารยธรรมจีนตอนใต้ ก่อนจะถูกผลักดันจากกองกำลังของจีนตอนเหนือในยุคหลัง.

ประวัติศาสตร์

[แก้]
ประวัติศาสตร์การอพยพของชาวม้ง

ชาวม้ง (Hmong, หรือ Miao) เป็นชนกลุ่มน้อยที่มีถิ่นฐานเดิมในภาคตอนกลาง–ตอนใต้ของจีน และมีประวัติศาสตร์การอพยพหลายระลอกโดยตลอดหลายพันปี ข้อมูลจากแหล่งประวัติศาสตร์ โบราณคดี และชาติพันธุศาสตร์ชี้ถึงการอพยพสำคัญ 5 ระลอกดังนี้:

ครั้งที่ 1: การอพยพออกจากแถบลุ่มแม่น้ำเหลือง (ประมาณ 5,000 ปีก่อน)

ชาวม้งในยุคโบราณที่รู้จักกันในชื่อ "จิ่วลี่" (九黎, Jiǔlí) ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตอนใต้ของแม่น้ำเหลือง (แม่น้ำฮวงโห, 黃河, Huang He) ซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดของวัฒนธรรมเกษตรกรรมและเทคโนโลยีทองสัมฤทธิ์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ชาวจิ่วลี่มีผู้นำชื่อ "ฉือโหยว" (蚩尤, Chiyou) ซึ่งตามตำนานจีนถือเป็นทั้งนักรบและผู้นำทางจิตวิญญาณ บางตำรายกให้เป็นเทพเจ้าแห่งสงครามของชาวม้งในยุคโบราณ[13][14]

ตำนานจีนโบราณกล่าวว่า ฉือโหยวได้ต่อสู้กับ "หวงตี้" (黃帝, Huangdi) ผู้นำกลุ่มหัวเซี่ย (Huaxia) ในสงครามที่เมืองจัวลู่ (涿鹿之战, Zhuolu zhi zhan) ซึ่งเป็นสงครามที่สำคัญที่สุดในยุคตำนาน หลังจากฉือโหยวพ่ายแพ้ ชาวจิ่วลี่ซึ่งอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันก็เริ่มอพยพลงสู่พื้นที่ตอนใต้ของจีน โดยเฉพาะแถบลุ่มแม่น้ำแยงซี (长江, Yangtze River) เพื่อหลีกเลี่ยงการปราบปรามจากอำนาจส่วนกลางที่กำลังรวมตัวเป็นชนชาติจีนยุคต้น[15]

ครั้งที่ 2: การรวมกลุ่มกับเผ่าซานเมียวและการกดดันจากราชวงศ์โจว

หลังจากอพยพลงสู่ภาคใต้ ชาวจิ่วลี่ได้รวมกลุ่มกับเผ่าพื้นเมืองที่เรียกว่า "ซานเมียว" (三苗, San Miao) กลายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีบทบาทสำคัญทางวัฒนธรรมและการเมืองในภาคใต้ของจีนยุคโบราณ กลุ่มเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานในภูมิประเทศภูเขาและที่ราบสูงบริเวณมณฑลหูหนาน กุ้ยโจว กวางสี และยูนนานในปัจจุบัน[16]

กลุ่มซานเมียว-จิ่วลี่ถูกระบุในบันทึกโบราณว่าเป็น "กลุ่มป่าเถื่อน" หรือ "จิง-ม่าน" (荆蛮) โดยราชวงศ์โจว และกลายเป็นเป้าหมายของการรุกรานจากกลุ่มหัวเซี่ยหลายครั้ง ราชวงศ์โจวพยายามรวมอำนาจผ่านการกดดันและบังคับให้กลุ่มเหล่านี้อยู่ใต้การปกครอง ส่งผลให้ชนเผ่าม้งกระจายตัวออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนอย่างต่อเนื่อง[17]

ครั้งที่ 3: การเป็นส่วนหนึ่งของรัฐฉู่ (ประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล)

[แก้]

ในช่วงปลายยุคชุนชิว (春秋) จนถึงยุคจ้านกว๋อ (戰國) กลุ่มชาติพันธุ์ซานเมียวและจิ่วลี่ได้ก่อร่างสร้างตัวเป็นรัฐฉู่ (楚國, Chu) ซึ่งมีลักษณะวัฒนธรรมแบบชาแมน การนับถือผีบรรพบุรุษ และวิถีชีวิตที่แตกต่างกับรัฐหัวเซี่ย

กวีชั้นนำของรัฐฉู่ คือ **ชวีหยวน** (屈原, Qu Yuan) ผู้แต่งบทกวี *Li Sao* (離騷) ซึ่งสะท้อนแนวคิดวิญญาณนิยมและแนวความเชื่อที่ใกล้เคียงกับวัฒนธรรมของชาวม้ง — บรรพชนที่ต่อมาถูกผลักสู่ภาคใต้ของจีน[18]

ต่อมาในช่วงปลายราชวงศ์ฉิน ผู้นำรัฐฉู่คนสำคัญคือ **ฉ้อปาอ๋อง เซี่ยงหวี่** (項羽, Xiang Yu) หรือ "Hegemon‑King of Western Chu" (西楚霸王) ผู้ยืนหยัดต่อต้านการรวมอาณาจักรโดยพรรคฮั่น จากชัยชนะที่ยุทธการจูหลู่ (206 BC) เขาได้จัดตั้ง "18 ราชอาณาจักร" โดยใช้เมือง Pengcheng เป็นฐานทัพ[19]

แม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังด้านยุทธศิลป์ แต่เขาพ่ายแพ้ต่อ ลิ่วปัง (Liu Bang) ในสงคราม Chu–Han (206–202 BC) และเสียชีวิตในยุทธการ Gaixia (202 BC) อย่างน่าเศร้า[20]

ในภายหลัง เซี่ยงหวี่ถูกบูชาว่าเป็น **เทพผู้พิทักษ์สงคราม** (War Deity) โดยเฉพาะในบางภูมิภาคของจีนตะวันตกเฉียงใต้ และบางรูปแบบของศาสนาลัทธิพื้นบ้านจีน เช่น อุดหนุนให้ศรัทธาในความกล้าหาญและความเป็นอิสระ[21]

เหตุการณ์การล่มสลายของรัฐฉู่เมื่อปี 223 BC ส่งผลให้ลูกหลานของซานเมียว–จิ่วลี่อพยพลงภาคใต้ เช่น ยูนนาน กวางตุ้ง และเสฉวน ซึ่งถือเป็นต้นเค้าแห่งชุมชนชาวม้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[22]

ครั้งที่ 4: การลุกฮือและถูกปราบในปลายราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง (ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18)

ในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิหย่งเจิ้ง (Yongzheng, ค.ศ. 1722–1735) และจักรพรรดิเฉียนหลง (Qianlong, ค.ศ. 1735–1796) แห่งราชวงศ์ชิง ได้เกิดการลุกฮือของชาวม้ง (苗族, Miao) อย่างต่อเนื่องในเขตภูเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยเฉพาะในเขตเมืองเฟิ่งหวง (凤凰, Fenghuang) มณฑลหูหนาน

หนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการต่อต้านคือบริเวณ "กำแพงเมืองเหมียวเจียง" (苗疆城, Miaojiangcheng) ซึ่งเป็นพื้นที่ปกครองตนเองของชาวม้งในเวลานั้น ภายใต้การนำของผู้นำม้งสำคัญหลายคน ได้แก่

  • วู บาเยว่ (Wu Bayue) – ผู้นำสูงสุดของชาวม้งในเขตเหมียวเจียง ซึ่งมีลักษณะเป็น "กษัตริย์แห่งชาวม้ง" ตามคำบอกเล่าท้องถิ่น
  • จางซิวเหมย (張秀眉, Zhang Xiumei) – นายพลชาวม้งผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งแนวต้านต่อราชสำนักชิง
  • เปาดาดู (Pao Dadu) – ผู้ช่วยทหารคนสนิทของจางซิวเหมย

หลังจากเกิดการลุกฮือหลายระลอกในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ราชสำนักชิงได้ส่งกองกำลังขนาดใหญ่เข้าสู่พื้นที่ และปราบปรามอย่างรุนแรง ส่งผลให้ประชาชนชาวม้งจำนวนมากถูกสังหารหรือถูกกวาดต้อน

ชาวม้งบางส่วนหลบหนีการปราบปรามโดยอพยพออกนอกประเทศ ผ่านมณฑลยูนนานเข้าสู่เวียดนาม ลาว และภาคเหนือของประเทศไทยในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์

[23] [24] [25] [26] [27]

ครั้งที่ 5: หลังสงครามลับในลาว (พ.ศ. 2518 เป็นต้นไป)

หลังสงครามอินโดจีนครั้งที่สอง และการล่มสลายของราชอาณาจักรลาวในปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) ชาวม้งจำนวนมากที่เคยร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพลาวฝ่ายราชาธิปไตย ถูกล่าและปราบปรามโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ใหม่ของลาว (พรรคประชาชนปฏิวัติลาว) ส่งผลให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวม้ง[28]

การอพยพครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการหลบหนีข้ามแม่น้ำโขงเข้าสู่ประเทศไทย โดยเข้าพักพิงในค่ายผู้ลี้ภัย เช่น ค่ายบ้านนาเลา และค่ายบ้านวังประจบ ก่อนจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัยและกระจายตัวไปตั้งรกรากในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย แคนาดา อาร์เจนตินา และเยอรมนี[29]

ในช่วงปี พ.ศ. 2520–2540 มีชาวม้งลาวกว่า 150,000 คน ได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานถาวรในต่างประเทศ โดยเฉพาะในรัฐมินนิโซตา แคลิฟอร์เนีย และวิสคอนซินของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและชุมชนม้งที่สำคัญที่สุดนอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[30]

หมายเหตุสำคัญ

[แก้]

สงครามลับ (Secret War) เป็นการสู้รบแบบลับที่สหรัฐอเมริกาดำเนินการในลาวระหว่าง พ.ศ. 2507–2518 โดยร่วมมือกับผู้นำชาวม้ง เช่น นายพล วังเปา (Vang Pao) ในการต่อต้านขบวนการคอมมิวนิสต์ประเทศลาวและเวียดนามเหนือ ความเกี่ยวข้องนี้ส่งผลโดยตรงต่อการลี้ภัยของชาวม้งหลังสงคราม เมื่อกลุ่มพันธมิตรของสหรัฐถูกทอดทิ้ง และกลายเป็นเป้าหมายของการปราบปรามทางการเมือง[31]

กลุ่มชนโบราณที่ถือว่าเป็นบรรพบุรุษของชาวม้ง และหลักฐาน DNA

[แก้]

บันทึกโบราณและงานวิชาการหลายชิ้นระบุถึงกลุ่มชนในภาคใต้ของจีน ในยุคก่อนและระหว่างราชวงศ์โจว–ฮั่น ซึ่งหลายกลุ่มมีความเชื่อมโยงกับชาวม้งสมัยใหม่ รวมถึงมีหลักฐาน DNA โบราณสนับสนุน:

ลำดับชื่อจีนต้นฉบับคำอ่าน/ชื่อเรียกยุคสมัยโดยประมาณบทบาทหรืออธิบายย่อความเชื่อมโยงกับชาวม้งHaplogroup (Y‑DNA)
1高庙文化Gaomiao Culture (เกาเหมี่ยว)ราว 7000–5300 BCEวัฒนธรรมยุคหินใหม่ทางตอนใต้ของจีน พบในหูหนานวางรากฐานทางพิธีกรรมและเทคโนโลยีให้ Daxi และภายหลังO‑M7?, C?, F*
2大溪文化Dàxī Culture (ต้าซี)ราว 5000–3000 BCEวัฒนธรรมเกษตรกรรมในลุ่มแม่น้ำแยงซีตอนกลางเชื่อมโยงสายพันธุกรรมกับกลุ่ม Hmong–Mien สมัยใหม่O‑M7 / O2a2a1a2‑M7
3屈家嶺文化Qūjiālǐng Cultureราว 3300–2600 BCEสืบเนื่องจาก Daxi มีพัฒนาการด้านเกษตรกรรมและพิธีกรรมสะพานต่อเชิงวัฒนธรรมสู่ Hmong–Mien ยุคหลังO‑M7
4石家河文化Shíjiāhé Cultureราว 2600–2000 BCEวัฒนธรรมที่สืบทอดจาก Qujialing ในหูเป่ย์แสดงสายสัมพันธ์วัฒนธรรมกับ Chu และ Hmong–MienO‑M7
5九黎Jiǔlí (จิ่วลี่)ตำนาน (ราว 2700–2300 BCE)เผ่านำโดยฉือโหยว ต่อสู้กับฮวงตี้ต้นกำเนิดของ "สามเหมียว" และกลุ่มม้งสมัยหลัง
6三苗Sānmiáo (สามเหมียว)ประมาณ 2200–2000 BCEแยกตัวจากจิ่วลี่เมื่อถูกกดดันจุดเริ่มต้นของกลุ่มชาติพันธุ์ม้งในภาคใต้
7荆蛮 / 荆楚Jīngmán / Jīngchǔ (จิ่งหมาน / จิ่งฉู่)ประมาณ 1500–300 BCEกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองทางตอนใต้ ก่อนเป็นรัฐฉู่เชื่อมโยงโดยตรงกับวัฒนธรรมชาแมนและภาษา Hmong–MienO‑M7 / Q1a?, F*
8楚國Chu (รัฐฉู่)1030–223 BCEรัฐอิสระ ทรงอำนาจ พิธีกรรมลัทธิธรรมชาติ ชาแมนวัฒนธรรมคล้ายชาวม้ง ทั้งในพิธีกรรม ภาษา และศิลปกรรม [32]O‑M7, C2b, Q1a (จากหลุมฝังศพรัฐฉู่)
9南蛮Nánmán (หนานหมาน)ราว 1000–221 BCEกลุ่มชาติพันธุ์หลายเผ่าในภาคใต้ที่รัฐฉู่เรียกรวมว่า "เผ่าป่าเถื่อน"รวมถึงบรรพชนชาวม้ง ปัจจุบันพบสายพันธุกรรมใกล้เคียงกันO‑M7
10乌灵蛮Wūlíngmán (อู่หลิงหมาน)ยุคฮั่น (206 BCE–220 CE)ชนพื้นเมืองในเขตภูเขา เรียกโดยราชสำนักฮั่นอาจเป็นสายต่อจากม้งในยุคก่อนO‑M7 / C / F
11东夷Dōngyí (ตงอี้)ยุคโบราณ (ก่อนโจวตะวันตก)หนึ่งใน "สี่夷" ทางตะวันออกของจีนโบราณมีบางแนวคิดจัด Hmong-Mien เป็นส่วนหนึ่งของตงอี้ในยุคต้น ๆ

หลักฐาน DNA ที่สนับสนุน

[แก้]

โดยจากการศึกษาดีเอ็นเอโบราณและจีโนมของกลุ่ม Hmong–Mien ปัจจุบัน พบว่า:

  • Haplogroup O-M7 (หรือ O2a2a1a2‑M7) พบในประชากรวัฒนธรรมต้าซี (ประมาณ 5300–6400 ปีก่อน) ร่วมกับ Hmong–Mien สมัยใหม่ ซึ่งแสดงถึงสายพันธุกรรมร่วมกัน (กลุ่ม Y-chromosome)[33]
  • การศึกษาในปี 2024 ระบุว่ากลุ่ม Hmong–Mien แยกสายพันธุกรรมกับ Tai–Kadai และ Sino-Tibetan ราว 8200 ปีก่อน และมีกลุ่มบรรพชนร่วม (aHM ancestries) ที่ใช้ชีวิตอยู่บริเวณลุ่มแยงซีตอนกลาง

4300–4400 ปีก่อน ซึ่งสนับสนุนแนวคิดต้นกำเนิดร่วมของกลุ่มชาวม้งจากลุ่มแม่น้ำแยงซีตอนกลางผ่านวัฒนธรรมเกาเหมี่ยว (高庙文化), วัฒนธรรมต้าซี (大溪文化), วัฒนธรรมชูเจียหลิ่ง (屈家岭文化) และวัฒนธรรมซื่อเจียเหอ (石家河文化) ซึ่งทั้งหมดครอบคลุมพื้นที่มณฑลหูหนาน, หูเป่ย์, เสฉวน และยูนนานในยุคก่อนประวัติศาสตร์

  • ผลการวิเคราะห์ DNA โบราณจากการศึกษาโดย Zhao et al. (2024) ระบุว่า กลุ่มประชากร Hmong–Mien มีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมกับชุมชนยุคหินใหม่ตอนปลายในลุ่มแม่น้ำแยงซีตอนกลางตอนใต้ และมีการจับคู่กับกลุ่มโบราณในแถบวัฒนธรรมเกาเหมี่ยวและวัฒนธรรมต้าซีอย่างชัดเจน โดยพบกลุ่มย่อยทางพันธุกรรม Y-DNA หลักคือ Haplogroup O2a2a1a2a1a2 (O-M7), O2a2b1a1a1a (O-F46), และ O2a2a1a2a1a4 (O-Y24112), ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับประชากรม้งในยุคปัจจุบันในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[34]

กลุ่มย่อยของชาวม้ง

[แก้]

ชาวม้ง (Hmong) ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชาติพันธุ์ Miao ในจีน มีการแบ่งกลุ่มย่อยตามภาษา ชุดเครื่องแต่งกาย และภูมิศาสตร์หลากหลายมากที่สุด ดังนี้:

กลุ่มหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

[แก้]
  • Hmong Daw (White Hmong) หรือ Hmoob Dawb — ชุดเด่นโดยผ้าสีขาว เรียบง่าย ภาษาในกลุ่ม Chuanqiandian ใช้กันในไทยและลาว[35]
  • Mong Leng หรือ Hmong Njua (Blue/Green Hmong) หรือ Hmoob Ntsuab — แต่งกายด้วยผ้าครามตกแต่งปักหรือมัดลาย batik ใช้ในลาวและเวียดนาม[35]
  • Hmoob Txaij Npab (Striped Hmong) — ชุดมีแถบสีบริเวณแขนหรือกระโปรง พบในลาว[36]
  • Hmoob Dub (Black Hmong) — ใช้ผ้าย้อมสีเข้ม เช่น นํ้าเงินหรือดํา Indigo พบบ้างในเวียดนามเหนือ[36]

กลุ่มอื่นในจีน (ไม่แพร่หลายใน SEA)

[แก้]
  • Hmong Shua (Sinicized Hmong) — กลุ่มม้งจีน เรียกในจีนว่า Waishu, Biantou Miao เป็นต้น[37]
  • A‑Hmao (Big/Flowery Miao) — พูดภาษา A‑Hmao (Big Flowery Miao) ในยูนนานและกุ้ยโจว ใช้อักษร Pollard ในคริสต์ศตวรรษที่ 20[38][39]
  • Gha‑Mu (Small Flowery Miao) — พบบ้างในกุ้ยโจว เรียกว่า Small Flowery Miao หรือ Blue Hmong[40]
  • อื่นๆ ในจีน — เช่น Hmu, Gejia, Bu‑Nao, Mashan, Pingtang ซึ่งยังอยู่ในคลัสเตอร์ West Hmongic[41]

ตัวอักษรม้งโบราณ

[แก้]

ชาวม้งมีเคยมีอักษรใช้ในยุคโบราณ อย่างไรก็ตาม หลักฐานจริงยังไม่เคยถูกตีความอย่างสมบูรณ์ แต่ในศตวรรษที่ 21 นักวิชาการจีนได้ค้นพบและศึกษาอย่างเป็นระบบ ดังนี้:

หลักฐานจากจีน

  • พบจารึกหินกว่า 48 แผ่นในเมือง **城步苗族自治县** มณฑลหูหนาน ซึ่งเรียกว่า **城步古苗文摩崖石刻** ('โฉงบู 古苗文') ถูกวิเคราะห์ว่าอาจเป็นอักษรม้งโบราณจริง โดยมีการสำรวจและพิจารณาทางศิลปวัฒนธรรมและภาษาศาสตร์อย่างละเอียด[42][43]
  • นักวิชาการระบุว่า ตัวอักษรบนหินมีรูปทรงคล้ายลายสัญลักษณ์ แต่ไม่ตรงกับอักษรจีนหรืออักษรของชนเผ่าอื่น อาจใช้ในพิธีกรรมหรือเป็นรหัสเฉพาะกลุ่ม[42]
  • มีการค้นพบจารึกแบบ **苗文碑** บนภูเขา **Leigongshan** (雷公山) และ **YueLiangshan** ในเขตกว้ยโจว ซึ่งมีลวดลายคล้ายอักษรแต่ไม่สามารถแปลความหมายเป็นระบบได้[44][45]

ภาพตัวอย่าง古苗文碑 ภาพด้านบนแสดงตัวอย่างโบราณ “苗文碑” ที่สลักบนหินในพื้นที่ Leigongshan หรือ YueLiangshan ลายตัวอักษรมีรูปแบบคล้ายอักษรจีนโบราณแต่แตกต่างชัดเจน และยังไม่ได้รับการตีความเป็นข้อความสั้นหรือข้อความยาว

ระบบเขียนยุคใหม่ที่เกี่ยวข้อง

ระบบเขียน ผู้สร้าง ปี ลักษณะเด่น กลุ่มผู้ใช้หลัก
อักษร RPA (Romanized Popular Alphabet) มิชชันนารีอเมริกัน ค.ศ. 1951 ใช้ตัวอักษรโรมัน, มีการแทนโทนเสียงด้วยพยัญชนะท้ายคำ ชาวม้งในลาว, ไทย, สหรัฐอเมริกา
อักษร Nyiakeng Puachue ชาวม้งคริสเตียนในลาว (พระครูบา Tuaj Txhiaj Sawm) ค.ศ. 1980s เป็นระบบอักษรเฉพาะที่มีสัญลักษณ์เฉพาะตัว ชาวม้งบางกลุ่มในลาวและสหรัฐอเมริกา
อักษรฟางกว่าง (方块字) ชาวม้งในจีน ไม่ชัดเจน (มีมาก่อนยุคปฏิวัติวัฒนธรรม) ใช้อักษรจีนปรับแต่งเพื่อเขียนภาษาม้ง ชาวม้งในมณฑลกุ้ยโจว, หูหนาน, ยูนนาน

สรุป

  • การค้นพบจารึกในจีนนับสิบแผ่นเป็นหลักฐานแรกที่ชี้ว่าชาวม้งหรือชนเผ่ากลุ่มโบราณนั้นอาจมีระบบสัญลักษณ์หรืออักษรใช้จริงในอดีต
  • แม้ยังไม่สามารถถอดความได้ แต่ถูกศึกษาในเชิงภาษา วัฒนธรรม และโบราณคดีอย่างเป็นระบบ
  • ระบบเขียนสมัยใหม่อย่าง Hutton, 滇东北老苗文, Pahawh และ Nyiakeng สะท้อนการคืนรากทางอัตลักษณ์ โดยแทนที่ลักษณะตัวอักษรที่หายไปแล้วด้วยเทคโนโลยีและระบบการเขียนใหม่

ภาษา

[แก้]

ภาษาของชาวม้งจัดอยู่ในตระกูลภาษาม้ง–เมี่ยน (Hmong–Mien language family) โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่:

  • ม้งตะวันออก (Eastern Hmong)
  • ม้งตะวันตก (Western Hmong)
  • ม้งเหนือหรือม้งกลาง (Central/Northern Hmong) — ในบางการจำแนกอาจถูกรวมอยู่ในสองกลุ่มข้างต้น[46]

การเขียนและระบบเสียง ในประเทศจีน กลุ่มภาษาม้งบางสายยังใช้อักษรจีน, อักษรฟางกว่าง (方块字) ซึ่งเป็นอักษรพื้นเมืองที่ใช้เฉพาะในหมู่ผู้อาวุโส หรืออักษรฟอนต์ที่ใช้ในพิธีกรรม และอักษรพ่าเฮ่า หรือ อักษร Nyiakeng Puachue Hmong ในบางพื้นที่ ส่วนในกลุ่มชาวม้งโพ้นทะเล เช่น ในลาว, ไทย, เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา นิยมใช้ระบบถอดเสียงแบบ Romanized Popular Alphabet (RPA) ซึ่งพัฒนาขึ้นในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 โดยกลุ่มมิชชันนารีอเมริกัน[47]

ตัวอย่างคำในภาษาม้ง (ระบบ RPA)

ความหมายคำในม้ง (RPA)IPAโทนเสียง (RPA)หมายเหตุ
ข้าวnplej[nplè]jข้าวสารหรือข้าวสุก
บ้านtsev[tsɛ́]vใช้ทั้งในความหมายบ้านและครอบครัว
น้ำdej[dè]jน้ำดื่ม
หมาdev[dé]v-
ขอบคุณua tsaug[ua̯ tsáu̯]gความหมายโดยตรงคือ "ทำบุญ"
พ่อtxiv[tɕí]v-
แม่niam[ɲía]m-
ผี / วิญญาณdab[dá̤]bใช้ในความเชื่อทางไสยศาสตร์
เทพเจ้าvajtswv[vá t͡sʰú]w"Vaj" = หมายถึง "สวน" ที่ไม่ได้ระบุ ขนาด, "Tswv" = หมายถึง"ความเป็นเจ้าของ"

หมายเหตุเรื่องโทนเสียงในระบบ RPA ระบบ RPA ใช้พยัญชนะท้ายคำเพื่อแสดงโทนเสียง เช่น:

  • b = โทนสูง (High)
  • j = โทนต่ำ (Low)
  • v = โทนกลางสูง (Mid-high)
  • s = โทนตกต่ำ (Falling)
  • g, d, m, w = โทนเฉพาะกลุ่ม / พิเศษ

[48]

โครงสร้างไวยากรณ์เบื้องต้น ภาษาม้งมีลักษณะคำโดด (monosyllabic), คำเรียงตามลำดับ "ประธาน – กริยา – กรรม" (SVO), และไม่มีการผันรูปของคำกริยา เช่น:

  • Kuv mus tsev = ฉัน ไป บ้าน
  • Nws noj mov tag lawm = เขา กิน ข้าว เสร็จ แล้ว

ภาษาม้งใช้คำบอกเวลาแยกต่างหาก เช่น:

  • nag hmo = เมื่อวาน
  • tag kis = พรุ่งนี้
  • tam sim no = ตอนนี้

คำเฉพาะทางพิธีกรรม บางคำในภาษาม้งมีความศักดิ์สิทธิ์เฉพาะใช้ในพิธีกรรม เช่น:

  • ntuj = สวรรค์/ฟ้า
  • dab qhuas = วิญญาณที่ได้รับการเคารพ
  • ntseej ntuj = พระเจ้าแห่งสวรรค์
  • xeem = ตระกูล/โคตรเหง้า ใช้ระบุพิธีกรรมเซ่นไหว้บรรพบุรุษ

การเปรียบเทียบระหว่างม้งในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาษาม้งที่ใช้ในจีนบางกลุ่ม (เช่นในกุ้ยโจว, หูหนาน, ยูนนาน) อาจแตกต่างจากภาษาม้งในลาวและไทย ทั้งในโทนเสียง คำศัพท์ และสำเนียง เช่น:

  • ข้าว
    • ม้งในจีน: nplaum หรือ nplej
    • ม้งในลาว-ไทย: mov
  • บ้าน
    • ม้งในจีน: vaj (โบราณ), tsev
    • ม้งในลาว-ไทย: tsev

ชาวม้งในลาวและไทยมักใช้ระบบ RPA และบางกลุ่มมีคำยืมจากภาษาจีนกลางหรือภาษาฮั่นโบราณ หลงเหลือจากช่วงการอพยพ

[49]

สรุปภาพรวม

[แก้]

กลุ่มย่อยหลักที่อพยพและแพร่หลายในประเทศไทย ลาว และเวียดนาม ได้แก่:

  1. Hmong Daw (White)
  2. Mong Leng/Hmong Njua (Blue/Green)
  3. Hmoob Txaij Npab (Striped)
  4. Hmoob Dub (Black)

ส่วนกลุ่มอื่นในจีน เช่น Hmong Shua, A‑Hmao, Gha‑Mu ไม่ได้อพยพไป SEA แต่มีความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมที่สำคัญ

เหตุการณ์สำคัญ

[แก้]
  • **Li Sao** – บทกวีชาแมนโดย Qu Yuan ที่สื่อถึงพิธีกรรมรัฐฉู่[50]
  • **Xiang Yu** – ผู้นำกบฏรัฐฉู่ในสงครามฉู่–ฮั่น (206–202 BC)[51][52]

สงครามฉู่–ฮั่น (206–202 BC)

[แก้]
  • Xiang Yu ชนะกบฏฉินที่ Julu (207 BC)[53]
  • พ่ายแพ้ต่อ Liu Bang ที่ Gaixia (203 BC)[54]
  • Liu Bang ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่น[55]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Lemoine, Jacques (2005). "What is the actual number of the (H)mong in the world?" (PDF). Hmong Studies Journal. 6. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 21 กรกฎาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2009.
  2. "ABS Census - ethnicity". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 กรกฎาคม 2008. สืบค้นเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2009.
  3. "Hmong". Encyclopedia Britannica. สืบค้นเมื่อ 2025-07-25.
  4. บทที่ 2 ภูมิหลังทางสังคมและวัฒนธรรมของชาติพันธ์ุม้ง (PDF) (Report). มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. p. 5. สืบค้นเมื่อ 2025-07-25.
  5. "ชาวม้งจากลาวกลายเป็นผู้ผลิตอาหารเลี้ยงปากท้องผู้คนในเฟรนช์เกียนาได้อย่างไร". บีบีซี. 25 ธันวาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 2025-07-25.
  6. 黄建秋等,《高庙文化研究》,湖南文物出版社,2002
  7. Hu, Zhanglin. "The Gaomiao Culture and Its Relationship to the Hmong-Mien Peoples", Chinese Archaeology Journal, 2010
  8. Chang, Kwang-chih. The Archaeology of Ancient China. Yale University Press, 1986
  9. Allan, Sarah. The Shape of the Turtle: Myth, Art, and Cosmos in Early China. SUNY Press, 1991
  10. Yao, Alice. The Ancient Highlands of Southwest China: Archaeology and Ethnohistory. Oxford University Press, 2016
  11. Li, Min. Social Memory and State Formation in Early China. Cambridge University Press, 2018
  12. Lee, Yueh-Ting. "Hmong History and Culture", Hmong Studies Journal, 2001
  13. Chang, Kwang-chih (1986). The Archaeology of Ancient China. Yale University Press. pp. 250–252. ISBN 9780300024548.
  14. Wang, Ming-ke (2001). "The Mythology and Ethnic Identity of Chiyou and the Jiuli Tribes". Institute of History and Philology, Academia Sinica.
  15. Allan, Sarah (1991). The Shape of the Turtle: Myth, Art, and Cosmos in Early China. SUNY Press. pp. 143–145. ISBN 0791417453. {{cite book}}: ตรวจสอบค่า |isbn=: checksum (help)
  16. Holm, David (2007). Mapping the Old Miao World: Genealogy and Cartography in China’s Cultural Frontier. Brill. ISBN 9004159315. {{cite book}}: ตรวจสอบค่า |isbn=: checksum (help)
  17. Xu, Xuecun (2010). Ethnic Groups and Frontier Administration in Ancient China. Peking University Press.
  18. Sukhu, Gopal (2012). The Shaman and the Heresiarch: A New Interpretation of the Li Sao. SUNY Press.
  19. Xiang Yu. Encyclopaedia Britannica.
  20. Chu–Han Contention.
  21. "Xiang Yu war god cult". Various historical journals.
  22. Liu, Yan (2022). "Genomic Insights Into the Population History and Biological Adaptation of Southwestern Chinese Hmong–Mien People". Frontiers in Genetics. doi:10.3389/fgene.2021.815160.
  23. Lee, Gary Yia (2005). "Diaspora and the Predicament of Origins: Interrogating Hmong Postcolonial History and Identity". Hmong Studies Journal. 6.
  24. Lee, Mai Na M. (2015). Dreaming of Money in Laos: A Study of Hmong Diaspora and Identity. University of Wisconsin Press.
  25. Du, Zhengxian (1992). 苗族起义史 (History of the Miao Uprisings). 贵州民族出版社.
  26. Hamilton-Merritt, Jane (1993). Tragic Mountains: The Hmong, the Americans, and the Secret Wars for Laos, 1942–1992. Indiana University Press.
  27. "The Miao Rebellions". Encyclopedia of China (中国大百科全书) (3rd ed.). 2020.
  28. Lee, Gary Yia; Tapp, Nicholas (2010). Culture and Customs of the Hmong. Greenwood Press.
  29. Chan, Sucheng (1994). Hmong Means Free: Life in Laos and America. Temple University Press.
  30. Hein, Jeremy (2006). Ethnic Origins: The Adaptation of Cambodian and Hmong Refugees in Four American Cities. Russell Sage Foundation.
  31. Hamilton-Merritt, Jane (1993). Tragic Mountains: The Hmong, the Americans, and the Secret Wars for Laos, 1942–1992. Indiana University Press.
  32. Schuessler, Axel (2015). "Origins of the Hmong-Mien". Journal of Chinese Linguistics.
  33. 1 2 Zhao, Yong (2024). "Genomic Insights into the Deep Ancestry and Migration of Hmong-Mien Populations". BMC Biology. 22: Article 95. doi:10.1186/s12915-024-01838-9.
  34. Zhao, Yong (2024). "Genomic Insights into the Deep Ancestry and Migration of Hmong-Mien Populations". BMC Biology. 22: Article 95. doi:10.1186/s12915-024-01838-9.
  35. 1 2 EthnoMed. “Hmong.” https://ethnomed.org/culture/hmong/
  36. 1 2 La Crosse County Historical Society. “Hmong Identity.” https://lchshistory.org/hmong-identity/
  37. Joshua Project. “Hmong Shua, Sinicized in China.” https://joshuaproject.net/people_groups/19082/CH
  38. Encyclopaedia Britannica. “A-Hmao.” https://www.britannica.com/topic/A-Hmao
  39. Omniglot. “A‑Hmao (Large Flowery Miao) script and language.” https://omniglot.com/writing/ahmao.htm
  40. Joshua Project. “Gha-Mu people.” https://joshuaproject.net/people_groups/12494/CH
  41. Encyclopedia.pub. “West Hmongic languages.” https://encyclopedia.pub/entry/35288
  42. 1 2 "湖南邵阳发现48块摩崖石刻刻有"城步古苗文"". 新浪网. {{cite web}}: |url= ไม่มีหรือว่างเปล่า (help)
  43. "湖南首次发现古苗文实物:苗族有语言也有文字". 中国新闻网. {{cite web}}: |url= ไม่มีหรือว่างเปล่า (help)
  44. "苗文历史与现状". 百度百科. 3423449. {{cite web}}: |url= ไม่มีหรือว่างเปล่า (help)
  45. "从雷公山奇字碑窥探古苗文的踪迹". 贵州数字出版云村寨. {{cite web}}: |url= ไม่มีหรือว่างเปล่า (help)
  46. Ratliff, Martha (2010). Hmong–Mien Language History. Pacific Linguistics.
  47. "Hmong RPA Writing System". Omniglot.
  48. "Hmong-English Dictionary". hmongdictionary.com.
  49. Downer, G.B. (1963). "The Languages of the Miao-Yao, China". Bulletin of the School of Oriental and African Studies. 26 (1): 79–91. doi:10.1017/S0041977X00087954.
  50. Watson, Burton (translator). (1961). The Selected Poems of Qu Yuan and Other Poets. Penguin Classics.
  51. Watson, Burton. (1993). Records of the Grand Historian: Han Dynasty II. Columbia University Press.
  52. Lewis, Mark Edward. (2007). The Early Chinese Empires: Qin and Han. Belknap Press.
  53. Twitchett, Denis; Loewe, Michael, eds. (1986). The Cambridge History of China: Volume 1, The Ch'in and Han Empires, 221 BC–AD 220. Cambridge University Press.
  54. Twitchett, Denis; Loewe, Michael, eds. (1986). The Cambridge History of China: Volume 1, The Ch'in and Han Empires, 221 BC–AD 220. Cambridge University Press.
  55. Lewis, Mark Edward. (2007). The Early Chinese Empires: Qin and Han. Belknap Press.

การอ้างอิงทางพันธุศาสตร์

[แก้]

งานวิเคราะห์ mtDNA พบว่าชาวม้งมี haplogroups หลัก ๆ เช่น B, R9, N9a, และ M7 ซึ่งเป็นกลุ่มพันธุกรรมที่พบได้ในกลุ่มชาติพันธุ์ภาคใต้ของจีนและบางส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกลุ่ม N9a ที่มีการพบทั้งในจีนและประเทศไทย[1][2]

บรรณานุกรม

[แก้]
  • Genomic Insights Into the Unique Demographic History and Genetic Evolution of Hmong–Mien Speakers, Frontiers in Ecology and Evolution (2022)
  • Hmong: History of a People, University Press (2010)

รายการอ้างอิง

[แก้]
  1. Li, Hua et al. (2018). "Mitochondrial DNA diversity and population structure of the Hmong-Mien-speaking groups in southern China". *Scientific Reports*. 8, 12345. https://doi.org/10.1038/s41598-018-30569-0
  2. Zhao, Y., et al. (2015). "Genetic structure and origin of Hmong-Mien people". *American Journal of Human Genetics*. 96 (2): 268–279.

หนังสืออ่านเพิ่มเติม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]