กรมหมื่นอินทรภักดี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กรมหมื่นอินทรภักดี
ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
สวรรคตพ.ศ. 2293
กรุงศรีอยุธยา อาณาจักรอยุธยา

พระเจ้าหลานเธอ กรมหมื่นอินทรภักดี[1] หรือ เจ้าพระพิไชยสุรินทร์ ไม่ปรากฎพระนามเดิม เป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระเพทราชา ราชนิกูลราชวงศ์บ้านพลูหลวง และเป็นอธิบดีกรมพระคชบาล[1] ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระจนถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

พระราชประวัติ[แก้]

กรมหมื่นอินทรภักดี เดิมนั้นเป็นนายกรินท์คชประสิทธิ์ ทรงบาทซ้ายในกรมพระคชบาล ซึ่งเป็นพระราชนัดดารับราชการมาด้วยกันกับพระเพทราชาเมื่อครั้งรับราชการกรมช้างก่อนขึ้นเสวยราชย์ พอเสวยราชสมบัติแล้วสมเด็จพระเพทราชาจึงทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นเจ้าราชนิกูล ชื่อ เจ้าพระพิไชยสุรินทร์[2]

สมเด็จพระเพทราชาทรงโปรดปรานเจ้าพระขวัญ พระราชโอรสของพระองค์และกรมหลวงโยธาทิพ (หลักฐานร่วมสมัยว่ากรมหลวงโยธาเทพ) แถมมีผู้คนมากมายต่างพากันนับถือ ทำให้กรมพระราชวังบวรฯ เกิดความหวาดระแวงว่าราชสมบัติจะตกไปอยู่กับเจ้าพระขวัญ จึงเกิดเหตุการณ์นำเจ้าพระขวัญมาสำเร็จโทษด้วยไม้ท่อนจันทร์

ปรากฎความหนึ่งว่า[3]

แผ่นดินขุนหลวงเสือ เห็นจะฆ่ามากเพราะคนนิยมเจ้าพระขวัญ ฤาพวกเจ้าพระพิไชยสุรินทรจะเป็นขุนนางอยู่ไม่ได้

เมื่อสมเด็จพระเพทราชาซึ่งทรงประชวรทรงทราบทรงพระพิโรธกรมพระราชวังบวรฯ เป็นอันมากแลตรัสว่าจะไม่ยกราชสมบัติให้แก่กรมพระราชวังบวรฯ แล้วทรงพระกรุณาตรัสเวนราชสมบัติให้ "เจ้าพระพิไชยสุรินทร" พระราชนัดดา ดังปรากฎใน พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ว่า[4]

"...มีพระราชดำรัศให้หาเจ้าพระพิไชยสุรินทรราชนัดา ขึ้นมาเฝ้าบนพระที่นั่งบันยงครัตนาศน ซึ่งเสดจทรงพระประชวรอยู่นั้น แล้วทรงพระกรุณาตรัสมอบเวรราชสมบัติให้แก่เจ้าฟ้าพระพิไชยสุรินทร แล้วสมเดจพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสดจสวรรคตในเพลาราษตรีวันนั้น..."

หลังจากสมเด็จพระเพทราชาเสด็จสวรรคต กรมพระราชวังบวรฯ ไม่ได้เสร็จพระราชดำเนินมายังพระราชวังหลวง และเจ้าพระพิไชยสุรินทร์ก็เกรงพระเดชานุภาพจึงได้นำเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ทั้ง 5 ประการ พร้อมท้าวพระยาเสนาบดีขึ้นเข้าเฝ้ากรมพระราชวังบวรฯ เพื่อกราบบังคมทูลถวายราชสมบัติและเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ แต่กรมพระราชวังบวรฯทรงไม่รับ และมีพระบัณฑูรตรัสแก่เจ้าพระพิไชยสุรินทร์ว่า[5]

"พระราชโองการโปรดมอบเวนราชสมบัติให้เป็นสิทธฺแก่ท่านแล้ว ท่านจงครองราชสมบัติเถิด แลซึ่งท่านจะมายกราชสมบัติให้แก่เรา แลเราจะรับราชสมบัตินั้น ก็จะเป็นการละเมิดพระโองการไปดูมิบังควรนัก"

เจ้าพระพิไชยสุรินทร์จึงทราบทูลอ้อนวอนหลายครั้ง และซบพระเศียรเกล้าลงกลิ้งเกลือกกับฝ่าพระบาทของกรมพระราชวังบวรฯ และกราบทูลวิงวอนกับกรมพระราชวังบวรฯ ความว่า[5]

"ข้าพระพุทธเจ้าวาสนาบารมีก็น้อยบุญน้อยกําลังน้อย มิอาจสามารถจะดํารงราชสมบัติไว้ได้ ถ้าแลข้าพระพุทธเจ้าจะครองแผ่นดินสืบ ไปบัดนี้ เห็นจะมีภยันตรายแก่ราชสมบัติและบ้านเมือง สมณพราหมณาจารย์อาณาประชาราษฏรจะได้ความเดือดร้อนเป็นมั่งคง อันเศวตฉัตรนี้เป็นมหาสิริอันประเสริฐ ถ้าบุคคลผู้ใดมิได้มีบุญญาภิสังขารล่ำสมมาแต่ก่อน ก็หาดำรงรักษาไว้ได้ไม่ อุปมาดังมันเหลวแห่งพระยาราชสีห์ มีธรรมชาติอันสุขุมละเอียดยิ่งนัก ถ้าจะเอาภาชนะใด ๆ ก็ดีมารองรับไว้นั้น ก็หารองรับไว้ได้ไม่ ก็จะไหลรั่วไปเสียสิ้น แลซึ่งจะรองรับไว้ได้นั้น ก็แต่สุวรรณภาชนะสิ่งเดียว และพระองค์กอปรด้วยพระกฤษฎาเดชาธิการภินิหารบารมีมาก สมควรจะดำรงราชอาณาจักรในแผ่นดินสยามประเทศได้ อุปมาดังภาชนะทองอันรองรับไว้ซึ่งมันเหลวแห่งพระยาราชสีห์เหมือนฉะนั้น ขอพระองค์จงทรงพระกรุณาโปรดครอบราชสมบัติโดยสุภาวสุจริตธรรมเถิด เหมือนพระองค์ทรงพระมหาการุญภาพแก่แผ่นดิน อย่าให้เป็นจลาจลเลย สมณพราหมณาจารย์อาณาประชาราษฎรจะได้พึ่งพระบารมีร่มเป็นเป็นสุขานุสุข แลซึ่งพระองค์จะมิทรงพระกรุณาโปรดรับครองราชสมบัติไซร้ ก็เหมือนหนึ่งมิทรงพระกรุณาแก่แผ่นดินและไพร่ฟ้าข้าขอบขัณฑเสมาทั้งปวง เห็นว่าบ้านเมืองจะเกิดอันตราย สมณพราหมณาจารย์อาณาประชาราษฎรจะได้ความเดือดร้อนเป็นแท้ ข้าพระพุทธเจ้าก็จะหาที่พึ่งที่พำนักมิได้ ก็จะกราบถวายบังคมลาพระองค์ บุกป่าผ่าดงไปซุกซ่อนนอนตายเสียตามยถากรรมของข้าพระพุทธเจ้า"

กรมพระราชวังบวรฯ ก็รับพระโองการและพระบัณฑูรตามเจ้าเจ้าพระพิไชยสุรินทร์ และจัดพระราชพิธีราชาภิเษกตามอย่างโบราณราชประเพณีเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8

ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ สถาปนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าและทรงกรมเป็นเจ้าต่างกรม เฉลิมพระยศว่า พระเจ้าหลานเธอ กรมหมื่นอินทรภักดี[6] มีความชอบครั้งถวายราชสมบัติให้แก่สมเด็จพระเจ้าสุริเยนทราธิบดี[7] และตั้งเป็นเจ้ากรมพระคชบาล ข้อสันนิษฐานของสมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เรื่อง กรมหมื่นอินทรภักดี ทรงทราบไม่แน่ชัดว่าเป็นพระองค์ใดแต่ทรงสันนิษฐานว่าเป็นเจ้าพระพิไชยสุรินทร์ ราชนิกุล[8]

ต่อมาในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พ.ศ. 2277 ได้มีพระราชโองการให้กรมหมื่นอินทรภักดีกับเจ้าพระยากลาโหม ขึ้นไปล้อมช้าง ณ เมืองลพบุรี[9]

ปรากฎความว่า[10][11]

"...วันเดือน ๙ ข้างขึ้น ปีขาล ฉศก มีพระราชโองการให้กรมหมื่นอินทรภักดีกับเจ้าพระยากลาโหม ขึ้นไปล้อมช้าง ณ เมืองลพบุรี ครั้น ณ เดือน ๑๐ ก็เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปเมืองลพบุรี ให้ออกไปเร่งนายกองต้อนสัตว์จตุบาท มาแต่ทะลชุบศรฟากตะวันออกที่ล้อมเก่าเมื่อครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเจ้านั้น แล้วเสด็จพระราชดำเนินออกไปขึ้นพระตำหนักห้างให้คนยิง ปืน ตีม้า ฬ่อ ฆ้องกลองโห่ร้องเร้าเข้ามา แลฝูงโค กระทิง มหิงสาเถื่อน ละมั่ง กวาง ทราย สุกรป่า วิ่งกระเจิงออกมาเป็นอันมาก ฝูงช้างเถื่อนก็วิ่งบากบ่ายหน้าหนี ช้างเชือกก็วงล้อมไว้ ได้ทีคล้องต้อนไล่ช้าง"

ครั้นกรมหลวงโยธาเทพเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2278 กรมหมื่นอินทรภักดีทรงรับหน้าที่เป็นผู้โยงพระมหาพิชัยราชรถ[12]

กรมหมื่นอินทรภักดีสิ้นพระชนม์เมื่อศักราช ๑๑๑๒ ปีมะเมีย (ตรงกับปี พ.ศ. 2293)[13] สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โปรดให้สร้างพระเมรุชั้นเจ้าต่างกรม และเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพกรมหมื่นอินทรภักดี ณ วัดไชยวัฒนาราม[14]

ส่วนคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม และคำให้การชาวกรุงเก่า กล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของกรมหมื่นอินทรภักดีต่างจากพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาออกไป กล่าวคือ เมื่อปลายรัชกาลสมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ เกิดปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติระหว่างเจ้าฟ้าอภัยกับพระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (เจ้าฟ้าพร) เจ้าพระพิไชยสุรินทร์ เจ้าราชนิกุล ก็ได้ไปเข้ากับวังหลวงฝ่ายเจ้าฟ้าอภัย เมื่อกรมพระราชวังบวรฯ (เจ้าฟ้าพร) มีชัยชนะได้ขึ้นครองราชย์แล้ว จึงจับเจ้าฟ้าอภัยและเจ้าฟ้าปรเมศวร์ไปสำเร็จโทษเมื่อ พ.ศ. 2275 บรรดาเจ้านายและข้าราชการฝ่ายวังหลวงต่างถูกกวาดล้างสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และเจ้าพระพิไชยสุรินทร์กับเจ้าพระอินทรอภัย เจ้าราชนิกุลทั้งสองพระองค์จึงถูกสำเร็จโทษด้วยเหตุไม่ซื่อตรงต่อกรมพระราชวังบวรฯ (เจ้าฟ้าพร)

ปรากฏใน คําให้การขุนหลวงหาวัด ความว่า[15]

อันกุมารทั้งสองนั้น พระองค์สั่งให้สังหารชีวิตตามกฎหมายพิพากษา อันไชยสุรินทร อินทอภัยนั้น ก็มาพลอยตายด้วยไม่ตรง อันพระยาอภัยราชากับพระยายมราชนั้นหนีไปบวชเป็นสงฆ์ เป็นกรรมที่จะตายนั้นจึงแต่งแขกอาสาออกไป

หากยึดหลักฐานตาม คําให้การขุนหลวงหาวัด กรมหมื่นอินทรภักดีสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2275 (พ.ศ. 2276 หากนับปีแบบปัจจุบัน)

พระอิสริยยศ[แก้]

  • นายกรินท์คชประสิทธิ ทรงบาศซ้ายกรมพระคชบาล รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
  • เจ้าพระพิไชยสุรินทร์ เจ้าราชนิกูล[16] รัชกาลสมเด็จพระเพทราชา[17]
  • พระเจ้าหลานเธอ กรมหมื่นอินทรภักดี[18] ตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระจนถึงรัชกาลสมเด็จพระอยู่หัวบรมโกศ[1][19][20][21]

วัฒนธรรมร่วมสมัย[แก้]

  • เรื่องหลายรส ตอน ละครพงศาวดารตอนสิ้นแผ่นดินพระนารายณ์[22] นิพนธ์โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ทรงใช้นามปากกาว่า ว.ณ ประมวญมารค เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กล่าวถึงเหตุการณ์มีข้อราชการด่วนให้เรียกตามตัว นายกรินท์คชประสิทธิ์ ทรงบาศซ้าย และเป็นครูช้างในกรมพระคชบาลกับนายประจบคชสิน และให้คัดเลือกชายฉกรรจ์ในกรมช้างจำนวนมากตามมาด้วย
  • เพชรพระนารายณ์ ตอนอวสานพระนารายณ์[23] เป็นนวนิยายประวัติศาสตร์แต่งโดยหลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง) โดยเหตุการณ์หลังราชวงศ์บ้านพลูหลวงได้ขึ้นครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาสืบต่อจากราชวงศ์ปราสาททอง กล่าวถึง นายกรินทคชประสิทธิ์ ทรงบาศซ้าย ข้าราชการในกรมช้างและเป็นหลานของพระเพทราชา ได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นราชนิกูลทรงพระนามว่า เจ้าพระพิชัยสุรินทร์

ทรงเป็นบรรพบุรุษขุนนางผู้หนึ่ง[แก้]

มีหลักฐานร่วมสมัยกล่าวถึง กรมหมื่นอินทรภักดี ครั้งยังทรงเป็น เจ้าพระพิไชยสุรินทร์ เจ้าราชนิกุลในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา เป็นบรรพบุรุษของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ผู้เป็นต้นสกุล "โรจนกุล"[26][27] ผู้สำเร็จราชการเมืองพระพิษณุโลก แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จนกระทั่งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เช่น เชาวน์ รูปเทวินทร์ กล่าวว่า "อันเจ้าพระยาพิษณุโลกเรือง ที่ยกตัวขึ้นเป็นกษัตริย์ได้เพียง ๗ วันเท่านั้น เดิมเป็นนายทหารผู้มีฝีมือคนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา เข้าใจว่ามีเชื้อสายเป็นเจ้าราชนิกูลผู้หนึ่งในราชวงศ์บ้านพลูหลวงของพระเพทราชา..."[28] สอดคล้องกับ หลวงลิขิตปรีชา (คุ้ม) เจ้ากรมพระอาลักษณ์ ซึ่งกล่าวว่า "จ้าวพระพิศณุโลกย์เรืองสืบสายจ้าวราชนิกุญผู้เปนพระหลานเธอแผ่นดินพระมหาบุรุษ"[29] และใน ประชุมพงศาวดาร เรื่อง ไทยรบพม่า พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเครือพระญาติกับเจ้าพระยาพิษณุโลกว่า "...ทํานองเจ้าฟ้าจีดจะเกี่ยวดองเป็นญาติกับเจ้าพระยาพิษณุโลกอย่างใดอย่างหนึ่ง..."[30]

รายการอ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 ประยุทธ สิทธิพันธ์. ต้นตระกูลขุนนางไทย. กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2505. 544 หน้า. หน้า 205.
  2. "ตั้งเจ้าราชนิกูล แผ่นดินสมเด็จพระมหาบุรุษ (พระเพทราชา) จุลศักราช ๑๐๔๔-๑๐๕๙", ใน พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ภาค ๒ (๒๔๕๕). กรุงเทพฯ : ม.ป.พ. หน้า 126.
  3. ยิ้ม ปัณฑยางกูร และสายไหม จบกลศึก, บรรณาธิการ. งานพระเมรุมาศสมัยกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : อมรินทร์การพิมพ์, 2528. 451 หน้า. หน้า 86.
  4. พระราชพงษาวดารกรุงเก่า-ฉบับหมอบรัดเล/๒๒
  5. 5.0 5.1 ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. "แผ่นดินสมเด็จพระสรรเพชญที่ ๘ (พระเจ้าเสือ)", พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒ ตอน ๑. พระนคร : โอเดียนสโตร์, 2495. 499 หน้า. หน้า 262-266.
  6. ประยูร พิศนาคะ. สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดกลาง 09, 2515. 472 หน้า. หน้า 83.
  7. สมมตอมรพันธุ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. จดหมายเหตุเรื่องทรงตั้งพระบรมวงศานุวงศ์กรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2545. หน้า 9. ISBN 978-974-4175-27-4
  8. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. เรื่องเฉลิมพระยศเจ้านาย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง : กองทัพเรือ, 2538. 348 หน้า. หน้า 15. ISBN 978-974-8274-51-5
  9. พระราชพงษาวดารกรุงเก่า-ฉบับหมอบรัดเล/๒๖
  10. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘๒ เรื่อง พระราชพงศาวดารกรุงสยามจากต้นฉบับของ บริติชมิวเซียมกรุงลอนดอน. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2537. 423 หน้า. หน้า 320. ISBN 978-974-4190-25-3
  11. เกริกฤทธิ์ เชื้อมงคล. ก่อนแผ่นดินเปลี่ยนราชบัลลังก์. กรุงเทพฯ : สยามความรู้, 2562. 240 หน้า. หน้า 224 ISBN 978-616-4415-19-5
  12. ลานพระเมรุเผาพระศพ และสนามหน้าจักรวรรดิ ยุคกรุงศรีอยุธยา
  13. พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา. (พิมพ์ครั้งที่ 6). พระนคร : กรมศิลปากร, 2511. 884 หน้า. หน้า 563.
  14. สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พระนคร : สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, 2499. หน้า 6,601.
  15. คำให้การขุนหลวงหาวัด. นนทบุรี : โครงการเลือกสรรหนังสือ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2547. 244 หน้า. หน้า 85. ISBN 978-974-6457-67-5
  16. "ตั้งเจ้าราชนิกูล แผ่นดินสมเด็จพระมหาบุรุษ (พระเพทราชา) จุลศักราช ๑๐๔๔-๑๐๕๙", ใน พระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ภาค ๒ (๒๔๕๕). กรุงเทพฯ : ม.ป.พ. หน้า 126.
  17. ดนัย ไชยโยธา. พัฒนาการของมนุษย์กับอารยธรรมในราชอาณาจักรไทย เล่มที่ 1. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2543. หน้า 198. ISBN 978-974-2777-80-7
  18. ประยูร พิศนาคะ. สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดกลาง 09, 2515. 472 หน้า. หน้า 83.
  19. นริศรานุวัตติวงศ์, สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระยา และดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. สาส์นสมเด็จ เล่มที่ 2. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์, 2534. หน้า 216. ISBN 978-974-0056-57-7
  20. สำนักราชเลขาธิการ. เรื่องเฉลิมพระยศเจ้านาย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง : กองทัพเรือ, 2538. 348 หน้า. หน้า 15. ISBN 978-974-827-451-5
  21. สมมตอมรพันธุ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. จดหมายเหตุเรื่องทรงตั้งพระบรมวงศานุวงศ์กรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 1. กรุงเทพฯ : รุ่งคิลป์การพิมพ์, 2520. ISBN 974-417-527-3
  22. ว.ณ ประมวญมารค. (2514). เรื่องหลายรส. กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา. 433 หน้า. หน้า 163.
  23. วิจิตรวาทการ (กิมเหลียง), พลตรี หลวง. (2513). เพ็ชรพระนารายณ์. กรุงเทพฯ : เสริมวิทย์บรรณาคาร. 536 หน้า. หน้า 476.
  24. พระเจ้าเสือ พันท้ายนรสิงห์ (2525). เว็บภาพยนตร์ไทย. สืบค้นเมื่อ 17 กันยายน พ.ศ. 2565.
  25. พระราชพงศาวดาร ฉบับกรมศึกษาธิการ ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444) เล่ม 2. พระนคร : กรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ, 2444. หน้า 110.
  26. นามสกุลพระราชทาน. พระราชวังพญาไท. หมวดอักษร ร. ลำดับที่ 368.
  27. เทพ สุนทรศารทูล. มงคลนาม ตามตำราโหราศาสตร์. กรุงเทพฯ : พระนารายณ์, 2534. หน้า 205.
  28. เชาวน์ รูปเทวินทร์. (2528). ย่ำอดีต พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับงานกู้อิสรภาพของชาติไทย เลมที่ 1. กรุงเทพฯ : บริษัท พี.วาทิน พับลิเคชั่น จำกัด. 672 หน้า. หน้า 342-343.
  29. ลิขิตปรีชา (คุ้ม), หลวง. ธรรมเนียบตระกูลสังเขปครั้งกรุงเก่า. ม.ป.ป., ม.ป.ท. ไม่ปรากฎเลขหน้า.
  30. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. "สงครามครั้งที่ 24 คราวเสียกรุงครั้งหลัง ปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๐", ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๖ . กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2506. หน้า 107.