ชีอะฮ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ศาสนาอิสลาม
อักษรอารบิกเขียนว่า อัลลอฮ์
ประวัติศาสนาอิสลาม
พระเป็นเจ้า
อัลลอฮ์
ศาสดา
มุฮัมมัด
การปฏิบัติ
ปฎิญานตน · ละหมาด· ศีลอด · ซะกาต · ฮัจญ์
บุคคลสำคัญ
มุฮัมมัด · อีซา · มูซา · อิบรอฮีม · นูฮ์
คัมภีร์
อัลกุรอาน · เตารอต · อินญีล · ซะบูร
ธรรมนูญและกฎหมาย
อัลกุรอาน · ซุนนะฮ์ · ชะรีอะฮ์ · ฟิกฮ์
จุดแยกอะกีดะฮ์
ซุนนี · ชีอะฮ์
สังคมศาสนาอิสลาม
เมือง · ปฏิทิน ·มัสยิด· สถาปัตยกรรม · ศิลปะ · บุคคล
ดูเพิ่มเติม
ญิฮาด · ศัพท์ · หมวดหมู่ศาสนาอิสลาม

ชีอะฮ์ คำว่า อัช-ชีอะฮฺ (اَلشِّيْعَةُ) ตามหลักภาษาหมายถึงบรรดาผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือและปฏิบัติตามบุคคลนั้นๆ และทุกๆ กลุ่มคนที่รวมกันบนเรื่องราวของพวกเขาเรียกว่า “ชีอะฮฺ” (ตะฮฺซีบฺ อัล-ลุเฆาะฮฺ ; อัล-อัซฮะรียฺ 3/61) เช่น ชีอะฮฺของอิหม่ามอะลี (ร.ฎ.) ก็หมายถึงบรรดาผู้ที่เห็นชอบและเข้าร่วมเป็นฝ่ายของอิมามอะลี (ร.ฎ.) และให้การสนับสนุนต่อท่าน

ชีอะฮฺของท่านมุอาวียะฮฺ อิบนุ อบีสุฟยาน (ร.ฎ.) ก็หมายถึงบรรดาผู้ที่เห็นชอบและเข้าร่วมเป็นฝ่ายของท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) และให้การสนับสนุนต่อท่าน เป็นต้น ดังปรากฏคำว่า “ชีอะฮฺ” ในข้อตกลงอัต-ตะหฺกีมระหว่างท่านอะลียฺ (ร.ฎ.) และท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ว่า : “นี่คือสิ่งที่อะลี  อิบนุ อบีฏอลิบและมุอาวียะฮฺ อิบนุ อบีสุฟยานตลอดจนชีอะฮฺของทั้งสองได้ร่วมกันตัดสินใจชำระความ...” (อัด-ดัยนูรียฺ ; อัล-อัคบาร อัฏ-ฏิวาล หน้า 194 , ตารีค อัฏ-ฎาะบะรียฺ 5/53)

คำว่า ชีอะฮฺ ที่ปรากฏในข้อตกลงอัต-ตะหฺกีมจึงหมายถึง พรรคพวก ผู้ให้การสนับสนุนและฝ่ายที่ร่วมด้วย ซึ่งจะเห็นว่า ฝ่ายของท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็เรียกว่า ชีอะฮฺ ฝ่ายของท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ก็เรียกว่าชีอะฮฺ ไม่ได้เจาะจงว่าเฉพาะผู้ที่ให้การสนับสนุนอะลี (ร.ฎ.) เพียงแต่ฝ่ายเดียวที่ถูกเรียกว่า ชีอะฮฺ เพราะคำว่าชีอะฮฺ  ตามหลักภาษาก็คือ พรรคพวกที่เข้าร่วมสนับสนุนและเห็นชอบกับบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดนั่นเอง

ส่วนความหมายของคำว่า ชีอะฮฺ ตามคำนิยามในเชิงวิชาการ (อิศฏิลาหิยฺ) นั้นโดยรวมหมายถึงกลุ่มชนที่มีความเชื่อและปฏิบัติตนตามแนวทางของลัทธิชีอะฮฺ ซึ่งเราจะนำคำนิยามของนักวิชาการฝ่ายชีอะฮฺมาอธิบายความหมายของคำว่า อัช-ชีอะฮฺ (الشيعة) เองดังนี้

1.สะอฺด์ อิบนุ อับดิลลาฮฺ อัล-กุมมียฺ เจ้าของตำรา อัฎ-ฎิยาอฺ ฟิลฺ อิมามะฮฺ และ มะกอลาตฺ อัล-อิมามียะฮฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 301 / ฮ.ศ. 299) ให้คำนิยามว่า : อัช-ชีอะฮฺ คือกลุ่มชนของ  อะลี อิบนุ อบีฏอลิบ อันถูกเรียกขานว่า “ชีอะฮฺของอะลี” ในสมัยของท่านนบี (ศ็อลลัลลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) และสมัยต่อมา อันเป็นที่รู้จักกันดีถึงการมุ่งหมายของพวกเขาไปยังท่านอะลีแต่ผู้เดียว และกล่าวถึงการเป็นอิมามของท่าน” (อัล-มะกอลาต วัล-ฟิร็อก , อัล-กุมมียฺ (เตหะราน ค.ศ. 1963) สำนักพิมพ์ หัยดะรียฺ หน้า 15)    ชัยคฺ อัน-นูบัคตียฺ ก็มีความเห็นสอดคล้องกับอัล-กุมมียฺในคำนิยามข้างต้น (ฟิรอก อัช-ชีอะฮฺ ; อัน-นูบัคตียฺ ; สำนักพิมพ์ อัล-อัฎวาอฺ เบรุต (ฮ.ศ. 1404) หน้า 2 , 17)

โปรดสังเกตว่า  อัล-กุมมียฺ ระบุว่าชีอะฮฺของท่านอาลี (ร.ฎ.) มีมานับแต่สมัยของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยระบุไว้ในอัล-มะกอลาต วัล-ฟิร็อก หน้า 15 นั้นว่า ส่วนหนึ่งจากบรรดาเศาะหะบะฮฺที่เป็นชีอะฮฺของท่านอะลี (ร.ฎ.) รุ่นแรกคือ อัล-มิกดาด , สัลมาน อัล-ฟาริสียฺ , อบูซัรริน และอัมมารฺ อิบนุ ยาสิร (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม) เป็นต้น

ซึ่ง อิบนุ อัล- มุรตะฎอ ซึ่งเป็นชีอะฮฺ ซัยดียะฮฺหักล้างว่า การกล่าวอ้างว่ากลุ่มเศาะหาบะฮฺที่ออกชื่อไว้เป็นชีอะฮฺรุ่นแรกของพวกเขานั้นทำให้คำกล่าวอ้างนั้นเป็นเรื่องโกหกไปเพราะเศาะหะบะฮฺเหล่านั้นไม่เคยแสดงการตัดความเกี่ยวข้อง (บะรออะฮฺ) และด่าทอต่อท่านอบูบักร และท่านอุมัร (ร.ฎ.) มิหนำซ้ำท่านอัมมาร (ร.ฎ.) ก็ปกครองเมืองกูฟะฮฺ และท่านสัลมาน อัล-ฟาริสียฺ (ร.ฎ.) ก็ปกครองเมือง อัล-มะดาอิน โดยได้รับการแต่งตั้งจากท่านอุมัร (ร.ฎ.) (ดู อัล-มะนียะฮฺ วัล-อะมัล หน้า 124, 125 )

และข้อเท็จจริงก็คือในสมัยที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) มีชีวิตอยู่นั้นบรรดาเศาะหาบะฮฺเป็นกลุ่มชนเดียวกันไม่ได้แตกออกเป็นพรรคเป็นพวกและไม่ปรากฏว่าเบื้องหน้าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) มีชีอะฮฺหรือสุนนะฮฺหรือกลุ่มชีอะฮฺ-สุนนียฺแต่อย่างใด มีแต่บรรดาผู้ศรัทธาตามแนวทางของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) และศาสนาของท่าน คือ อัล-อิสลามเท่านั้นท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) มิได้ถูกส่งมาเพื่อเรียกร้องสู่แนวทางของชีอะฮฺหรือทำสงครามกับพวกปฏิเสธเพื่อให้พวกนั้นยอมรับในการเป็นอิมามของท่านอะลี (ร.ฎ.) แต่อย่างใดเลย และในสมัยของคอลีฟะฮฺอบูบักร (ร.ฎ.) และอุมัร (ร.ฎ.) ก็ไม่ปรากฏว่ามีกลุ่มของเศาะหาบะฮฺที่เป็นชีอะฮฺของท่านอะลี (ร.ฎ.) และกล่าวถึงการเป็นอิมามของท่านอะลี (ร.ฎ.)

ซึ่งนักวิชาการคนสำคัญของชีอะฮฺเองก็ยอมรับในข้อเท็จจริงนี้ เช่น มูฮัมมัด หุสัยนฺ อาลฺกาชิฟ อัล-ฆิฎอ กล่าวว่า : ไม่ปรากฏว่าสำหรับชีอะฮฺและการตะชัยยุอฺ (การเป็นชีอะฮฺ) ในช่วงเวลานั้น (ในสมัยคอลีฟะฮฺอบูบักร (ร.ฎ.) และอุมัร (ร.ฎ.) มีประเด็นให้ปรากฏขึ้น เพราะศาสนาอิสลามได้ดำเนินไปบนบรรดาวิถีทางอันเที่ยงตรง...” (อัศลุตตะชัยยุอฺ หน้า 48)

และมุฮัมมัด หุสัยน์ อัล-อามิลียฺ ก็กล่าวว่า : แท้จริงคำว่า อัช-ชีอะฮฺได้ถูกเลิกร้างไปภายหลังการเป็นคอลีฟะฮฺอย่างสมบูรณ์สำหรับอบูบักร และบรรดามุสลิมก็กลายเป็นกลุ่มเดียวกันจวบจนช่วงปลายในสมัยของคอลีฟะฮฺที่สาม...” (อัช-ชีอะฮฺ ฟี อัต-ตารีค หน้า 39-40)  

ซึ่งในการที่คำว่า อัช-ชีอะฮฺ ถูกเลิกร้างไปนั้น จริงๆแล้วก็คือ มันไม่เคยปรากฏมีมาก่อนนั่นเอง เพราะมันจะถูกเลิกร้างไปได้อย่างไรหรือไม่ปรากฏขึ้นได้อย่างไรในเมื่อรัฐบาลของคอลีฟะฮฺที่มีมาก่อนท่านอะลี (ร.ฎ.) ต่อจากท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยตรงในความเชื่อของพวกชีอะฮฺเองเป็นรัฐบาลของผู้ปฏิเสธ และเป็นไปได้อย่างไรที่มุสลิมเคยแบ่งเป็นกลุ่มและพรรคพวกในสมัยท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) แล้วกลายมาเป็นกลุ่มชนที่มีเอกภาพ และเป็นหนึ่งเดียวในสมัยคอลีฟะฮฺทั้งสามนั้น อย่างที่ อัล-อามิลียฺ ได้กล่าวไว้

*ชัยคฺ อัล-มุฟีด (เสียชีวิต ฮ.ศ. 413)  ให้คำนิยามว่า : คำว่า อัช-ชีอะฮฺถูกเรียกถึงบรรดาผู้ปฏิบัติตามอะมีรุลมุอฺมินีน เศาะละวาตุลลอฮฺอะลัยฮิบนแนวทางของการเป็นมิตร (อัล-วะลาอฺ) และความเชื่อต่อการเป็นอิมามของท่านภายหลังท่าน รสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยไม่มีการคั่น และการปฏิเสธการเป็นอิมามจากบุคคลที่มาก่อนท่านในตำแหน่งคอลีฟะฮฺ และกำหนดว่าท่านอมีรุลมุอฺมินีนเป็นผู้ถูกปฏิบัติตามสำหรับพวกเขาในความเชื่อมิใช่ผู้ปฏิบัติตามคนหนึ่งคนใดจากพวกเขาในเชิงของการถือตาม” (อะวาอิลุล มะกอลาต ; ชัยคฺ อัล-มุฟีด ; สำนักพิมพ์อัด-ดาวิรียฺ กุม-อิหร่าน หน้า 39)

ชัยคฺ มุฟีด ได้อธิบายไว้ในตำราอัล-อิรฺชาด หน้า 12 ว่า : การเป็น อิมามของอมีรุลมุอฺมินีนภายหลังท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) นั้นคือเวลา 30 ปี โดย 24 ปี กับอีก 6 เดือน จากช่วงเวลานั้นท่านถูกห้ามจากการดำเนินการในบรรดาหลักของการเป็นผู้นำโดยใช้การอำพราง (ตะกียะฮฺ) และอีก 5 ปี กับอีก 6 เดือน ท่านได้รับการทดสอบด้วยการญิฮาดกับพวกมุนาฟิกจากบรรดาผู้ผิดคำสัญญา ผู้ละเมิด และบรรดาผู้ออกนอกศาสนา ตลอดจนเป็นผู้ที่ถูกกดขี่ด้วยการสร้างความวุ่นวายของบรรดาผู้หลงผิด..”

ซึ่งจะสังเกตได้จากคำนิยามของชัยคฺ มุฟีด นี้ว่า บรรดาเศาะหาบะฮฺและเหล่าคอลีฟะฮฺทั้งสามท่านตลอดจนบรรดามุสลิมในเวลานั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กลับกลอก หน้าไหว้หลังหลอก ไม่ยอมรับการเป็นอิมามของท่าน   อะลี (ร.ฎ.) และกดดันท่านไม่ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอิมามได้ตลอดช่วงการปกครองของคอลีฟะฮฺทั้งสาม โดยท่านอะลี (ร.ฎ.) ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางบุคคลเหล่านั้นด้วยการอำพรางตน

ซึ่งแน่นอนความเชื่อและการอธิบายของกลุ่มชีอะฮฺในทำนองนี้เป็นการกระจาบจ้วงต่อท่านอะลี (ร.ฎ.) เองว่าไม่ยืนยันในสิทธิแห่งความเป็นอิมามที่ได้รับการแต่งตั้งจากท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยตรง และเป็นการดูแคลนความกล้าหาญของท่านอะลี (ร.ฎ.) ที่ใช้ชีวิตในท่ามกลางบุคคลเหล่านั้นด้วยการอำพราง และที่สำคัญยังเป็นการโจมตีต่อศาสนาอิสลามและภาระกิจของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ในการประกาศศาสนาและนำผู้คนออกจากความหลงผิดสู่สัจธรรมอีกด้วย

*ชัยคฺ อัฏฏูสียฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 460) ได้ให้คำนิยามอัช-ชีอะฮฺโดยผูกพันลักษณะการเป็นชีอะฮฺ (ตะชัยยุอฺ) กับความเชื่อต่อสถานะของท่านอะลี (ร.ฎ.) ว่าเป็นอิมามสำหรับชาวมุสลิมด้วยการวะศียะฮฺ (สั่งเสีย) ของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) และด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) (ตัลคีศุชชาฟียฺ 2/56)

และชัยคฺ มุฮัมมัด เญาวฺว๊าด มุฆนียะฮิ ระบุว่า คำว่าชีอะฮฺ เป็นนามชื่อเรียกบุคคลผู้ศรัทธาว่าแท้จริงท่านอะลี (ร.ฎ.) นั้นคือคอลีฟะฮฺด้วยการกำหนดเป็นตัวบทของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) (อัช-ชีอะฮฺ ฟิล มีซาน หน้า 15) นอกจากนี้ยังคงมีนิยามอื่นๆ ที่นักวิชาการฝ่ายชีอะฮฺได้ระบุเอาไว้ สรุปก็คือ ชีอะฮฺคือกลุ่มชนที่มีหลักความเชื่อแตกต่างจากกลุ่มของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ

โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงชีอะฮฺส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็จะหมายถึง กลุ่มชีอะฮฺ อิมามียะฮฺ อิษนาอะชะรียะฮฺ (ชีอะฮฺอิมามสิบสอง) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่หลักความเชื่อของพวกตนในบ้านเรา เฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านของอายาตุลลอฮฺ โคมัยนียฺ และการประกาศตั้งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านในปี ค.ศ. 1979 เป็นต้นมา

เดิมทีเดียวชีอะฮฺกลุ่มนี้มีมาในบ้านเรานับแต่สมัยอยุธยา เป็นกลุ่มพ่อค้าชาวเปอร์เซียและขุนนางในราชสำนักแต่ชีอะฮฺกลุ่มนี้ก็ยังอยู่ร่วมกับชาวสุนนีย์มาอย่างปกติและไม่มีปัญหากระทบกระทั่งกันระหว่างพวกเขาและชาวสุนนียฺ แม้กระทั่งสุสานยังเคยใช้ฝังร่วมกัน (เช่นที่มัสยิดต้นสน คลองบางกอกใหญ่ ฝั่งธนบุรี) มีการแต่งงานระหว่างกันและอยู่ร่วมกันด้วยสายสัมพันธ์อันดี

แต่เมื่อมีการปฏิวัติอิสลามเกิดขึ้นในอิหร่านเป็นต้นมา การเคลื่อนไหวของกลุ่มชีอะฮฺและท่าทีของพวกเขาก็เปลี่ยนไป ในการเผยแพร่ลัทธิชีอะฮฺในหมู่พี่น้องชาวสุนนียฺ การกระทบกระทั่งและการขัดแย้งทางความเชื่อจึงเกิดขึ้นตามมา ในปัจจุบันพวกชีอะฮฺมีการจัดตั้งองค์กรและสร้างบุคคลากรเพื่อการเผยแพร่ลัทธิชีอะฮฺในทุกระดับตั้งแต่ในหมู่ปัญญาชน นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว นักศึกษาในมหาวิทยาลัย ตลอดจนชาวบ้านทั่วไปซึ่งแต่เดิมก็คือชาวสุนนียฺนั่นเอง

สำหรับหลักความเชื่อที่สำคัญที่สุดของกลุ่มชีอะฮฺ อิมามียะฮฺนั้น ได้แก่ เรื่องอิมามะฮฺหรือวิลายะฮฺของท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) ภายหลังท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยตรง อาจกล่าวได้ว่า หลักความเชื่อของกลุ่มชีอะฮฺ อิมามียะฮฺมีเรื่องสถานภาพของท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นแกนหลัก เพราะไม่ว่าจะเป็นการเชื่อว่ามีตัวบทในอัล-กุรอาน และหะดีษกำหนดถึงการเป็นวะศียฺ (ผู้รับสืบทอด)

การเป็นอิมามมะอฺศูม (ผู้บริสุทธิ์จากมลทิน) ของท่านอะลี (ร.ฎ.) และอิมามอีก 11 ท่าน การแสดงความเป็นมิตร (อัล-วะลาอฺ) และการแสดงความไม่เกี่ยวข้อง (อัล-บะรออฺ) การอำพรางตน (อัต-ตะกียฺ) สถานภาพของเหล่าเศาะหาบะฮฺภายหลังจากท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) การเชื่อในอิมามมะฮฺดียฺที่หายตัวไป

ทั้งหมดเป็นผลมาจากการอธิบายและการมีความเชื่อในสถานภาพของท่านอะลี (ร.ฎ.) ทั้งสิ้น แต่โดยหลักความเชื่อพื้นฐานของชีอะฮฺ อิมามียะฮฺก็จะมี 5 ประการ คือ 1) อัต-เตาหีด  2) อัน-นุบูวะฮฺ  3) อัล-มะอาด 4)  อัดลุลลอฮฺ และการเป็นอิมามของอิมามสิบสองท่าน (ดิรอสาต ฟี – อะกออิด อัช-ชีอะฮฺ อัล-อิมามียะฮฺ  อัส-สัยยิด มุฮัมมัด อะลี อัล-หะสะนียฺ หน้า 68) ส่วนที่ถามว่า ชีอะฮฺกับวะฮฺฮาบียฺใครแรงกว่ากัน ก็คงตอบได้เพียงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนซึ่งมีความหลากหลาย ชีอะฮฺบางคนก็ใช้ปัญญามากกว่าความรุนแรง วะฮฺฮาบียฺที่ใช้ปัญญาและเหตุผลมากกว่าการใช้ความรุนแรงก็มี พวกหลังนี้เข้าทำนองขิงก็รา ข่าก็แรงอะไรประมาณนั้น จึงต้องว่าเป็นคนๆ ไปครับ (บ้างสะกด ชีอะห์) เป็นนิกายหนึ่งในอิสลาม ซึ่งนับถือพระเจ้าพระองค์เดียว และท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลฯ)เป็นนบีคนสุดท้าย หากแต่มีความแตกต่างกับซุนนีย์ในเรื่องของผู้นำศาสนาต่อจากท่านนบีมุฮัมมัด ว่ามาจากการแต่งตั้งของอัลลอฮ์และท่านนบีมุฮัมมัดเท่านั้น หากผู้ใดได้ศึกษาประวัติของวันอีดฆอดีรคุมแล้ว จะพบว่าวันนั้นเป็นวันที่อัลลอฮฺทรงแต่งตั้งอะลีให้เป็นอิมามหรือผู้นำศาสนาคนต่อไปโดยผ่านท่านนบี(ศ็อลฯ) นั้นคืออิมามสิบสองคน อันได้แก่อิมามอะลีย์และบุตรหลานของอิมามอะลีกับท่านหญิงฟาติมะห์(บุตรีของท่านนบี(ศ็อลฯ)อีก 11 คน

ประวัติและการศรัทธาของชีอะฮ์[แก้]

ประวัติความเป็นมา

“อิหม่าม  12”  มี  2  นัยคือ

1.เป็นชื่อของกลุ่มชีอะฮฺ  อิมามียะฮฺ  ที่มีความเชื่อว่าบรรดาผู้สืบทอด  (เอาศิยาอฺ)  ภายหลังท่านนบี  (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  นั้นคือ  อิหม่าม  12  ท่าน  ซึ่งมักเรียกชื่อกลุ่มเต็ม ๆ ว่า  “ชีอะฮฺ  อิมามียะฮฺ  อิซนา  อะชะรียะฮฺ”  และบางทีก็เรียกว่า  “ญะอฺฟะรียะฮฺ”  ในปัจจุบันเวลากล่าวถึงญุมฮู๊รของพวกชีอะฮฺก็จะหมายถึงชีอะฮฺอิหม่าม  12  นี่เอง

2.อิหม่ามจำนวน  12  ท่าน  ที่กลุ่มชีอะฮฺอิมามียะฮฺมีความเชื่อว่าบุคคลทั้ง  12  ท่านนั้นเป็นผู้ที่มีตัวบทระบุออกชื่อเอาไว้ว่าเป็นผู้สืบทอดต่อจากท่านนบี  (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  อันได้แก่

1. อบุลหะซัน  อะลี  อิบนุ  อบีฏอลิบ  (อัล-มุรตะฎอ)  หรืออิหม่ามอะลี  (ร.ฎ.)  นั่นเอง

2. อบูมุฮำมัด  อัล-หะซัน  อิบนุ  อะลี  (ร.ฎ.)  ผู้มีฉายานามว่า  อัซ-ซะกีย์

3. อบูอับดิลลาฮฺ  อัล-หุซัยน์  อิบนุ  อะลี  (ร.ฎ.)  ซัยยิด-อัชชุฮะดาอฺ  หรืออิหม่ามฮุซัยน์  (ร.ฎ.)  ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า  “แขกเจ้าเซ็น”

4. อบูมุฮำมัด  อะลี  อิบนุ  อัล-หุซัยน์  (ร.ฎ.)  ผู้มีฉายานามว่า  ซัยนุล-อาบิดีน

5. อบูญะอฺฟัรฺ  มุฮำมัด  อิบนุ  อะลี  ซัยนุลอาบิดีน  (ร.ฎ.)  มีฉายานามว่า  อัลบากิรฺ

6. อบูอับดิลลาฮฺ  ญะอฺฟัร  อิบนุ  มุฮำมัด  (ร.ฎ.)  รู้จักกันในนามอิหม่ามญะอฺฟัร  อัศ-ศอดิก

7. อบูอิบรอฮีม  มูซา  อิบนุญะอฺฟัร  (ร.ฎ.)  เรียกกันว่า  อิหม่ามมูซา  อัล-กาซิมฺ

8. อบุล-หะซัน  อะลี  อิบนุ  มูซา  (ร.ฎ.)  มีฉายานามว่า  อะลี  อัร-ริฎอ

9. อบูญะอฺฟัร  มุฮำมัด  อิบนุ  อะลี  (ร.ฎ.)  มีฉายานามว่า  อัล-เญาว๊าดฺ

10.อบุล-หะซัน  อะลี  อิบนุ  มุฮำมัด  (ร.ฎ.)  มีฉายานามว่า  อัล-ฮาดีย์

11.อบูมุฮำมัด  อัล-หะซัน  อิบนุ  อะลี  (ร.ฎ.)  มีฉายานามว่า  อัล-อัสกะรีย์

12.อบุล-กอซิม  มุฮำมัด  อิบนุ  อัล-หะซัน  คือ  อิหม่ามอัลมะฮฺดีย์ของฝ่ายชีอะฮฺซึ่งยังคงมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ตามความเชื่อของฝ่ายชีอะฮฺ  

สำหรับแนวคิดของกลุ่มชีอะฮฺอิมามียะฮฺ  อิหม่าม  12  นั้นมีรายละเอียดค่อนข้างมากคุณสามารถค้นคว้าได้จากตำราที่เขียนถึงเรื่องชีอะฮฺเป็นกรณีเฉพาะ  ส่วนในเมืองไทยนั้นมีองค์กรเฉพาะของพวกเขาซึ่งมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับสถานทูตอิหร่าน  มีโรงเรียน,  มัสญิด,  นักวิชาการ,  ตำรับตำราและสื่อสิ่งพิมพ์เผยแพร่ความคิดของกลุ่มจุฬาราชมนตรีและขุนนางในยุคก่อนก็เป็นผู้มีเชื้อสายและยึดถือแนวความคิดของกลุ่มชีอะฮฺนี้มานับแต่สมัยอยุธยาแล้ว!


กรณีพิพาทระหว่างท่านคอลีฟะฮฺ อะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ) และท่านมุอาวียะฮฺ อิบนุ อบีสุฟยาน (ร.ฎ)[แก้]

BY อาลี เสือสมิง

ช่วงการปกครองระบอบคิลาฟะฮฺ ภายหลังท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม)  นับแต่ปี ฮ.ศ. 11 – ฮ.ศ. 40 ซึ่งกินระยะเวลา 30 ปี ตามที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม) เคยระบุไว้ในสุนนะฮฺของท่านในหมวดดะลาอิลุ้ลนุบูวะฮฺ มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น เช่น

การดำรงตำแหน่งของเคาะลีฟะฮฺอบูบักร อัศศิดดีก (ร.ฎ.) การทำสงครามกับอะฮฺลุรฺริดดะฮฺ การดำรงตำแหน่งของเคาะลีฟะฮฺ อุมัร อัลฟารูก (ร.ฎ.) สมรภูมิ อัลกอดิสียะฮฺ อันเป็นความปราชัยของจักรวรรดิเปอร์เซีย, สมรภูมิอัล-ยัรมูก, อันเป็นความปราชัยของจักรวรรดิไบเซนไทน์, การพิชิตนครอัล-กุดสฺ , การลอบสังหารท่านเคาะลีฟะฮฺ อุมัร อัล-ฟารูก (ร.ฎ.) ในปีฮ.ศ. 23 / ค.ศ.644,

การดำรงตำแหน่งของเคาะลีฟะฮฺ อุษมาน ซุนนูรอยนฺ (ร.ฎ.), การพิชิตแอฟริกาเหนือ, การรวบรวม กิรออะฮฺของอัล-กุรอาน, การลอบสังหาร เคาะลีฟะฮฺ อุษมาน (ร.ฎ.) ในปีฮ.ศ. 35/ ค.ศ. 656 , การดำรงตำแหน่งของเคาะลีฟะฮฺ อาลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.), สมรภูมิอูฐ ปีฮ.ศ.36 / ค.ศ.656 ,สมรภูมิศิฟฟีน ปี ฮ.ศ. 37 / ค.ศ. 657, การตัดสินข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ (อัต-ตะหฺกีม) และการลอบสังหารท่านเคาะลีฟะฮฺ อะลี (ร.ฎ.) ปีฮ.ศ.40 / ค.ศ. 661 เป็นต้น

ดูเหมือนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงการดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) นั้น จะเป็นช่วงวิกฤตที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ยุคต้นอิสลามซึ่งเป็นผลพวงมาจากความวุ่นวายในช่วงปลายสมัยของเคาะลีฟะฮฺ อุษมาน อิบนุ อัฟฟาน (ร.ฎ.) และเป็นจุดเริ่มต้นอย่างชัดเจนของประดาปัญหาทั้งปวงตลอดสมัยการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่าน อะลี (ร.ฏ.) เพราะก่อนหน้านั้นรัฐอิสลามในระบอบคิลาฟะฮฺ มิได้มีปัญหาภายในที่รุนแรงเฉกเช่นในสมัยของเคาะลีฟะฮฺ อะลี (ร.ฎ.)

บรรดาเศาะหาบะฮฺก่อนหน้านั้น ตลอดจนประชาคมมุสลิมในรุ่นตาบีอีนยังคงรักษาเสถียรภาพและความเป็นปึกแผ่นของรัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺเอาไว้อย่างมั่นคง แต่สถานการณ์ได้แปรเปลี่ยนไปภายหลังการลอบสังหารเคาะลีฟะฮฺ อุษมาน (ร.ฎ.) การเข้ามาของท่านอะลี  (ร.ฎ.) ในฐานะ เคาะลีฟะฮฺ ในช่วงเวลานั้น ( ฮ.ศ. 35 – ฮ.ศ. 40) จึงถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งยวดในการสืบสานภารกิจของเหล่าเคาะลีฟะฮฺก่อนหน้าท่าน

สถานการณ์ที่อืมครึมและสุ่มเสี่ยงย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญที่เคาะลีฟะฮฺ อะลี (ร.ฎ.) ต้องเผชิญกับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ว่าการดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอะลี (ร.ฎ.) ในเวลานั้น จะชอบด้วยหลักนิติธรรมอิสลาม ว่าด้วยรัฐศาสตร์การปกครองและในเวลานั้นไม่มีเศาะหาบะฮฺท่านใดจะมีความเหมาะสมยิ่งไปกว่าท่านอะลี (ร.ฎ.) ในการเป็นเคาะลีฟะฮฺอีกแล้วก็ตาม

แต่ดูเหมือนว่า สถานการณ์มิได้เป็นใจแก่ท่านอย่างที่ควรจะเป็น มีข้อจำกัดมากมายและซับซ้อนซึ่งอยู่เหนือการควบคุมของท่านเคาะลีฟะฮฺ และเป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์ที่ท่านเคาะลีฟะฮฺ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับมันแต่อย่างใดเลย หากแต่ท่านเคาะลีฟะฮฺกลับต้องรับ ผลพวงเหล่านั้นโดยตรง ผลพวงที่ว่านี้ก็คือ การสังหารท่านเคาะลีฟะฮฺ อุษมาน อิบนุอัฟฟาน (ร.ฎ.) ซึ่งกลายเป็นข้อเรียกร้องสำคัญของเศาะหาบะฮฺบางส่วน ในการนำเอาผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีความและกิศอศตามโทษานุโทษที่ก่อเอาไว้ จริงๆแล้ว บรรดาเศาะหาบะฮฺในขณะนั้นมีความเห็นในเรื่องนี้ต่างกัน

ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า สิ่งแรกที่ประชาคมมุสลิมโดยการนำของ เคาะลีฟะฮฺต้องดำเนินการก็คือ การกิศอศผู้กระทำผิด

ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า เสถียรภาพและความเป็นปึกแผ่นคือสิ่งที่สมควรยิ่งกว่า และจำต้องอดทนรอจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายแล้วค่อยดำเนินการเอาผิดกับเหล่าอาชญากรให้ถึงที่สุด

ฝ่ายที่สามเห็นว่า การที่เคาะลีฟะฮฺ อุษมาน (ร.ฎ.) ต้องทนแบกรับการปิดล้อมที่อธรรมนั้นก็เพื่อเป็นการรักษาไว้ซึ่งชีวิตของผู้คน และมิให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลายมากไปกว่านั้น จึงเป็นเรื่องสมควรสำหรับบุคคลในขณะนั้นที่ต้องสงวนท่าทีไม่เข้าร่วมกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่มีความเห็นต่างกัน โดยถือเอาบรรดา อัล-หะดีษ ที่ระบุห้ามจากการสู้รบในยามที่เกิดฟิตนะฮฺ เป็นสรณะ  (ดูรายละเอียดเรื่องนี้ใน “ชัรหุ เศาะฮีหฺ มุสลิม” ; อัน-นะวาวียฺ เล่มที่ 15 หน้า 149 )

สิ่งที่รับรู้และเห็นพ้องกันในหมู่นักรายงานและนักประวัติศาสตร์ก็คือ การพิพาทระหว่างท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) กับท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ก็เหมือนกับการพิพาทระหว่างท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ฝ่ายหนึ่งกับท่านฏอลหะฮฺ (ร.ฎ.), ท่านอัซซุบัยรฺ (ร.ฎ.) และท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฏ.) อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งสาเหตุของการพิพาทเกิดจากการเรียกร้องให้มีการกิศอศเหล่าทรชนที่สังหารท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) โดยเร็ว  และการที่บุคคลทั้ง 3  ออกไปยังเมืองอัล-บัศเราะฮฺก็มีจุดมุ่งหมายในเรื่องนี้ ( อัฏเฏาะบะรียฺ ; ตารีค อัรรุสุล วัลมุลูก เล่มที่ 4 หน้า 449-450 ตรวจทานโดย มุฮัมมัดอบุลฟัฎลฺ อิบรอฮีม ; ไคโร ดารุลมะอาริฟ พิมพ์ครั้งที่ 4 1979 )

กล่าวได้ว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺ (ร.ฎ.) มีความเห็นตรงกันต่อกรณีการดำเนินคดีกิศอศกับบรรดาผู้ร่วมสังหารท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) แต่ความเห็นที่ต่างกันของบรรดาเศาะหาบะฮฺอยู่ในประเด็นที่ว่าควรดำเนินคดีโดยเร็วเสียก่อนหรือควรผัดผ่อนไปก่อนตราบเมื่อสถานการณ์มีความเหมาะสมจึงค่อยดำเนินคดี

ฝ่ายท่านฏอลหะฮฺ อัซซุบัยรฺ , ท่านหญิงอาอิชะฮฺ และท่านมุอาวียะฮฺเห็นว่าต้องเร่งรัดคดีให้ถึงที่สุด บรรดาอาชญากรต้องถูกลงโทษนับแต่เบื้องแรก ในขณะที่เคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) และผู้ที่สนับสนุนท่านเห็นว่าควรประวิงเวลาออกไปก่อน จนกว่าศูนย์อำนาจของเคาะลีฟะฮฺจะมีเสถียรภาพมั่นคง เมื่อสถานการณ์เป็นใจแล้วจึงให้บรรดาทายาทของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีความตามขั้นตอน เพราะบรรดาผู้กระทำผิดมีเป็นจำนวนมาก และเป็นคนของเผ่าต่างๆ

ทั้งนี้หากเร่งรัดการดำเนินคดีกับผู้คนจำนวนมากเหล่านี้ โดยไม่มีการผ่านขั้นตอนวิธีพิจารณาคดีความนับจากการฟ้องร้องของเหล่าทายาทของเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) ต่อหน้าเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) การสอบพยานและการตัดสินคดีความด้วยการกิศอศ แน่นอนการดำเนินการที่ไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าวย่อมนำไปสู่มิคสัญญีและความวุ่นวายจากสงครามกลางเมืองที่อาจมีผู้บริสุทธิ์ล้มตายเป็นจำนวนมาก เหตุนี้ความเห็นของท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบด้วยหลักการมากว่าความเห็นของฝ่ายที่มีเศาะหาบะฮฺทั้ง 4 ท่านเป็นผู้นำในการเรียกร้อง

อย่างไรก็ตามความเห็นของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นความเห็นอันเกิดจากการวิเคราะห์ ( อิจญติฮาด) ซึ่งอาจจะถูกต้องหรือผิดพลาดก็ได้ ดูเหมือนว่า ฝ่ายที่เรียกร้องให้เร่งรัดคดีมีความเชื่อและเข้าใจว่า การสังหารท่านอุษมาน (ร.ฎ.) เป็นความผิดที่ใหญ่หลวง และการขจัดสิ่งที่ผิดมหันต์นั้น เป็นสิ่งที่ผู้มีความสามารถกระทำได้ ในฐานะฟัรฎูกิฟายะฮฺ โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของอิมาม

ซึ่งจริงๆ แล้วการขจัดสิ่งที่ผิดมหันต์นี้ เป็นเรื่องที่ผูกพันอยู่กับหลักการกิศอศกับผู้กระทำผิด ซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากอิมามตลอดจนต้องผ่านกระบวนการฟ้องร้องของทายาทผู้ที่ถูกสังหารเสียก่อน จึงจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดได้ การดำเนินการกิศอศโดยไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตให้กระทำตามหลักนิติศาสตร์อิสลาม ( อัล-กุรฏุบียฺ ; อัล-ญามิอฺ ลิอะหฺกาม อัล-กุรอาน เล่มที่ 2 หน้า 256 )

จึงกล่าวได้ว่าบรรดาฝ่ายที่เรียกร้องต่างก็เป็นผู้วิเคราะห์ (มุจญ์ตะฮิด) เพียงแต่วิเคราะห์พลาดในการตีความ (ตะอฺวีล) รูปคดี และได้รับอานิสงค์ในการวิเคราะห์เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์และท่าทีของท่านฏอลหะฮฺ (ร.ฎ.) และท่านอัซซุบัยรฺ (ร.ฎ.) ในเรื่องนี้มีความใกล้เคียงกับความถูกต้องมากว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ใน 4 ประเด็นด้วยกันคือ

1)  บุคคลทั้ง 2 ได้ให้สัตยาบัน (มุบายะอะฮฺ) แก่ท่านอะลี (ร.ฎ.) ด้วยความสมัครใจพร้อมกับยอมรับถึงความประเสริฐของท่านอะลี (ร.ฎ.) – ดู อัล-มุศอนนัฟ ; อิบนุ อะบีชัยบะฮฺ เล่ม15 หน้า271-274 – แต่ท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ยังมิได้ให้สัตยาบันแก่ท่านอะลี (ร.ฎ.) ถึงแม้ว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) จะยอมรับถึงความประเสริฐของท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็ตาม  (อัฏเฏาะบะรียฺ ; ตารีค อัร-รุสุล เล่มที่4 หน้า 438 )

2 ) สถานภาพอันสูงส่งของบุคคลทั้งสองในอิสลามและในหมู่ประชาคมมุสลิม ส่วนท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ไม่ได้มีสถานภาพเท่าเทียมบุคคลทั้งสอง ซึ่งเป็นกลุ่มเศาะหาบะฮฺรุ่นแรกที่เข้ารับอิสลามและเป็นหนึ่งใน10 บุคคลที่ได้รับแจ้งข่าวดีด้วยสวนสวรรค์ ส่วนท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) เป็นมุสลิมในช่วงการพิชิตนครมักกะฮฺหรือก่อนหน้านั้นเพียงเล็กน้อย

3 ) บุคคลทั้งสองมีเจตจำนงในการสังหารพวกที่ก่อการกบฏต่อท่านอุษมาน (ร.ฎ.) เท่านั้น มิได้ประสงค์จะทำสงครามกับท่านอะลี(ร.ฎ.) และฝ่ายของท่านในสมรภูมิอูฐ แต่เหตุที่มีการปะทะกันเป็นผลมาจากแผนการของกลุ่มอัส-สะบะอียะฮฺ ที่มีอับดุลลอฮฺ อิบนุ สะบะอฺ เป็นผู้นำ ในขณะที่ท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ยืนกรานต่อการสู้รบกับท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ในสมรภูมิศิฟฟีน ( อัฏ-เฏาะบะรียฺ , ตารีค อัร-รุสุล เล่มที่5 หน้า 242 ; อบูหะนีฟะฮฺ อัด-ดัยนูรียฺ : อัล-อัคบารฺ อัฏ-ฏิวาลฺ หน้า 162 )

4 ) บุคคลทั้งสองมิได้กล่าวหาท่านอะลี (ร.ฎ.) ว่า มีท่าทีรอมชอมในการดำเนินการกิศอศกับเหล่าผู้สังหารท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ( อัฏ-เฏาะบะรียฺ อ้างแล้ว เล่มที่ 4 หน้า 454 , 462 และ464 ) ส่วนท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.)  และฝ่ายของท่านกล่าวหาท่านอะลี (ร.ฎ.) ในเรื่องดังกล่าว ( อ้างแล้วเล่มที่ 4 หน้า 444 , อิบนุ กะษีร : อัล-บิดายะฮฺ เล่มที่ 7 หน้า 259 )

ดังนั้นการที่มีบุคคลกล่าวว่า สิ่งที่ปลุกเร้าให้บุคคลทั้งสองออกไปยังเมืองอัล-บัศเราะฮฺ คือการที่บุคคลทั้งสองมีความทะเยอทะยานในตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ และต้องการปลุกปั่นผู้คนด้วยสิ่งดังกล่าวย่อมเป็นความผิดพลาด และค้านกับข้อเท็จจริง ( อัชชัยคฺ อัล-มุฟีด ซึ่งเป็นชีอะฮฺได้กล่าวหาบุคคลทั้งสองในตำรา กิตาบ อัล-ญะมัล หน้า 61)  เพราะบุคคลทั้งสองและท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) มิได้มีความต้องการแย่งชิงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺจากท่านอะลี (ร.ฎ.) และมิได้เรียกร้องให้กับผู้หนึ่งผู้ใดในการดำรงตำแหน่งแทนท่านอะลี (ร.ฎ.) ทั้งหมดเพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับ ท่านอะลี (ร.ฎ.) ในการประวิงเวลาต่อการดำเนินคดีกับเหล่าผู้สังหารท่านอุษมาน (ร.ฎ.) และละทิ้งการกิศอศเท่านั้น ( อิบนุ หะญัร : อัลฟัตหฺ เล่มที่ 13 หน้า 56 )

ในทำนองเดียวกันมีเรื่องกล่าวขานกันอย่างแพร่หลายนับแต่ยุคอดีตและปัจจุบันว่า การพิพาทระหว่างท่านอะลี (ร.ฎ.) กับท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) มีสาเหตุมาจากการที่ท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) มีความละโมบในตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ และการที่ท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ก่อการดื้อแพ่งต่อท่านอะลี (ร.ฎ.) และไม่ยอมให้สัตยาบันนั้นมีเหตุมาจากการปลดท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ออกจากตำแหน่งผู้ปกครองแคว้นชาม

(มีรายงานปรากฏในตำรา อัล-อิมามะฮฺ วัสสิยาสะฮฺ ซึ่งอ้างกันว่าเป็นงานเขียนของท่านอิบนุ กุตัยบะฮฺ อัด-ดัยนูรียฺ ระบุว่า ท่านมุอาวียะฮฺได้อ้างการเป็นเคาะลีฟะฮฺ (ดูในตำราเล่มนี้ เล่มที่1 หน้า 113 ดร.อับดุลลอฮฺ อุสัยลานได้วิเคราะห์เอาไว้ในหนังสือของท่านที่ชื่อ “อัล-อิมามะฮฺ วัสสิยาสะฮฺ ฟี มีซาน อัต-ตะหฺกีก อัล-อิลมิยฺ” ด้วยข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ยืนยันว่าตำราเล่มนี้มิได้ถูกเขียนโดยท่านอิบนุกุตัยบะฮฺ แต่เป็นตำราที่ถูกเขียนขึ้นโดยผู้อื่น และกล่าวตู่เจือสมว่าเขียนโดยท่านอิบนุกุตัยบะฮฺ ดูรายละเอียดสำคัญในเรื่องนี้จากตะหฺกีก มะวากิฟ อัศเศาะหาบะฮฺ ฟิล ฟิตนะฮฺ ; ดร.มุฮัมมัด อัมหะซูน เล่มที่ 2 หน้า 143-145 สำนักพิมพ์ อัล-เกาษัร. ริยาฎ ,1994 )

แต่ในความเป็นจริงแล้วการขัดแย้งระหว่างท่านอะลี (ร.ฎ.) และมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) นั้นเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับความจำเป็นในการให้สัตยาบันของท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) และผู้ให้การสนับสนุนแก่ท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ก่อนการดำเนินคดีกิศอศกับบรรดาอาชญากร หรือหลังจากนั้นกันแน่ต่างหาก กล่าวคือ ฝ่ายท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) และพลเมืองแคว้นชามมีความเห็นว่าท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) จะต้องชำระคดีความให้ถึงที่สุดเสียก่อนแล้วพวกเขาก็จะเข้าสู่กระบวนการให้สัตยาบันแก่ท่านเคาะลีฟะฮฺหลังจากนั้น (อัฏ-เฏาะบะรียฺ ; อ้างแล้ว 4/438)

ทั้งนี้เพราะพวกเขาได้กำหนดท่าทีอย่างชัดเจนแล้วนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ท่าน อันนุอฺมาน อิบนุ บะชีรฺ (ร.ฎ.) นำเสื้อของท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ที่เปื้อนเลือดพร้อมด้วยนิ้วมือของท่านหญิงนาอิละฮฺ ภรรยาของท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ไปถึงแคว้นชาม และวางเสื้อตัวนั้นไว้บนมิมบัรในนครดามัสกัสเพื่อให้ผู้คนได้เห็น ตลอดจนแขวนนิ้วมือของท่านหญิงนาอิละฮฺ เอาไว้กับสาบเสื้อตัวนั้น ท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) จึงได้เรียกร้องให้พลเมืองแคว้นชามแก้แค้นให้แก่ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) และดำเนินการกิศอศกับเหล่าอาชญากร ซึ่งในการเรียกร้องนี้มีเศาะหาบะฮฺกลุ่มหนึ่งเข้าร่วมกับท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) อีกด้วย ( อัฏ-เฏาะบะรียฺ ; อ้างแล้ว 4/562 , อิบนุ กะษีร ; อัล-บิดายะฮฺ 7/248)

สิ่งที่เป็นหลักฐานยืนยันในเรื่องนี้ ซึ่งทำให้ข้อกล่าวหาที่มีต่อท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ตกไปคือการเจรจาระหว่างสองฝ่ายในตำบลศิฟฟีน ท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ได้ส่งท่านบะชีร อิบนุ อบีมัสอูด อัลอันศอรียฺ ไปเจรจากับท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) โดยตรง

ท่านบะชีร ได้กล่าวกับท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ว่า : “ฉันเรียกร้องให้ท่านมีความยำเกรงต่อพระผู้อภิบาลของท่าน และตอบรับลูกลุงของท่านยังสิ่งที่เขาเรียกร้องท่านสู่ความถูกต้อง นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ปลอดภัยยิ่งนักในศาสนาของท่านและดีที่สุดสำหรับท่านในบั้นปลายแห่งการงานของท่าน”

ท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) จึงกล่าวว่า :  “และเขา ( หมายถึงท่านอะลี ) จะละทิ้งเลือดของอุษมานกระนั้นหรือ? ไม่! ขอสาบานต่อพระผู้ทรงเมตตา ฉันไม่มีทางกระทำสิ่งนั้นแน่…” ( อัฏ-เฏาะบะรียฺ ; อ้างแล้ว 5/242 ) ยะหฺยา อิบนุ สุลัยมาน อัล-ญุอฺฟียฺ ระบุไว้ในตำรา “กิตาบศิฟฟีน” ด้วยสายรายงานที่ดีจากอบีมุสลิม อัล-เคาลานียฺ ว่า อบูมุสลิมได้กล่าวกับท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.)ว่า : “ท่านจะยื้อแย่งอะลีในตำแหน่งคิลาฟะฮฺหรือว่าท่านเหมือนกับอะลี?

มุอาวียะฮฺกล่าวว่า :  “ไม่! แท้จริงฉันย่อมรู้ดีว่าอะลีประเสริฐกว่าฉัน และสมควรที่สุดต่อตำแหน่งนั้น แต่พวกท่านไม่รู้ดอกหรือว่าอุษมานถูกสังหารอย่างอยุติธรรม และฉันเป็นลูกลุงของอุษมาน เป็นทายาทของเขา ฉันจึงเรียกร้องหนี้เลือดของเขา พวกท่านจงไปหาอะลี และจงกล่าวกับเขาว่าให้เขาส่งมอบพวกที่สังหารอุษมานให้แก่เรา” แล้วอบูมุสลิมกับพวกจึงมาหาท่านอะลี และพูดกับเขา อะลีกล่าวว่า :  “ให้เขา ( มุอาวียะฮฺ ) เข้าสู่การสัตยาบันสิ ! เขาจะได้ฟ้องร้องคดีพวกนั้นยังฉัน” ทว่ามุอาวียะฮฺไม่ยอม…”  ( อิบนุ หะญัร อัลฟัตหฺ เล่มที่ 13 หน้า86 )

อิบนุ มุซาหิม กล่าวไว้ ในตำรา “วักอะฮฺ ศิฟฟีน”ของเขาว่า อบูมุสลิม อัลเคาลานีย์กล่าวกับมุอาวียะฮฺว่า :

“โอ้ มุอาวียะฮฺ! เรารู้มาว่าท่านตั้งใจจะทำศึกกับอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ ท่านจะต่อสู้กับอะลีได้อย่างไรกัน ทั้งๆที่ท่านไม่มีสถานภาพอันเก่าก่อน(ในอิสลาม) เหมือนอย่างอะลี ? ”มุอาวียะฮฺกล่าวว่า :  “ ใช่ว่าฉันจะกล่าวอ้างว่าฉันเสมอเหมือนด้วยอะลีในความประเสริฐก็หาไม่! แต่ว่าพวกท่านรู้หรือไม่ว่า อุษมานได้ถูกสังหารอย่างอยุติธรรม?”

พวกเขากล่าวว่า :  รู้สิ! มุอาวียะฮฺจึงกล่าวว่า : “เช่นนั้นเขาก็จงส่งมอบพวกที่สังหารอุษมานมาให้แก่เราเพื่อที่เราจะได้ยอมมอบเรื่องนี้  (การสัตยาบัน) แก่เขา” ( อิบนุ มุซาหิม : วักอะฮฺ ศิฟฟีน หน้า 97)

อัล-กอฎียฺ อิบนุ อัล-อะรอบียฺ ระบุว่าเหตุที่มีการสู้รบระหว่างพลเมืองชามกับพลเมืองอิรักนั้น กลับไปยังการมีท่าทีที่ต่างกันของทั้งสองฝ่าย พวกพลเมืองอิรักเรียกร้องให้มีการสัตยาบันต่อท่านอะลี (ร.ฎ.) และให้มีความเป็นปึกแผ่นในการปฏิบัติตามผู้นำ ส่วนพวกพลเมืองชาม เรียกร้องให้จัดการกับเหล่าผู้สังหารท่านอุษมาน (ร.ฎ.) และพวกเขากล่าวว่า : “เราจะไม่ให้สัตยาบันแก่ผู้ให้ที่พักพิงแก่พวกอาชญากร” ( อิบนุ อัล-อะรอบียฺ “อัล-อะวาศิม” หน้า 162 )

อิมาม อัล-หะรอมัยนฺ อัล-ญุวัยนียฺ กล่าวไว้ในตำรา “ลัมอุล-อะดิลละฮฺ” ว่า : แท้จริงมุอาวียะฮฺนั้น ถึงแม้ว่าท่านได้ทำการสู้รบกับท่านอะลี (ร.ฎ.) แต่มุอาวียะฮฺ ก็มิได้ปฏิเสธการเป็นอิมามของท่านอะลี (ร.ฎ.) และมิได้กล่าวอ้างการเป็นอิมามให้แก่ตัวของท่านเอง อันที่จริงมุอาวียะฮฺเพียงแต่ร้องขอตัวบรรดาผู้สังหารท่านอุษมาน โดยเข้าใจว่า ท่านเป็นฝ่ายถูก และท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นฝ่ายผิด ( อัล-ญุวัยนียฺ : ลัมอุลอะดิลละฮฺ ฟี อะกออิด อะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ หน้า 115)

ชัยคุลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ กล่าวว่า : “ แท้จริงมุอาวียะฮฺไม่เคยกล่าวอ้างการเป็นเคาะลีฟะฮฺและไม่มีการให้สัตยาบันแก่มุอาวียะฮฺเลย จนกระทั่งท่านอะลี (ร.ฎ.) ถูกลอบสังหาร มุอาวียะฮฺมิได้สู้รบกับอะลีในฐานะที่ตนเป็นเคาะลีฟะฮฺ และมิได้ถือว่าตนมีความเหมาะสมในตำแหน่งนั้นเลย และปรากฏว่ามุอาวียะฮฺก็ยืนยันถึงสิ่งดังกล่าว แก่ผู้ที่มาถามตน”  (มัจญ์มูอฺ อัล-ฟะตาวา เล่มที่ 35/77)

อิบนุ ดัยซีลฺ ได้รายงานว่า ท่านอบู อัดดัรดาอฺและอบูอุมามะฮฺ(ร.ฎ.) ได้เข้าไปพบมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) และกล่าวว่า :  “โอ้มุอาวียะฮฺ ! เหตุใดเล่าท่านจึงจะสู้รบกับบุคคลผู้นี้ ( หมายถึงอะลี )?  ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า : “เขาเป็นมุสลิมมาเก่าก่อนหน้าท่าน และบิดาของท่าน และเขามีความใกล้ชิดกับท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม) มากกว่าท่าน อีกทั้งเขาก็มีสิทธิ์ต่อตำแหน่งนี้มากกว่าท่าน”

มุอาวียะฮฺกล่าวว่า : ฉันจะสู้รบกับเขาบนหนี้เลือดของอุษมาน และเขาให้ที่พักพิงแก่พวกที่สังหารอุษมาน ท่านทั้งสองจงไปหาและจงกล่าวกับเขาเถิดว่า : เขาจำต้องให้พวกเรากิศอศ พวกที่สังหารอุษมานเสียก่อน หลังจากนั้น ฉันนี่แหละจะเป็นบุคคลแรกจากพลเมืองชาม ที่จะให้สัตยาบันแก่เขา” (อิบนุ กะษีร : อัล-บิดายะฮฺ เล่มที่ 7/360) รายงานต่างๆข้างต้นบ่งชี้ว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) พร้อมด้วยผู้ให้การสนับสนุนท่านได้เรียกร้องหนี้เลือดของท่านอุษมาน(ร.ฎ.)

และท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ก็แสดงท่าทีชัดเจนต่อการเข้าสู่การให้สัตยาบันแก่ท่านอะลี (ร.ฎ.) เมื่อมีการลงโทษบรรดาผู้กระทำผิด หากสมมติว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ได้ยึดเอาเรื่องการกิศอศมาบังหน้าในการสู้รบกับท่านอะลี (ร.ฎ.) เนื่องจากมีความทะเยอทะยานในอำนาจ อะไรจะเกิดขึ้น หากว่าท่านอะลี(ร.ฎ.) สามารถดำเนินการลงโทษต่อบรรดาผู้กระทำผิดได้ตามคำเรียกร้อง แน่นอนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ก็คือท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ก็จำต้องยอมจำนนต่อท่านอะลี (ร.ฎ.) และให้สัตยาบันแก่ท่านอะลี (ร.ฎ.) อยู่ดีนั้นเอง

เพราะท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ได้ยึดมั่นในท่าทีของท่านต่อกรณีการเรียกร้องดังกล่าวนับแต่ต้น และบรรดาผู้ที่ร่วมรบกับท่านมุอาวียะฮฺ(ร.ฎ.) นั้นก็ทำการสู้รบบนหลักการของการกิศอศกับบรรดาผู้สังหารของท่านอุษมาน(ร.ฎ.) เช่นกัน ถ้าหากว่าท่านมุอาวียะฮฺ(ร.ฎ.) มีสิ่งอื่นแอบแฝงอยู่ในใจโดยไม่เปิดเผยให้รู้แต่แรก การมีท่าทีที่แอบแฝงเช่นนี้ก็จะต้องเผยออกมาในท้ายที่สุด และท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ) ก็จะต้องพบกับอุปสรรคต่างๆนาๆ ที่ทำให้ท่านไม่สามารถบรรลุสู่เป้าหมายที่ซ่อนเร้นเอาไว้ในใจหากว่าท่านมีความละโมบในตำแหน่งและอำนาจ ซึ่งท่านไม่มีสิทธิแต่อย่างใดในขณะนั้น

ประเด็นน่าคิดก็คือว่า สงครามระหว่างท่านอะลี(ร.ฎ.) กับท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ณ ตำบลศิฟฟีนนั้นเกิดขึ้นหลังจากสมรภูมิอูฐ และในวันสมรภูมิอูฐนั้นมีผู้เสียชีวิตถึง 10,000 คน ในฝ่ายของท่านอะลี (ร.ฎ.) 5,000 คน และในฝ่ายของท่านฏอลหะฮฺ(ร.ฎ.) และท่านอัซซุบัยรฺ(ร.ฎ.) 5,000 คน (อิบนุกะษีรฺ : อัล-บิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ 7/256)  ถ้าหากว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ประสงค์ที่จะแย่งชิงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺจากท่านอะลี (ร.ฎ.) จริงตามคำใส่ใคล้ก็ย่อมถือเป็นโอกาสที่เหมาะยิ่งในการช่วงชิงสถานการณ์ที่ได้เปรียบต่อท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ซึ่งสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนถึง 5,000 คนหลังชัยชนะในสมรภูมิอูฐ ด้วยการยกทัพจากแคว้นชามของท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.)เพื่อโจมตีกองทัพของท่านอะลี (ร.ฎ.) มิให้ตั้งรับทันหรืออย่างน้อยก็เตรียมทัพไว้รับมือของท่านอะลี(ร.ฎ.)เสียทันที  เมื่อรับรู้ถึงการปลดท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ. )ด้วยการแต่งตั้งสะฮฺล อิบนุ หะนีฟ แทนของเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ก่อนหน้านั้นแล้ว (อิบนุกะษีรฺ ; อ้างแล้ว 7/240)

แต่ท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.)  ก็มิได้ทำการเคลื่อนไหวอันใดในเรื่องการศึกกับท่านเคาะลีฟะฮฺ (ร.ฎ.) การกลับกลายเป็นว่าท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) เป็นฝ่ายที่มีเจตนายกทัพจากอิรักมุ่งสู่แคว้นชามนับแต่ก่อนเกิดสมรภูมิอูฐเสียอีก (อิบนุกะษีรฺ ; อ้างแล้ว 7/245)  

เหตุนี้พลเมืองในแคว้นชามจึงพากันกล่าวว่า : “อันที่จริง เราสู้รบกับอะลีนั้นเป็นการสู้รบเพื่อป้องกันตนเองและดินแดนของเรา แท้จริงอะลีเริ่มทำสงครามกับเราก่อน เราจึงต้องตอบโต้เขาด้วยการทำสงคราม ซึ่งเรามิได้เริ่มก่อน และเราก็มิได้ละเมิดต่ออะลีแต่อย่างใด” ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ก็เป็นที่รู้กันในกองทัพของท่านอะลี(ร.ฎ.)เช่นกัน เพราะ อัล-อัชตัรฺ อัน-นะเคาะอียฺ กล่าวว่า : “แท้จริงพวกเขาย่อมจะมีชัยเหนือพวกเรา เพราะพวกเราเป็นฝ่ายเริ่มทำสงครามกับพวกเขาก่อน” (อัซซะฮฺบียฺ : อัล-มุนตะกอ มิน มินฮาญิล อิอฺติดาล หน้า 261 , 274 )

อย่างไรก็ตาม กรณีการพิพาทที่นำไปสู่การทำสงครามรบพุ่งระหว่างเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) กับฝ่ายของท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ในสมรภูมิศิฟฟีน ตลอดจนฝ่ายของท่านฏอลหะฮฺ (ร.ฎ.) ท่านอัซซุบัยรฺ (ร.ฎ.) และท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ในสมรภูมิอูฐ ล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นของการวินิจฉั ย(อิจญติฮาด) ที่มองต่างมุมกัน แต่ละฝ่ายมีการตีความ (ตะอฺวีล) ที่สนับสนุนท่าทีของฝ่ายตน

ถึงแม้ว่าการวินิจฉัยและการตีความของท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) จะมีความใกล้เคียงกับความถูกต้องและมีสิทธิอันชอบธรรมมากกว่าก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าถูกต้องอย่างสมบูรณ์ไปเสียทุกกรณี และอย่างน้อยการยอมรับคำเสนอแนะของท่านอัล-หะสัน (ร.ฎ.) บุตรชายของท่านอะลี (ร.ฎ.) ในกรณีการย้ายศูนย์อำนาจของเคาะลีฟะฮฺออกจากนครมะดีนะฮฺไปยังนครกูฟะฮฺ ซึ่งท่านอัล-หะสัน(ร.ฎ.)ไม่เห็นด้วยก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับท่านเคาะลีฟะฮฺ

ทั้งนี้เนื่องจากบรรดาผู้ที่ร่วมสังหารเคาะลีฟะฮฺอุษมาน(ร.ฎ.)นั้นได้ร่วมสมทบอยู่ในกองทัพของท่านอะลี (ร.ฎ.) โดยเฉพาะพลเมืองบัศเราะฮฺและกูฟะฮฺเป็นส่วนหนึ่งจากกลุ่มอาชญากรดังกล่าว ดังนั้นเมื่อท่านอะลี (ร.ฎ.)ย้ายศูนย์อำนาจไปยังอิรักในนครกูฟะฮฺก็ย่อมทำให้พวกนั้นมีความเข้มแข็งมากขึ้นไปอีก เนื่องด้วยการตะอัศศุบของบรรดาชนเผ่าของพวกเขา (อัซซะฮฺบียฺ : อัล-มุนตะกอฯ หน้า 235-236)

หรือคำเสนอแนะของท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส (ร.ฎ.) ในการให้ท่านอะลี (ร.ฎ.) คงตำแหน่งผู้ปกครองหัวเมืองเอาไว้เช่นเดิม จนกว่าจะเกิดเสถียรภาพที่มั่นคงเสียก่อน และให้รับรองการเป็นผู้ปกครองแคว้นชามของมุอาวียะฮ (ร.ฎ.) เอาไว้ดังเดิม ยิ่งไปกว่านั้นท่านอิบนุอับบาส (ร.ฎ.) ยังห้ามท่านอะลี (ร.ฎ.) มิให้ยอมรับข้อเสนอของพวกที่ทำดีกับท่านอะลี (ร.ฎ.) ในการย้ายศูนย์อำนาจไปยังอิรัก และออกจากนครมะดีนะฮฺ แต่ท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็ไม่เห็นด้วยกับคำเสนอแนะของท่านอิบนุ อับบาส (ร.ฎ.) ทั้งหมดข้างต้น (อิบนุกะษีรฺ: อัล-บิดายะฮฺ 7/239)

การสู้รบที่เกิดขึ้นทั้งในสมรภูมิอูฐและสมรภูมิศิฟฟีนตลอดจนการสู้รบกับพวกเคาะวาริจญฺนั้นเป็นที่มาของการวางกฎเกณฑ์นิติศาสตร์ว่าด้วยการสู้รบกับบรรดาผู้ละเมิด (กิตาลฺ อัล-บุฆอฮฺ) ซึ่งนักวิชาการระบุว่า : “หากไม่มีการสู้รบระหว่างท่านอะลี (ร.ฎ.) กับบรรดาผู้ขัดแย้งแล้วไซร้ แน่นอนแนวทางในการสู้รบกับชาวชุมทิศ (อะฮฺลุล-กิบละฮฺ) ย่อมไม่เป็นที่รู้จักเป็นแน่แท้” ( อัล-บากิลลานียฺ : อัต-ตัมฮีด ฟี อัรรอดดิ อะลัล มุลหิดะฮฺ หน้า 229 )

กระนั้นการสู้รบกับเคาะลีฟะฮฺของชนรุ่นสะลัฟศอลิหฺ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ยุคต้นทั้งในกรณีของสมรภูมิอูฐ และสมรภูมิศิฟฟีน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการวินิจฉัยและการตีความที่ต่างกัน ก็มิได้ทำให้บรรดาผู้เกี่ยวข้องเหล่านั้นสิ้นสภาพจากการศรัทธาและความเป็นมุสลิมตลอดจนมิได้ทำให้พวกท่านเหล่านั้นสูญเสียสภาพของความเป็นผู้ผดุงธรรม (อัล-อะดาละฮฺ) แต่อย่างใด

ทั้งนี้ในอัลกุรอานได้ยืนยันรับรองถึงความมีศรัทธาของพวกเขาอยู่ดังเดิม ดังปรากฏในอายะฮฺ อัลกุรอาน ที่ว่า

وإن طائفتان من المؤمنين اقتتلوافأصلحوابينهما….الآية

“และหากว่า 2 กลุ่มจากเหล่าศรัทธาชนได้ทำการสู้รบกัน ดังนั้นพวกสูเจ้าก็จงประนีประนอมระหว่าง 2 กลุ่มนั้นเถิด” ( อัล-หุญุรอต อายะฮฺที่19 )

ดังนั้นถึงแม้ว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) และพลเมืองชามได้ทำการสู้รบกับท่านเคาะลีฟะฮฺ (ร.ฎ.) และได้ชื่อว่าเป็นผู้ละเมิด ( อัล-บุฆอฮฺ ) ก็ตาม พวกเขาก็ไม่ได้เป็นผู้ปฏิเสธ (กาฟิร) เนื่องจากอัลกุรอานได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจน ถึงความศรัทธาและความเป็นพี่น้องผู้ร่วมศรัทธาของพวกเขาเอาไว้ ทั้งๆที่มีการสู้รบเกิดขึ้น (อัซซะฮฺบียฺ : อัล-มุนตะกอฯ หน้า 291, 292)

มีผู้ถามท่านเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ถึงชาวสมรภูมิอูฐ ว่า : พวกเขาเป็นมุชริกหรือไม่?  ท่านอะลี(ร.ฎ.)  ตอบว่า : “พวกเขาหนีจากการชิริกต่างหาก!”  มีผู้กล่าวขึ้นอีกว่า : พวกเขาเป็นมุนาฟิกหรือไม่? ท่านอะลี (ร.ฎ.) ตอบว่า : “แท้จริงพวกมุนาฟิกจะไม่รำลึกถึงอัลลอฮฺนอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” มีผู้กล่าวขึ้นว่า : “พวกเขาคือใครเล่า?” ท่านอะลี (ร.ฎ.) ตอบว่า : “พวกเขาคือพี่น้องของเราที่ละเมิดต่อเรา” (อัล-บัยฮะกียฺ : อัสสุนัน อัล-กุบรอ เล่มที่8 หน้า 173 )

ส่วนกรณีสมรภูมิศิฟฟีน นั้น ท่านซัยดฺ อิบนุ อบีอัซซัรกออฺ รายงานจากญะอฺฟัร อิบนุ ซะบุรกอน จากมุอัมมัล อิบนุ อัล-อะศอม ว่า : ท่านอะลี (ร.ฎ.) กล่าวว่า : “บรรดาผู้ถูกสังหารของฉันและบรรดาผู้ถูกสังหารของมุอาวียะฮฺ อยู่ในสวนสวรรค์” ( อัซซะฮฺบียฺ ; สิยัร อะอฺลาม อันนุบะลาอฺ เล่มที่ 4 หน้า 302)

ท่านอัมมาร อิบนุยาสิร ( ร.ฎ.) ได้กล่าวถึงสมรภูมิศิฟฟินตามรายงานของซิยาด อิบนุอัล-หาริษ ว่า “ฉันอยู่เคียงข้างอัมมาร อิบนุยาสิร ที่ศิฟฟีน หัวเข่าทั้งสองฉันสัมผัสหัวเข่าทั้งสองของเขา แล้วชายคนหนึ่งก็กล่าวขึ้นว่า “ พวกพลเมืองชามเป็นผู้ปฏิเสธแล้ว” ท่านอัมมารจึงกล่าวว่า “พวกท่านอย่ากล่าวเช่นนั้น นบีของเราและนบีของพวกเขาเป็นคนเดียวกัน กิบละฮฺของเรากิบละฮฺของพวกเขาเป็นกิบละฮฺเดียวกัน แต่พวกเขาเป็นกลุ่มชนที่ถูกฟิตนะฮฺ พวกเขาเบี่ยงออกจากความถูกต้อง จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องต่อสู้กับพวกเขาเพื่อให้พวกเขากลับสู่ความถูกต้อง ( อิบนุ อบีชัยบะฮฺ ; อัลมุศอนนัฟ เล่มที่ 15 หน้า 294 )

ท่าทีของท่านอัมมาร ( ร.ฎ.) ที่มีต่อท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.) และพลเมืองชามบ่งชี้ว่าท่านรับรองสถานภาพความเป็นมุสลิมของชาวศิฟฟีน ในขณะเดียวกันก็ถือว่าชาวศิฟฟินที่ต่อสู้กับเคาะลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) เป็นฝ่ายที่ผิดพลาดในการวินิจฉัยและตีความจึงนับเป็นหน้าที่ในการต่อสู้กับชาวศิฟฟีนในประเด็นของการสู้รบกับบรรดาผู้ละเมิด ( อัลบุฆอฮฺ ) ซึ่งเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่อัลกุรอานได้วางเอาไว้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มชีอะอฺรอฟีเฎาะฮฺได้กล่าวหาและโจมตีท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.)ว่าเป็นกาฟิรด้วยการสู้รบกับท่านอะลี ( ร.ฎ.)

และดูเหมือนว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) จะตกเป็นเป้าในการโจมตีจากพวกชีอะฮฺมากที่สุดในบรรดาเศาะหาบะฮฺที่มีกรณีพิพาทกับท่านอะลี ( ร.ฎ.)- อับบาส อะลี อัลมูซาวีย์ได้กล่าวโจมตีท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.)  ด้วยข้อหาฉกาจฉกรรณ์ในหนังสือของเขาที่ชื่อ ชุบุฮาต เหาละ อัชชีอะฮฺ หน้า 131-142 และอาดิล อัลอะดีบ ในหนังสือของเขาที่ชื่อ อัลอะอิมมะฮฺ อัลอิษนาอะชัร หน้า73 เป็นต้นไป ซึ่งในบทความนี้คงไม่สามารถที่จะนำข้อมูลมาหักล้างได้เนื่องจากเรื่องนี้มีรายละเอียดมาก

แต่ถ้าจะกล่าวถึงข้อหักล้างสักหนึ่งประเด็นก็คงจะเพียงพอ กล่าวคือ  หากว่าท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) และพลเมืองชามเป็นพวกกลับกลอกที่ซ่อนเร้นการปฏิเสธเอาไว้ในใจและศรัทธาไม่เคยย่างกรายเข้าสู่จิตใจของท่านมุอาวียะฮฺเลย และท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.) เป็นผู้ที่ทำลายศาสนาอิสลามอย่างย่อยยับดังที่พวกชีอะฮฺกล่าวหาแล้วไซร้ ไฉนเลยท่านอิมาม อัล-หะสัน ( ร.ฎ.) จึงยอมประนีประนอมกับท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.) และยอมสละตำแหน่งด้วยการมุบายะอะฮฺต่อท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.)  ในปีที่เรียกกันว่า “อามุลญะมาอะฮฺ”

เป็นไปได้หรือที่ท่านอิมาม อัลหะสัน ( ร.ฎ.) จะยอมสละตำแหน่งที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงกำหนดเอาไว้แล้วแก่ลูกหลานของท่านอะลี ( ร.ฎ.) ตามความเชื่อของพวกชีอะฮฺ และนี่เป็นการสละตำแหน่งที่สำคัญที่สุดให้แก่ศัตรูของอิสลาม ซึ่งพวกชีอะฮฺเรียกขานท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.) เช่นนั้น และการกระทำของอิมามมะอฺศูมนั้นถือเป็นสิ่งถูกต้องและเป็นตัวบทตามความเชื่อของชีอะฮฺ เหตุไฉนพวกเขาจึงไม่ปฏิบัติตามการกระทำของท่านอิมามอัล-หะสัน ( ร.ฎ.) ซึ่งเป็นอิมามมะอฺศูม

หากพวกเขาจะแย้งว่าเหตุที่ท่านอิมามอัล-หะสัน ( ร.ฎ.) ต้องยอมทำเช่นนั้นก็เพื่อรักษาไว้ ซึ่งเลือดเนื้อของชาวมุสลิม ก็ต้องถามกลับไปว่า การเสียสละเช่นนี้จะมีประโยชน์อันใดในเมื่อมุสลิมจะต้องเผชิญกับการทำลายล้างอิสลามและบิดเบือนคำสอนที่บริสุทธิ์ด้วยน้ำมือของทรราชย์ผู้ปฏิเสธศรัทธาอย่างที่พวกชีอะฮฺกล่าวหาท่านมุอาวียะฮฺ ( ร.ฎ.) และคำว่ามุสลิมสำหรับความเชื่อของพวกชีอะฮฺก็คือผู้ที่ยอมรับในตำแหน่งวะศียฺของท่านอิมามอะลี ( ร.ฎ.) และลูกหลานของท่านเท่านั้น เป็นการยากที่จะได้รับคำตอบอย่างชัดเจนจากฝ่ายชีอะฮฺในเรื่องนี้

ด้วยเหตุนี้เองกระมังที่ทำให้หน้ากระดาษที่กล่าวถึงชีวประวัติของอิมามท่านที่  2 ( คือท่านอัลหะสัน) มีน้อยมากเมื่อเทียบกับอิมามท่านอื่นในตำราของพวกเขา

ท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขอย้ำเตือนผู้อ่านด้วยหลักศรัทธาของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ว่าการหลีกเลี่ยงจากการพูดถึงกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นในหมู่เศาะหาบะฮฺเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด และเรามีความรักในบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม)) ทุกท่าน และเราเชื่อว่าท่านเหล่านั้นมีความรักในระหว่างกัน

ถึงแม้ว่าจะมีข้อพิพาทเกิดขึ้น ซึ่งข้อพิพาทเหล่านั้นพวกเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง มือของพวกเรามิได้เปื้อนเลือดแม้เพียงหยดเดียว ท่านเหล่านั้นได้กลับไปสู่ผลของการกระทำที่ประพฤติเอาไว้แล้ว อัลลอฮฺไม่ถามพวกเขาถึงการประพฤติของพวกเราฉันใด พระองค์ก็ไม่ทรงถามพวกเราถึงสิ่งที่พวกท่านเหล่านั้นได้ประพฤติเอาไว้ฉันนั้น

และพวกเราจะไม่เลยเถิดในความรักที่มีต่อท่านเหล่านั้นเยี่ยงพวกอัรรอฟีเฎาะฮฺ และเราจะไม่ปฏิเสธคุณงามความดีและคุณูปการของท่านเหล่านั้นที่มีต่ออิสลาม และมุสลิม และเราจะโกรธเคืองทุกผู้ทุกนามที่กล่าวปรามาสและชิงชังอาฆาต ต่อท่านเหล่านั้น ดังเช่นการกระทำของพวกเคาะวาริจญฺ และพวกอันนะวาศิบที่กล่าวหาว่าท่านอะลี(ร.ฎ.) เป็นกาฟิรด้วยการยอมรับการตัดสินของอนุญาโตตุลาการจากสองฝ่าย และพวกอันนะวาศิบที่จงเกลียดจงชังต่ออะฮฺลุลบัยตฺ ความรักที่มีต่อท่านเหล่านั้น คือความดีงาม และศรัทธา การชิงชังต่อท่านเหล่านั้นคือ การเนรคุณ การละเมิด และความกลับกลอก

และขอพระองค์ทรงให้พวกเราสิ้นชีวิตไปจากโลกนี้พร้อมด้วยความรักที่มีต่อเหล่าเศาะหาบะฮฺทุกผุ้ทุกนาม และขอให้เราฟื้นคืนชีพในหมู่ผู้ประพฤติดีเหล่านั้นด้วยเทอญ

เตาฮีด (เอกภาพ) คือศรัทธาว่าอัลลอฮ์เป็นพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากพระองค์ ศรัทธาว่าพระองค์มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง พระองค์เป็นพระผู้ทรงสร้าง และพระผู้ทรงกำหนด

2. อะดาละฮฺ (ความยุติธรรม) คือศรัทธาว่าอัลลอฮ์ทรงยุติธรรมยิ่ง

3. นุบูวะฮฺ (ศาสดาพยากรณ์) คือศรัทธาว่าอัลลอฮ์ได้ทรงส่งศาสนทูตต่าง ๆ ที่อัลลอฮฺได้ทรงส่งมายังหมู่มนุษย์ และนบีมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตคนสุดท้าย ที่ได้รับคัมภีร์อัลกุรอาน ในนั้นมีคำสั่งสอนให้มนุษย์ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะฮฺ ทาสผู้รับใช้อัลลอฮฺ มีบทบัญญัติ และพงศาวดารของประชาชาติในอดีต เพื่อเป็นข้อคิดและอุทธาหรณ์

4. อิมามะฮฺ (การเป็นผู้นำ) ศรัทธาว่าผู้นำสูงสุดในศาสนาจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากศาสนทูตมูฮัมมัดเท่านั้น จะเลือกหรือแต่งตั้งกันเองไม่ได้ ผู้นำเหล่านั้น มี 12 คนคือ อะลี บินอะบีฏอลิบและบุตรหลานของอะลี และฟาฏิมะฮฺอีก 11 คน

5. มะอาด (การกลับคืน) ศรัทธาในวันฟื้นคืนชีพ คือหลังจากสิ้นโลกแล้ว มนุษย์จะฟื้นขึ้น เพื่อรับการตอบสนองความดีความชั่วที่ได้ทำไปบนโลกนี้

อะฮลิลบัยต์ของชีอะห์ตามทรรศนะซุนนีย์[แก้]

หะดีษ “อัษ-ษิเกาะลัยนฺ” หรือ หะดีษ “อัล-อิตเราะฮฺ” อิหม่าม อัต-ติรมิซียฺบันทึกไว้ในสุนันของท่าน 2 สายรายงานคือ 1) นัศรฺ อิบนุ อับดิรเราะหฺมาน อัล-กูฟียฺ และ ซัยดฺ อิบนุ อัล-หะสัน คือ อัล-อันมาฎียฺ จากญะอฺฟัร อิบนุ มุฮัมหมัด จากบิดาของเขา จากญาบิร อิบนิ อับดิลลาฮฺ ว่า : “ฉันเห็นท่านรสุล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ในการประกอบพิธีหัจญ์ของท่านในวันอะรอฟะฮฺ ขณะที่ท่านอยู่บนหลัง อัล-กอศวาอฺ อูฐของท่านโดยกำลังกล่าวคุฎบะฮฺ ฉันได้ยินท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า : \"ياأيهاالناس ، قدتركتُ فيكم ماإن أَخْذْتُمْ به لَنْ تَضِلُّوْا ، كتابَ اللهِ وعِتْرَتِيْ أَهْلَ بَيْتِيْ\" มีคำแปลภาษาไทยเหมือนอย่างที่ระบุมาในคำถาม 2) อะลี อิบนุ อัล-มุนซิร อัล-กูฟียฺ เล่าจากมุฮัมหมัด อิบนุ ฟุฎอยลฺ ว่า อัล-อะอฺมัช เล่าจาก อะฏียะฮฺ จาก อะบี สะอีด และ อัล-อะฮฺมัช เล่าจาก หะบีบ อิบนุ ษาบิต จาก ซัยดฺ อิบนุ อัรก็อม ทั้งสองกล่าวว่า : ท่าน รสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า : \"إني تارك فيكم ماإِنْ تَمَسَّكْتُمْ به لن تَضِلُّوابعدي ، أحدُهماأعظَمُ مِنَ الآخَرِ كتابُ الله حَبْلٌ مَمْدُوْدٌ مِنَ السَّمَاءِ إلى الأرضِ وعِتْرَتِي أهلُ بَيْتي ، ولَنْ يتفرقاحتى يردا على الحَوْضِ ، فانظُرواكيف تَخلُفُوْ ني فيهما\" “แท้จริงฉันได้ละทิ้งไว้ในหมู่พวกท่าน ซึ่งหากว่าพวกท่านได้ยึดมั่นมันไว้แล้ว พวกท่านย่อมไม่หลงทางภายหลังฉัน หนึ่งในสองสิ่งนั้นใหญ่กว่าอีกอันหนึ่ง คือ กิตาบุลลอฮฺสายเชือกที่ถูกยื่นมาจากฟากฟ้าสู่แผ่นดินโลก และเชื้อสายวงศ์วานของฉัน ทั้งสองจะไม่พรากจากกันจนกว่าทั้งสองจะเข้ามาถึงยังสระน้ำ ฉะนั้นพวกท่านจงดูเถิดว่าพวกท่านจะคล้อยหลังฉันในสิ่งทั้งสองนั้นอย่างไร? อิหม่าม อัต-ติรมิซียฺ ระบุว่าทั้งสองสายรายงานนี้ เป็นหะดีษหะสัน เฆาะรีบ ในสายรายงานที่ 1 นั้น มี ซัยดฺ อิบนุ อัล-หะสัน อัล-อัมาฏียฺ อัล-กูฟียฺ ซึ่ง อบูหาติมกล่าวถึงบุคคลผู้นี้ว่า : เป็นชาวกูฟะฮฺ มายังแบกแดดรายงานหะดีษมุงกัรฺ และอิบนุ ฮิบบาน ระบุเขาไว้ใน อัษ-ษิกอตฺ, มุฮัมหมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานียฺ กล่าวว่า สายรายงานของหะดีษนี้อ่อน (เฎาะอีฟ) (มิชกาตุลมะศอบีหฺ 3/1735) และคุฏบะฮฺของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ในหัจญ์อำลานั้น อิหม่ามมุสลิมรายงานเอาไว้ในเศาะฮีหฺของท่านจากอิหม่าม อัศ-ศอดิก จากบิดาของท่านจากญาบิร แต่ไม่มีประโยคที่ว่า : “และเชื้อสายวงศ์วานของฉัน” (وعترتي أهل بيتي) และคุฏบะฮฺนี้ก็ถูกรายงานจากญาบิร (ร.ฎ.) ด้วยสายรายงานจำนวนมากในตำราอัส-สุนนะฮฺก็ไม่มีการเพิ่มเติมตรงนี้ปรากฏอยู่เลย (อะกีดะฮฺ อัล-อิมามะฮฺฯ ; ดร.อะลี อะหฺหมัด อัส-สาลูส หน้า 132) ในสายรายงานที่ 2 นั้น อิหม่ามอัต-ติรมิซียฺ รายงานจาก อะลี อิบนุ อัล-มุนซิร อัล-กูฟียฺ จากมุฮัมหมัด อิบนุ ฟุฎอยล์ แล้วสายรายงานก็แบ่งออกเป็น 2 สาย สายที่หนึ่งสุดที่ อะฏียะฮฺ จาก อบี สะอีด สายที่ 2 สุดที่ ซัยดฺ อิบนุ อัรกอม (ร.ฎ.) ซึ่งไม่ปรากฏชัดเจนว่าสายใดเป็นต้นตอที่มา เมื่อพิจารณาสายรายงาน 4 สาย ที่อิหม่าม อะหฺหมัด บันทึกไว้ในอัล-มุสนัด จากอบี สะอีด อัล-คุดรียฺ (ร.ฎ.) ซึ่งทั้งหมดรายงานโดย อะฏียะฮฺ จากอบี สะอีด โดยมีถ้อยคำเกือบจะสอดคล้องกันในตัวบทของสายรายงานทั้ง 4 กับรายงานที่ 2 ของอิหม่ามอัต-ติรมิซียฺ ก็ให้น้ำหนักได้ว่า สายที่สุดยังอะฏียะฮฺเป็นต้นตอที่มาของเรื่อง ซึ่งอะฎียะฮฺ อิบนุ สะอฺด์ อิบนิ ญุนาดะฮฺ อัล-เอาวฺฟียฺ ผู้นี้ อิหม่ามอะหฺหมัด ระบุว่า รายงานหะดีษอ่อน และอัษ-เษารียฺ และ ฮะชิม ทั้งสองก็ถือว่าหะดีษที่อะฏียะฮฺรายงานเป็นหะดีษอ่อน อัน-นาสาอียฺ และอบูหาติมก็ถือว่าอะฏียะฮฺรายงานหะดีษอ่อนเช่นกัน แต่อิบนุ สะอฺด์ ถือว่าอะฏียะฮฺเชื่อถือได้ (ษิเกาะฮฺ) และยะหฺยา อิบนุ มะอีน ได้ถูกถามถึงหะดีษของอะฏียะฮฺว่าเป็นอย่างไร? เขาตอบว่า : ดี (ศอลิหฺ)


1. ศรัทธา ใน พระเจ้าองค์เดียว คือ อัลลอฮ์ อิสลามถือว่า ในสากลจักรวาลทั้งหลายมี พระเจ้าที่เที่ยงแท้ เพียงองค์เดียว เป็นผู้สร้างสากลจักรวาลและ เป็นผู้บริหารควบคุม โลกนี้มิใช่เกิดมาด้วยความบังเอิญ ถ้าเกิดมาโดยบังเอิญ มันจะมีระบบระเบียบแบบแผน ในการโคจรไม่ได้ โลก ดวงอาทิตย์ และ ดวง จันทร์ ได้หมุนโคจรอย่างมีระบบ รักษาตำแหน่งหน้าที่ของมัน อย่างคงเส้น คงวา นับเป็นเวลานานไม่รู้กี่ล้านปี โดยที่มันไม่เคยชนกันเลย นี่ต้องแสดงว่ามีผู้บริหาร และต้องมีผู้ควบคุมมัน

2. ศรัทธาในบรรดามลาอิกะฮ์ของพระองค์ มลาอิกะฮ์ คือ ผู้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่าง พระผู้เป็นเจ้า กับ ศาสดา ทั้งหลาย เพื่อจะได้ให้ ศาสดาดังกล่าวได้รับวิวรณ์จากอัลลอฮ์ มนุษย์เราแม้จะมีปัญญาสักปานใดก็ตาม ก็ต้องอาศัยสื่อภายนอกด้วยเหมือนกัน เช่น มนุษย์นั้น แม้จะมีสายตาดีสักเพียงใดก็ตาม เขาก็ไม่สามารถมองเห็นวัตถุใดๆ ได้เลยถ้าหากไม่มีแสงสว่างเป็นสื่อ คำว่า มลาอิกะฮ์ หาคำศัพท์แปลเป็นภาษาไทยไม่ได้ มลาอิกะฮ์ เป็นนามธรรม ไม่ใช่ เทวทูต เทวดา หรือ ทูตสวรรค์ แต่ในศาสนาอิสลาม ถือว่า มลาอิกะฮ์ ไม่มีเพศ ไม่ขัดขืนคำสั่งของอัลลอฮ์ ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่หลับ ไม่นอน มลาอิกะฮ์คือ อำนาจแห่งความดี ส่วนอำนาจแห่งความชั่วนั้นคือ ชัยฎอน หรือซาตาน หรือ มาร นั่นเอง ดังนั้น มลาอิกะฮ์ จึงไม่ใช่ เทวดา และ นางฟ้า

3.ศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ ทั้งหลายของพระองค์ มุสลิมต้องเชื่อถือ ต้นฉบับดั้งเดิมของคัมภีร์ทั้งหลายทุกๆเล่มในอดีตรวมทั้งอัลกุรอานด้วย ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขว่า คัมภีร์เหล่านั้นต้องเป็น วะห์ยู(ได้รับการดลใจ) มาจากอัลลอฮ์และ ต้องมีเนื้อหาสาระตรงกับอัลกุรอาน มุสลิมต้องเชื่อถือ ในส่วนบริสุทธิของคัมภีร์เท่านั้น อิสลามถือว่า คัมภีร์ที่สมบูรณ์ที่สุด และเป็นคัมภีร์สุดท้ายคือ อัลกุรอาน ซึ่งได้ถูกประกาศใช้ต่อมวลมนุษย์ชาติทั้งหลาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและ ความสันติสุข แก่มวลมนุษย์ทุกคน

4.ศรัทธาในบรรดานะบี(ศาสดา)ทั้งหลาย มุสลิมทุกคน ต้องยอมรับนับถือศาสดาทั้งหลายที่มาเทศนานับตั้งแต่นะบีอาดัม(อ)จนถึงนะบีมุฮัมมัด(ศ) ไม่ว่าศาสดาเหล่านั้นจะปรากฏชื่ออยู่ในคัมภีร์อัลกุรอานหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่า ศาสดาเหล่านั้น จะเป็นชนชาติใด อยู่ที่ไหน พูดภาษาอะไร ก็ตามมุสลิม ต้องให้เกียรติ ยกย่องศาสดาเหล่านั้น อย่างเท่าเทียมกันหมด นะบีมุฮัมมัด(ศ)เป็นศาสดาสุดท้ายของโลก ที่มารับภารกิจต่อจากศาสดาก่อนๆที่เชิญชวนมนุษย์ให้รู้จักพระเจ้า และดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระองค์ ท่านนะบีมุฮัมมัด(ศ)ได้กล่าวว่า หลังจากท่านแล้วจะไม่มีศาสดาเกิดขึ้นมาอีกเพราะถือว่า ท่านได้นำคำสอน หรือ แนวทางแห่งการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์มาสู่มนุษย์ชาติแล้ว ก่อนที่ท่านนะบีมุฮัมมัด(ศ)จะจากไป ท่านได้ประกาศแต่งตั้ง อาลี บิน อะบีตอลิบ ให้เป็นผู้ปกครองบรรดามุสลิมสืบต่อจากท่านไว้ที่ เฆาะดีรคุม ประเทศซาอุดิอารเบีย และท่าน(ศ)ยังได้ประกาศว่าผู้ปกครองที่สืบต่อจากท่านนั้นมีสิบสองคน โดยท่านได้ระบุรายชื่อพวกเขาเอาไว้อย่างชัดเจน หลังจากท่านนะบี(ศ)เสียชีวิต มุสลิมกลุ่มหนึ่งจึงถือว่าเรื่อง อิมามะฮ์ หรือ คอลีฟะฮ์นั้นเป็นสิทธิของท่านอาลีเท่านั้น ท่านนะบี(ศ)ได้เรียกชื่อมุสลิมกลุ่มนี้ว่า ชีอะฮ์อาลี

5. ศรัทธาในวันสุดท้าย และ การเกิดใหม่ ใน วันปรโลก อิสลามถือว่า โลกที่เราอาศัยอยู่นี้ เป็นเพียงวัตถุธาตุชิ้นหนึ่ง ซึ่งต้องมีการแตกสลายเหมือนๆกับวัตถุหรือสิ่งอื่นๆ แน่นอนโลกของเรา ต้องถึงจุดจบไม่วันใดก็วันหนึ่ง เมื่อโลกแตกสลายแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดับสิ้น เว้นแต่ อัลลอฮ์เท่านั้นที่ยังดำรงอยู่ และมนุษย์ทั้งหลาย ก็จะไปฟื้นคืนชีพใหม่อีกครั้งในโลกหน้า แต่จะไปเกิดในสภาพใดนั้นไม่มีมนุษย์ผู้ใดรู้ได้ การฟื้นขึ้นใหม่อีกในครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะให้มนุษย์รับผลตอบแทนตามที่เขาได้กระทำไว้เมื่อครั้งที่เขา ยังมีชีวิตอยู่ ผลงานของเขาในโลกนี้ จะเป็นตัวกำหนด ว่าเขาจะเป็นผู้ได้รับสวรรค์ หรือ นรก ไม่มีใครช่วยใครได้ ไม่มีการกลับชาติมาเกิด ถ้าเราไม่เชื่อในเรื่องการฟื้นขึ้นใหม่แล้ว สังคมของเราก็จะสับสนปั่นป่วนวุ่นวาย หาความสงบสุขไม่ได้ ดังเช่น พวกอาหรับ ในยุคญาฮิลียะฮ์ (ยุคแห่งอวิชาและป่าเถื่อน) ซึ่งเชื่อว่าเมื่อพวกเขาเกิดมาแล้วก็ตายไป คือตายแล้วศูนย์ เหมือนดังสัตว์อื่นๆ ความดี ความชั่ว ที่เขาได้กระทำมานั้น ไม่มีการตอบแทนใดๆทั้งสิ้น ดังนั้น พวกเขาจึงใช้ชีวิตความเป็นอยู่ ไปในทางชั่วช้าทุกรูปแบบ จนสร้างความเสียหายปั่นป่วนให้แก่สังคมเป็นอย่างยิ่ง

6.ศรัทธาในกฎกำหนดสภาวะของพระองค์ คือต้องศรัทธา ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในสากลจักรวาลนี้ล้วนเกิดขึ้นมา และดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ของอัลลอฮ์ทั้งสิ้น เช่น ไฟ มีคุณสมบัติ ร้อน น้ำไหลจากที่สูง ลงสู่ที่ต่ำแพะ แกะ วัว ควาย สุนัข ออกลูกเป็นตัว นก เป็ด ไก่ ออกลูกเป็นไข่ ต้นมะม่วงต้องออกลูกเป็นมะม่วง ต้นกล้วยจะออกลูกเป็น ต้น แอปเปิลไม่ได ทุกๆชีวิตต้องตาย นี่คือ กฎกำหนดสภาวะของอัลลอฮ์ หมายความว่า กฎ ธรรมชาติทั้งหลายนั้น อัลลอฮ์ เป็น ผู้ทรงสร้าง และ ควบคุม มัน ส่วนการกำหนด สภาวะในหลัก จริยธรรม ความดี ความชั่ว นั้น พระองค์จะเป็นผู้บอก เราเองว่า อะไรคือ ดี และอะไรคือ ชั่ว แต่สิ่งที่ใช้วัดความดีความชั่วนั้น ในอิสลาม ถือ ว่ามันไม่ได้มาจาก มติบุคคล หรือ มติของ มหาชน มิได้อาศัย ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือ ความนิยม หรือสิ่งแวดล้อม เป็น เครื่อง กำหนด เพราะถ้ามนุษย์เป็น ผู้กำหนดความดี ความชั่วแล้ว มาตรฐานความดีของมนุษย์ก็จะ แตกต่างกัน การที่มนุษย์ ได้กระทำความดี ความชั่วนั้น อัลลอฮ์ ไม่ได้เป็นผู้ลิขิต ชะตาชีวิตของเขา ไว้ล่วงหน้ามาก่อน สิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่กับการกระทำ หรือ การตัดสินใจของมนุษย์เอง เพราะอัลลอฮ์ ได้ให้ความคิด อิสระเสรี แก่เขา ในการที่เขาจะเลือกทางเดินของเขาเอง ดังนั้นเหตุการณ์ต่างๆที่ สับสน วุ่นวาย อยู่ในบ้านเมือง หรือ สังคมนั้น มันเกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเองทั้งสิ้น มิใช่เกิดขึ้นจาก การกำหนด หรือการ ลิขิต ของ พระผู้เป็นเจ้า ความจน ความ รวย ความทุกข์ทรมาน ความทุกข์ยาก ความขมขื่น ที่เกิดแก่มนุษย์นั้น ก็เนื่องมาจากผู้ปกครองขาดความรับผิดชอบนั่นเอง การที่อัลลอฮ์ไม่ได้ เป็นผู้ขีดชะตากรรมของผู้ใดไว้ล่วงหน้ามานั้นก็เพื่อที่จะให้มนุษย์ได้มีความรับผิดชอบในการงานของตนเองที่ได้กระทำไว้ ความเชื่อเกี่ยวกับความดีและความไม่ดีที่อัลลอฮ์กำหนดนั้น พวกขวาสุดโต่งเชื่อว่า อัลลอฮ์กำหนดให้คนหนึ่งเป็นคนดีดังนั้นเขาจึงได้เข้าสวรรค์ และทรงกำหนดให้อีกคนหนึ่งทำความชั่วแล้วก็ทรงลงโทษเขาต่อความผิดกลุ่มนี้ชื่อว่า”พวกญับรียะฮ์” อีกพวกหนึ่งก็ซ้ายตกขอบเพราะเชื่อว่า อัลลอฮ์ทรงมอบเสรีภาพในการกระทำและการแสวงหาปัจจัยต่างๆให้เขาตามใจปรารถนา โดยที่พระองค์จะไม่เข้าไปก้าวก่ายเขาเลยสักนิด กลุ่มนี้ชื่อว่า “พวกตัฟวีฎ” เกี่ยวกับคนสองกลุ่มนี้ อิม่ามญะอ์ฟัร(อ)ได้สอนชีอะฮ์ว่า > لاَ جَبْر وَلاَ تَفْوِيْض بَلْ أمرٌ بَيْنَ أَمْرَيْنِ (เรา)ไม่ใช่พวกญับร์และไม่ใช่พวกตัฟวีฎ แต่ทว่า(ความเชื่อที่ถูกต้องนั้นเรา)อยู่ระหว่างสองเรื่อง < ชีอะฮ์อยู่ระหว่างทางสายกลางของสองความเชื่อนี้กล่าวคือ ชีอะฮ์เชื่อว่า อัลลอฮ์ตะอาลาทรงทำให้มนุษย์มีความสามารถบนการกระทำของเขา และทรงวางขอบเขตในการกระทำไว้ให้กับพวกเขา ทรงห้ามปรามพวกเขาให้ออกห่างจากสิ่งไม่ดีสิ่งชั่วร้ายและทรงสัญญาว่าจะลงโทษถ้าฝ่าฝืน และพระองค์ไม่เคยบังคับใครให้กระทำความชั่วและก็ไม่เคยปล่อยให้พวกเขากระทำชั่วโดยเสรี เพราะอัลลอฮ์ทรงรับสั่งมนุษย์ให้ทำความดีและทรงสั่งห้ามในเรื่องการทำความชั่ว นี่คือความเชื่อของชีอะฮ์ที่แตกต่างจากพวกญับรียะฮ์และพวกตัฟวีฎ หากถามว่า ความชั่วร้ายเลวทรามเกิดจากใคร อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า مَّا أَصَابَكَ مِنْ حَسَنَةٍ فَمِنَ اللّهِ وَمَا أَصَابَكَ مِن سَيِّئَةٍ فَمِن نَّفْسِكَ ความดีใดๆ ที่มาประสบแก่เจ้านั้นมาจากอัลลอฮ์ และความชั่วใดๆ ที่มาประสบแก่เจ้านั้นมาจากตัวของเจ้าเอง (อันนิซาอ์ : 79) เราเชื่อว่าเป็นไม่ได้ที่อัลลอฮ์จะทรงกำหนดให้มนุษย์คนหนึ่งเป็นคนชั่ว แล้วเอาเขาลงนรกเพราะเหตุที่เขาถูกกำหนดให้ทำชั่ว หากอัลลอฮ์ทรงกำหนดเช่นนั้นจริง ย่อมถือว่าอัลลอฮ์ไม่มีความยุติธรรมต่อมนุษย์และนั่นคือการอธรรม(ซอเล็ม) อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า أَلاَ لَعْنَةُ اللّهِ عَلَى الظَّالِمِينَ จึงรู้เถิดว่า อัลลอฮ์ทรงละอ์นัต(สาปแช่ง)คนซอเล็ม(ผู้อธรรม)ทั้งหลาย (ฮูด : 18) อัลลอฮ์คือผู้สร้างความชั่วร้ายจริงหรือ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า مِن شَرِّ مَا خَلَقَ จากความชั่วร้ายที่พระองค์ทรงสร้างมา (อัลฟะลัก : 2) ชัรรุน – شَـرٌّ “ แปลว่า สิ่งไม่ดี,ความชั่วร้าย,ความเลว,อันตราย อธิบาย : ท่านต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องก่อนว่า ในตัวมนุษย์และทุกสิ่งในโลกนี้ มีทั้งสิ่งดีและไม่ดีอยู่ในตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต วัตถุหรือไม่ใช่วัตถุ มนุษย์หรือญิน หรือสัตว์ร้ายเช่นสิงห์โต,เสือ แมลงหรือสัตว์เลื้อยคลานเช่น แมงป่อง,ตะขาบ,งูเห่า ต้นไม้ใบหญ้าพืชผักผลไม้ล้วนมีทั้งสรรพคุณและเป็นพิษเป็นอันตราย หรือโรคภัยไข้เจ็บ หรือภัยธรรมชาติเช่นลมพายุ,น้ำท่วม หรือชัยตอนมารร้ายที่มองไม่เห็นที่คอยกระซิบกระซาบจิตใจมนุษย์... สิ่งเหล่านี้อาจสร้างความเดือดร้อนให้คนเราได้ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะความเป็นอยู่ของแต่ละคนว่าจะเผชิญกับสภาวะการณ์เช่นใด มนุษย์บางคนทุ่มเทชีวิตค้นคว้าตัวยาเพื่อรักษาโรคที่รักษาไม่หายจนหายได้ และมนุษย์บางคนก็ผลิตสารเคมีมาเพื่อทำลายชีวิตมนุษย์นับล้านคน มนุษย์ระเบิดภูเขามาสร้างอาคารบ้านเรือนเพื่อปกป้องชีวิตให้พ้นภัยอันตราย แต่ก้อนหินเหล่านั้นก็สามารถทำให้มนุษย์ถึงแก่ความตายได้เช่นกัน สิงห์โตเป็นสัตว์ดุร้ายคร่าชีวิตมนุษย์ได้ในพริบตา แต่มนุษย์ก็สามารถฝึกฝนจนมันเชื่องนำมาแสดงละครสัตว์ให้ความเพลิดเพลินได้เช่นกัน แมงป่องทะเลทรายมีพิษร้ายแรงมากถ้าถูกต่อยก็ตายได้ แต่พิษของมันก็สามารถรักษาคนเป็นอัมพาตให้หายได้ งูเห่าฉกคนตายได้และพิษงูเห่าก็ผลิตเป็นเซรุ่มได้ด้วยเช่นกัน ลมและน้ำมีทั้งคุณและโทษ ถ้าลมไม่พัดอากาศจะร้อน แต่ถ้าพัดแรงก็กลายเป็นพายุ ถ้าฝนไม่ตกก็เกิดภัยแล้ง แต่ถ้าตกชุกมากไปน้ำก็ท่วม อัลลอฮ์ตะอาลาไม่ได้สร้างสิ่งเหล่านี้มาให้โทษให้ร้ายกับมนุษย์ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นมันขึ้นอยู่ที่สภาวะการณ์และตัวแปร เพราะฉะนั้นเราจะเหมาเอาสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นจากคนและสิ่งต่างๆที่เราเผชิญกับมันมาปรักปรำว่า อัลลอฮ์ทรงประสงค์จะให้สิ่งร้ายๆเกิดขึ้นกับเรานั้นไม่ได้ เพราะอัลลอฮ์ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตาความรักและทรงให้ความยุติธรรมต่อมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นมุอ์มินหรือกาเฟ็ร

หลักอีหม่าน ที่ได้รับจาก นักปราชญ์ชีอะฮ์[แก้]

เรามักจะพบตำราหลักศรัทธาชีอะฮ์ได้แบ่งหลักศรัทธาออกเป็นห้าหัวข้อคือ 1,เตาฮีด 2,อาดิล 3,นุบูวะฮ์ 4,อิมามะฮ์ 5,มะอ๊าด

ใครคือผู้กำหนดหลักศรัทธาทั้งห้านี้

คำตอบคือ เชคมุฟีด

ชื่อจริง มุฮัมมัด บินมุฮัมมัด บินอัน-นุอ์มาน ชาวเมืองแบกแดด ประเทศอิรัค เกิดวันที่ 11 ซุลกิอ์ดะฮ์ ฮ.ศ.336 มรณะคืนวันศุกร์ที่ 3 รอมฎอน ฮ.ศ. 413 รวมอายุ 95 ปี ร่างถูกฝังไว้ที่เมืองกาซิเมน อิรัค ตรงบริเวณด้านล่างสุสานของอิม่ามญะวาด(อ)

ในหนังสือชื่อ “อันนุกัต อัลอิอ์ติกอดียะฮ์ “ เชคมุฟีดได้แบ่งหลักศรัทธาออกเป็น 5 บทคือ

1. มะอ์ริฟะตุลเลาะฮ์วะศิฟาติฮี (การรู้จักพระเจ้าและคุณลักษณะของพระองค์) 2. อัลอัดลุ (ความยุติธรรมของอัลลอฮ์) 3. อัน-นุบูวะฮ์ ( การศรัทธาต่อศาสดาของอัลลอฮ์) 4. อัลอิมามะฮ์ ( การศรัทธาต่อผู้นำที่สืบต่อจากนะบีมุฮัมมัด) 5. อัลมะอ๊าด (การศรัทธาต่อวันปรโลก)

หลังจากเชคมุฟีดเสียชีวิต นักวิชาการชีอะฮ์ยุคต่อมาได้เรียบเรียงตำราอุซูลุดดีนโดยแบ่งหลักศรัทธาออกเป็นห้าหัวข้อเหมือนที่เชคมุฟีดได้นำเสนอไว้ 1. เตาฮีด (การศรัทธาต่อเอกภาพของอัลลอฮ์) 2. อัลอัดลุ (การศรัทธาต่อความยุติธรรมของอัลลอฮ์) 3. อัน-นุบูวะฮ์ ( การศรัทธาต่อบรรดาศาสดาของอัลลอฮ์) 4. อัลอิมามะฮ์ ( การศรัทธาต่อผู้นำที่สืบต่อจากนะบีมุฮัมมัด) 5. อัลมะอ๊าด (การศรัทธาต่อวันปรโลก)

การแบ่งหลักศรัทธาของเชคมูฟีดเช่นนี้ ได้กลายเป็นเรื่องที่แพร่หลายกันในหมู่อุละมาอ์ชีอะฮ์ และได้ถ่ายทอดกันมาจนถึงยุคปัจจุบัน

ชีอะห์บางความเชื่อ ประวัติศาสตร์ได้ระบุว่าอิมามอะลีย์ บินอะบีฏอลิบได้ตระหนักถึงความเลวร้ายของแผนการณ์ของพวกสับปลับเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้จัดการอย่างเฉียบขาดกับพวกนี้ ด้วยการสั่งให้พวกเขากระโดดจากเชิงกำแพงลงไปในหลุมที่สุมไฟ เพื่อให้ตายทั้งเป็น และเพื่อไม่ให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง กระนั้นก็ตาม ก็ยังไม่สามารถที่จะลบล้างแผนร้ายของพวกโซโรอัสเตอร์ชาวเปอร์เซียและพวกอื่น ๆ อีกหลายสิบล้าน ที่ตกอยู่ภายใต้อาณาจักรอิสลามที่กว้างใหญ่ไพศาล แผนการณ์ร้ายด้วยการแอบอ้างว่าอิมามอะลีย์เป็นพระเจ้าในอดีตมีหลายสาย ล้วนแล้วแต่แอบอ้างว่าเป็นชีอะฮฺ รักอะฮฺลุลเบตทั้งสิ้น เช่น พวกฆุรอบียะฮฺ พวกบาซิฆียะฮฺ พวกยะอฺฟูรียะฮฺ เช่น พวกซัมมียะฮฺ พวกที่ยังคงหลงเหลือจนถึงปัจจุบันก็คือ พวกชีอะฮฺอะละวียะฮฺ ความเชื่อของพวกฆุลาต พวกฆุลาตแต่ละสายอาจจะมีความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่มีความเชื่อที่เหมือนกันคือยกย่องอะลีย์ จนเกินเลยไป อีกทั้งยังตัดตอนเปลี่ยนแปลงกฏบัญญัติศาสนา นุศ็อยรียะฮฺ ลัทธินุศ็อยรียะฮฺ หรือที่เรียกว่าอะละวียะฮฺหลังจากที่ชามตกภายใต้อาณานิคมของฝรั่งเศสโดยอ้างว่าเป็นพรรคพวกของอะลีย์ บินอะบีฏอลิบ พวกนุศ็อยรียะฮฺเป็นพวกที่ตามนุศ็อยรฺ บินอับดิลลาฮฺ ลูกศิษย์ของอิมามฮาดี อิมามชีอะฮฺที่ 11 ทว่าหลักความเชื่อของพวกนี้มีความคล้ายคลึงกับพวกชีอะฮฺอิสมาอีลียะฮฺ จนดูเหมือนว่าได้แตกสาขาออกจากลัทธิอิสมาอีลียะฮฺ แล้วมาตั้งตนเป็นอิสระทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าลัทธินี้ได้รับอิทธิพลจากพวกชีอะฮฺอิสมาอีลียะฮฺ ซึ่งมีอิทธิพลในภูมิภาคนี้เป็นเวลานาน อย่างไรก็ตามลัทธินี้ยังได้เก็บเอาความเชื่อของศาสนาอื่นในภูมิภาคนี้มาผสมผสาน ความเชื่อของพวกนุศ็อยรียะฮฺที่ขัดแย้งกับอิสลามอย่างรุนแรงมีเช่น 1. บทบัญญัติอิสลามแบ่งออกเป็นสองประเภทคือซอหิร (ภายนอก) และบาฏิน (ภายใน) ที่เป็นแก่นก็คือสิ่งที่อยู่ภายใน ด้วยเหตุนี้กฏบัญญัติภาคบังคับทั่วไป เช่น การนมาซ ถูกกำหนดให้แก่คนทั่วไป พวกนุศ็อยรียะฮฺไม่จำเป็นต้องนมาซเพราะถือว่าเป็นผู้ที่เข้าใจศาสนาอย่างถ่องแท้แล้ว และบริสุทธิ์แล้ว 2. อะลีย์ บินอะบีฏอลิบคืออัลลอฮฺที่ได้ทรงอวตารลงมา (เลียนแบบฮินดู) 3. เชื่อในตรีเอกานุภาพ (Trinity) (เลียนแบบศาสนาคริสต์) ยกย่องบุคคลสามคน นั่นคือ อะลีย์ อัลมะอฺบูด (อะลีย์อันเป็นที่สักการะบูชา) มุหัมมัด อัลมะฮฺมูด (นบีมุหัมมัดอันเป็นที่สรรเสริญ) และ สัลมาน อัลฟาริสีย์ อัลบาบ (ซัลมาน แห่งเปอร์เซีย เป็นประตู) ทั้งสามคนนี้ล้วนแล้วแต่เป็นอวตารของอัลลอฮฺ ทว่าอะลีย์เป็นอวตารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยเหตุผลทางการเมือง พวกนุศ็อยรียะฮฺจะยอมรับว่าพวกเขาเป็นชีอะฮฺอิมามียะฮฺอิษนาอะชะรีะฮฺ พวกนุศ็อยรียะฮฺรุ่นใหม่ได้เดินทางไปศึกษาศาสนาอิสลามที่กุม ทว่าในภาคปฏิบัติพวกเขาก็ยังซุกซ่อนความคิดบาฏินีย์(ความเชื่อภายใน)อยู่ ปัจจุบันมีประชากรชาวนุศ็อยรียะฮฺในซีเรีย 1.35 ล้าน ในเลบานอน 100,000 คน และในตุรกี 1 ล้านคน

อ้างอิง[แก้]