เมืองพวน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เมืองพวน (Muang Phuan) หรือเมืองพวนเชียงขวาง เป็นหัวเมืองเก่าแก่ในประเทศลาว เดิมเป็นราชอาณาจักรสำคัญราชอาณาจักรหนึ่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศ

ประวัติ[แก้]

เมืองพวน หรือเมืองพวนเชียงขวาง มีนามเต็มในประวัติศาสตร์ว่า เมืองมหารัตนบุรีรมย์พรหมจักรพรรดิ ศรีมหานัครตักกะเสลา นครเชียงขวางราชธานี คำว่า พวน ตรงกับคำว่า โพน ในภาษาลาวและ พูน ในภาษาไทย หมายถึง เมืองอันตั้งอยู่บริเวณพื้นที่สูงหรือที่ราบสูง[1] เมืองพวนเดิมเป็นเขตการปกครองที่มีสถานะเป็นราชอาณาจักรหนึ่งในดินแดนที่เป็นประเทศลาวปัจจุบัน ประกอบด้วยหัวเมืองน้อยใหญ่หลายหัวเมือง ปัจจุบันเป็นตำแหน่งที่ตั้งของแขวงเชียงขวาง มีศูนย์กลางการปกครองเมืองที่เมืองเชียงขวาง ประชากรในเมืองพวนเรียกว่าชาวไทพวน หรือ ลาวพวน ชาวพวนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญในกลุ่มตระกูลลาว-ไท ที่อพยพมาจากประเทศจีนทางตอนใต้เช่นเดียวกับชาติพันธุ์ลาว แล้วตั้งตัวเป็นอิสระตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา โดยมีเมืองเชียงขวางเป็นเมืองหลวงหรือราชธานี เมืองพวนมีบทบาทในทางการค้าโลหะและของป่า ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 เมืองพวนตกอยู่ภายใต้อำนาจการคุ้มครองของอาณาจักรล้านช้างในสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณีมหาราช (ราว พ.ศ. 1896-1915)[2][3] ในฐานะเมืองส่วนหรือเมืองลาด (นครประเทศราช) จากนั้นมาราชอาณาจักรพวนก็มีความสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักล้านช้างของชาวลาวมาโดยตลอด นอกจากการเสียส่วยหรือเครื่องมงคลราชบรรณาการให้ราชอาณาจักรล้านช้างแล้ว เมืองพวนยังคงรักษาการปกครองของตนไว้ได้ มีศิลปกรรมทางพุทธศาสนาเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ศิลปะจากเมืองพวนบางส่วนได้เข้ามามีอิทธิพลต่ออาณาจักรล้านช้างแถบนครหลวงพระบางด้วย ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่เรียกว่า ศิลปะเชียงขวาง ต่อมาเมื่อสยามได้แผ่อิทธิพลข้ามฝั่งแม่น้ำโขงเข้าควบคุมราชอาณาจักรล้านช้าง เมืองพวนกลายเป็นรัฐกันชนระหว่างราชอาณาจักรสยามกับราชอาณาจักรไดเวียดของชาวญวน ในสมัยหลังรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ (พ.ศ. 2348-2371) สยามได้กวาดต้อนชาวพวนจำนวนมากเข้ามาอยู่ในสยามหลายหัวเมือง ต่อมาในราว พ.ศ. 2413 เมื่อกองทัพฮ่อที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มกบฏไท่ผิงซึ่งถูกทางการจีนปราบปรามลง ได้เข้ามาโจมตีนครหลวงพระบางและราชอาณาจักรล้านช้าง เมืองพวนเองก็ได้ถูกกองทัพฮ่อโจมตีจนเสียหายไปมากเช่นเดียวกัน จากสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. 2436 นครเชียงขวางซึ่งเป็นศูนย์กลางของเมืองพวนได้ถูกกำหนดให้อยู่ในเขตแดนของอินโดจีนฝรั่งเศส ภายหลังการประกาศเอกราชของราชอาณาจักรลาวนครเชียงขวางจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศลาว

กษัตริย์พวนและราชวงศ์ขุนบรมราชาธิราช[แก้]

ตามตำนานพงศาวดารล้านช้าง และพื้นขุนบรมราชาธิราช กล่าวว่า ขุนบูลม หรือขุนบรมราชาธิราช ซึ่งปกครองเมืองแถน (เมืองแถง) ทรงมีพระมเหสี 2 พระองค์ พระองค์หนึ่งมีพระนามว่า พระนางเอ็ดแคง ทรงมีพระราชโอรส 4 พระองค์ พระมเหสีอีกพระองค์ชื่อทรงนามว่า พระนางยมพาลา ทรงมีพระราชโอรส 3 พระองค์ รวมแล้วขุนบูลมทรงมีพระราชโอรสที่ประสูติจากพระมเหสีทั้ง 2 ทั้งหมด 7 พระองค์ และขุนบูลมทรงโปรดฯ ให้พระราชโรสทั้ง 7 ไปสร้างและปกครองเมืองต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • ขุนลอ ให้ไปสร้างเมืองชวา (เมืองเส้า หรือเมืองหลวงพระบาง)
  • ท้าวยี่ผาล้าน ให้ไปสร้างเมืองหัวแต (เมืองหนองแส หรือเมืองประคึง)
  • ท้าวสามจูสง ให้ไปสร้างเมืองแกวช่องบัว (เมืองบัวชุม)
  • ท้าวไสผง ให้ไปสร้างเมืองยวนโยนกเชียงแสน
  • ท้าวงัวอิน ให้ไปสร้างเมืองอโยธยา
  • ท้าวลกกลม ให้ไปสร้างเมืองเชียงคม (เมืองอินทปัต)
  • เจ็ดเจิง (เจ็ดเจือง) พระราชอนุชาองค์สุดท้อง ให้ไปสร้างเมืองพวนเชียงขวาง

ลำดับกษัตริย์พวนแห่งราชวงศ์เชียงขวาง[แก้]

ตั้งแต่สมัยเจ้าเจ็ดเจืองหรือท้าวเจ็ดเจิงได้สร้างบ้านแปงเมืองและสถาปนานครเชียงขวางเป็นราชธานีโดยเรียกชื่อของราชวงศ์ที่ปกครองเมืองพวนว่า ราชวงศ์เชียงขวาง และได้มีกษัตริย์ในราชวงศ์เชียงขวางปกครองสืบต่อกันมาตามลำดับ ดังต่อไปนี้

องค์ที่ ๑ เจ้าเจ็ดเจือง ปฐมกษัตริย์แห่งเมืองพวน พระราชโอรสในขุนบรมราชธิราช

องค์ที่ ๒ เจ้าเจ็ดจอน พระราชโอรสในเจ้าเจ็ดเจือง

องค์ที่ ๓ เจ้าเจ็ดจอด พระราชโอรสในเจ้าเจ็ดจอน

องค์ที่ ๔ เจ้าเจ็ดจิว พระราชโอรสในเจ้าเจ็ดจอด ในรัชสมัยของเจ้าเจ็ดจิวนี้ พระองค์ได้ทรงแนะนำให้ประชาชนรู้จักประดิษฐ์ไถด้วยเหล็ก และประดิษฐ์คราดด้วยไม้ โดยนำควายมาไถและคราดนา สมัยนี้ยังคงสืบต่อการเซ่นไหว้บวงสรวงเลี้ยงผีตามจารีต (ฮีตคอง) ของลัทธินับถือผีวิญญาณบรรพบุรุษและศาสนาพราหมณ์เช่นเดิม

องค์ที่ ๕ เจ้าเจ็ดจัน พระราชโอรสในเจ้าเจ็ดจิว

องค์ที่ ๖ เจ้าเจ็ดยอดยอคำ พระราชโอรสในเจ้าเจ็ดจัน

องค์ที่ ๗ เจ้าเจ็ดยี หรือพระเจ้ายีหิน พระราชโอรสในเจ้าเจ็ดยอดยอคำ

องค์ที่ ๘ เจ้าพระคือ พระราชโอรสในเจ้าเจ็ดยี

องค์ที่ ๙ เจ้าคำลูน พระราชโอรสในเจ้าพระคือ ในรัชกาลเจ้าคำลูนนี้ พระองค์ได้ออกเดินทางไปเยี่ยมเยือน (เยี่ยมยาม) ประชาชนในทั่วราชอาณาจักรพวน ทรงได้สั่งสอนชาวพวนและชาวขมุให้สามัคคีและรักกัน (ฮักแพงกัน) ทรงโปรดฯ ให้ชาวเผ่าขมุตัดต้นไม้ถางป่าเพื่อทำไร่ไถนาที่อยู่อาศัย เมื่อทรงเห็นชาวพวนขุดบ่อเหล็กเพื่อผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ก็ทรงแนะนำให้ประชาชชนใช้เหล็กทำพะเนียงไถเพื่อสะดวกในการไถนา เมื่อทรงเห็นว่าบ่อเหล็กนั้นมีผีรักษาตามความเชื่อเดิมเมื่อขุดเอาเหล็กมาแล้วก็ทรงโปรดฯ ให้ฆ่าหมูและควายเพื่อเลี้ยงผีไปพร้อมกัน เมื่อทรงทราบว่ามีบ่อทองคำอยู่ ณ บ้านนาหมื่น จึงโปรดฯ ให้ชาวเมืองเสาะหาประชาชนเพื่อฆ่าคนเลี้ยงผีปีละ 1 คน ณ บ่อทองคำนั้นแล้วขุดเอาแร่มาปั่นเป็นทองคำ เมื่อได้ทองคำเท่าใดโปรดฯ ให้แบ่งเป็น 1/10 มาให้แก่พระองค์เพื่อสร้างท้องพระคลังของเจ้าชีวิตพวน นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเห็นว่า บ่อน้ำเที่ยง หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า ท่าพังพาย เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (บ่อนเข็ดยำ) ก็โปรดฯ นำพาประชาชนให้นำดอกไม้ ธูป เทียน ไปสักการะบูชาในวันสำคัญของชาติ เพื่อความสนุกสนานครื้นเครง (ม่วนชื่น) และเพิ่มเสบียงอาหารให้แก่บ้านเมือง นอกจากนี้พระองค์ยังทรงชักชวนประชาชนไปตัดคอน วังหลัก ในน้ำงิ้ว ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเชียงขวางเพื่อหาปลาทุกวิธี เมื่อได้ปลามาแล้วก็โปรดฯ ให้นำมารวมกันแล้วแบ่งเป็น 1/10 ของปลาที่จับได้ทั้งหมดนำไปถวายให้แก่เจ้าชีวิต

องค์ที่ ๑๐ เจ้าคำเพ็ง พระราชโอรสในเจ้าคำลูน

องค์ที่ ๑๑ เจ้าคำขอด พระราชโอรสในเจ้าคำเพ็ง

องค์ที่ ๑๒ เจ้าคำฮอง พระราชโอรสในเจ้าคำขอด

องค์ที่ ๑๓ เจ้าคำแจก พระราชโอรสในเจ้าคำฮอง

องค์ที่ ๑๔ เจ้าคำฝั้น พระราชโอรสในเจ้าคำแจก เจ้าคำฝั้นทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์ คือ เจ้าคำเฮือ (เจ้าเฮือ) และเจ้าคำพิน (เจ้าพิน) เมื่อเจ้าคำฝั้นผู้เป็นพระราชบิดาเสด็จสวรรคต เจ้าคำเฮือก็ได้ขึ้นเสวยราชย์แทนเป็นการชั่วคราว เมื่อเจ้าคำพินทรงมีพระชนม์มายุครบรอบอันควรแก่การเสวยราชสมบัติแล้ว เจ้าคำเฮือจึงถวายราชสมบัติให้แก่เจ้าคำพินซึ่งเป็นพระอนุชาครองต่อไป สันนิษฐานว่า อาจมีเหตุมาจากเจ้าคำเฮือมีพระราชมารดาเป็นสามัญชนมิได้มาจากเชื้อสายเจ้า พระราชมารดาของเจ้าคำเฮือนั้นมีฐานันดรศักดิ์หรือพระราชอิสริยยศต่างจากพระราชมารดาของเจ้าคำพิน ซึ่งเป็นพระมเหสีเอกของเจ้าคำฝั้นผู้เป็นพระราชบิดา เจ้าคำเฮือจึงครองเมืองพวนเพียงรักษาราชการแทนพระราชอนุชา เหตุผลอีกประการหนึ่งนั้น เชื่อกันว่าเจ้าคำเฮือทรงมีพระสติไม่สมประกอบ อาจเป็นสาเหตุให้เจ้าคำพินผู้เป็นพระราชอนุชาได้สืบราชสมบัติแทนพระราชบิดาก็เป็นได้

องค์ที่ ๑๕ เจ้าคำพิน พระราชโอรสในเจ้าคำฝั้น

องค์ที่ ๑๖ เจ้าคำทน โอรสในเจ้าคำพิน

องค์ที่ ๑๗ เจ้าคำติดสาก โอรสในเจ้าคำทน

องค์ที่ ๑๘ เจ้าคำคอน หรือ เจ้าคำควน โอรสในเจ้าคำติดสาก

องค์ที่ ๑๙ เจ้าคำล้วน โอรสในเจ้าคำควน

องค์ที่ ๒๐ เจ้าคำหน้า โอรสในเจ้าคำล้วน

องค์ที่ ๒๑ เจ้าคำท้าว โอรสในเจ้าคำหน้า

องค์ที่ ๒๒ เจ้าคำเค้า โอรสในเจ้าคำท้าว

องค์ที่ ๒๓ เจ้าคำผง โอรสในเจ้าคำเค้า เมื่อถึงเจ้าคำผงนั้น ทางการได้ตรวจสอบและทราบปีศักราชได้ชัดเจนแล้ว ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ปี พ.ศ. ๑๘๓๒ แห่งอาณาจักรสุโขทัย และในช่วงรัชกาลของเจ้าคำผงนั้น ได้มีเหตุการณ์ที่ได้บันทึกไว้หลายเหตุการณ์ ในเวลานั้นที่ประเทศอานนาม(เวียดนาม)ได้มีพระโอรสในจักรพรรดิเวียดนาม(ราชวงศ์เล)ชื่อ เลย์ ยุยมัด ที่พยายามแย่งชิงราชสมบัติจากพี่ชายแต่ไม่สำเร็จ จึงได้พาน้องสาวชื่อว่า นางบาโก หนีมาพึ่งบารมีของกษัตริย์พวน และยกน้องสาวของตนให้แก่เจ้าคำผงเพื่อเป็นมเหสี และก็ได้ขอเอากำลังพลของเมืองพวนกลับไปตีเอาราชสมบัติจากพี่ชายของตนที่อานนาม แต่ก็ปราชัยอีกครั้ง จึงกลับคืนมาเชียงขวางแล้วฆ่าตัวตายติดกับข้างคุ้มของเจ้าชีวิต นางบาโกน้องสาวจึงได้ปลูกหอใส่ที่ตรงนั้นเพื่อรำลึกถึงบุญคุณของพี่ชาย แล้วสืบต่อการถวายการสักการะบูชาในกาลต่อมา หลังจากนั้นเจ้าชีวิตแกวก็ได้มาตีเมืองพวน เจ้าคำผงปราชัยต่อแกว จึงยอมเอาเมืองพวนไปขึ้นต่อประเทศแกวอานนาม

องค์ที่ ๒๔ พระเจ้าเขียวคำยอ หรือคำยอยก (พ.ศ. ๑๘๙๕-๑๙๔๕) เมื่อเจ้าคำยอยกเติบใหญ่ขึ้นมาได้ลักลอบเล่นชู้ต่อหม่อมของเจ้าคำผงพระราชบิดา เมื่อเจ้าคำผงทราบเรื่องราวจึงได้ขับไล่เจ้าคำยอยกให้ออกจากเมืองพวนไป เจ้าคำยอยกได้ไปอาศัยที่เมืองบอริคัน โดยอาศัยการช่วยเหลือจากประชาชนแขวงคำม่วน,เมืองจำพอนและเมืองเซโปน เป็นผู้พิทักษ์รักษาดูแลและอุปการะ ครั้นตกมาถึง ค.ศ.1349 เจ้าคำยอยกจึงได้กลับคืนเมืองเชียงขวางพร้อมกับกองทัพใหญ่ของพระเจ้าฟ้างุ้ม ตีเมืองพวนชนะผู้เป็นราชบิดา จึงได้ครองราชสมบัติสืบต่อจากราชบิดา เมื่อได้ครองราชย์แล้วจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นเจ้าเขียวคำยอ จากนั้นพระเจ้าฟ้างุ้มได้ขอกำลังไพร่พลของเมืองพวนไปรบกับพญาสุวรรณคำผงที่เมืองเชียงดง เชียงทองและตีต่อไปยึดเอาได้เมืองเชียงใหม่,ลำพูน,ลำปางและที่อื่นๆที่มีคนลาวอาศัยอยู่ อีกหนึ่งในบั้นสุดท้ายเมื่อพระเจ้าฟ้างุ้มเห็นว่าเจ้าเขียวคำยอแห่งเมืองพวน ไม่ได้ส่งกองทัพพวนไปช่วยคราวศึกสงครามครั้งหลังๆ จึงได้ยกกองทัพกลับมาตีเมืองพวน แล้วก็ได้จับเอาธิดาของเจ้าเขียวคำยอสองคนไปกักตัวไว้ที่เมืองเชียงดง เชียงทอง

องค์ที่ ๒๕ พระเจ้าอิสระเชษฐา พระเจ้าล้านคำกอง (พ.ศ. ๑๙๔๕-๑๙๖๕) โอรสในเจ้าเขียวคำยอ ในรัชกาลนี้ได้ทรงตั้งตนอยู่ในทศพิธราชธรรม ทรงมีเดชานุภาพและมีแต่ประชาชนรักใคร่ได้ปรับปรุงกฎหมายขึ้นมาใหม่ เรียกว่า กฎหมายล้านคำกอง เพื่อปกครองบ้านเมืองให้มีความสงบเรียบร้อย ได้นำเอาพุทธศาสนาและพระพุทธรูปทองคำองค์หนึ่งมาจากเมืองหงสาวดีเพื่ออุปฐาก เพื่อให้พุทธศาสนาได้รับการนับถือ พระองค์จึงได้ส่งคนเฉลียวฉลาดไปเรียนฮีตครองในศาสนาและวิธีการก่อสร้างวัดวาอารามจากเมืองอินทปัตนคร(เขมร) และได้ชักชวนพุทธศาสนิกชนสร้างวัดสีพม, วัดเพียวัด, วัดบุนกอง, วัดจอมเพ็ด และวัดธาตุฝุ่นขึ้นไว้ที่เมืองเชียงขวาง ในรัชกาลนี้ได้ชักชวนประชาชนให้เข้ามานับถือพระพุทธศาสนา แต่ก็ยังให้ประชาชนจัดตั้งหอมเหสักข์หลักเมืองขึ้น12หอ โดยการฆ่าควายเลี้ยงตามประเพณีดั้งเดิมที่เจ้าชีวิตเก่าเคยนำพาปฏิบัติกันมา เห็นเป็นดังนี้พระสงฆ์ทั้งหลายและเหล่าเสนาอำมาตย์ราชปุโรหิต ได้พร้อมใจกันราชาภิเษกพระองค์ และถวายพระนามว่า พระเจ้าอิสระเชษฐา แล้วตั้งชื่อเมืองเชียงขวางใหม่ว่า นครเชียงขวางราชธานี ในรัชสมัยนั้นเมืองพวนมีความรุ่งเรืองมาก จนเลื่องลือโด่งดังไปถึงเมืองอื่น จนพระเจ้าสามแสนไท(อุ่นเรือน)แห่งอาณาจักรหลวงพระบางทรงทราบ จึงได้ส่งราชทูตมาขอเป็นมิตรไมตรี พร้อมได้ส่งราชธิดาสององค์ของพระเจ้าเขียวคำยอที่พระเจ้าฟ้างุ้มได้นำเอาไปกักขังไว้นั้น คืนมาให้แก่พระเจ้าอิสระเชษฐา และพร้อมเดียวกันก็ได้ขอนำเอากองทัพพวนไปช่วยตีกับเมืองพม่า

องค์ที่ ๒๖ พระเจ้าผ้าขาว หรือเจ้าคำอุ่นเมือง (พ.ศ. ๑๙๖๕-ไม่แน่ชัด) โอรสในเจ้าล้านคำกอง ทรงถูกถวายนามว่า พระเจ้าผ้าขาวเนื่องจากว่าพระองค์ใจบุญทรงแต่ผ้าขาว ฟังแต่ธรรมจำแต่ศีลกินทานอยู่ไม่ขาด พระองค์มีราชธิดานางหนึ่งนามว่า เจ้าหญิงคำอ่อน และมีโอรสอีกองค์หนึ่งนามว่า เจ้าคำด่อน เมื่อพระเจ้าผ้าขาวสวรรคตแล้ว ราชบุตรทั้งสองยังทรงพระเยาว์ไม่สามารถขึ้นครองราชย์ได้ ทำให้เมืองพวนไม่มีกษัตริย์สืบแทน จึงมีพญามหาเสนาอำมาตย์ว่าราชการแทน จนเจ้าหญิงคำอ่อนทรงเจริญวัยจึงได้สืบต่อขึ้นปกครองแทนพระราชบิดา

องค์ที่ ๒๗ พระมหาเทพีเจ้าหญิงคำอ่อน หรือพระนางผมดำ (พ.ศ.ไม่แน่ชัด-๒๑๐๓) ราชธิดาในเจ้าคำอุ่นเมือง

องค์ที่ ๒๘ เจ้าคำด่อน (พ.ศ. ๒๑๐๓-๒๑๙๓) โอรสในเจ้าคำอุ่นเมือง

องค์ที่ ๒๙ เจ้าคำสั้น (พ.ศ. ๒๑๙๓-ไม่แน่ชัด) เจ้าคำสั้นเป็นราชโอรสในเจ้าคำด่อน เจ้าคำสั้นมีโอรสองค์หนึ่งชื่อ เจ้าคำกิวง และมีธิดาองค์หนึ่งนามว่า เจ้าหญิงแก่นจัน ในขณะนั้นพระเจ้าสุริยะวงศาซึ่งปกครองนครหลวงล้านช้างเวียงจันทน์ อยากได้เจ้าหญิงแก่นจันไปเป็นมเหสี แต่เจ้าคำสั้นไม่ยอมยกให้ พระเจ้าสุริยะวงศาจึงยกทัพไปตีเมืองพวนแต่เจ้าคำสั้นไม่สามารถสู้ศึกจากล้านช้างได้ พระเจ้าสุริยะวงศาจึงได้จับตัวเจ้าหญิงแก่นจันไป และกองทัพล้านช้างเวียงจันทน์ได้กวาดต้อนเอาครอบครัวชาวพวนหลายพันคนไปไว้ที่เวียงจันทน์ ดังนั้นจึงมีชาวพวนจำนวนมากอาศัยอยู่ในเวียงจันทน์ ซึ่งเรึยกกันว่า ชาวพวนเดิม ส่วนเจ้าคำสั้นหลังพ่ายทัพ ก็ได้มุ่งหน้าสร้างบ้านแปงเฮือนให้เจริญรุ่งเรือง จนเมืองพวนสามารถเข้มแข็งได้ดั่งเดิม

องค์ที่ ๓๐ เจ้าคำทง (ไม่แน่ชัด) โอรสในเจ้าคำด่อนและเป็นอนุชาในเจ้าคำสั้น

องค์ที่ ๓๑ เจ้าคำภีรวงศ์ หรือ เจ้าคำกิวง (ไม่แน่ชัด) โอรสในเจ้าคำสั้น

องค์ที่ ๓๒ เจ้าคำล้อน (พ.ศ. ๒๒๓๐-ไม่แน่ชัด) โอรสในเจ้าคำกิวง เจ้าคำล้อนมีโอรสองค์หนึ่งนามว่า เจ้าคำพุทธา เมื่อเจ้าคำล้อนสวรรคตแล้วเจ้าคำพุทธายังทรงเยาว์วัยไม่สามารถสืบต่อราชสมบัติได้ เหล่าเสนาอำมาตย์จึงได้แต่งตั้ง เจ้าคำเคืองผู้เป็นอนุชาของเจ้าคำล้อนขึ้นเป็นมหาอุปราชว่าราชการแทนจนสวรรคต

องค์ที่ ๓๓ เจ้าคำพุทธา (ไม่แน่ชัด) โอรสในเจ้าคำล้อน

องค์ที่ ๓๔ เจ้าคำศรัทธา (ไม่แน่ชัด) โอรสในเจ้าคำพุทธา เจ้าคำศรัทธาได้อภิเษกสมรสกับเจ้านางแว่นแก้วสามผิว ผู้เป็นราชธิดาในพระเจ้าอินทะโสมเจ้ามหาชีวิตนครล้านช้างหลวงพระบาง ตั้งแต่นั้นมาทั้งสองอาณาจักรจึงผูกมิตรไมตรีที่ดีต่อกันอย่างเหนียวแน่น ในรัชกาลนี้ได้ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและสร้างบ้านแปลงเมืองให้เจริญรุ่งเรืองตลอดรัชกาล เจ้าคำศรัทธามีโอรสสององค์คือ เจ้าบุนลังไท และเจ้าบุนลอด

องค์ที่ ๓๕ เจ้าบุนลังไท (ไม่แน่ชัด) โอรสในเจ้าคำศรัทธา เจ้าบุนลังไทมีโอรสองค์หนึ่งนามว่าเจ้าบุนคง เมื่อเจ้าบุนลังไทสวรรคตแล้ว เจ้าบุนคงยังทรงพระเยาว์ เหล่าเสนาอำมาตย์จึงแต่งตั้งเจ้าบุนลอดพระอนุชาในเจ้าบุนลังไทขึ้นปกครองแทน

องค์ที่ ๓๖ เจ้าบุญลอด (ไม่แน่ชัด) โอรสในเจ้าคำศรัทธา

องค์ที่ ๓๗ เจ้าบุญคง (ไม่แน่ชัด) โอรสในเจ้าบุนลังไท เมื่อเจ้าบุนคงสวรรคตแล้ว มีโอรสองค์หนึ่งนามว่าเจ้าบุนจันทร์ซึ่งยังทรงพระเยาว์ พญาคำเทโวซึ่งเป็นเสนาอำมาตย์ผู้ใหญ่ในขณะนั้นได้ว่าราชการแทนจนเจ้าบุญจันทร์บรรลุนิติภาวะ

องค์ที่ ๓๘ เจ้าบุญจันทร์ (ไม่แน่ชัด) โอรสในเจ้าบุญคง

องค์ที่ ๓๙ เจ้าคำอุ่นเมือง (ไม่แน่ชัด) โอรสในเจ้าบุญจันทร์ ในรัชกาลนี้ได้ทรงแต่งตั้งพระอนุชาคือ เจ้าคำเหม้นขึ้นเป็นมหาอุปราช(รองเจ้าชีวิต) ทั้งสองพี่น้องได้ทรงปกครองเมืองพวนให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข เจ้าคำอุ่นเมืองมีโอรสสามองค์คือ เจ้า​องค์หล่อ,เจ้า​องค์สีพรม และเจ้าองค์บุญ ส่วนเจ้าคำเหม้นนั้นมีโอรสหนึ่งองค์นามว่า เจ้าหน่อเมืองหรือเจ้าองค์โตน

องค์ที่ ๔๐ เจ้าองค์หล่อ หรือเจ้าองค์ทง (ไม่แน่ชัด ในหนังสือประวัติศาสตร์เมืองพวนของเจ้าคำหลวง กล่าวไว้ว่า จ.ศ.๑๑๑๓ หรือ ค.ศ.1751) โอรสในเจ้าคำอุ่นเมือง เจ้าองค์หล่อได้แต่งตั้งเจ้าองค์บุญพระอนุชาขึ้นเป็นมหาอุปราช ในรัชกาลนี้ได้เกิดศึกสงครามขึ้นระหว่างกองทัพของเมืองพวนนำโดยเจ้าองค์หล่อ และกองทัพของนครหลวงล้านช้างเวียงจันทน์ซึ่งนำโดยเจ้าไชยองค์เว้ เจ้าองค์หล่อได้ปราชัยต่อเจ้าไชยองค์เว้ จึงได้มอบราชสมบัติให้แก่เจ้าองค์บุญผู้เป็นอนุชา แล้วให้อาณาจักรพวนขึ้นต่อล้านช้างเวียงจันทน์ เจ้าองค์หล่อได้เสด็จหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่หัวพันห้าทั้งหกและได้เกลี้ยกล่อมเอาราษฎรได้เยอะพอสมควร จึงได้นำพาไพร่พลยกทัพไปเพื่อจะตีกองทัพของเจ้าแก้วที่เวียงจันทน์ แต่พอถึงเชึยงขวางเมืองพวนเจ้าองค์บุญได้ออกมาสู้รบกับเจ้าองค์หล่อ เพื่อต้านกองทัพของเจ้าองค์หล่อไม่ให้ไปตีเวียงจันทน์ แต่ทัพเจ้าองค์บุญพ่ายต่อเจ้าองค์หล่อ จึงยอมแพ้แต่โดยดีแล้วมอบคืนราชสมบัติต่อเจ้าองค์หล่อ และยอมส่งส่วยต่อเวียงจันทน์แต่โดยดี เพื่อให้ราษฎรอยู่ร่วมกันโดยสามัคคี เจ้าองค์หล่อจึงได้สั่งราษฎรชาวเมืองสูยย้ายมาอยู่ฟากน้ำงึมทั้งหมด(ใกล้กับคังหมาแล่น) ในเวลานั้นแขวงหัวพันได้ขึ้นแก่เมืองพวน ครั้นถึงปี จ.ศ.๑๑๑๘ หรือปี ค.ศ.1756 เพี้ยแสนคิดกบฏต่อเมืองพวน เจ้าองค์หล่อจึงได้ให้นำตัวไปประหารชีวิตสำเร็จโทษพร้อมลูกชาย เจ้าองค์หล่อมีโอรสสององค์คือ เจ้าชมภู และเจ้าเชียง ซึ่งหลังจากเจ้าองค์หล่อสวรรคต ทั้งสองพระองค์ทรงอยู่ในวัยเยาว์ เหล่าเสนาอำมาตย์จึงถวายราชสมบัติให้แด่เจ้าองค์สีพรมอนุชาในเจ้าองค์หล่อ เสวยราชย์ปกครองเมืองพวน

องค์ที่ ๔๑ เจ้าองค์สีพรม (พ.ศ. ๒๓๒๒-๒๓๒๔) โอรสในเจ้าคำอุ่นเมือง ในรัชกาลนี้กองทัพสยามที่บัญชาการโดยพระยาจักรี(ทองด้วง)เป็นแม่ทัพบก และพระยาสุรสีห์(บุญมา)เป็นแม่ทัพเรือของพระเจ้ากรุงธนบุรี(พระยาตากสิน)ได้เกณฑ์ทัพมาตีเวียงจันทน์แตก แล้วจึงเลยขึ้นมาตีเมืองเชียงขวางเมืองพวนแตก พร้อมทั้งเผาทำลายบ้านเมืองกวาดต้อนผู้คนและข้าวของ ทำให้เมืองพวนเสียหายย่อยยับ

องค์ที่ ๔๒ เจ้าหน่อเมือง หรือเจ้าองค์โตน (พ.ศ. ๒๓๒๔-๒๓๒๕) โอรสในเจ้าคำเหม้น เป็นนัดดาในเจ้าคำอุ่นเมือง ในรัชกาลนี้หบังจากครองราชย์ได้ไม่นาน อยู่ๆพระองค์ทรงเกิดมีสติวิปลาสและได้หนีเข้าป่าไป เหล่าเสนาอำมาตย์จึงได้แต่งตั้งให้เจ้าชมภูขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อไป

องค์ที่ ๔๓ เจ้าชมภู (พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๓๔๔) โอรสในเจ้าองค์หล่อ ในปี จ.ศ.๑๑๔๔ หรือ ค.ศ.1782 คนแกวอานนามชื่อ กวานฮับ ได้ก่อกบฎต่อเจ้าฟ้าแกวชื่อ เยีย ลอง หรือเหงียนอัน และได้ไปขอกองทัพต่อเจ้าเมืองหลวงพระบางผ่านไปทางเชียงขวาง แต่ถูกสกัดกั้นตีแตกโดยกองทัพพวนที่อยู่เมืองเคิง(โดนภูหม้าย) ในปี จ.ศ.๑๑๔๘ หรือปี ค.ศ.1784 เจ้าชมภูได้สร้างหอคำขึ้นใหม่ทีเชียงขวาง และคิดอยากเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อล้านช้างเวียงจันทน์ เจ้าองค์ลอง ผู้ปกครองเวียงจันทน์ก็ได้นำทัพโดย เจ้าแก้ว และเจ้านันทะเสน ได้เอาทหาร๓,๐๐๐คน ขึ้นไปตีเมืองเชียงขวาง ทัพของเจ้าชมภูเมืองพวนสู้ต่อทัพของเวียงจันทน์ไม่ไหว เจ้าชมภูจึงได้หลบไปซ่อนตัวอยู่ที่เมืองฮังในแขวงหัวพัน หลังจากได้ตีเชียงขวางแตกแล้ว กองทะพเวียงจันทน์จึงได้ไปตีเมืองหลวงพระบาง ซึ่งมีเจ้าอนุรุทธปกครองในขณะนั้นแตกอีก ในขณะนั้นที่เมืองเชียงขวาง เจ้ากาง และเจ้าหล้า(เจ้าโพธิสาร) ซึ่งเป็นโอรสในเจ้าหน่อเมือง ได้เกิดแย่งชิงราชสมบัติกันเอง เจ้าหล้าได้แต่งให้นายใช้ไปหาเจ้านันทะเสนแห่งเวียงจันทน์ เจ้านันทะเสนจึงให้เจ้าแก้วยกทัพมาตีเจ้ากางที่เชียงขวางจนแตก จากนั้นเจ้าแก้วก็ได้ขึ้นไปเมืองสูย ตั้งทัพอยู่ที่ภูทงบ้านแลอยู่ได้หนึ่งเดือน จึงยกทัพขึ้นไปแขวงหัวพันเพื่อตามจับตัวเจ้าชมภู พร้อมด้วยตัวเพียเมืองกัดและเพียเมืองเส็ง หลังจับตัวได้จึงคุมตัวไปที่เวียงจันทน์ ครั้นไปถึงน้ำงึม ท่าข้าม ช้างสมดี เจ้าแก้วก็ได้ประหารชีวิตเพียเมืองกัดและเพียเมืองเส็งทิ้ง ส่วนเจ้าชมภูซึ่งเป็นกษัตริย์พวน เจ้าแก้วจึงต้องทำพิธีตามโบราณราชประเพณีของการประหารชีวิตกษัตริย์ หลังจากเริ่มทำพิธีก่อนจะลงมือประหารเจ้าชมภู ทันใดนั้นฟ้าได้มืดครึ้มลงทันที มีฝนตกฟ้าคะนอง เกิดฟ้าผ่าลงมาที่เพชรฆาตตายคาที่และดาบที่จะใช้ประหารได้หักเป็นท่อน เห็นเป็นดังนั้นเจ้าแก้วได้สั่งเลิกพิธีประหาร และได้สั่งให้นำตัวเจ้าชมภูไปคุมขังที่เวียงจันทน์เป็นเวลาสามปี หลังเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ในปี จ.ศ.๑๑๕๓ หรือ ค.ศ.1791 เจ้าเชียงอนุชาในเจ้าชมภู ได้แต่งหนังสือไปหาเจ้าฟ้าแกว(พระเจ้าจักรพรรดิเยียลอง)เพื่อยกทัพไปช่วยตีเวียงจันทน์จนแตก เจ้าชมภูและเจ้าเชียงจึงรีบนำพาไพร่พลชาวพวนหนีไปเชียงขวาง แล้วพาครอบครัวหนีไปหลบซ่อนตัวที่เมืองแถง(แถน)ในปีเดียวกันนั้น

องค์ที่ ๔๔ เจ้าเชียง (พ.ศ. ๒๓๔๔-๒๓๔๕)

องค์ที่ ๔๕ เจ้าสุทกะสุวัณนะกุมาร หรือเจ้าน้อย (พ.ศ. ๒๓๔๕-๒๓๗๔)

องค์ที่ ๔๖ เจ้าสาร (พ.ศ. ๒๓๗๔-๒๓๙๑)

องค์ที่ ๔๗ พระเจ้าอิสระเชษฐา หรือเจ้าโป้ (พ.ศ. ๒๓๙๑-๒๔๐๘)

องค์ที่ ๔๘ พระเจ้าอึ่ง (พ.ศ. ๒๔๐๘-๒๔๑๙)

องค์ที่ ๔๙ เจ้าขันตี (พ.ศ. ๒๔๑๙-๒๔๓๖)

องค์ที่ ๕๐ เจ้าคำโง่น กษัตริย์องค์สุดท้ายของเมืองพวน (พ.ศ. ๒๔๓๖-๒๔๗๓)

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.oknation.net/blog/insanetheater/2013/01/21/entry-1
  2. Provincial Tourism Department Xieng Khouang, A Guide to Xieng Khouang
  3. <Martin Stuart-Fox The Lao Kingdom of Lao Xang: Rise and Decline, White Lotus Press, 1998

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

หนังสือประวัติศาสตร์อาณาจักรพวน โดย เจ้าคำหลวง หน่อคำ

หนังสือพงศาวดารพวน โดย เจ้าคำหมั้น วงกดรัตนะ