ประเทศอัฟกานิสถาน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เอมิเรตอิสลามอัฟกานิสถาน

د افغانستان اسلامي امارت (ปาทาน)
Də Afġānistān Islāmī Imārat
امارت اسلامی افغانستان  (ดารี)
Emārat-e Eslāmi-ye Afghānestān
คำขวัญลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ มุฮัมมะดุรเราะซูลุลลอฮ์
لا إله إلا الله محمد رسول الله (อาหรับ)
""ไม่มีพระเป็นเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์" (ชะฮาดะฮ์)
เพลงชาติدا د باتورانو کور
ดาเดอบาโตราโนโกร์
Afghanistan (orthographic projection).svg
เมืองหลวง
และ ใหญ่สุด
คาบูล
33°N 66°E / 33°N 66°E / 33; 66พิกัดภูมิศาสตร์: 33°N 66°E / 33°N 66°E / 33; 66[6]
ภาษาหลัก
กลุ่มชาติพันธุ์
(ค.ศ. 2019)[8][9][10] [11]
ศาสนา
เดมะนิมชาวอัฟกัน[a][14][15]
การปกครองรัฐเดี่ยวเดโอบันดีอิสลาม รัฐบาลรักษาการภายใต้ระบบอัตตาธิปไตย[b]
ฮิบะตุลลอฮ์ อะคูนซาดะฮ์
มุฮัมมัด ฮะซัน อะคูนด์ (รักษาการ)
อับดุล ฆานี บาราดาร์ (รักษาการ)
อับดุลซะลาม ฮะนะฟี (รักษาการ)
สถาปนา
ค.ศ. 1709–1738
ค.ศ. 1747–1842
ค.ศ. 1823–1926
19 สิงหาคม ค.ศ. 1919
9 มิถุนายน ค.ศ. 1926
17 กรกฎาคม ค.ศ. 1973
7 กันยายน ค.ศ. 1996
26 มกราคม ค.ศ. 2004
15 สิงหาคม ค.ศ. 2021
พื้นที่
• รวม
652,864[17] ตารางกิโลเมตร (252,072 ตารางไมล์) (อันดับที่ 40)
น้อย
ประชากร
• ค.ศ. 2020 ประมาณ
32,890,171[18] (อันดับที่ 43)
48.08 ต่อตารางกิโลเมตร (124.5 ต่อตารางไมล์) (อันดับที่ 174)
จีดีพี (อำนาจซื้อ)ค.ศ. 2018 (ประมาณ)
• รวม
72.911 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[19] (อันดับที่ 96)
2,024 ดอลลาร์สหรัฐ[19] (อันดับที่ 169)
จีดีพี (ราคาตลาด)ค.ศ. 2018 (ประมาณ)
• รวม
21.657 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[19] (อันดับที่ 111)
493 ดอลลาร์สหรัฐ[19] (อันดับที่ 177)
จีนี (ค.ศ. 2008)positive decrease 27.8[20]
ต่ำ · อันดับที่ 1
HDI (ค.ศ. 2019)เพิ่มขึ้น 0.511[21]
ต่ำ · อันดับที่ 169
สกุลเงินอัฟกานี (افغانی) (AFN)
เขตเวลาUTC+4:30
ปฏิทินสุริยคติ
(D†)
ขับรถด้านขวา
รหัสโทรศัพท์+93
โดเมนบนสุด.af
افغانستان.

อัฟกานิสถาน (อังกฤษ: Afghanistan; ปาทาน: افغانستان‎) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า เอมิเรตอิสลามอัฟกานิสถาน (อังกฤษ: Islamic Emirate of Afghanistan; ปาทาน: د افغانستان اسلامي امارت‎, Da Afġānistān Islāmī Amārat; ดารี: امارت اسلامی افغانستان‎, Imârat-i Islâmī-yi Afġânistân) เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในเอเชียใต้ มีอาณาเขตทางทิศตะวันตกติดกับประเทศอิหร่าน ทางทิศใต้และทิศตะวันออกติดกับปากีสถาน ทางทิศเหนือติดเติร์กเมนิสถาน อุซเบกิสถาน และทาจิกิสถาน ส่วนทางทิศตะวันออกสุดติดประเทศจีน มีอาณาเขต 652,000 ตารางกิโลเมตร มีกรุงคาบูลเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ มีประชากรประมาณ 39 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์ปาทาน ทาจิก ฮาซาราและอุซเบก

บริเวณนี้มีมนุษย์อยู่อาศัยมาอย่างน้อย 50,000 ปี[22] จนมีการตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งอยู่ถาวรในบริเวณเมื่อ 9,000 ปีมาแล้ว ก่อนค่อย ๆ พัฒนาไปเป็นอารยธรรมสินธุ อารยธรรมอ็อกซัสและอารยธรรมเฮลมันด์ในสหัสวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล[23] ชาวอินโด-อารยันย้ายเข้ามา ตามด้วยความเจริญของวัฒนธรรม Yaz I ยุคเหล็ก (ประมาณ 1500–1100 ปีก่อน ค.ศ.) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมที่มีกล่าวถึงใน Avesta คัมภีร์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์[24] บริวณนี้ได้ตกเป็นของเปอร์เซียในศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ. ไปจนถึงแม่น้ำสินธุ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาอำราจบุกครองดินแดนดังกล่าวในศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ. อาณาจักรกรีก-แบ็กเทรียเป็นปลายตะวันออกสุดของอารยธรรมกรีก ต่อมาดินแดนนี้ถูกพิชิตโดยอินเดียสมัยราชวงศ์เมารยะ ทำให้ศาสนาพุทธและฮินดูแพร่หลายในพื้นที่นี้หลายศตวรรษ พระเจ้ากนิษกะแห่งจักรวรรดิกุษาณะมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาพุทธนิกายมหายานเข้าสู่ประเทศจีนและเอเชียกลาง หลังจากนั้นมีราชวงศ์ที่นับถือพุทธปกครองดินแดนแถบนี้มาอีกหลายราชวงศ์

ศาสนาอิสลามเข้าสู่บริเวณนี้ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 7 แต่มีการเผยแผ่ศาสนาอย่างจริงจังระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึง 12 และมีการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์อยู่อีกหลายครั้ง ประวัติศาสตร์การเมืองของรัฐอัฟกานิสถานสมัยใหม่เริ่มต้นจากราชวงศ์ Hotak ซึ่งประกาศเอกราชในอัฟกานิสถานตอนใต้ใน ค.ศ. 1709 ต่อมามีการตั้งอาณาจักรดูรานีใน ค.ศ. 1747 ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 อัฟกานิสถานเป็นรัฐกันชนใน "เกมใหญ่" ระหว่างจักรวรรดิบริติชและรัสเซีย[25][26]

ในสงครามอังกฤษ-อัฟกันครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. 1839 ถึง 1842) กองทัพบริติชจากอินเดียเข้าควบคุมอัฟกานิสถานได้ แต่สุดท้ายเป็นฝ่ายแพ้ หลังสงครามอังกฤษ-อัฟกันครั้งที่สามใน ค.ศ. 1919 อัฟกานิสถานจึงปลอดจากอิทธิพลของต่างชาติ และได้เป็นราชาธิปไตยภายใต้พระเจ้าอมานุลเลาะห์ แต่ใน ค.ศ. 1973 มีการโค่นล้มระบอบกษัตริย์และเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ ใน ค.ศ. 1978 หลังมีรัฐประหารครั้งที่สอง อัฟกานิสถานกลายเป็นรัฐสังคมนิยม และถูกสหภาพโซเวียตรุกรานในสงครามโซเวียต–อัฟกานิสถานในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 ต่อกบฏมุญาฮิดีน หลังจากที่สหภาพโซเวียตถอนกำลังออกไป กลุ่มตอลิบานซึ่งเป็นพวกอิสลามมูลวิวัติก็ได้เข้ายึดครองประเทศใน ค.ศ. 1996 และปกครองประเทศด้วยระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ทำให้มีการลิดรอนสิทธิมนุษยชนและสิทธิสตรีในอัฟกานิสถานอย่างรุนแรง ต่อมากลุ่มตอลิบานถูกโค่นจากอำนาจหลังจากที่สหรัฐอเมริกาเข้ายึดครองครองใน ค.ศ. 2001 แต่ยังควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศได้ เนื่องจากรัฐบาลใหม่ของอัฟกานิสถานต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจจากสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมากมาก ทำให้มีการเรียกอัฟกานิสถานว่าเป็น"รัฐบริวารของสหรัฐฯ"[27] หลังจากที่สหรัฐอเมริกาถอนกำลังออกไป ก็มีการรุกครั้งใหญ่ของตอลิบานใน ค.ศ. 2021 ส่งผลให้ตอลีบานหวนคืนสู่อำนาจอีกครั้ง

อัฟกานิสถานมีระดับการก่อการร้าย ความยากจน จำกัดสิทธิสตรีโดย ตาลีบัน ภาวะทุพโภชนาการเด็กและการฉ้อราษฎร์บังหลวงสูง เศรษฐกิจมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 96 ของโลก โดยมีจีดีพีมูลค่า 72,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีจีดีพีต่อหัวต่ำมาก อยู่อันดับที่ 169 จาก 186 ประเทศใน ค.ศ. 2018

ภูมิศาสตร์[แก้]

อัฟกานิสถานตั้งอยู่ระหว่างละติจูด 33 องศาเหนือ และลองจิจูด 65 องศาตะวันออก มีพื้นที่ 647,500 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงในเขตเทือกเขาฮินดูกูซ จุดที่ต่ำสุดอยู่ที่แม่น้ำอมู สูง 258 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ประเทศอัฟกานิสถานไม่มีทางออกสู่ทะเล

คำว่า "แสตน" (Stan) หมายถึงที่ดินหรือดินแดน ดังนั้น ชื่อของประเทศอัฟกานิสถานจึงหมายหมายความว่า ดินแดนของชาวอัฟกาน นอกจากนี้ คำว่า "แสตน" ยังใช้ในชื่อของเคอร์ดิสถาน อุซเบกิสถาน และประเทศในแถบเอเชียกลางอื่นๆ อีกด้วย

ประวัติศาสตร์[แก้]

  • พ.ศ. 2423 (ค.ศ. 1880) อังกฤษได้สถาปนาอับดุรเราะฮฺมาน เป็นอะมีร หลังจากที่ได้มีการรบราฆ่าฟัน ระหว่างเผ่าต่าง ๆ ในอัฟกานิสถานมาเป็นเวลานาน
  • พ.ศ. 2444 (ค.ศ. 1901) อับดุรเราะฮฺมาน เสียชีวิต บุตรชายชื่อ ฮะบีบุลลอหฺ ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน
  • พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919) ฮะบีบุลลอหฺ ถูกสังหาร น้องชายชื่อ นัศรุลลอหฺ สถาปนาตนเองขึ้นเป็นอะมีร แต่ถูก อะมานุลลอหฺ บุตรชายของ ฮะบีบุลลอหฺ ขับไล่ แล้วขึ้นปกครองแทน
  • พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) ขบวนการพวกเคร่งศาสนา ก่อการปฏิวัติ อะมีร ฮะบีบุลลอฮฺ หลบหนีออกนอกประเทศ สงครามกลางเมืองเกิดขึ้น บาชา อี ซาเกา นายทหารของเผ่าตาจิก ได้นำพลทหารเข้ายึดกรุงคาบูล เป็นเวลาหลายเดือน ต่อมาญาติคนหนึ่งของ อะมีร ฮะบีบุลลอหฺ ปราบปรามจนถูกสังหาร แล้วญาติคนนั้นก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ มีนามว่า นาดีร ชาหฺ
  • พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) กษัตริย์ นาดีร ชาหฺ ถูกสังหาร บุตรชายชื่อ ซอหิร ชาหฺ ขึ้นเป็นกษัตริย์
  • พ.ศ. 2516 (ค.ศ. 1973) ดาวูด ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของกษัตริย์ ซอหิร ชาหฺ ก่อการปฏิวัติ กษัตริย์ ซอหิร ชาหฺ หนีไปลี้ภัยในอิตาลี ดาวูดสถาปนาตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี
  • พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) ดาวูด ถูกสังหาร หลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ นำโดย นูร มุฮัมมัด ฏอรอกี
  • พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) ฏอรอกี ถูกสังหาร และ ฮะฟีซุลลอหฺ อะมีน สถาปนาตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี
    • เดือนธันวาคม ฮะฟีซุลลอหฺ อะมีน ถูกสังหาร โดยกองทัพที่ถูกส่งเข้ามาจากสหภาพโซเวียต บาบรัก การ์มาล ขึ้นเป็นประธานาธิบดี
    • บาบรัก การ์มาล ถูกถอดออกจากตำแหน่ง และหนีไปสหภาพโซเวียต นะญีบุลลอหฺ ขึ้นเป็นประธานาธิบดี
  • พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) พวกมุจาหิดีนอิสลาม ประสบความสำเร็จในการปฏิวัติต่อต้านคอมมิวนิสต์ ก่อตั้งรัฐบาลชั่วคราว โดยมี ซิบฆอตุลลอหฺ มุจัดดิดี เป็นประธานาธิบดี ต่อมา บุรฮานุดดีน ร่อบบบานี ขึ้นเป็นประธานาธิบดี สงครามกลางเมืองเกิดขึ้น
  • พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) กลุ่มตอลิบานยึดกรุงคาบูลได้


อัฟกานิสถานเคยมีระบอบการปกครองแบบรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ จนกระทั่งปี 2516 พลโทซาดาร์ ข่าน (Sadar Khan) ได้ปฏิวัติยึดอำนาจ และเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐและสถาปนาตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี แต่ผู้นำอัฟกานิสถานในยุคต่อมาเริ่มมีท่าทีใกล้ชิดสหรัฐฯ ทำให้สหภาพโซเวียตไม่พอใจและส่งกองกำลังเข้ายึดครองอัฟกานิสถานในปี 2522 เพื่อสถาปนาระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมขึ้นแทน

ระหว่างการยึดครองของสหภาพโซเวียต ปี 2522 - 2532 ได้เกิดขบวนการต่อต้านระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมในนามกลุ่มมูจาฮีดีน ซึ่งได้โค่นล้มรัฐบาลที่เข้าข้างสหภาพโซเวียตได้สำเร็จในปี 2535 แต่กลับไม่สามารถร่วมกันปกครองประเทศได้ เพราะเกิดความแตกแยกและแย่งชิงอำนาจกัน ในที่สุดกลุ่มนักศึกษาหัวรุนแรงที่ได้รับการศึกษาจากปากีสถานได้รวมตัวกันจัดตั้งกองกำลังตอลิบานขึ้น และมีความเข้มแข็งจนสามารถยึดกรุงคาบูลได้ในปี 2539 ตั้งรัฐบาลตอลิบานขึ้นปกครองประเทศโดยครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดอยู่จนถึงปี 2544

หลังเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน ในปี 2544 สหรัฐฯ ได้ส่งกองกำลังเข้าโจมตีอัฟกานิสถานเพื่อโค่นล้มรัฐบาลตอลิบาน และมุ่งที่จะจับนายอุซามะห์ บิน ลาดิน (Osama Bin laden) ซึ่งสหรัฐฯ สามารถโค่นล้มรัฐบาลตอลิบานได้สำเร็จในปลายปี 2544 และสหรัฐฯ สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวในอัฟกานิสถาน และมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการเมืองการปกครองในอัฟกานิสถานมาโดยตลอด

กระทั่งเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2564 สหรัฐอเมริกาโดยการนำของรัฐบาลนายโจ ไบเดิน ได้ทำการถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถาน กลุ่มตอลิบานจึงใช้โอกาสในการเข้าบุกอัฟกานิสถานอีกครั้ง และสามารถเข้ายึดกรุงคาบูลได้สำเร็จ ในวันที่ 15 สิงหาคม 2564 [1]

การบริหาร[แก้]

ฝ่ายนิติบัญญัติ

มีรัฐสภา (National Assembly) ซึ่งประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่ 1) สภาผู้แทนราษฎร (House of People หรือ Wolesi Jirga) ประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน 249 คน ได้รับการเลือกตั้งโดยตรง ดำรงตำแหน่งวาระ 5 ปี และ 2) สภาอาวุโส (House of Elders หรือ Meshrano Jirga) มีสมาชิก 102 คน ซึ่งแบ่งการสรรหาออกเป็น 3 วิธี ในจำนวนที่เท่า ๆ กัน โดยสมาชิก 34 คนได้รับเลือกจากคณะบริหารระดับจังหวัด (Provincial Council) ดำรงตำแหน่งวาระ 4 ปี สมาชิกอีก 34 คน ได้รับเลือกจากคณะบริหารระดับท้องถิ่น (Local District Council) ดำรงตำแหน่งวาระ 3 ปี และสมาชิกอีก 34 คน ได้รับแต่งตั้งจากประธานาธิบดี ดำรงตำแหน่งวาระ 5 ปี

นอกจากนี้ อาจมีการประชุมใหญ่ของผู้แทนทุกภาคส่วนที่เรียกว่า Loya Jirga ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดจากทั้งสองสภา ร่วมกับคณะกรรมการบริหารระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่นทั้งหมด โดยที่ประชุมใหญ่นี้จะจัดขึ้นเฉพาะกรณีที่ต้องพิจารณาประเด็นระดับชาติเท่านั้น คือ ประเด็นที่เกี่ยวกับเอกราช อธิปไตยของชาติ และเกี่ยวกับดินแดน รวมถึงการฟ้องร้องประธานาธิบดี

ฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีรองประธานาธิบดี 2 คน ซึ่งทั้งหมดดำรงตำแหน่งโดยการรับเลือกตั้งจากประชาชน มีวาระ 5 ปี และประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย Hamid Karzai ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญให้อำนาจประธานาธิบดีแต่งตั้งรัฐมนตรีร่วมบริหารประเทศ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และรัฐมนตรีมีจำนวนทั้งสิ้น 25 คน

ตามรัฐธรรมนูญของอัฟกานิสถาน กำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นประมุขและผู้นำในการบริหารประเทศ มีการกระจายอำนาจการปกครองออกเป็นจังหวัด แบ่งออกเป็น 34 จังหวัด (Province) อย่างไรก็ตาม ในแง่การบริหารจัดการระบบการปกครองภายในประเทศยังไม่ดีนัก เนื่องจากเพิ่งฟื้นตัวจากสงคราม และอำนาจของรัฐบาลกลางยังครอบคลุมไม่ทั่วถึงพื้นที่ห่างไกล

กระทรวง[แก้]

ลำดับที่ ชื่อกระทรวงภาษาไทย ชื่อกระทรวงภาษาอังกฤษ
1 กระทรวงเกษตร ชลประทานและปศุสัตว์ Ministry of Agriculture, Irrigation and Livestock
2 กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม Ministry of Commerce and Industries
3 กระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ Ministry of Communications and Information Technology
4 กระทรวงปราบปรามยาเสพติด Ministry of Counter Narcotics
5 กระทรวงกลาโหม Ministry of Defense
6 กระทรวงเศรษฐกิจ Ministry of Economy
7 กระทรวงศึกษาธิการ Ministry of Education
8 กระทรวงพลังงานและน้ำ Ministry of Energy and Water
9 กระทรวงการคลัง Ministry of Finance
10 กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs
11 กระทรวงพรมแดน ประชาชาติและชนเผ่า Ministry of Frontiers, Nations and Tribal Affairs
12 กระทรวงฮัจญ์และการศาสนา Ministry of Hajj and Religious Affairs
13 กระทรวงการอุดมศึกษา Ministry of Higher Education
14 กระทรวงข้อมูลและวัฒนธรรม Ministry of Information and Culture
15 กระทรวงกิจการภายใน Ministry of Interior Affairs
16 กระทรวงยุติธรรม Ministry of Justice
17 กระทรวงแรงงาน ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการและกิจการสังคม Ministry of Labor, Martyrs, Disabled, & Social Affairs
18 กระทรวงเหมืองแร่และปิโตรเลียม Ministry of Mines & Petroleum
19 กระทรวงสาธารณสุข Ministry of Public Health
20 กระทรวงแรงงานสาธารณะ Ministry of Public Works
21 กระทรวงผู้ลี้ภัยและการส่งตัวกลับ Ministry of Refugees & Repatriation
22 กระทรวงการฟื้นฟูและพัฒนาชนบท Ministry of Rural Rehabilitation and Development
23 กระทรวงคมนาคมและการบินพลเรือน Ministry of Transport and Civil Aviation
24 กระทรวงการพัฒนาในเมืองและการเคหะ Ministry of Urban Development & Housing
25 กระทรวงกิจการสตรี Ministry of Women's Affairs
26 สำนักงานอัยการสูงสุด Attorney General's Office
ฝ่ายตุลาการ

ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้อัฟกานิสถานมีศาลฎีกา (Supreme Court) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Stera Mahkama มีผู้พิพากษาจำนวน 9 คน แต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและต้องให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ ดำรงตำแหน่งวาระ 10 ปี รองลงมามีศาลสูง (High Court) และศาลอุทธรณ์ (Appeals Court) ด้วย

การบริหารระดับจังหวัด[แก้]

แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดหน่วยงานระดับจังหวัดและท้องถิ่น คือ คณะบริหารระดับจังหวัด (Provincial Council) และคณะบริหารระดับท้องถิ่น (Local District Council) แล้ว แต่ดังที่กล่าวข้างต้นว่า ระบบการบริหารการปกครองของอัฟกานิสถานยังจัดการได้ไม่ดีนัก เนื่องจากเป็นระบบที่วางขึ้นใหม่ และอำนาจของรัฐบาลกลางยังอ่อนแอ ความเชื่อมโยงของการบริหารอำนาจระหว่างท้องถิ่นกับส่วนกลางจึงยังขาดความชัดเจน

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

ประเทศอัฟกานิสถานแบ่งออกเป็น 34 จังหวัด หรือเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า เวลายัต (welayat) ได้แก่

แผนที่ประเทศอัฟกานิสถานแสดงจังหวัด


เศรษฐกิจ[แก้]

ทุ่งฝิ่นในจังหวัดนิมรุซ

ประเทศอัฟกานิสถาน นอกจากถูกจัดให้เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในเอเชียแล้ว ยังครองอันดับ 1 ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกอีกด้วย[ต้องการอ้างอิง]

นักวิเคราะห์ชี้ว่า สาเหตุที่ประเทศอัฟกานิสถานมีฐานะยากจนมากที่สุดมีปัจจัยหลายสาเหตุด้วยกัน อาทิ ประชากร​ในอัฟกานิสถานว่างงานกว่า 35%, กว่า 36% มี​ความ​เป็นอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานของ​โลก, 2 ​ใน 3 ของประชากรมีชีวิตอยู่ด้วยราย​ได้ที่น้อยกว่าวันละ 2 ดอลล่าสหรัฐ, เป็นประ​เทศที่อยู่​ในภาวะสงคราม และราย​ได้หลักประมาณ 1 ​ใน 3 ของประ​เทศมาจาก​การลักลอบค้ายา​เสพติด ​เช่น กัญชา ฝิ่น ​เป็นต้น[ต้องการอ้างอิง]

เกษตรกรรม[แก้]

ส่วนใหญ่เป็นแบบยังชีพและเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน พืชสำคัญที่ปลูกคือข้าวสาลี ฝ้าย และมีชื่อเสียงในการผลิตฝิ่นเพื่อผลิตยาเสพติด

ทรัพยากรธรรมชาติ[แก้]

มีก๊าซธรรมชาติพบที่เมืองชีเบอร์กานใกล้พรมแดนประเทศเติร์กเมนิสถาน แหล่งผลิตก๊าซที่สำคัญของประเทศคือ ควาเจะห์ ราวัช และยาติม ตัก นอกจากนี้มีแหล่งน้ำมันที่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมาใช้ และแหล่งถ่านหินในจังหวัดบากลานและจังหวัดบาลัก แร่ธาตุที่สำคัญ พบแร่เหล็กที่หัจญีกัต ใกล้กรุงคาบูล แร่ทองแดงพบที่อายนัก แร่ยูเรเนียมพบที่ ควาเจะห์ ราวัช อัญมณีในจังหวัดบาดักชาน และแร่อื่น ๆ อีกมาก

การท่องเที่ยว[แก้]

โครงสร้างพื้นฐาน[แก้]

การคมนาคม และ โทรคมนาคม[แก้]

เส้นทางคมนาคม[แก้]

โทรคมนาคม[แก้]

การศึกษา[แก้]

สาธารณสุข[แก้]

ประชากรศาสตร์[แก้]

เชื้อชาติ[แก้]

เชื้อชาติ: ปุชตู 42% ทาจิก 27% ฮาซารา 9% อุซเบก 9% เติร์กเมน 3% บาลอช 2% อื่น ๆ เช่น ปาไช นูริสตานี บราหุ่ย และคิซิลเบช 4%

การอ่านออกเขียนได้: ตั้งแต่อายุ 15 ปี ร้อยละ 36 (เป็นชาย 51% หญิง 21%)

GDP : 800 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี (ปี 2548)


ศาสนา[แก้]

หญิงบางส่วนในอัฟกานิสถานใส่บูร์กา ซึ่งเพิ่งมีปฏิบัติในสมัยตอลิบาน

ในอดีตประเทศอัฟกานิสถานได้นับถือพระพุทธศาสนา พระเจ้าเมนันเดอร์ ที่ 1 หรือ พระเจ้ามิลินท์และพระนาคเสน ก็เป็นประจักษ์พยานของการมีอยู่ของพระพุทธศาสนาในอดีต และมีหลักฐาน เช่น พระพุทธรูปบามิยัน ที่เมืองบามิยันซึ่งมีอายุมากกว่า 2,000 ปี แต่ต่อมาในยุคหลังได้ถูกพวกตาลีบันทำลายทิ้งทั้งหมด

ชาวอัฟกานิสถานในปัจจุบันส่วนมากนับถือศาสนาอิสลาม(98%) สุหนี่(83.2%) ชีอะห์(14.9%) ศาสนาโซโรอัสเตอร์(1.4%) ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู(0.4%) ศาสนาพุทธ(0.3%) ศาสนาคริสต์(0.1%)

สำหรับบทความหลักในหมวดหมู่นี้ ดูที่ พุทธศาสนาในประเทศอัฟกานิสถาน

ภาษา[แก้]

อัฟกานิสถานเป็น ชนเชื้อสายอิหร่าน ที่พูดภาษากลุ่มอิหร่าน เช่น ภาษาปาทาน 35% ภาษาดารีเปอร์เซีย 56% ภาษากลุ่มเติร์ก (ส่วนใหญ่เป็นภาษาอุซเบก และภาษาเติร์กเมน) 11% และภาษาของชนเผ่าอีก 30 ภาษา รวมเป็น 4% ประชากรส่วนใหญ่พูดได้ 2 ภาษา

ดูรายชื่อภาษทั้งหมดได้ที่หมวดหมู่:ภาษาในประเทศอัฟกานิสถาน

วัฒนธรรม[แก้]

ดูบทความหลักที่: วัฒนธรรมอัฟกานิสถาน

เทศกาล[แก้]

แม้จะเป็นประเทศที่ยากจน แต่ชาวอัฟกันก็ยังคงเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญทางศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะเทศกาลรอมฏอน ซึ่งเป็นการสิ้นสุดของการถือศีลอดอันศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนจะไปเยี่ยมเพื่อนหรือครอบครัวและรับประทานอาหารฉลองร่วมกัน ศิลปะแกรเต้นรำ attan ยังคงเฟื่องฟูในอัฟกานิสถาน

อาหาร[แก้]

ดูบทความหลักที่: อาหารอัฟกานิสถาน

สือสารมวลชน[แก้]

กีฬา[แก้]

วันหยุด[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

  1. ชื่อเรียกอื่น ๆ ได้แก่ อัฟกานี[12] และ อัฟกานิสถานี[13]
  2. 2.0 2.1 ฮิบะตุลลอฮ์ อะคูนซาดะฮ์ ผู้บัญชาการสูงสุดของตอลิบาน ไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการใด ๆ ในรัฐบาลรักษาการ แต่โดยทั่วไปเชื่อว่ามีอำนาจสูงสุดและอาจดำรงตำแหน่งทางการในเร็ววัน[16]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://law.acku.edu.af/fa/download/file/fa/12686/77746
  2. "BBCNazer.com | زندگى و آموزش | حرف های مردم: سرود ملی". www.bbc.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2021-08-18.
  3. Amirzai, Shafiq l. "د ملي سرود تاریخ | روهي". Rohi.Af (ภาษาพัชโต). สืบค้นเมื่อ 2021-08-18.
  4. "ملا فقیر محمد درویش د جهادي ترنم منل شوی سرخیل". نن ټکی اسیا (ภาษาพัชโต). 2018-01-16. สืบค้นเมื่อ 2021-08-18.
  5. Tharoor, Ishaan (2013-06-19). "The Taliban's Qatar Office: Are Prospects for Peace Already Doomed?". Time (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0040-781X. สืบค้นเมื่อ 2021-08-19.
  6. [[[:แม่แบบ:Geonameslink]] Islamic Republic of Afghanistan] in [[[:แม่แบบ:Geonamesabout]] Geonames.org (cc-by)]
  7. "Country Profile: Afghanistan" (PDF). Library of Congress Country Studies on Afghanistan. August 2008. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม (PDF) เมื่อ 8 April 2014. สืบค้นเมื่อ 10 October 2010.
  8. timesofindia (23 Aug 2021). "Afghanistan's ethnic mosaic".
  9. World Population Review (19 Sep 2021). ""Afghanistan Population 2021"".
  10. statista.com (20 Aug 2021). "Distribution of Afghan population by ethnic group 2020".
  11. reliefweb.int (14 Aug 2011). "Afghan Ethnic Groups: A Brief Investigation".
  12. Dictionary.com. The American Heritage Dictionary of the English Language, Fourth Edition. Houghton Mifflin Company, 2004. Reference.com (Retrieved 13 November 2007).
  13. Dictionary.com. WordNet 3.0. Princeton University. Reference.com (Retrieved 13 November 2007). Archived 28 มีนาคม 2014 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  14. "Constitution of Afghanistan". 2004. เก็บ จากแหล่งเดิมเมื่อ 20 September 2016. สืบค้นเมื่อ 16 February 2013.
  15. Afghan | meaning in the Cambridge English Dictionary. the Cambridge English Dictionary. ISBN 9781107660151.
  16. Zucchino, David (2021-09-01). "Shifting to Governing, Taliban Will Name Supreme Afghan Leader". The New York Times (ภาษาอังกฤษ). ISSN 0362-4331. สืบค้นเมื่อ 2021-09-14.
  17. Central Statistics Office Afghanistan
  18. Central Statistics Office Afghanistan, 2020.
  19. 19.0 19.1 19.2 19.3 "Afghanistan". International Monetary Fund. สืบค้นเมื่อ 14 November 2018.
  20. "Gini Index". World Bank. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 11 May 2014. สืบค้นเมื่อ 2 March 2011.
  21. Human Development Report 2020 The Next Frontier: Human Development and the Anthropocene (PDF). United Nations Development Programme. 15 December 2020. pp. 343–346. ISBN 978-92-1-126442-5. สืบค้นเมื่อ 16 December 2020.
  22. Afghanistan – John Ford Shroder, University of Nebraska. Encarta. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่อ 17 July 2004. สืบค้นเมื่อ 19 May 2012.
  23. Dyson, Tim (2018), A Population History of India: From the First Modern People to the Present Day, Oxford University Press, pp. 4–5, ISBN 978-0-19-882905-8; Fisher, Michael H. (2018), An Environmental History of India: From Earliest Times to the Twenty-First Century, Cambridge University Press, p. 33, ISBN 978-1-107-11162-2
  24. Mallory, J.P.; Adams, Douglas Q. (1997). Encyclopedia of Indo-European Culture (illustrated ed.). Taylor & Francis. p. 310. ISBN 1884964982.
  25. Tomsen, Peter (2014), The Wars of Afghanistan, pp. 41–2, ISBN 978-1610392624
  26. Rashid, Ahmed (2000), Taliban, p. 187, ISBN 1-86064-417-1
  27. Ladwig, Walter C. (2017). The Forgotten Front: Patron-Client Relationships in Counter Insurgency. Cambridge University Press. p. 302. ISBN 9781107170773. สืบค้นเมื่อ 2018-05-15. As with their Cold War counterparts, it was erroneous for American policymakers to believe that the governments of contemporary client states, such as Iraq, Afghanistan, and Pakistan, necessarily shared their desire to defeat radical Islamic insurgents by adhering to the prescriptions of U.S. counterinsurgency doctrine.
  28. "Afghan Population Estimates 1398" (PDF). Central Statistics Organization. 2019. สืบค้นเมื่อ 4 July 2019.

บรรณานุกรม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]