วรรณวรรธน์
วรรณวรรธน์ นามปากกาของ วรรธนวรรณ จันทรจนา เจ้าของบทประพันธ์ ข้าบดินทร์ หนึ่งด้าวฟ้าเดียว และ จันทราอุษาคเนย์ นิยายอิงประวัติศาสตร์ของไทย และนิยายแนวทะเลทรายที่เน้นการใช้ข้อมูลประวัติศาสตร์เป็นหลัก เป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด ในครอบครัวข้าราชการ บิดาคืออาจารย์ คงเดช ประพัฒน์ทอง นักโบราณคดี สนใจการเขียนงานมาตั้งแต่เด็ก แต่ได้เรียนมาทางวิชานิติศาสตร์กฎหมายมหาชนจึงมีประสบการณ์ในการทำงานด้านกฎหมาย และประวัติศาสตร์กฎหมาย
เมื่อปี พ.ศ. 2531 ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชนจากประเทศไทยเข้าร่วมจัดแสดงบทละครเวทีนานาชาติ (Interplay) ณ ประเทศออสเตรเลีย ร่วมกับตัวแทนนักการละครเยาวชนจากนานาชาติ และได้เข้ารับการอบรมการเขียนบทละคร Playwright and Perfoming Art จาก Seymoure Theatre Center-University of Sydney ประเทศออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังเคยทำงานเกี่ยวกับการละครสื่อผสมต่าง ๆ การใช้สื่อเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน อีกด้วย
การศึกษา
[แก้]สำเร็จการศึกษาชั้นระดับปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขากฎหมายมหาชน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อวิทยานิพนธ์ เชิงประวัติศาสตร์กฎหมายเรื่อง พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพิจารณาฎีการ้องทุกข์ ในปี 2539[1]
ประสบการณ์
[แก้]เคยเป็นอาสาสมัครโครงการเพื่อพัฒนาครูในการสอนผ่านสื่อผสม ทำงานในโครงการ "จุลนาฏ" การละครเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนในรูปแบบละครเวที เพื่อใช้ละครในการพัฒนา และงานในโครงการเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ผ่านรูปแบบละคร สื่อผสมรูปแบบต่าง ๆ
เมื่อปี 2538 ทำงานในตำแหน่งนิติกร ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปี 2539 ย้ายมารับราชการใน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์
ปี 2543 โอนมารับราชการที่ สำนักงานศาลปกครอง
ปี 2567 ดำรงตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการคดีปกครอง สำนักงานศาลปกครอง
ประวัติการทำงานเขียน
[แก้]เริ่มต้นมีผลงานการประพันธ์นวนิยายในช่วงปี พ.ศ. 2546 กับ สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม ใช้นามปากกาว่า "วรรณวรรธน์" โดยผลงานการประพันธ์มีลักษณะเด่นในแง่มุมของการค้นคว้าข้อมูลประกอบการประพันธ์
ผลงานสร้างชื่อ คือ นวนิยาย ที่เรียกกันในหมู่นักอ่านชาวไทยว่า นิยายแนวทะเลทราย และ นิยายอิงประวัติศาสตร์ไทย โดยมีเอกลักษณ์คือ วรรณวรรธน์ ใช้ข้อมูลงานวิจัย และการค้นคว้ามาประกอบการดำเนินเรื่อง ผลงานชิ้นแรกที่ตีพิมพ์คือ อัสวัด ราชันย์แห่งความมืด เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองในประเทศของตะวันออกกลาง ที่มีพื้นฐานมาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศตะวันออกกลาง[2] เรื่องที่สอง ที่ได้รับการตีพิมพ์ คือ เส้นทรายสีเงา เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน อัสวัด ราชันย์แห่งความมืด 7 ปี ซึ่งเนื้อหาของเรืองจะเน้นไปที่การก่อเหตุก่อการร้ายในประเทศแถบตะวันออกกลาง เรื่องที่สาม ทรายล้อมตะวัน เป็นนิยายที่อธิบายถึงความเชื่อ และชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย โดยมีแหล่งทรัพยากรอันมีค่าสิ่งเดียวคือ "น้ำมัน" เรื่องที่สี่ ทรายนี้ยังมีรัก นิยายเชิงอิงประวัติศาสตร์ของอารยธรรมตะวันออกของโลกโบราณมาจนถึงปัจจุบัน เล่าถึงอดีตในสมัย เมโสโปเตเมีย และ เปอร์เซีย รวมถึงชีวิตในปัจจุบัน โดยแบ่งโครงเรื่องออกเป็น 4 โครงหลัก ตัวละครแต่ละตัวดำเนินเหตุการณ์ไปใน "แต่ละชีวิต" ของตน จนเกิดปัญหาและมีการคลี่คลายได้ ในชีวิตปัจจุบัน พัวพันเรื่องราวอยู่กับความเชื่อและการแสวงหาทรัพย์สมบัติอันมีค่าที่สุดของมนุษยโลก และตำนานปรัมปรา ของนกฟีนิกซ์ สฟิงค์ และตำนานมหากาพย์เรื่องกิลกาเมซ
ในนามปากกา วรรณวรรธน์ ยังมีผลงานการประพันธ์นวนิยายแนวอื่น เช่น โรแมนติคพาฝัน คือ บัลลังก์สายหมอก' และ นิยายแนวตื่นเต้นสยองขวัญ ใช้โหราศาสตร์เป็นตัวเดินเรื่อง คือ ฤกษ์สังหาร
ในระยะหลัง วรรณวรรธน์ เน้นการเขียนงานทางด้านนิยายอิงประวัติศาสตร์ เรื่องแรกที่เขียนคือ จันทราอุษาคเนย์ นิยายอิงประวัติศาสตร์เชิงย้อนอดีตแถบสุวรรณภูมิประมาณปีพุทธศตวรรษที่ 12 โครงเรื่องที่ว่า ตมิสา สาวน้อยหลงยุคไปพบกับเจ้าชายในอดีตผู้เกรียงไกรในแถบลุ่มแม่น้ำโขงและลุ่มแม่น้ำมูลในสมัยที่ กรุงเทพมหานครยังจมอยู่ใต้ท้องทะเล การประพันธ์ที่ใช้เวลารวบรวมข้อมูลนานร่วม 23 ปี และใช้ข้อมูลประเภทปฐมภูมิในการประพันธ์ คือ หลักศิลาจารึกของพระเจ้าศรีมเหนทรวรมันที่ปรากฏในประเทศไทย ทำให้เรื่องราวน่าสนใจ และน่าเชื่อถือ และจุดประกายให้ผู้สนใจ มีการวิจัย ศึกษา ค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เจ้าชายจิตรเสน หรือพระเจ้ามเหนทรวรมัน และ พระเจ้าภววรมัน ในอาณาจักรเจนละ(เจนฬา หรือ เจิ้นละ) และลุ่มแม่น้ำ โขง ช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 ตลอดจนศึกษาเห็นความสัมพันธ์ในประวัติศาสตร์ของผู้คนในแถบสุวรรณภูมิ มากยิ่งขึ้น
และนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องต่อมา ข้าบดินทร์ ซึ่งใช้ฉากจากเหตุการณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 มาร้อยเรียงเรื่องราว ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างสนุกสนาน และสร้างความสนใจให้แก่ผู้อ่านได้มากขึ้น เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาดังกล่าว และในเรื่องนี้ ได้อธิบายและคงรักษาเรื่อง คชศาสตร์ ของไทย ไว้ เพื่อเก็บรักษาวิชาว่าด้วย ช้าง ในการฝึกและดูแล อันเป็นศิลปศาสตร์ของไทยที่จวนจะสูญหายให้กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้อ่านอีกครั้งหนึ่ง นิยายเรื่องดังกล่าวได้รับการยอมรับและบรรจุให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของโรงเรียนในเขตเทศบาลจังหวัดสมุทรปราการ[3] หนึ่งด้าวฟ้าเดียว นิยายอิงประวัติศาสตร์ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับจารบุรุษที่ปลอมตัวเป็นขันทีในราชสำนักอยุธยา ก่อนเสียกรุงครั้งที่สอง และการกอบกู้เอกราชของพระเจ้าตากสินมหาราช
นิยายแนวจิตวิญญาณเหนือธรรมชาติ ในชุด อขิทโร จำนวน 4 ตอน คือ อขิทโร ลูกปัดมนตรา, อขิทโร ลูกปัดสิเน่หา, อขิทโร อุบัติ มหาคุรุเทวา และ อขิทโร มหาคุรุเทวา ปรัยวสาน เล่ม 1 และ เล่ม 2 เป็นนวนิยายที่เริ่มต้นการประพันธ์มาจากเรื่องของลูกปัดโบราณในประเทศไทย และการค้นพบลูกปัดคาร์เนเลี่ยน ที่มีจารึกอักษรพราหมี ว่า "อขิทโร" ในภาษาสันสกฤตมีความหมายว่า ไม่อ่อนแอ อดทน และต่อมาได้เขียนเรื่อง ไสยศวาส โดยรับอิทธิพลของหัวโขนจากเรื่อง รามเกียรติ์ มาดำเนินเรื่อง โดยมี บุตรของท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวกุเวร เป็นตัวนำ ในปี 2568 วรรณวรรธน์ ได้เขียนเรื่อง เจ้าครัว ที่เล่าถึงอาหารไทยในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นสมัยรัชกาลที่ 2 และ นิยายเกี่ยวกับร้านอาหารลึกลับ "รสกาล" ที่เกี่ยวพันกับผู้คนในสงครามเก้าทัพสมัยรัชกาลที่ 1
นอกจากนี้ยังมีแนวนิยายร่วมสมัย ขอเป็นเจ้าสาวสักครั้งให้ชื่นใจ, ขอเป็นนางเอกสักครั้งให้ชื่นใจ
ผลงานด้านนวนิยาย
[แก้]มีผลงานประพันธ์รวมเล่ม 20 เรื่องคือ
- อัสวัด ราชันย์แห่งความมืด - พ.ศ. 2548
- เส้นทรายสีเงา - พ.ศ. 2548
- ฤกษ์สังหาร - พ.ศ. 2548
- จันทราอุษาคเนย์ - พ.ศ. 2549
- บัลลังก์สายหมอก - พ.ศ. 2549
- ทรายล้อมตะวัน - พ.ศ. 2550
- ข้าบดินทร์ - พ.ศ. 2550
- ทรายนี้ยังมีรัก - พ.ศ. 2551
- อขิทโร : ลูกปัดมนตรา - พ.ศ. 2552
- อขิทโร : ลูกปัดสิเน่หา - พ.ศ. 2553
- อขิทโร : อุบัติ มหาคุรุเทวา - พ.ศ. 2554
- อขิทโร : มหาคุรุเทวา ปรัยวสาน 1-2 - พ.ศ. 2555
- ขอเป็นเจ้าสาวสักครั้งให้ชื่นใจ - พ.ศ. 2556
- ขอเป็นนางเอกสักครั้งให้ชื่นใจ - พ.ศ. 2557
- หนึ่งด้าวฟ้าเดียว - พ.ศ. 2557
- เล่ห์บรรพกาล ภาค 'ภพพยากรณ์' - พ.ศ. 2559
- เล่ห์บรรพกาล ภาค 'อักษรปริศนา' - พ.ศ. 2560
- เล่ห์บรรพกาล ภาค 'เรขพิษฐาน' - พ.ศ. 2561
- ไสยศวาส - พ.ศ. 2567
- เจ้าครัว - พ.ศ. 2568
- รสกาล พ.ศ. 2568
ผลงานด้านกฎหมายและประวัติศาสตร์กฎหมาย
[แก้]นอกจากผลงานการประพันธ์นวนิยาย วรรธนวรรณ จันทรจนา ยังรับราชการด้านกฎหมาย และเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ในด้านประวัติศาสตร์กฎหมายและกฎหมายปกครอง รวมทั้งมีผลงานทางวิชาการใน ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง และ ประวัติศาสตร์กฎหมาย เช่น
- พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพิจารณาฎีการ้องทุกข์
- สัญญาทางปกครอง
- คู่มือปฏิบัติหน้าที่พนักงานคดีปกครอง ฉบับ ธุรการคดี
- กว่าจะมาเป็นศาลปกครอง (วิวัฒนาการศาลปกครองไทย)
- จากเคาน์ซิลออฟสเตด ที่ปฤกษาราชการแผ่นดิน สู่ ศาลปกครอง
- บทความเรื่อง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเคาน์ซิลออฟสเตด คือ ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน
อ้างอิง
[แก้]- ↑ วรรธนวรรณ จันทรจนา, พระราชอำนาจในการพิจารณาฎีการ้องทุกข์, วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต 2539, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, หน้า 345
- ↑ "สำเนาที่เก็บถาวร". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2012-03-27. สืบค้นเมื่อ 2013-02-17.
- ↑ "สำเนาที่เก็บถาวร". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2016-03-05. สืบค้นเมื่อ 2013-02-17.
บรรณานุกรม
[แก้]- วรรธนวรรณ จันทรจนา, พระราชอำนาจในการพิจารณาฎีการ้องทุกข์, วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539
- สำนักงานศาลปกครอง, กว่าจะมาเป็นศาลปกครอง, 2551
- วรรธนวรรณ จันทรจนา, จากเคาน์ซิลออฟสเตด ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน สู่ศาลปกครอง, สำนักงานศาลปกครอง, 2553