สงครามปราบฮ่อ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สงครามปราบฮ่อ
Siamese army during Haw wars in 1865
กองทัพสยามขณะปราบฮ่อ พ.ศ. 2418
วันที่ พ.ศ. 2408 - 2433
สถานที่ ลาวตอนเหนือ, ภาคตะวันตกของเวียดนาม, ภาคเหนือของไทย
ผลลัพธ์
  • สยามได้รับชัยชนะ
  • กองกำลังฮ่อแตกสลาย
คู่ขัดแย้ง
Red flag.svg กบฏฮ่อ Flag of Siam (1855).svg สยาม
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
F1 yellow flag.svg ปวงนันซี (盤倫四/黃崇英)
  • F1 yellow flag.svg ลิวสิกอ
  • F1 yellow flag.svg ทรัพกอ
  • F1 yellow flag.svg ฟาลองกอ
  • F1 yellow flag.svg กวานหลวง
  • F1 yellow flag.svg ปักอึงโก

Red flag.svg อาเจือง (อาจึง)
F1 yellow flag.svgไกวซึง
F1 yellow flag.svgกวานกอยี่
Flag of Afghanistan (1880–1901).svg องบา
Black Flag Army Flag.svg เหลียงซันฉี (梁三奇)

Flag of Siam (1855).svg พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
Flag of Siam (1855).svg พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร)

Flag of Siam (1855).svg พระยาพิชัย (ดิศ)
Flag of Siam (1855).svg เจ้าพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธุ์)
Flag of Siam (1855).svg เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล)
Flag of Siam (1855).svg พระยาพิชัย (มิ่ง)
Flag of Siam (1855).svg พระยาสุโขทัย (ครุฑ หงสนันทน์)
Flag of Siam (1855).svg พระยาราชวรานุกูล (เวก บุญยรัตพันธ์)
Flag of Siam (1855).svg พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
Flag of Siam (1855).svg เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต)

กำลัง
ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด 20,000

สงครามปราบฮ่อ เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีรัตนโกสินทร์ศก 84 ถึง 109

สาเหตุของการปราบฮ่อ[แก้]

พ.ศ. 2394 หรือกองกำลังชาวจีน ที่ต่อต้านราชวงศ์ชิง ได้ก่อการกบฏโดยเรียกกลุ่มตัวเองว่า กบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว เพื่อปลดปล่อยตนเองออกจากการปกครองของราชวงศ์แมนจูที่เป็นใหญ่ยึดครองประเทศจีนอยู่ในขณะนั้น จนเกิดการรบพุ่งกันเป็นการใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2405 ฝ่ายกบฏไท่ผิงเทียนกั๋วได้สลายลง แต่บรรดาเหล่านักรบและผู้คนที่เข้าร่วมก็กระจัดกระจายหนีการไล่ล่าลงมายังแถวลุ่นแม่น้ำแดง ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของมณฑลยูนนานและกวางสี อู๋หยาจง หรือง่ออาจง (吳亞終) น้องชายร่วมสาบานของอู๋หลิงหยุน (吳凌雲) ได้พาพรรคพวกหนีออกไปจากกว่างซี (廣西) ขึ้นไปทางเหนือที่เมืองกุ้ยซี (桂西) ก่อนจะล่าถอยไปทางตะวันตกจนเข้าสู่ยูนนาน และหนีไปถึงเขาซานไท่ (三台山) หรือเมืองซันเทียน ซึ่งภายหลังถูกเวียดนามและจีนปราบปราม อู๋หยาจงตายในที่รบ

เมื่ออู๋หยาจงตาย จึงพากันยกย่องพันลันซีหรือปวงนันซี (盤倫四 ชื่อจริงคือหวงฉงอิง 黃崇英) ขึ้นเป็นหัวหน้า และซ่องสุมรี้พลไว้ พ.ศ. 2409 ปวงนันซีนำทัพฮ่อเข้าตีเมืองเลากายในเขตญวน จนชนะได้เมืองเลากายใน พ.ศ. 2410 เมื่อเข้ายึดเมืองเลากายได้แล้วปวงนันซีก็เกิดขัดแย้งกับ ลิวตายัน (ชื่อจริงคือหลิวหย่งฝู 劉永福) นายทัพคนสำคัญ จนเกิดการรบกันเอง แยกกันเป็นสามฝ่าย ปวงนันซีพารี้พลไปตั้งมั่นที่เมืองฮายาง (河楊, Hà Giang) ในดินแดนสิบสองจุไท และใช้สัญลักษณ์ธงเหลือง เรียกว่า ฮ่อธงเหลือง (黃旗軍) ลิวตายันตั้งมั่นอยู่ในเมืองเลากาย (老街, Lào Cai) ใช้สัญลักษณ์ธงดำ เรียกว่า ฮ่อธงดำ (黑旗軍) ภายหลังลิวตายันได้สวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์เหงียน ช่วยรบกับฝรั่งเศส ส่วนผานเหวินเอ้อ (盤文二) ตั้งมั่นในเมืองเตวียนกวาง (宣光, Tuyên Quang) ใช้สัญลักษณ์ธงขาว เรียกว่า ฮ่อธงขาว (白旗軍) ภายหลังถูกกองฮ่อธงดำโจมตีจนแตกพ่าย

พ.ศ. 2418 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฮ่อธงเหลืองได้ทำการปล้นสะดมในเขตสิบสองจุไทและเมืองพวน ตั้งค่ายที่ทุ่งเชียงคำ และยกทัพมาที่เวียงจันทน์และหลวงพระบาง[1]

การปราบปราม[แก้]

ครั้งแรก[แก้]

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2417 ปวงนันซีได้ให้ลิวสิกอ ทรัพกอ ฟาลองกอ ซินซือเหยียงนำพวกฮ่อธงเหลืองเข้ามาปล้นสะดมในเขตสิบสองจุไท, หัวพันห้าทั้งหก และเมืองพวน เมื่อทำการปล้นสะดมแล้วได้แบ่งกองทัพ ให้กองทัพหนึ่งนำโดยลิวสิกอ ทรัพกอ ฟาลองกอ ซินซือเหยียงไปตีเมืองหนองคายประมาณ 500 คน กองทัพหนึ่งนำโดยกวานหลวงไปตีหลวงพระบางประมาณ 600 คน ให้ปักอึงโกอยู่รักษาทุ่งเชียงคำ (ທົ່ງຊຽງຄຳ ปัจจุบันคือทุ่งไหหิน) กรมการเมืองหนองคายได้ทราบความจากพวกท้าวขุนเมืองพวนที่แตกหนีเข้ามาเมืองหนองคาย จึงบอกเข้ามายังกรุงเทพฯ ถึงพร้อมกับใบบอกเจ้านครหลวงพระบาง ขณะนั้นพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) เปนข้าหลวงขึ้นไปสักเลขอยู่ในมลฑลอุบล จึงโปรดฯ ให้พระยามหาอำมาตย์เกณฑ์กำลังมลฑลอุดร มณฑลร้อยเอ็ด มลฑลอุบล เปนกองทัพหนึ่ง ให้พระยานครราชสีมา (เมฆ) เกณฑ์กำลังนครราชสีมาเปนกองทัพอีกทัพหนึ่ง ให้พระยามหาอำมาตย์เปนแม่ทัพใหญ่ยกขึ้นไปป้องกันเมืองหนองคาย และโปรดฯ ให้เกณฑ์กำลังมลฑลพิษณุโลกให้พระยาพิชัย (ดิศ) คุมขึ้นไปช่วยป้องกันเมืองหลวงพระบางอีกทัพหนึ่ง ฝ่ายทางกรุงเทพฯ โปรดให้เกณฑ์กำลังเข้ากองทัพ ให้เจ้าพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธุ์) ที่สมุหนายกเปนแม่ทัพยกไปปราบฮ่อทางเมืองหลวงพระบางทัพหนึ่ง โปรดฯ ให้เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล)เป็นแม่ทัพยกไปปราบฮ่อทางเมืองหนองคายทัพหนึ่ง

เมื่อกองทัพพระยามหาอำมาตย์ยกขึ้นไปถึงเมืองหนองคาย ฮ่อลิวสิกอ ทรัพกอตั้งค่ายอยู่ที่วัดจันทน์ในเมืองเวียงจันท์แห่งหนึ่ง ฟาลองกอตั้งค่ายที่บ้านสีฐานแห่งหนึ่ง ซิยซือเหยียงตั้งค่ายที่บ้านโพนทานาเลาแห่งหนึ่ง แล้วข้ามฟากมาตีเมืองปากเหืองแตก พระยามหาอำมาตย์กับพระยานครราชสีมา (เมฆ), พระพรหมภักดี (กาจ สิงห์เสนี) ยกกระบัตรเมืองนครราชสีมายกขึ้นไปได้รบกับพวกฮ่อ ลิวสิกอนายทัพถูกปืนยิงตาย พวกฮ่อแตกพ่ายหนีไป ถูกจับได้เป็นอันมาก

กองทัพเจ้าพระยามหินทรศักดิธำรงยกออกจากกรุงเทพฯ โดยทางเรือ เมื่อ พ.ศ. 2418 ตั้งโขลนทวาร ที่เหนือท่าขุนนาง เสด็จลงส่งกองทัพที่ท่าราชวรดิษฐ์ตามประเพณีโบราณ กองทัพขึ้นไปตั้งประชุมพลที่ตำบลหาดพระยาทดแขวงเมืองสระบุรี แล้วยกเป็นกองทัพบกขึ้นไปเมืองนครราชสีมาทางดงพระยาไฟ เมื่อกองทัพเจ้าพระยามหินทรฯ ยกไปแล้ว ได้ข่าวมาถึงกรุงเทพฯ ว่าพวกฮ่อที่ลงมาทางเมืองหนองคายแตกทัพพระยามหาอำมาตย์ไปหมดแล้ว เห็นไม่จำเป็นจะให้กองทัพใหญ่ขึ้นไป จึงมีตราให้หากองทัพเจ้าพระยามหินทรฯ กลับมาจากเมืองพุทไธสง ซึ่งในการยกทัพ เจ้าพระยามหินทรฯ ได้ให้ขุนพิพิธภักดี (ทิม สุขยางค์)แต่งนิราศหนองคาย ซึ่งมีเนื้อหากระทบกระเทียบถึงขุนนางและเจ้านายหลายท่าน เป็นเหตุให้นายทิมได้รับพระราชอาญาเฆี่ยนและจำคุก ส่วนนิราศหนองคายทั้งต้นฉบับและตีพิมพ์ได้ถูกสั่งเผาทำลาย[2]

กองทัพเจ้าพระยาภูธราภัยยกออกจากกรุงเทพฯ ไปตั้งประชุมพลที่เมืองพิชัย แล้วยกกองทัพเดินทางบกต่อไป ฝ่ายกองทัพพระยาพิชัย (ดิศ) ซึ่งได้ยกล่วงหน้าขึ้นไปก่อน ไปถึงเมืองหลวงพระบางได้ทราบว่ากองทัพฮ่อมาตั้งอยู่ที่เมืองเวียงกัดในแขวงหัวพันห้าทั้งหก พระยาพิชัยก็รีบยกขึ้นไปจากเมืองหลวงพระบาง ไปพบกองทัพฮ่อได้รบกัน แต่กำลังกองทัพพระยาพิชัยไม่พอจะตีฮ่อให้แตกไปได้ จึงตั้งมั่นรักษาด่านอยู่ เมื่อเจ้าพระยาภูธราภัยขึ้นไปถึงเมืองพิชัย ได้ทราบว่าพระยาพิชัยรบพุ่งติดพันอยู่กับพวกฮ่อ จึงจัดกองทัพให้พระสุริยภักดี (เวก บุณยรัตพันธุ์) เจ้ากรมพระตำรวจรีบยกขึ้นไปเมืองหลวงพระบางตามไปช่วยพระยาพิชัย กองทัพพระสุริยภักดีขึ้นไปถึงเข้าตีทัพฮ่อแตกยับเยินไป เจ้าพระยาภูธราภัยจึงสั่งให้กองทัพพระยามหาอำมาตย์และกองทัพพระสุริยภักดีติดตามตีฮ่อไปจนค่ายทุ่งเชียงคำพวกฮ่อก็พากันอพยบหลบหนีไปจากเมืองพวน กองทัพเจ้าพระยาภูธราภัยได้ยกขึ้นไปตั้งอยู่ที่ตำบลปากลายริมแม่น้ำโขงข้างใต้เมืองหลวงพระบาง จนมีตราให้หากลับมา

ครั้งที่ 2[แก้]

ฝ่ายเมืองหลวงพระบางตั้งแต่กองทัพไทยไปปราบฮ่อครั้งแรกแล้วก็มิได้จัดการปกครองเมืองพวน แลเมืองหัวพันห้าทั้งหกให้มั่นคงขึ้น อาเจือง (อาจึง) นายฮ่อธงแดง และไกวซึง นายฮ่อธงเหลืองจึงคุมกำลังมาตั้งค่ายอยู่ที่ทุ่งเชียงคำ ในแขวงเมืองพวนประมาณ 7 ปี

พ.ศ. 2426 ฮ่อธงเหลืองยกกองทัพไปตีเมืองในแดนหัวพันห้าทั้งหก เจ้านครหลวงพระบางบอกลงมายังกรุงเทพฯ จึงโปรดฯ ให้เกณฑ์กำลังมณฑลพิษณุโลกเข้ากองทัพ ให้พระยาพิชัย (มิ่ง) กับพระยาสุโขทัย (ครุฑ หงสนันทน์) คุมขึ้นไปช่วยเมืองหลวงพระบางก่อน แล้วให้ พระยาราชวรานุกูล (เวก บุญยรัตพันธ์) ตามขึ้นไปเปนแม่ทัพใหญ่ปราบฮ่อที่ยกไปทางเมืองหลวงพระบาง แล้วโปรดฯ ให้เกณฑ์ทัพใหญ่เตรียมไว้อีกทัพหนึ่ง เผื่อจะมีกองทัพฮ่อยกลงมาทางหัวเมืองริมแม่น้ำโขง ด้วยในเวลานั้นยังไม่ทราบว่าฮ่อจะมีกำลังมากน้อยเท่าใด กองทัพที่เตรียมนี้จะโปรดฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระบำราบปรปักษ์ เสด็จไปเปนจอมพล และจะโปรดฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมารซึ่งทรงบังคับการกรมทหารมหาดเล็กแลกรมแผนที่อยู่ในเวลานั้น โดยเสด็จไปอำนวยการทำแผนที่พระราชอาณาเขตข้างฝ่ายเหนือด้วย แต่เมื่อต่อมาได้ข่าวแน่นอนว่าฮ่อมีกำลังไม่มากนัก และยกไปแต่ทางเมืองหลวงพระบางทางเดียว จึงโปรดฯ ให้เลิกกองทัพใหญ่ที่ได้ตระเตรียมเสีย ให้พระวิภาคภูวดล (เจมส์ ฟิตซรอย แมคคาร์ธี James Fitzroy McCarthy) คุมพนักงานขึ้นไปทำแผนที่ตามที่ได้ทรงพระราชดำริไว้

กองทัพไทยยกขึ้นไปถึงเมืองหลวงพระบาง พวกฮ่อทราบความก็พากันถอยหนีจากเมืองหัวพันห้าทั้งหกกลับไปยังค่ายใหญ่ที่ทุ่งเชียงคำ พระยาราชวรานุกูล พระยาพิชัย แลพระยาสุโขทัยยกกองทัพติดตามไปจนถึงทุ่งเชียงคำ เข้าล้อมค่ายฮ่อไว้ แต่ค่ายฮ่อคราวนี้ตั้งมาช้านานจนถึงปลูกกอไผ่บังแทนระเนียดล้อมรอบ ปืนใหญ่ที่กองทัพไทยมีไปกำลังไม่พอจะยิงกอไผ่ได้ กองทัพไทยยกเข้าตีค่ายหลายครั้ง ก็เข้าค่ายไม่ได้ ด้วยพวกฮ่ออาศัยกอไผ่บังตัวยิงปืนกราดออกมา ฝ่ายข้างไทยมิใคร่จะเห็นตัวพวกฮ่อ ครั้งหนึ่งพระยาราชวรานุกูลยกเข้าตีค่ายฮ่อเอง ถูกปืนข้าศึกที่ขาเจ็บป่วยแต่ยังบัญชาการศึกได้ จึงสั่งให้ตั้งล้อมค่ายฮ่อไว้ในระหว่างเวลาที่รักษาบาดแผล ฝ่ายฮ่อถูกล้อมอยู่ในค่ายก็ขัดสนเสบียงอาหาร เห็นว่าจะรบสู้ต่อไปไม่ไหว นายทัพฮ่อจึงให้ออกมาว่ากับพระยาราชวรานุกูลว่าจะยอมทู้ ขอถือน้ำกระทำสัตย์เปนข้าขอบขัณฑสีมากรุงเทพฯ ต่อไป ขอแต่อย่าให้ไทยทำอันตราย ฝ่ายพระยาราชวรานุกูลว่าถ้าฮ่อจะยอมทู้ก็ให้ส่งเครื่องศาตราวุธให้เสียก่อน แล้วให้ตัวออกมาหาจะไม่ทำอันตรายอย่างใด พวกฮ่อไม่ไว้ใจ เกรงว่าไทยจะลวงเอาเครื่องศาตราวุธแล้วจะฆ่าฟันเสีย ก็ไม่ออกมา กองทัพไทยล้อมอยู่ 2 เดือน ผู้คนเกิดป่วยเจ็บด้วยขัดสนเสบียงอาหารส่งไปไม่ทัน พระยาราชวรานุกูลก็ต้องเลิกทัพกลับมาทางเมืองหนองคาย

ครั้งที่ 3[แก้]

จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) เมื่อครั้งเป็นนายพันเอก เจ้าหมื่นไวยวรนาถ แม่ทัพปราบฮ่อฝ่ายไทยใน พ.ศ. 2428 - 2430 (นั่งทางซ้าย) ถ่ายรูปคู่กับเจ้าราชวงศ์ (คำสุก) แห่งหลวงพระบางที่กองบัญชาการเมืองซ่อน
ธงจุฑาธุชธิปไตย ซึ่งใช้เป็นธงประจำกองทหารสยามในการปราบฮ่อครั้งที่ 3 และ 4

เมื่อได้ข่าวมาถึงกรุงเทพฯ ว่า พระยาราชวรานุกูลแม่ทัพไปถูกอาวุธข้าศึก กองทัพไทยได้แต่ตั้งล้อมค่ายฮ่ออยู่ที่ทุ่งเชียงคำ และยังได้รับใบบอกเมืองหลวงพระบาง ว่ามีทัพฮ่อกวานกอยี่ยกมาตีเมืองหัวพันห้าทั้งหกอีก ทรงพระราชดำริว่ากองทัพพระยาราชวรานุกูลคงทำการไม่สำเร็จ จึงโปรดฯ ให้จัดทหารบกในกรุงเทพฯ เข้าเป็นกองทัพ 2 ทัพ ให้นายพันเอก พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ผู้บังคับการกรมทหารรักษาพระราชวัง เป็นแม่ทัพ(ตะวันออก) ยกไปปราบฮ่อในแขวงเมืองพวนหนึ่งทัพ ให้นายพันเอก เจ้าหมื่นไวยวรนารถ (เจิม แสง-ชูโต) ผู้บังคับการกรมทหารหน้า(ราบที่ 4) เปนแม่ทัพ(ตะวันตก) ยกไปปราบฮ่อในแขวงเมืองหัวพันห้าทั้งหกทัพ พ.ศ. 2428 ทั้ง 2 ทัพ

กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมเสด็จโดยทางเรือออกจากกรุงเทพฯ เขึ้นไปตั้งประชุมพลที่เมืองพิษณุโลก ได้ข่าวว่ากองทัพพระยาราชวรานุกูลถอยกลับลงมายังเมืองหนองคายแล้ว กรมหมื่นประจักษศิลปาคมทรงเร่งพาหนะได้พร้อมแล้ว จึงทรงจัดให้พระอมรวิไสยสรเดช (โต บุนนาค) เปนทัพหน้า พระราชวรินทร (บุตร บุญยรัตพันธ์) เป็นทัพหลัง พระองค์เสด็จเป็นทัพหลวง ยกออกจากเมืองพิษณุโลกเดินบกทางแขวงเมืองหล่มศักดิ์ เมืองเลย เมืองแก่นท้าว 21 วันถึงเมืองหนองคาย ตั้งที่บัญชาการอยู่ ณ เมืองหนองคายนั้น ทรงจัดให้กองทัพพระอมรวิไสยสรเดชยกไปตีค่ายฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ ให้พระยาปลัด (กาจ) เมืองนครราชสีมา เปนนายกองลำเลียง แล้วทรงจัดให้กองทัพพระราชวรินทรเปนทัพหนุน ให้จมื่นไชยาภรณ์ (สาย สิงห์เสนี) เป็นนายกองลำเลียง ยกออกจากเมืองหนองคาย กองทัพเดินทางถึง 35 วันจึงถึงทุ่งเชียงคำ พวกฮ่อรู้ตัวเผาค่ายหนีไปเสียก่อนแล้ว กองทัพตั้งอยู่ที่ทุ่งเชียงคำไม่มีเสบียงอาหาร จึงถอยมาตั้งอยู่ที่เมืองเชียงขวาง พวกฮ่อที่หนีไปจากทุ่งเชียงคำอพยพไปอาศัยพวกแม้วพวกเย้าอยู่ที่ปลายแดนญวน เห็นว่าจะยกติดตามฮ่อไปก็ไม่ทัน จึงตั้งจัดการบ้านเมืองเกลี้ยกล่อมพวกพลเมืองที่แตกฉานไปอยู่ตามป่าแลเขาให้กลับคืนมายังภูมิลำเนา แลพาหัวหน้าพวกข่าซึ่งตั้งขัดแข็งเจ้าเมืองกรมการอยู่แต่ก่อน เข้ามาอ่อนน้อมต่อกองทัพนั้น เลิกทัพกลับมายังเมืองหนองคาย กองทัพตะวันออกที่ยกไปครั้งนั้นหาได้มีโอกาสรบพุ่งกับพวกฮ่อไม่ ครั้นบ้านเมืองเรียบร้อยเปนปกติแล้ว ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ กองทัพกรมหมื่นประจักษศิลปาคมกลับคืนมายังกรุงเทพฯ เสด็จมาถึงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐

ฝ่ายกองทัพตะวันตกซึ่งเจ้าหมื่นไวยวรนารถเปนแม่ทัพนั้น ยกออกจากกรุงเทพฯ โดยทางเรือเมื่อ พ.ศ. 2428 ขึ้นไปตั้งประชุมพลที่เมืองพิชัย ได้โปรดฯ ให้พระยาศรีสิงหเทพ (อ่วม) ขึ้น ไปเป็นพนักงานจัดพาหนะส่งกองทัพ ยกออกจากเมืองพิชัยถึงเมืองน่าน แวะหยุดที่เมืองน่าน พระยาศรีสหเทพข้าหลวงได้เชิญเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาสุราภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ 1 ซึ่งโปรดฯ พระราชทานแก่เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้านครน่านขึ้นไปถึงแม่ทัพได้จัดพิธีรับพระราชทานตามธรรมเนียมแล้วเดินทางถึงเมืองหลวงพระบาง เมื่อกองทัพขึ้นไปถึงเมืองหลวงพระบางแล้ว เจ้าหมื่นไวยวรนารถสอบสวนเรื่องราวข่าวทัพฮ่อ ได้ทราบว่าข้อความตามที่เมืองหลวง พระบางบอกลงมายังกรุงเทพฯ นั้น เป็นแต่รู้จากคำพวกราษฎรบอกเล่าเปนพื้น จึงเห็นว่าซึ่งจะตั้งอำนวยการปราบฮ่ออยู่ที่เมืองหลวงพระบางนั้นห่างนัก ตรวจดูตามแผนที่อันพอจะรู้ได้ในเวลานั้นประกอบกับคำชี้แจงที่เมืองหลวงพระบาง เห็นว่ากองทัพจะต้องขึ้นไปตั้งอยู่ที่เมืองซ่อน (ເມືອງຊ່ອນ) ในเขตเมืองหัวพันห้าทั้งหกจึงจะปราบปรามพวกฮ่อตลอดไปได้ทุกเมือง เมื่อตกลงเช่นนี้แล้วจึงจัดวางการที่จะส่งเสบียงอาหารสำหรับกองทัพ เจ้าหมื่นไวยวรนารถจึงยกกองทัพจำนวนพลรบ 2,500 คนออกจากเมืองหลวงพระบาง เดินทางบกไป 10 วัน ข้ามลำน้ำอูไปถึงที่พัก ณ เมืองงอย (ເມືອງງອຍ) เห็นทางเดินทัพกันดาร เจ้าหมื่นไวยฯ ปฤกษากับพระยาศุโขไทย แลเจ้าราชวงศ์เมืองหลวงพระบางเห็นพร้อมกันว่า จะรีบยกกองทัพขึ้นไปเมืองซ่อนทั้งหมด เสบียงอาหารคงส่งไม่ทัน จะตั้งอยู่เมืองงอยคอยให้เสบียงอาหารพรักพร้อมเสียก่อนเล่าก็จะช้าการไป แม่ทัพจึงแบ่งทหารหัวเมืองให้พระยาศุโขไทยกับนายพันตรี พระพาหนพลพยุหเสนา (กิ่ม) คุมอยู่ที่เมืองงอยกองหนึ่ง เพื่อจะได้ลำเลียงเสบียงอาหารส่งไปโดยเร็ว เมื่อได้เสบียงพอแล้ว เจ้าหมื่นไวยฯ จะมีหนังสือลงมายังเมืองงอยให้พระยาศุโขไทย และพระพาหนพลพยุหเสนายกตามขึ้นไป และได้แต่งให้เจ้าราชวงศ์ (คำสุก)คุมไพร่พลยกขึ้นไปตั้งมั่นอยู่ตำบลสบซางคอยรับเสบียงแลคิดลำเลียงส่งไปถึงเมืองซ่อนอีกกองหนึ่ง ส่วนแม่ทัพกับนายจ่ายวดแลไพร่พลทหารกรุงเทพฯ นั้น จะรีบยกขึ้นไปยังเมืองซ่อนทีเดียว

เจ้าหมื่นไวยวรนารถ และนายทัพนายกองทหารกรุงเทพฯ กับทหารหัวเมืองที่สมทบกัน ยกออกจากเมืองงอยเดินทางข้ามห้วยธารแลเทือกเขาไป 3 วัน ถึงเมืองซ่อน จึงให้ตั้งค่ายมั่นแลจัดรักษาด่านทางให้เป็นที่มั่นคงแข็งแรง เมื่อกองทัพไปถึงเมืองซ่อนสืบได้ความชัดว่า มีฮ่อตั้งค่ายอยู่ที่ตำบลบ้านใดในแขวงเมืองสบแอด (ເມືອງສົບແອດ) ค่ายหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ตำบลนาปาแขวงเมืองสบแอดอีกค่ายหนึ่ง และฮ่อแยกไปตั้งค่ายอยู่ที่เมืองพูน (ເມືອງພູນ) อีกค่ายหนึ่ง มีฮ่อแลผู้ไททู้อยู่ ทั้ง 3 ค่ายจำนวนคนประมาณ 800 แลยังมีครอบครัวของพวกฮ่อตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ค่ายบ้านใดและค่ายบ้านนาปาแขวงเมืองสบแอดทั้ง 2 แห่ง เมื่อสืบได้ความมั่นคงดังกล่าวมา จึงแต่งให้นายร้อยเอก หลวงดัษกรปลาศ (อยู่) กับเจ้าราชภาคินัย คุมทหารกรุงเทพฯ กับทหารหัวเมือง 300 คน ยกขึ้นไปตีค่ายฮ่อบ้านใดและบ้านนาปาแขวงเมืองสบแอด ให้นายร้อยเอก หลวงจำนงยุทธกิจ (อิ่ม) กับเจ้าราชวงศ์ คุมทหารกรุงเทพฯ กับทหารหัวเมือง 400 คน ยกขึ้นไปตีค่ายฮ่อเมืองพูน ขณะเมื่อกองทัพตั้งอยู่ ณ เมืองซ่อนนั้น หัวพันเมืองพูนได้นำครอบครัวอพยบหนีฮ่อมาหากองทัพ 40 ครัว รวมชายหญิงทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ 418 คน หัวพันเมืองโสยนำครอบครัวอพยบหนีฮ่อมา 15 ครัว รวม 188 คน หัวพันเมืองสบแอดนำครอบครัวอพยบหนีฮ่อมา 40 ครัว รวม 495 คน รวมครัวทั้ง ๓ เมืองซึ่งมาหากองทัพ ณ เมืองซ่อน 95 ครัว ชายหญิง 1,101 คน รับไว้ที่เมืองซ่อนทั้งสิ้น เสบียงอาหารที่จะแจกจ่ายเจือจานก็อัตคัด เจ้าหมื่นไวยวรนารถจึงจ่ายเงินให้พวกครัวเที่ยวซื้อหาอาหาร และให้เจ้าราชวงศ์ขอยืมที่นาของราษฎรในเมืองซ่อนซึ่งยังรกร้างมีอยู่บ้าง กับพื้นที่ว่างเปล่าอันมีอยู่แบ่งปันให้แก่พวกครัวพอจะได้ทำมาหากิน โคที่จัดซื้อไปสำหรับเป็นเสบียงกองทัพ แม่ทัพก็ให้ยืมพอที่พวกครัวจะได้ใช้คราดไถในการทำนานั้น และให้เจ้าราชวงศ์แจ้งความลงมายังเจ้านครหลวงพระบาง ขอให้จัดหากระบือส่งขึ้นไปพอจะได้เปนกำลังของพวกครัวบ้างตามสมควร แต่คนครัวทั้ง 3 เมืองที่เป็นชายฉกรรจ์นั้นให้ขนลำเลียงเสบียงแต่เมืองซ่อนขึ้นไปส่งกองทัพ

กองนายร้อยเอก หลวงดัษกรปลาศ ยกขึ้นไปถึงบ้านใดก็เข้าตีค่ายฮ่อ ฮ่อยกออกต่อสู้นอกค่าย เอาปืนใหญ่กระสุนเท่าผลส้มเกลี้ยงลากออกมาตั้งยิงที่หน้าค่าย พอยิงปืนนั้นแตก ฮ่อก็หนีกลับเข้าค่าย กองทหารไทยได้ทีก็ไล่รุกเข้าไปถึงค่าย นายร้อยโท นายดวงคุมทหารหมวดหนึ่งเข้าพังประตูค่ายด้านใต้ เจ้าราชภาคินัยกับนายร้อยเอก หลวงดัษกรปลาศคุมทหารเป็นกองหนุน นายร้อยโท นายเอื้อน (ชูโต) คุมทหารหมวดหนึ่ง เข้าพังประตูค่ายด้านทิศตะวันตก พระพิพิธณรงค์กรมการเมืองลับแล กับพระเจริญจัตุรงค์กรมการเมืองพิไชยคุมทหารหัวเมืองเปนกองหนุน ทหารพวกหมวดนายร้อยโทดวง พังประตูค่ายด้านใต้ตีหักเข้าค่ายได้ก่อนด้านอื่น ฮ่อแตกกระจัดกระจายพ่ายหนีออกหลังค่ายทิศตะวันออก ทหารก็หักค่ายเข้าไปได้ทุกทาง ฮ่อก็มิได้ต่อสู้รีบทิ้งค่ายหนีไป ฮ่อตายในที่รบ 23 คน ถูกอาวุธป่วยเจ็บมาก กระสุนปืนถูกกอยี่ นายรักษาค่ายบ้านใดที่ขาซ้ายป่วยลำบากอยู่ จ่านายสิบนายธูปคุมทหาร 4 คนตรงไปจะกุมตัว กอยี่ชักปืนสั้นออกยิงตัวเองขาดใจตาย จับได้ครอบครัวฮ่อ คือ ภรรยากวานหลวงฮ่อกับบุตร ภรรยากวานยี่ กับครอบครัวพวกฮ่อรวม 32 คนเก็บได้เครื่องสาตราวุธจำนวนมาก กองทหารก็เข้าตั้งมั่นอยู่ในค่ายบ้านใด ในเวลานั้นพวกชาวเมืองสบแอดที่ได้ยอมทู้ฮ่อประมาณ 400 คนเศษ นำครอบครัวมาหากองทัพทั้งสิ้น แจ้งความว่าเกรงกลัวฮ่อจึงได้ยอมเข้าทู้ หาได้คิดจะเป็นกำลังช่วยฮ่อต่อสู้กองทัพไม่ กับแจ้งความว่าที่ค่ายบ้านนาปานั้น มีฮ่อแท้ 50 คน นอกนั้นเป็นแต่พวกผู้ไททู้ เมื่อได้ข่าวว่ากองทหารตีค่ายบ้านใดแตกแล้ว คนที่เข้าทู้ก็เอาใจออกห่างพากันหลบหนีไปสิ้น ฮ่อเห็นจะต่อสู้มิได้ทิ้งค่ายบ้านนาปาหนีเข้าป่าดงไปแล้ว เจ้าราชภาคินัย กับนายร้อยเอก หลวงดัษกรปลาศจึงคุมทหารไปยังค่ายบ้านนาปาเพื่อขนเสบียง

กองนายร้อยเอก หลวงจำนงยุทธกิจกับเจ้าราชวงศ์ซึ่งยกขึ้นไปตีค่ายฮ่อที่เมืองพูนนั้น ได้ยกออกไปถึงเมืองแวน (ເມືອງແວນ) เดินทางต่อไปอีก 2 วันถึงเมืองจาด (ເມືອງຈາດ) ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเมืองโสย (ເມືອງໂສຍ) พบฮ่อกับพวกม้อยที่เข้าทู้ตั้งค่ายอยู่ที่นั้น มีฮ่อแลคนทู้ประมาณ 40 คนเศษ นายร้อยตรีเพ็ชร กับท้าวอ่อนกรมการเมืองไซซึ่งเปนกองหน้า เข้าระดมตีฮ่อแลพวกม้อยแตกหนีทิ้งค่ายไป กองหน้าตั้งพักอยู่ที่เมืองจาดนั้นคืนหนึ่ง ครั้นกองนายร้อยเอก หลวงจำนงยุทธกิจกับเจ้าราชวงศ์ไปถึงพร้อมกันแล้วก็ยกตามพวกฮ่อต่อไป ฝ่ายฮ่อที่แตกไปนั้นไปตั้งอยู่บ้านหอแขวงเมืองโสย ครั้นกองทหารไปถึงที่นั้น ฮ่อได้กำลังมากขึ้น ก็ออกต่อรบยิงปืนโต้ตอบกัน ฮ่อถูกกระสุนปืนตายในที่รบ 4 คน ที่เหลืออยู่ก็แตกหนีไปเมืองโสย นายร้อยเอก หลวงจำนงยุทธกิจกับเจ้าราชวงศ์จะยกติดตามฮ่อต่อไปในวันนั้นเปนเวลาพลบค่ำ จึงถอยกลับมาตั้งอยู่ค่ายเมืองจาด แล้วมีหนังสือแจ้งข้อราชการมายังกองทัพใหญ่ ณ เมืองซ่อน ขอให้ส่งเสบียงอาหารเพิ่มเติมขึ้นไปจะได้ยกตามฮ่อไปยังเมืองโสย แม่ทัพดำริเห็นว่าทางที่จะเดินต่อไปยังเมืองโสยนั้นเป็นทางกันดาร ในเวลานั้นก็เข้าฤดูฝน จะให้กองทหารเร่งยกติดตามฮ่อต่อไป ฮ่อก็จะถอยร่นต่อไปจนถึงเมืองพูน จะลำเลียงเสบียงอาหารส่งจะเป็นการยากขึ้นทุกทีด้วยเป็นฤดูฝนผู้คนก็จะป่วยเจ็บ จึงประชุมนายทัพนายกองพร้อมด้วยพระยาศุโขไทยปรึกษาเห็นพร้อมกันว่าควรจะต้องงดรอการรบพุ่ง ตั้งมั่นพักบำรุงกำลังไพร่พลไว้ก่อน ต่อถึงเดือน 11 ปีจออัฐศกสิ้นฤดูฝน จึงจะปราบปรามฮ่อต่อไป เจ้าหมื่นไวยวรนารถจึงมีคำสั่งให้ทหารกองนายร้อยเอก หลวงจำนงยุทธกิจกับเจ้าราชวงศถอยมาตั้งมั่นบำรุงไพร่พลเมืองอยู่ที่เมืองแวน

ฝ่ายกองนายร้อยเอก หลวงดัษกรปลาศกับเจ้าราชภาคินัย ซึ่งยกขึ้นไปตั้งมั่นอยู่ที่ค่ายบ้านใดแขวงเมืองสบแอดที่ตีได้นั้น แจ้งข้อราชการลงมายังแม่ทัพเมืองซ่อนว่า เมื่อ ณ วันอังคาร เดือน ๖ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีจออัฐศก พ.ศ. ๒๔๒๙ ท้าวฉิม นายบ้านห้วยสารนายมลงมาแจ้งความแก่นายร้อยโทดวง ซึ่งคุมกองทหารขึ้นตั้งรักษาหมู่บ้านราษฎร ณ เมืองสบแอดว่าฮ่อประมาณ 70 คน ไปตั้งรวบรวมกันอยู่ที่บ้านห้วยสารนายมแขวงเมืองสบแอด แลสืบได้ความว่ารุ่งขึ้นฮ่อจะพากันไปยังเมืองฮุงในแขวงสิบสองจุไทระยะทางประมาณ 10 ชั่วโมง ทางที่มันจะเดินนั้นจะต้องเดินทางห้วยแหลก ครั้นนายร้อยโทดวง ได้ทราบความแล้ว จึงพร้อมด้วยนายร้อยตรีพลอย พระเจริญจัตุรงค์กรมการเมืองพิไชย ทหาร 24 คนยกขึ้นไปคอยสกัดทางที่ห้วยแหลก ครั้นถึงกลางห้วยแหลกก็พอประจวบ กับพวกฮ่อเดินสวนทางมาในลำห้วย กองทหารยิงพวกฮ่อ ฮ่อก็แตกถอยกลับไป ทหารก็ไล่ยิงติดตามต่อไป พวกฮ่อขึ้นจากห้วยได้ก็หันกลับมาต่อสู้ ยิงปืนโต้ตอบกันไปมา ฮ่อถูกกระสุนปืนตาย 8 คน ที่ป่วยเจ็บไปหลายคน ฮ่อก็แตกกระจัดกระจายทิ้งเสบียงอาหารหนีเข้าป่าดงไป ในเวลาเมื่อทหารไล่ฮ่อไปนั้น พลทหารอ่อนถูกกระสุนปืนฮ่อที่ไหล่ซ้าย แต่หาเป็นอันตรายไม่

ฝ่ายกองนายร้อยเอก หลวงจำนงยุทธกิจ กับเจ้าราชวงศเมื่อได้ รับคำสั่งแม่ทัพให้ถอยจากเมืองจาดมาตั้งมั่นอยู่ที่เมืองแวน คาดว่ากองทหารถอยมาจากเมืองจาดแล้วไว้ดีร้ายพวกฮ่อคงจะกลับมาตั้งอยู่อีก จึงคิดกลอุบายแกล้งทิ้งค่ายฮ่อไว้ไม่รื้อเสีย เอากระสุนปืนใหญ่ที่บรรจุดินดำเป็นลูกแตกมีแก๊บชนวนอยู่ในกระสุน ฝังไว้ริมทางเข้าออก ผูกสายยนต์ดักไว้ ให้คนเดินต้องกระทบสายยนต์นั้น แลเอากระสุนแตกห้อยแขวนไว้บ้างก็มี แล้วแต่งคนให้คอยด้อมมองอยู่ยังเมืองแวน เมื่อกองทหารถอยมาได้สัก 7 วัน ผู้ซึ่งคอยสืบกลับมาบอกรายงานที่แวน ว่า เมื่อกองทัพถอยมาแล้วมีฮ่อกับพวกผู้ไททู้ประมาณ 50 คนพากันกลับมาและเข้าไปในค่ายเมืองจาดนั้น ฮ่อและผู้ไทถูกจันห้าวที่ดักไว้กระสุนปืนใหญ่ลั่นระเบิดออกถูกฮ่อตาย 3 คน ผู้ไท 2 คน ที่ป่วยไปหลายคน ฮ่อมิอาจอยู่ในค่ายนั้นก็พากันกลับไปยังเมืองพูนทั้งสิ้น แล้วเก็บได้กระสุนปืนซึ่งแขวนไว้ที่ตอไม้กระสุนหนึ่งเอาไปด้วย ครั้นรุ่งขึ้น ท้าวทิพกรมการเมืองแวนรวมนายไพร่ 3 คน ซึ่งขึ้นไปสืบราชการยังเมืองโสยเมืองพูนกลับมาแจ้งข้อราชการยังค่ายเมืองแวนว่า ฮ่อได้กระสุนปืนไปจากค่ายเมืองจาดกระสุนหนึ่ง เอาเข้าไปยังค่ายเมืองพูนมันเรียกว่าลูกหมากโม้ ฮ่อเอาขวานทุบต่อยกระสุนนั้นก็ระเบิดออกถูก ฮ่อตาย 2 คน ป่วยเจ็บไปหลายคน บัดนี้มีความครั่นคร้ามกองทัพแลกระสุนปืนนั้นเปนอันมาก เพราะไม่ทราบว่าจะฝังไว้ที่ใด ต่างแยกย้ายพากันอพยบไปเปนพวกเปนหมู่ละ 30 คน 40 คนหาได้รวบรวมกันไม่ สืบได้ความว่าจะพากันไปอยู่ตำบลท่าขวา แขวงสิบสองจุไทริมฝั่งน้ำแท้ ยังมีฮ่อคงอยู่ที่ค่ายเมืองพูนอีกประมาณ 30 คน ที่เมืองโสยมีพวกผู้ไททู้รักษาอยู่ประมาณ 30 คน รวมฮ่อแลผู้ไทยทู้ทั้ง 2 ค่าย มีประมาณ 60 คน แต่ยังเที่ยวย่ำยีตีปล้นราษฎรพลเมืองอยู่เนืองๆ

เจ้าหมื่นไวยวรนารถเห็นว่าพวกฮ่อย่อย่นระส่ำระสายอยู่แล้ว จำจะต้องรีบปราบปรามเสียทีเดียว จึงมีคำสั่งให้นายร้อยเอก หลวงจำนงยุทธกิจ แต่งนายทหารที่เข้มแข็งคุมพลทหาร 1 กอง เร่งยกขึ้นไปปราบปราม ฮ่อที่เมืองโสยเมืองพูนเสีย นายร้อยเอก หลวงจำนงยุทธกิจจึงแต่งให้นายร้อยโทแขก ท้าวอ่อนกรมการเมืองไซ คุมไพร่พลทหารกรุงเทพฯ และหัวเมือง รวมนายไพร่ 170 คน ยกขึ้นไปเมืองโสยเมืองพูนตามคำสั่งของแม่ทัพ พวกฮ่อและผู้ไททู้รักษาค่ายอยู่ประมาณ 150 คน ออกต่อสู้อยู่พักหนึ่ง ทหารยิงถูกฮ่อตาย 15 คน เจ็บป่วยไปหลายคน ฮ่อก็ทิ้งค่ายหนีไปรวบรวมอยู่ที่ค่ายเมืองพูน จับได้ฮ่อชายฉกรรจ์ได้ 2 คน หญิงภรรยาฮ่อ 1 คน บุตรฮ่อ 1 คนรวม 4 คน นายร้อยโทแขก กับท้าวอ่อนแลไพร่พลเข้าตั้งอยู่ในค่ายเมืองโสยนั้น 2 วัน จึงยกติดตามฮ่อต่อไปยังค่ายเมืองพูน แต่เมื่อกองทหารยกไปถึงเมืองพูน ยังไม่ทันที่จะเข้าตีค่าย พวกฮ่อก็เอาเพลิงจุดเผาฉางเข้าในค่าย แล้วพากันอพยพออกทางหลังค่ายหนีไปสิ้น กองทหารพร้อมกันเข้าดับเพลิงและเข้าตั้งมั่นรักษาค่ายเมืองพูนไว้ บรรดาค่ายฮ่อที่มาตั้งในหัวพันห้าทั้งหกถูกกองทัพตะวันตกตีได้หมดทุกค่าย

ต่อมา เมื่อฤดูฝนปีจอ พ.ศ. 2429 นั้น กองทัพตะวันตกตั้งพักอยู่ 4 แห่ง กองทัพเจ้าหมื่นไวยวรนารถแม่ทัพตั้งอยู่ที่เมืองซ่อนแห่งหนึ่ง กองนายร้อยเอก หลวงดัษกรปลาศกับเจ้าราชภาคินัยตั้งอยู่ที่ค่ายบ้านใด ซึ่งตีได้จากฮ่อที่ในแขวงเมืองสบแอดแห่งหนึ่ง กองนายร้อยเอก หลวงจำนงยุทธกิจ กับเจ้าราชวงศ์ตั้งอยู่ที่ค่ายเมืองแวนแห่งหนึ่ง พวกทหารเจ็บป่วยทุพพลภาพส่งลงมาอยู่ที่โรงพยาบาล ณ เมืองหลวงพระบางอีกแห่งหนึ่ง มีพวกท้าวขุนแลราษฎรชาวเมืองหัวพันห้าทั้งหกที่ได้ทู้ฮ่อ พากันกลับเข้ามาสารภาพรับผิดหลายราย ที่เป็นรายสำคัญนั้นคือองค์พ้องจะลอเจ้าเมืองปุง และท้าวเพี้ยเมืองโสย เดิมได้พาสมัคพรรคพวกไปเข้ากับฮ่อ เมื่อฮ่อแตกหนีไปพวกไพร่พากันกลับมาหากองทัพโดยมาก แต่องค์พ้องจะลอเจ้าเมืองปุงแลพวกท้าวเพี้ยเมืองโสยยังหลบหลีกอยู่ด้วยเกรงความผิด ก็ได้เข้ามาลุแก่โทษต่อเจ้าราชวงศ์โดยดี ท้าวบา ท้าวเมือง ท้าวโดย เพี้ยบัวเงิน กับพรรคพวกแลครอบครัวรวมประมาณ 400 คน ซึ่งได้ยอมทู้อยู่กับฮ่อแต่ก่อน พากันเข้ามาอ่อนน้อมยอมสารภาพต่อนายร้อยโทแขก การที่เป็นจลาจลในเมืองหัวพันห้าทั้งหกก็ราบคาบลงโดยลำดับ

เจ้าหมื่นไวยฯ ปรึกษากับแม่ทัพนายกองเห็นพร้อมกันว่า เมืองหัวพันห้าทั้งหกติดต่อกับแดนสิบสองจุไท พวกฮ่อแตกหนีไปจากเมืองหัวพันห้าทั้งหก คงไปตั้งมั่วสุมกันอยู่ในแดนสิบสองจุไท เมื่อกองทัพกลับลงมาแล้วพวกฮ่อก็คงจะกลับเข้ามาตั้งอยู่ในเมืองหัวพันห้าทั้งหกอย่างเดิมอีก จึงตกลงกันว่าพอถึงฤดูแล้งจะยกกองทัพขึ้นไปยังเมืองแถง (Điện Biên Phủ) ในแดนสิบสองจุไทย ด้วยพระสวามิภักดิสยามเขตต์ (สิงหวางม่าน หรือว้องม่าน กายตงเป็นตำแหน่งที่เวียดนามตั้งให้ 該總, cai tổng) เจ้าเมืองแถง รับอาสาจะนำกองทัพไป เจ้าหมื่นไวยวรนารถได้ทราบความจากพระสวาฯ ว่า มีพวกฮ่อตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลท่าขวาริมลำน้ำแท้ในแดนสิบสองจุไท ตัวหัวหน้าตั้งตัวเป็นองบา มีพรรคพวกมากแต่ตั้งทำมาหากินอยู่ปกติ ยังหาได้เข้ากับพวกฮ่อที่มาปล้นเมืองหัวพันห้าทั้งหกไม่ เจ้าหมื่นไวยวรนารถจึงทำหนังสือให้พระสวาฯ ถือไปเกลี้ยกล่อมองบา

แต่ฝ่ายกองทัพตั้งแต่เดือน 6 ปีจอ พอฝนตกชุกก็เกิดความไข้ใน พวกทหารที่ไปตั้งอยู่ทั้ง 4 แห่ง อาการป่วยเปนไข้ป่าทั้งนั้น รักษาได้แต่ด้วยยาควินิน (quinine) เมื่อกองทัพยกไปจากเมืองพิชัยพาหนะไม่พอ ต้องแบ่งสิ่งของสำหรับกองทัพไว้ที่เมืองพิชัยให้ส่งตามขึ้นไป ยาสำหรับรักษาโรคที่เตรียมไปก็ต้องแบ่งเช่นเดียวกับของอื่น กองทัพได้ยาควินินติดขึ้นไปประมาณ 400 ขวด ครั้นเกิดความไข้ในกองทัพใช้ยาควินินเปลืองไปเกือบจะหมด ต้องบอกขอลงมาถึงกรุงเทพฯ พอยาควินินหมดความไข้ก็ยิ่งกำเริบกองทหารที่ไปตั้งอยู่ ณ ที่ต่างๆ มีจำนวนคนป่วยแทบจะเท่ากับที่เป็นปรกติอยู่ ในขณะนั้นพวกฮ่อที่แตกหนีไปจากค่ายบ้านใดแลค่ายบ้านนาปาไปรวบรวมกันแล้วจ้างพวกฮ่อขององค์บา (ที่แม่ทัพให้พระสวาฯ ไปเกลี้ยกล่อมแต่ยังไปไม่ถึงนั้น) ได้กำลังเพิ่มเติมยกกลับลงมาตั้งค่ายที่เมืองฮุงต่อกับแขวงเมืองสบแอดเมื่อเดือน 7 ต่อมาอิก 3 วันพวกฮ่อก็ยกมาเมืองสบแอด ตีปล้นบ้านเรือนราษฎรในระยะทางเข้ามา พวกชาวเมืองสบแอดพากันหนีฮ่อมาอาศัยนายร้อยเอก หลวงดัษกรปลาศ อยู่ที่ค่ายบ้านใดประมาณ 400 คน ฝ่ายพระเจริญจัตุรงค์ กรมการเมืองพิไชยซึ่งคุมไพร่รักษาด่านอยู่ที่เมืองสบแอด ห่างกับค่ายบ้านใดระยะทางเดินประมาณ 6 ชั่วโมง เห็นพวกฮ่อยกมามีกำลังเหลือที่จะต่อสู้ได้ก็รวบรวมไพร่พลล่าถอยมา พวกฮ่อตามมาทันที่ห้วยก๊วง พระเจริญจัตุรงค์ต่อสู้ยิงกันกับพวกฮ่ออยู่ ขณะนั้นนายร้อยโทเอื้อน ชูโต กับทหาร 6 คน ซึ่งหลวงดัษกรปลาศให้ขึ้นไปตรวจการที่เมืองสบแอด เดินทางไปได้ยินเสียงปืนก็รีบขึ้นไปถึงที่ห้วยก๊วง เห็นพระเจริญจัตุรงค์กำลังต่อสู้พวกฮ่อติดพันอยู่ นายร้อยโทเอื้อน ชูโต กับทหารก็เข้าสมทบช่วยรบฮ่อ ต่อสู้กันอยู่ประมาณ 4 ชั่วโมง พวกไทยยิงถูกตาเล่าแย้นายฮ่อตาย พวกพลฮ่อตายประมาณ 20 คน พวกฮ่อกองหนุนตามมาถึงก็ล้อมพวกไทยไว้ ฮ่อยิงพระเจริญจัตรุงค์กับพวกไทยตาย 4 คน นายร้อยโทเอื้อน ชูโต เห็นเหลือกำลังจะต่อสู้ต่อไป จึงนำพวกไทยที่เหลืออยู่ตีแหกแนวล้อมของพวกฮ่ออกมาได้ แต่ตัวนายร้อยโทเอื้อน ชูโต กับนายสิบโทท้วม และพลทหาร 3 คนถูกปืนข้าศึกตายในที่รบ นอกนั้นรอดกลับมายังค่ายบ้านใดได้ พวกฮ่อก็เลยตามลงมาถึงค่ายบ้านใด แต่ไม่กล้าเข้าตีค่าย เพราะเกรงจะถูกลูกระเบิด จึงเป็นแต่เที่ยวแอบซุ่มบนที่สูง เอาปืนยิงกราดเข้ามาในค่ายไทย ฝ่ายข้างไทยเปนเวลากำลังทหารป่วยเจ็บอยู่โดยมาก ไม่มีกำลังพอจะยกออกจากค่ายไปรบรุกฮ่อได้ดังแต่ก่อน ก็ได้แต่ยิงปืนตอบฮ่ออยู่แต่ในค่าย รบกันอยู่จนเวลาเย็นพวกฮ่อก็ถอยกลับไปตั้งค่ายอยู่ที่วัดห่างจากค่ายไทยที่บ้านใดระยะทางประมาณ 2 ชั่วโมง หลวงดัษกรปลาศจึงรีบบอกข่าวลงมายังแม่ทัพใหญ่ที่เมืองซ่อน ขณะนั้นพระสวาฯ ซึ่งถือหนังสือของแม่ทัพไปเกลี้ยกล่อมองค์บาไปถึงที่บ้านใด รู้ว่าฮ่อกลับมารบกับไทย พระสวาฯ จึงแต่งให้พรรคพวกถือหนังสือ ไปยังองค์บา ส่วนตัวพระสวาฯ เองอยู่กับหลวงดัษกรปลาศที่ค่ายบ้านใด

ครั้นถึงเดือน 8 พวกฮ่อได้กำลังเพิ่มเติมมาอิก จึงยกลงมาตั้งค่ายประชิดค่ายไทยที่บ้านใดห่างกันประมาณ 30 วา แต่พวกฮ่อก็ยังหาเข้าตีค่ายไม่ เป็นแต่จัดกำลังไปเที่ยวตั้งดักทาง มิให้ไทยที่ในค่ายไปมาหาพวกข้างนอกได้ ประสงค์จะล้อมไว้ให้สิ้นเสบียงอาหารต้องแพ้ฮ่อด้วยอดอยาก ส่วนนายร้อยเอก หลวงดัษกรปลาศเห็นว่า กำลังไม่พอจะตีฮ่อให้แตกไปได้ ก็ตั้งมั่นรอกำลังกองทัพที่จะยกขึ้นไปช่วยจากเมืองซ่อน ทั้ง 2 ฝ่ายจึงเปนแต่ยิงปืนโต้ตอบกันไปมา เมื่อเจ้าหมื่นไวยวรนารถแม่ทัพได้ทราบว่า พวกฮ่อมีกำลังยกกลับมาล้อมค่ายหลวงดัษกรปลาศไว้ จึงรีบจัดให้นายร้อยเอก หลวงหัดถสารศุภกิจ (ภู่) กับนายร้อยโทแจ คุมทหาร 200 คน มีทั้งทหารปืนใหญ่ยกขึ้นไปช่วยหลวงดัษกรปลาศที่บ้านใด แต่ก่อนทหารกองนี้ยกไปถึง มีพวกฮ่อถือธงขาวเข้ามาที่หน้าค่ายไทยบอกว่าเป็นตำแหน่งกวานเล่าแย้นายฮ่อที่ท่าขวา องบาให้ถือหนังสือตอบมาถึงพระสวาฯ จึงรับหนังสือนั้นมาแปล ได้ความว่าองค์บามีความยินดีที่ได้ทราบประสงค์ของแม่ทัพไทย ด้วยทุกวันนี้องบาก็ไม่มีที่แผ่นดินแห่งอื่นจะอาศรัยอยู่ จะขอสวามิภักดิ์ แต่เมื่อก่อนจะได้หนังสือของพระสวาฯ นั้น ฮ่อกวานกอยี่ (ที่ล้อมค่ายบ้านใด) ได้ไปขอกำลังมาช่วย บัดนี้องค์บาได้สั่งพรรคพวกที่มาช่วยฮ่อกวานกอยี่นั้น มิให้รบพุ่งกับไทย จะเรียกกลับคืนไปทั้งสิ้น ขอให้พระสวาฯ ช่วย นำความขึ้นเรียนต่อท่านแม่ทัพไทยด้วย อนึ่งฮ่อกวานกอยี่ที่ยกทัพ กลับลงมาครั้งนี้นั้น บอกว่าด้วยเปนห่วงบุตรภรรยาที่ไทยจับไว้ ถ้าคืนบุตรภรรยาให้ได้อยู่กินด้วยกันต่อไป องบาจะรับว่ากล่าวให้ยอมสวามิภักดิ์ ครั้นทราบความตามจดหมายแล้ว นายร้อยเอก หลวงดัษกรปลาศกับเจ้าราชภาคินัยจึงให้พระสวาฯ จัดการพิธีอย่างจีนให้กวานเล่าแย้กับพรรคพวกกระทำสัตยสัญญาว่าจะไปมาโดยสุจริต แล้วให้รับตัวเข้าไปในค่ายไต่ถามเรื่องราวได้ความตลอดแล้ว จึงทำหนังสือสำคัญให้กวานเล่าแย้ถือไปยังองบาว่า จะบอกส่งหนังสือยอมสามิภักดิ์ขององค์บาไปยังแม่ทัพใหญ่ คงจะรับความสามิภักดิ์ให้มีความศุขสืบไป กวานเล่าแย้กลับไปจากค่าย


ต่อมาถึงเดือน 8 แรม 15 ค่ำ เวลาเช้า กวานกอยี่นายทัพฮ่อที่มาตั้งประชิดค่ายไทยอยู่ที่บ้านใด ร้องบอกออกมาจากที่ซุ่มอยู่ในป่า ว่าอย่าให้ไทยยิงปืนออกไป จะขอให้คนเข้าไปหานายทัพ เพื่อจะยอมสวามิภักดิ์ด้วยกันทั้งสิ้น นายทหารที่ในค่ายจึงให้ร้องตอบออกไปว่า ให้มาเถิดจะไม่ทำอันตราย กวานกอยี่จึง ให้ฮ่อ 2 คนถือหนังสือสวามิภักดิ์เข้ามาส่ง นายร้อยเอก หลวงดัษกรปลาศ เจ้าราชภาคินัยปรึกษากับพระสวาฯ แล้ว สั่งไปให้บอกกวานกอยี่ว่า ซึ่งจะยอมสวามิภักดิ์นั้นก็ดีแล้ว ถ้าสวามิภักดิ์จริง ก็จะยอมคืนบุตรภรรยา ให้ แต่การที่พูดด้วยปากยังจะไว้ใจไม่ได้ ให้กวานกอยี่ถอดเสื้อวาง อาวุธเข้ามาอ่อนน้อมยอมกระทำสัตยสัญญาให้ถูกต้องตามอย่างธรรมเนียมก่อน จึงจะเชื่อถือว่าสวามิภักดิจริง ในวันนั้นเวลาบ่าย 4 โมง กวานกอยี่กับพวกนายฮ่อ 4 คนถอดเสื้อวางอาวุธเสีย มายังค่ายไทยแต่ตัว หลวงดัษกรปลาศกับเจ้าราชภาคินัยให้กวานกอยี่กับพวกฮ่อ กระทำสัตยสาบานแล้ว ปล่อยตัวให้กลับไปยังค่าย แต่นั้นฮ่อกับไทยก็เลิกรบกัน กวานกอยี่ขออนุญาตไปอยู่ที่เมืองฮุง รอเจ้าหมื่นไวยวรนารถ แม่ทัพที่จะขึ้นไปในฤดูแล้ง ฝ่ายข้างไทยก็คืนบุตรภรรยาไปให้กวานกอยี่

ตั้งแต่เกิดศึกฮ่อคราวนี้ พวกข่าแจะพากันเปน "เจือง" ขัดแข็งกำเริบขึ้นหลายตำบล ข่าแจะพวกหนึ่ง อยู่ที่ตำบลห้วยตะบวนในแขวงเมืองหัวเมือง (ເມືອງຫົວເມືອງ) มีหัวหน้าชื่อพระยาพระคน ๑ พระยาว่านคน ๑ ครั้นถึงเดือน 7 พระยาว่านคุม พรรคพวกประมาณ 150 คน มาตั้งค่ายอยู่ที่ห้วยห้อมในแขวงเมืองซ่อน ซึ่งกองทัพเจ้าหมื่นไวยวรนารถตั้งอยู่ มาเที่ยวแย่งชิงเสบียงอาหารและทรัพย์สมบัติของราษฎร เจ้าหมื่นไวยวรนารถทราบความจึงแต่งให้เจ้าก่ำบุตรเจ้าอุปราช กับนายร้อยโทแจ คุมทหารกับกำลังหัวเมืองสมทบกันเปนจำนวนคน 100 เศษ มีปืนใหญ่หนึ่งบอก ยกไปปราบพวกข่าแจะ เมื่อกองทหารยกไปถึงห้วยห้อม พวกข่าแจะต่อสู้ ครั้นเดือน 8 กองทหารเอาปืนใหญ่ยิงกระสุนแตกเข้า ไปในค่ายพวกข่าแจะ 3 กระสุน ปืนระเบิดถูกข่าตายหลายคน ที่เหลืออยู่พากันเที่ยวหนีซุกซ่อน กองทหารเข้าค่ายได้ไล่ฆ่าฟันพวกข่าแจะตายหลายคน จับได้พระยาว่านตัวหัวหน้ากับนายรอง ชื่อคำเพ็ชร เพี้ยไชย เพี้ยเมือง กับพรรคพวกอีก 36 คน และเครื่องศาตราวุธหมดทั้งสิ้น กองทหารเผาค่ายเสียแล้วยกกลับไปยังเมืองซ่อน แม่ทัพสั่งประหารชีวิต พระยาว่าน และพวกหัวหน้าข่าแจะ แล้วตัดศีรษะเสียบประจานไว้ ณ ทุ่งนาเมืองซ่อน ส่วนพรรคพวก 36 คนนั้น แม่ทัพให้กลับคืนไปอยู่ตามภูมิลำเนาเดิมทั้งสิ้น แต่นั้นพวกข่าที่ตั้งเป็นเจืองอยู่ ณ ที่อื่นก็พากันครั่นคร้าม ที่เข้ามาขอลุแก่โทษ คือท้าวยี่น้อย ท้าวยี่ใหญ่ เพี้ยเถ้า เพี้ยไทร พระยาคำน้อย พันแสน พระยาน้อยคำฟั่น แสนเมืองเดียวกา แสนขันอาสา พระยาแก้ว พระยาลิ้นทอง เหล่านี้ล้วนตัวหัวหน้าพวกข่าแจะที่ตั้งเป็นเจืองอยู่ ณ ตำบลแกวหมากเฟือง ตำบลผาลอย ตำบลเพียงโค้ง ตำบลห้วยคี้ แขวงเมืองซำเหนือ (ເມືອງຊຳເໜືອ) ซำใต้ (ເມືອງຊຳໃຕ້) พาพรรคพวกเข้ามาลุแก่โทษด้วยทั้งนั้น พระยาพระชึ่งเป็นหัวหน้าพวกข่าแจะ ณ ตำบลห้วยตะบวนเที่ยวหลบหนีแล้วก็เข้ามาลุแก่โทษอย่างเดียวกัน

ถึงเดือน 10 องค์ทั่งนายฮ่อธงเหลือง ซึ่งหนีกองทัพไปจากค่ายเมืองพูน ไปตั้งอยู่ ณ ตำบลพ้องจะลอแขวงเมืองลาด ก็เข้ามายอมสวามิภักดิ์ถือน้ำกระทำสัตย์ ต่อมาถึงเดือน 9 ปีจอ เมื่อได้ยาควินินขึ้นไปจากกรุงเทพฯ แล้ว ทหารที่ป่วยเจ็บก็ค่อยคลายหายขึ้นโดยลำดับ เจ้าหมื่นไวยวรนารถแม่ทัพ จัดการทำนุบำรุงกำลังกองทัพจนเดือน 10 ถึงงานเฉลิมพระชันษาฯ จึงเรียกแม่ทัพนายกองกับทั้งเจ้านายท้าวพระยาเมืองหลวงพระบางที่ขึ้นไปด้วยกองทัพมาประชุมกันที่เมืองซ่อน แลเรียกบรรดาท้าวขุนอันเป็นหัวหน้าในเมืองหัวพันห้าทั้งหก ทั้งพวกหัวหน้านายฮ่อที่ได้ยอมสวามิภักดิ์มาประชุมด้วยพร้อมกันทำการพิธีสมโภชและถวายบังคมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเดือน 10 แรม 9 ค่ำ แล้วถือน้ำกระทำสัตยถวายต่อไป ในเวลาแรม 13 ค่ำ ครั้นเสร็จงานแล้วก็ตระเตรียมวันเฉลิมพระชันษารัชกาลที่ 5 กำหนดโดยสุริยคติที่ 21 กันยายน แต่การพิธีถือน้ำหนหลังยังกำหนดโดยจันทรคติ เดือน 10 แรม 13 ค่ำ


ครั้นถึงเดือน 12 แรม 8 ค่ำ ปีจอ เจ้าหมื่นไวยวรนารถยกกองทัพออกจากเมืองซ่อนเดินบกขึ้นไปยังเมืองแถง สิบสองจุไท เมื่อกองทัพยกไปถึงตำบลห้วยน้ำแปนในระยะทาง เจ้าหมื่นไวยฯ ได้รับรายงานของกอง ล่วงหน้าบอกมาแต่เมืองแถงว่า เจ้าเมืองไล (คำสิงห์ หรือแดววันสิงห์ Đèo Văn Sinh) ให้บุตร 3 คน ชื่อว่าคำล่า คำสาม บางเบียน คุมพวกฮ่อและผู้ไทประมาณ 150 คน เข้ามาตั้งค่ายที่ตำบลบ้านเชียงจันในแขวงเมืองแถง ห่างจากบ้านห้องขัวลายที่ตั้งทำเนียบรับกองทัพระยะทางเดินประมาณหนึ่งชั่วโมง ได้ให้ไปถามพวกเมืองไลบอกว่าจะมารับท่านแม่ทัพแต่ลักษณะที่พวกเมืองไลตั้งค่ายนั้น เห็นปลูกหอรบขุดคูทำเปนค่ายมั่น และวางผู้คนประจำหน้าที่เปนกระบวนรบผิดสังเกตอยู่ เจ้าหมื่นไวยฯ จึงให้กองทัพหน้ารีบยกขึ้นไปก่อน ให้ไปบอกพวกเมืองไลว่า ถ้ามารับแม่ทัพโดยดีก็ให้รื้อค่ายแลเลิกกระบวนรบเสีย ถ้าว่าไม่ฟังให้กองทัพหน้าหน่วงเหนี่ยวตัวหัวหน้าพวกเมืองไลไว้ให้จงได้ กองทัพหน้ายกขึ้นไปถึงเมืองแถงไปว่ากล่าวพวกเมืองไลหายอมรื้อค่ายไม่ เจ้าหมื่นไวยฯ ยกขึ้นไปถึงเมืองแถงเมื่อเดือนอ้ายขึ้น 6 ค่ำ จึงสั่งให้จับตัวคำล่า คำสาม และบางเบียนบุตรเจ้าเมืองไลไว้ทั้ง 3 คน แล้วให้เก็บรวบรวมเครื่องศาสตราวุธของพวกเมืองไล ส่วนพวกรี้พลเมื่อเห็นตัวนายถูกจับแล้วก็พากันแตกหนีไปมิได้ต่อสู้ แต่พวกท้าวขุนแลราษฎรชาวเมืองแถงนั้นสงบเป็นปกติอยู่ พากันมาร้องทุกข์ต่อแม่ทัพว่า เดิมเมืองแถงก็มิได้ขึ้นแก่เมืองไล เจ้าเมืองไลถือว่ามีกำลังมากกว่าเอิบเอื้อมเข้ามาบังคับบัญชากดขี่เอาพวกชาวเมืองแถงไปใช้สอย แล้วเที่ยวกะเกณฑ์ลงเอาเงินทองของต่างๆ ได้ความเดือดร้อนกันทั่วไป จนราษฎรพลเมืองไม่เปนอันทำมาหากิน ที่ต้องหลบหนีไปอยู่ในป่าดงแลไปอยู่เสียต่างเมืองก็มาก ขอให้กองทัพช่วยคุ้มครองป้องกันอย่าให้ได้รับความเดือดร้อนต่อไป แม่ทัพปรึกษากับเจ้าราชวงศ์เห็นว่า เมืองแถงเปนเมืองหนึ่งต่างหากมาแต่เดิม พระสวาฯ ที่เปนตัวเจ้าเมืองก็ยังอยู่ เจ้าเมืองไลมาบุกรุกเอาไป ครั้นกองทัพยกขึ้นไปก็ไม่มาอ่อนน้อมโดยดี กลับให้เข้ามาตั้งค่ายคูอวดอำนาจ แลที่สุดพวกพลเมืองก็มิได้สมัครจะอยู่ในบังคับบัญชาของเจ้าเมืองไล ครั้นจะยอมให้เจ้าเมืองไลมีอำนาจเหนือเมืองแถงนั้นไม่ได้ ครั้นจะยกกองทัพขึ้นไปว่ากล่าว เมืองไล (Lai Châu) ก็ตั้งอยู่เหนือลำน้ำแท้นอกพระราชอาณาเขต เพราะเมืองหลวงพระบางถือว่าแนวลำน้ำแท้นั้นเปนเขตของเมืองหลวงพระบาง เมื่อกองทัพกลับมาแล้วบางทีเจ้าเมืองไลจะเอิบเอื้อมเข้ามาอีก จะต้องเอาบุตรเจ้าเมืองไลทั้ง 3 คนไว้เป็นตัวจำนำก่อน เมื่อเจ้าเมืองไลมาว่ากล่าวยอมตกลงโดยดี จึงค่อยปล่อยตัวบุตรให้ไป แม่ทัพจึงจัดวางการปกครองเมืองแถง ตั้งให้พระสวาฯ เป็นเจ้าเมืองตามเดิม แล้วให้แต่งค่ายเก่า ที่ตำบลบ้านเชียงแลอันเป็นเมืองเดิมเป็นที่มั่น และสั่งให้เมืองหลวงพระบางเกณฑ์คนผลัดเปลี่ยนกันไปเป็นกำลังรักษาค่ายนั้น กว่าบ้านเมืองจะเป็นปกติเรียบร้อยจึงให้ถอนกลับมา

เมื่อกองทัพตั้งอยู่ที่เมืองแถงนั้น มีฮ่ออีกพวก หัวหน้าชื่อเล่าเต็กเซง ชาวเมืองกังไส เดิมมีพรรคพวกประมาณ 600 คน เที่ยวรับจ้างรบพุ่งอยู่ในแขวงสิบสองจุไท ภายหลังมากำลังน้อยลง ฮ่อพวกนี้จึงไปตั้งอยู่ที่เมืองม่วยบ้าง เมืองลาบ้าง ระยะทางห่างจากเมืองแถงเดินประมาณ 12 วัน ฮ่อพวกนั้นเกรงกองทัพจะยกไปปราบปราม เล่าเต็กเซงจึงพาพรรคพวกมาหาแม่ทัพที่เมืองแถง เมื่อเดือน 3 ขึ้นค่ำ 1 ขอสวามิภักดิ์ แม่ทัพก็ให้กระทำสัตย์สาบาน แล้วยอมรับสวามิภักดิเหมือนกับฮ่อพวกอื่น กองทัพตั้งจัดการด่านทางแลวางการปกครองหัวเมืองอยู่ที่เมืองแถง จนเดือน 3 ปีจอ ได้รับท้องตราพระราชสีห์ให้หากองทัพกลับกรุงเทพฯ เจ้าหมื่นไวยวรนารถจึงสั่งให้ทำลายค่ายฮ่อที่บ้านใดแลที่อื่น ๆ ซึ่งตีไว้ได้แล้วให้นายพันตรีจ่ายวดกับเจ้าราชวงศ์ล่วงหน้าลงมายังเมืองหลวงพระบาง บอกเจ้านครหลวงพระบางให้จัดท้าวพระยาที่มีสติปัญญาออกไปประจำรักษาการตามเมืองหัวพันห้าทั้งหก แล้วเจ้าหมื่นไวยวรนารถยกกองทัพออกจากเมืองแถง เมื่อเดือน 4 ขึ้นค่ำ 1 ปีจอ พาหัวหน้าพวกท้าวขุนเมืองหัวพันห้าทั้งหก และหัวหน้าพวกฮ่อที่สวามิภักดิ์กลับลงมาเมือง หลวงพระบาง มาพักฉลองพระเจดีย์ที่กองทัพได้สร้างไว้ที่เมืองงอย 2 วัน (ภายหลังถูกฝรั่งเศสรื้อ ปัจจุบันคือวัดโอกาสไชยราม ວັດໂອກາດໄຊຍະຣາມ) แล้วเดินทางต่อมาถึงเมืองหลวงพระบางเมื่อเดือน 4 แรมค่ำ 1 จัดผ่อนสิ่งของในกองทัพส่งลงมา และรอเจ้านายเมืองหลวงพระบางซึ่งจะคุมต้นไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการลงมาทูลเกล้าฯ ถวาย อีกประการหนึ่ง แม่ทัพดำริว่าถ้าให้พวกท้าวขุนเมืองหัวพันห้าทั้งหกและสิบสองจุไท ทั้งหัวหน้าพวกฮ่อได้ลงมาถึงกรุงเทพฯ มาเห็นราชธานีเสียสักครั้ง การปกครองต่อไปภายหน้าเห็นจะสะดวกขึ้น จึงได้เลือกคัดพวกท้าวขุนได้ 150 คน กับพวกฮ่อทั้งนายไพร่ 90 คนพาลงมากรุงเทพฯ ด้วย

ถึงเดือน 6 ขึ้น 5 ค่ำ ปีกุญ พ.ศ. 2430 เจ้าหมื่นไวยวรนารถ ยกกองทัพออกจากเมืองหลวงพระบางโดยทางเรือ ล่องแม่น้ำโขงลง มาถึงบ้านปากลายเมื่อเดือน 6 ขึ้น 12 ค่ำ แล้วเดินทางบกต่อมาถึงเมืองพิชัยเมื่อเดือน 6 แรม 8 ค่ำ ลงเรือล่องจากเมืองพิชัยมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อเดือน 7 แรม 2 ค่ำ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนยศบรรดาศักดิ์นายพันเอก เจ้าหมื่นไวยวรนารถ ขึ้นเป็นนายพลตรี พระยาสุรศักดิ์มนตรี นายทัพนายกองซึ่งมีบำเหน็จความชอบในราชการปราบฮ่อครั้งนั้น ก็ได้พระราชทานบำเหน็จรางวัลตามสมควรแก่ความชอบทั่วกัน

ครั้งที่ 4[แก้]

ภายหลังสงครามปราบฮ่อครั้งที่ 3 เนื่องจากกองทัพไทยได้จับตัวคำล่า, คำสาม และบางเบียน ลูกของท้าวไลเจ้าเมืองไลในสิบสองจุไทไปกรุงเทพ พ.ศ. 2430 คำฮุม หรือแดววันจี (Đèo Văn Trị) พี่ชายคนโตของทั้งสามคนโกรธแค้นไทยเป็นอย่างมาก จึงได้ขอความช่วยเหลือจากลิวตายัน (หลิวหย่งฝู 劉永福) นายฮ่อธงดำ ลิวตายันจึงได้ให้เหลียงซันฉี (梁三奇) คุมกองทัพฮ่อธงดำร่วมกับแดววันจีเข้าปล้นเมืองหลวงพระบาง เจ้ามหินทรเทพนิภาธร (เจ้าอุ่นคำ) เจ้านครหลวงพระบาง หลวงพิศณุเทพและโอกุสต์ ปาวีหลบหนีไปอยู่ปากลาย ส่วนเจ้ามหาอุปฮาดสุวรรณพรหมาถูกจับตัวได้และถูกฆ่าตาย พวกฮ่อได้ตั้งค่ายที่วัดเชียงทอง เผาคุ้มเจ้านครหลวงพระบาง บ้านเจ้าอุปราช เจ้าราชวงศ์ เจ้าสัมพันธวงศ์ และบ้านท้าวพระยาลาวยกหนีไปจากเมืองหลวงพระบาง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯ ให้กรมมหาดไทยมีตราถึงพระภิรมย์ราชาข้าหลวงไปราชการเมืองพิชัย ทำการรวมเสบียงอาหารเหลือจ่ายกองทัพตกค้างที่เมืองพิชัย เมืองพิษณุโลก และให้พระยาศรีธรรมศุภราช ผู้ว่าราชการเมืองสุโขทัยเป็นข้าหลวงสำเร็จราชการเมืองพิชัย จัดการลำเลียงเสบียงอาหารซึ่งจะจ่ายกองทัพตั้งแต่เมืองพิชัยไปถึงบ้านปากลาย และรวบรวมช้าง ม้า โคต่าง ในเมืองพิชัย เมืองขึ้น และเมืองใกล้เคียง และให้มีศุภอักษรถึงเจ้านครเมืองน่าน ให้แต่งกำลังพลมาเมืองนครหลวงพระบางตามที่เจ้าเมืองนครหลวงพระบางขอไป ถ้ากองทัพฮ่อยังอยู่ในเมือนครหลวงพระบางพอที่จะตีได้ก็ให้ตีแตกไป ถ้ายังตีไม่ได้ให้รอกองทัพจากกรุงเทพฯ ถ้าฮ่อถอนไปจากเมืองนครหลวงพระบางแล้ว ให้กองทัพเมืองน่านตั้งมั่นรักษาเมืองนครหลวงพระบางจนกองทัพกรุงเทพฯ จะขึ้นไปถึง และให้เกณฑ์ช้างลงมารับกองทัพกรุงเทพฯ ที่เมืองพิชัย และคิดส่งลำเลียงเสบียงอาหารลงมารับกองทัพทางเมืองฮุง บ้านนาดินดำทางหนึ่ง ทางปากแบ่งทางหนึ่ง ให้มากพอที่จะเลี้ยงกองทัพ และโปรดฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพประสิทธิประสงค์ เสด็จไปตรวจการลำเลียงเสบียงอาหาร และส่งกองทัพ ณ เมืองพิชัย

โปรดฯ ให้นายร้อยเอก หลวงดัษกรปลาศ คุมทหารกองทัพกรุงเทพฯ พร้อมเจ้าราชบุตรว่าที่เจ้าราชวงศ์ เจ้าราชภาคินัยเมืองหลวงพระบาง รวมทหารและไพร่พล 250 ยกไปเมืองนครหลวงพระบาง ตั้งมั่นรอกองทัพใหญ่ไปถึง และให้พระยานนทบุรีศรีเกษตราราม (ทัด สิงหเสนี) เป็นข้าหลวงใหญ่สำหรับเมืองนครหลวงพระบางราชธานี ให้ขึ้นไปพร้อมกองทัพหน้า ตั้งรักษาราชการเกลี้ยกล่อมอาณาประชาราษฎร์ให้เข้ามาอยู่ ณ เมืองนครหลวงพระบาง และโปรดเกล้าฯ ให้นายพลตรี พระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) คุมทหารไพร่พล 3,000 คน ยกขึ้นไปเมืองนครหลวงพระบาง เมื่อจัดการเสบียงอาหารเรียบร้อยแล้ว ให้ยกไปปราบปรามพวกฮ่อข้าศึกให้ทันฤดูแล้ง พ.ศ. 2430 และฝ่ายฝรั่งเศสก็ได้จัดกองทัพขึ้นไปปราบฮ่ออีกทางด้วย ข้าหลวงฝรั่งเศสที่ไปกับกองทัพไทยคือ กัปตันกือเป (Captain Cupet) และเลฟเตแนนท์นิโคล็อง (Lieutenant Nicolon) ข้าหลวงฝ่ายไทยที่ไปกับกองทัพฝรั่งเศส คือ พระไพรัชพากย์ภักดี และหลวงคำนวณคัคคนาน

เมื่อนายร้อยเอกหลวงดัษกรปลาศ แม่ทัพหน้าได้นำกองทัพถึงเมืองนครหลวงพระบางพร้อมพระยานนทบุรีข้าหลวงที่ 1 และหลวงพิศณุเทพข้าหลวงที่ 2 ราชการสงบเป็นปรกติเรียบร้อยดีอยู่ และได้ส่งนายทหารและพลทหารพร้อมด้วยคำสาม บุตรท้าวไล ขึ้นไปตรวจราชการทางด่านเมืองแถงและเมืองไล โอกุสต์ ปาวีได้แจ้งกับพระยานนทบุรีข้าหลวง ว่าได้รับแจ้งจากราชทูตและกงสุลฝรั่งเศส ณ กรุงเทพฯว่า กองทัพฝรั่งเศสจะยกจากเมืองลาวกายมายังเมืองไล โอกุสต์ ปาวีจึงขึ้นไปเพื่อพบกับกองทัพฝรั่งเศสก่อน ท้าวเมืองจันท้าวเมืองขวาพากองทัพฝรั่งเศส ไพร่พลประมาณ 3,000 มาตีเมืองไล พวกเมืองไลไปตั้งสู้ที่ปากน้ำตัน แต่สู้ไม่ได้จึงพาครอบครัวหนีไปเมืองเหมือน ส่วนที่เมืองไลมีคนรักษาอยู่ 700 พวกเมืองไลที่ตั้งอยู่เมืองแถงจึงจะกลับไปเมืองไล มาเกณฑ์ข่าเพี้ยจันให้ไปส่งที่เมืองเหมือน กองทัพฝรั่งเศส ท้าวเมืองจันท้าวเมืองขวากับพวกญวนยกเข้ามาตั้งที่เมืองแถง ประมาณ 2,000 เกณฑ์เสบียงอาหารจากพวกเย้า แม้ว ข่า ผู้ไทไปเลี้ยงกองทัพ พระยานนทบุรีเห็นว่าจะรอกองทัพใหญ่ยกมาถึงเมืองนครหลวงพระบางอาจเสียราชการและทางพระราชไมตรี จึงปรึกษานายร้อยเอก หลวงดัสกรปลาศนายทัพหน้าคุมรี้พล 341 ยกไปเมืองแถง ส่วนกองกำลังฝรั่งเศส ท้าวจันท้าวเมืองขวาที่เมืองแถงมีประมาณ 500-600 เศษ พักอยู่ที่ค่ายเชียงแล ปักธงฝรั่งเศสขึ้นไว้ และตั้งที่เมืองไลกองหนึ่ง ส่วนกองทัพใหญ่พักอยู่ที่เมืองจัน

กองทัพใหญ่ของนายพลตรี พระยาสุรศักดิ์มนตรี ยกออกจากเมืองพิชัย ถึงเมืองปากลาย จัดให้พระพลัษฎานุรักษ์ ปลัดทัพ แบ่งกำลังล่วงหน้ายกไปเมืองนครหลวงพระบางก่อน พร้อมพนักงานเซอร์เวย์แผนที่ เมื่อกองทัพใหญ่ยกจากบ้านปากลายทางเรือมาถึงบ้านท่าเลื่อน ทราบว่าเมื่อพวกฮ่อเข้าเมืองนครหลวงพระบางนั้น ท้าวพระยาและราษฎรเมืองนครหลวงพระบางได้นำพระบางมาซ่อนไว้ที่ถ้ำบ้านน้ำพูน นายพลตรี พระยาสุรศักดิ์มนตรีพิจารณาเห็นว่า พระบางเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองประชาชนเลื่อมใสศรัทธามาก จึงได้อัญเชิญพระบางไปกับกองทัพด้วย เมื่อถึงเวลาสมควรจะได้จัดการฉลองให้ต่อไป ราษฎรเมืองนครหลวงพระบางได้ทราบข่าวเรื่องพระบางพากันมาต้อนรับและแห่แหนอย่างล้นหลาม

กัปตันเจริญ พระยาเชียงเหนือ พระยานาใต้ ยกออกจากเมืองนครหลวงพระบางไปเมืองซ่อนแขวงเมืองหัวพันทั้งห้าทั้งหก ถึงเมืองงอยได้ปรึกษากับเจ้าราชภาคินัยเห็นควรจัดกำลังล่วงหน้าขึ้นไปก่อนเพื่อสืบสวนราชการ และเสบียงอาหารให้ชัดแจ้งก่อน จึงจัดให้ นายแช่ม สัปลุตเตอร์แนนท์นำทหาร 31 คน และพระยานาใต้คุมคนอีก 30 ยกไปเมืองซ่อนโดยเร็ว นายแช่ม สัปลุตเตอร์แนนท์ออกจากเมืองงอยและมีแผนปกครองรักษาเมืองหัวพันทั้งห้าทั้งหก ว่าจะแยกกองทัพไปรักษาเมืองแวน เมืองสบแอด เมืองเชียงค้อ เมื่อโอกุส ปาวีกลับมาถึงเมืองแถงนั้น มีทหารฝรั่งเศสและทหารญวนมาส่งด้วยประมาณ 170 คน นายชุ่ม สัปลุตเตอร์แนนท์ขึ้นไปเยี่ยม โอกุสต์ ปาวีถามว่ามาอยู่ที่นี่ทำไม มีหนังสือของท่านแม่ทัพมาด้วยหรือไม่ นายชุ่ม สัปลุตเตอร์แนนท์ตอบว่าไม่มี โอกุสต์ ปาวีจึงว่า ถ้าเช่นนั้นก็อยู่ไม่ได้พรุ่งนี้ให้กลับไปด้วยกัน นายชุ่ม สัปลุตเตอร์แนนท์พยายามทัดทาน และว่าต้องรายงานนายร้อยเอก หลวงดัสกรปลาศเสียก่อน แต่โอกุสต์ ปาวีว่าไม่ต้องมีหนังสือไปบอก และบังคับให้นายชุ่มนำกองทหารกลับลงมาพร้อมกับตน นายชุ่ม สัปลุตเตอร์แนนท์จะพูดจาขัดขืนก็เกรงว่าจะมีความผิด และเกิดเป็นการใหญ่โตเสียทางพระราชไมตรี จึงยกออกจากค่ายเชียงแลพากันเดินทางต่อมา ส่วนทหารฝรั่งเศสและทหารญวนมาส่งมองซิเออร์ ปาวียังคงตั้งพักอยู่ที่ค่ายเชียงแล เมืองแถง เมื่อโอกุสต์ ปาวีออกจากเมืองแถงไปเกือบจะถึงเมืองหลวงพระบาง ได้พบพวกฮ่อประมาณ 50 คน แต่ได้ทหารไทยที่ไปด้วยต่อสู้พวกฮ่อเป็นสามารถได้ช่วยชีวิตโอกุสต์ ปาวีไว้ได้

นายชุ่ม สัปลุตเตอร์แนนท์ซึ่งไม่รอรับคำสั่งนายร้อยเอก หลวงดัสกรปลาศผู้บังคับบัญชาเสียก่อนนั้น นายพลตรี พระยาสุรศักดิ์มนตรีสั่งการให้นายร้อยเอก หลวงดัสกรปลาศออกคำสั่งถอดนายชุ่ม สัปลุตเตอร์แนนท์ออกจากยศนายทหารเป็นพลทหาร ต่อมารัฐบาลฝรั่งเศสได้ส่งตราและเหรียญเมืองญวนรูปมังกรห้าเล็บในดวงตราและเหรียญมาให้แม่ทัพและนายทหารชั้นรองๆ และพลทหารที่ได้ไปส่งและช่วยชีวิตโอกุสต์ ปาวี นายพลตรี พระยาสุรศักดิ์มนตรีได้ส่งตราและเหรียญทูลเกล้าฯ ถวายให้ทอดพระเนตร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงพอพระราชหฤทัย ทรงเห็นว่าฝรั่งเศสเหยียดไทยเสมอกับญวนซึ่งเป็นเมืองขึ้น ส่วนนายร้อยเอก หลวงดัสกรปลาศได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังก่อนฝนตกหนัก จึงออกคำสั่งเรียกนายทหารซึ่งไปประจำการอยู่นั้นให้ถอยกลับเมืองหลวงพระบาง และสั่งให้กัปตันเจริญ ซึ่งไปรักษาราชการแขวงเมืองหัวพันทั้งห้าทั้งหกให้รักษาอยู่ที่เมืองสบแอด เมืองเชียงค้อต่อไป และให้นายนิ่ม นอนกอมมิชชันกับทหาร 4 คน ไปสืบข้อราชการ ณ เมืองแถง โอกุสต์ ปาวีและกัปตันกือเปซึ่งกลับลงมาพักเมื่อ ณ เมืองนครหลวงพระบางขอกลับไปเมืองฮานอยก่อนฤดูฝน นายพลตรี พระยาสุรศักดิ์มนตรีได้จัดให้นายร้อยเอก หลวงดัสกรปลาศเป็นหัวหน้าคุมไพร่พลเสบียงอาหารยานพาหนะตามสมควร กับสั่งให้ตรวจราชการและทำแผนที่เขตแดนโดยละเอียดด้วย จากเมืองสบแอด นายร้อยเอกหลวงดัสกรปลาศ และมองซิเออร์ ปาวี เดินทางต่อไปจนถึงเมืองเชียงทราย แขวงเมืองสิบสองจุไท องบา นายฮ่อท่าขวา(ธงดำ) มาคอยรับ องบาได้ทำเสาธงสูงและชักธงช้างไว้ยอดเสาด้วย นายร้อยเอก หลวงดัสกรปลาศได้แนะนำองบากับโอกุสต์ ปาวีให้รู้จักกัน โอกุสต์ ปาวี ได้พูดจาเอาใจองบาว่า ถ้าองบามีธุระเดือดร้อนประการใดแล้ว โอกุสต์ ปาวีจะช่วยเป็นธุระให้ทั้งสิ้น และชวนให้ไปฮานอยด้วยกันแต่องบาไม่ไป อ้างว่าเป็นห่วงพี่น้อง โอกุสต์ ปาวีว่าถ้าไปด้วยกันจะชุบเลี้ยงตั้งให้เป็นขุนนางมียศยิ่งใหญ่กว่าท้าวจัน ท้าวขวา องบาก็นิ่งอยู่มิได้ตอบประการใด

นายพลตรี เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเห็นว่าไม่เป็นอันตรายแล้ว วันพุธ แรม 7 ค่ำ เดือน 6 พ.ศ. 2431 จึงเชิญเจ้ามหินทรเทพนิภาธร (เจ้าอุ่นคำ) เจ้านครหลวงพระบางกลับขึ้นมายังเมืองหลวงพระบาง วันเสาร์ แรม 1 ค่ำ เดือน 7 พ.ศ. 2431 นาย ฉุน ลุตเตอร์แนนท์ พระยาหมื่นน่า พระยาเมืองแพนซึ่งรักษาการ ณ เมืองงอยฝ่ายพวกฮ่อได้ตีเมืองอู นอกพระราชอาณาเขตประมาณ 500-1,000 มาตีปล้นราษฎร ยกมาเป็น 2 กอง ตั้งค่ายที่คุ้มหม่อมและวัดหลวง ข่าวว่าเป็นพวกคำฮุม บุตรท้าวไล และได้ข่าวว่าจะยกมาตีเมืองภูน้อยซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเมืองหลวงพระบาง จึงสั่งการให้ นายดวง กัปตัน นายเพ็ชร์ ลุตเตอร์แนนท์ นายแปลก สัปลุตเตอร์แนนท์ คุมทหาร 100 ยกไปรักษาราชการตามลำน้ำอู และเมืองวา ให้ปราบปรามโจรผู้ร้ายที่ยกล่วงล้ำเข้ามา แต่หากมิได้ล่วงล้ำพระราชอาณาเขตให้กองทหารตั้งรักษาราชการอยู่ก่อน

วันศุกร์ แรม 5 ค่ำ เดือน 12 นายเจริญ กัปตันที่เมืองแอด ส่งคำให้การฮ่อมาให้มีใจความว่า โอกุสต์ ปาวีเอาเรือมาถึงแก่งซอง พ่วงเรือไฟมาจมลงที่แก่ง ให้ราษฎรลงไปลากเรือไฟที่จมน้ำ เรือก็หาขึ้นไม่ แล้วว่าองบาตาย และมองซิเออร์ ปาวี สั่งว่าเมืองหลวงพระบางและเมืองหัวพันทั้งห้าทั้งหกเป็นของฝรั่งเศสแล้ว อย่าให้พวกฮ่อไปหาไทยเลย ถ้าพวกฮ่อมีทุกข์ร้อนอย่างใดให้ไปบอก จะช่วยเหลือให้เป็นกำลัง และนายเจริญกัปตันได้ร้องทุกข์มาว่า อ้ายพวกฮ่อกำเริบมากถึงกับจะต้องรบกัน นายพลตรี เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีพิจารณาแล้ว เห็นเป็นจริงโดยมากพวกฮ่อจึงได้มีความกำเริบ บางทีอาจจะได้รบกันกับกองทัพเป็นแน่ และสั่งการให้เรียกทหารขึ้นไปช่วยอีกให้พอแก่การ และกำชับนายเจริญกัปตันให้อดใจ อย่าให้มีเหตุถึงกับรบพุ่งกัน เพราะกองทัพหน้ายกมาจวนจะถึงแล้ว เมื่อเรือกองทัพถึงเมืองแถง นายร้อยเอก หลวงดัษกรปลาศจัดทหารลงมารับแม่ทัพที่ที่เรือจอด โอกุสต์ ปาวีกับออฟฟิเซอร์ฝรั่งเศส 3 นาย และทหารญวน 60 มาคอยรับกองทัพอยู่ที่ค่ายเชียงแล นายพลตรี เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีและมองซิเออร์ ปาวีได้หารือข้อราชการ แจ้งว่ามีความประสงค์อยากจะให้ทำแผนที่ในเขตสิบสองจุไทตลอดหัวพันทั้งห้าทั้งหกเสียชั้นหนึ่งก่อนและให้ทำโดยเร็ว โอกุสต์ ปาวีตอบว่า ส่วนหัวพันทั้งห้าทั้งหกที่ทหารไทยเข้าไปตั้งอยู่แล้วนั้น ฝ่ายฝรั่งเศสมิได้ล่วงล้ำเข้าไป แต่เมืองสิบสองจุไทนั้น ฝรั่งเศสได้เข้าไปตั้งอยู่แล้ว ครั้นจะขึ้นไปทำการเกรงจะเป็นที่บาดหมางกันขึ้น ด้วยการแผนที่ฝ่ายฝรั่งเศสได้ทำไว้โดยเรียบร้อยพอที่จะตัดสินเขตแดนได้แล้ว เห็นว่าไม่ต้องทำอีก และว่าข้าหลวงทั้งสองฝ่ายที่อยู่ในกองทัพของแต่ละฝ่ายก็ได้กลับไปแล้ว เห็นว่าเป็นการสิ้นคราวทำแผนที่แล้ว 2 วันถัดมา โอกุสต์ ปาวีมาพบนายพลตรี เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีอีกกล่าวว่า เมืองแถง เมืองสิบสองจุไท และหัวพันทั้งห้าทั้งหกเป็นเมืองขึ้นของญวนโดยแท้ บัดนี้รัฐบาลได้มีคำสั่งให้โอกุสต์ ปาวีมาจัดการรักษาเมืองเหล่านี้ ขอให้นายพลตรี เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีถอนทหารไทยออกจากเมืองเหล่านี้ นายพลตรี เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีไม่ยอมถอน จนกว่ารัฐบาลทั้งสองจะตัดสินเขตแดนตกลงกัน โอกุสต์ปาวีรับรองและได้ทำหนังสือสัญญาเมืองแถง 1. ฝ่ายฝรั่งเศสจะตั้งอยู่ในตำบลแขวงสิบสองจุไท ฝ่ายทหารไทยจะตั้งอยู่ในเมืองหัวพันทั้งห้าทั้งหก และเมืองพวน 2. เมืองแถงนั้น ทหารไทยและทหารฝรั่งเศสจะพร้อมกันตั้งรักษาการอยู่ในเมืองแถงทั้ง ๒ ฝ่าย จะรักษาการโดยสุภาพเรียบร้อย เมื่อฝ่ายใดจะมีการหรือจะใช้คนไปมาในตำบลที่อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ ก็ให้บอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบก่อน จะได้ช่วยการนั้นให้สำเร็จตามสมควร 3. ฝ่ายเมืองไลนั้น ฝรั่งเศสได้ตั้งรักษาอยู่แล้ว บุตรท้าวไลก็เข้ายอมฝรั่งเศสแล้ว แต่คำสาม คำฮุย ท้าวม่วยยังอยู่ในกองทัพไทย ขอให้ฝรั่งเศสส่งไปหาบิดา แต่คนเมืองหลวงพระบางที่ฮ่อตีเอาไปนั้น ฝ่ายฝรั่งเศสจะช่วยส่งคืนยังเมืองแถงยังกองทัพไทยที่ตั้งอยู่นั้น 4. ฝ่ายเมืองหัวพันทั้งห้าทั้งหก และเมืองพวนนั้น กองทหารไทยได้ตั้งรักษาการอยู่หลายตำบล ฝ่ายฝรั่งเศสซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงจะไม่ล่วงเข้าไปในตำบลนั้น 5. พวกฮ่อยังตั้งอยู่หลายตำบลตามเขตญวน เขตสิบสองจุไท เขตหัวพันทั้งห้าทั้งหก และเขตพวนนั้น จะช่วยกันจัดการให้เป็นที่เรียบร้อยทั้งสองฝ่าย 6. เจ้าพนักงานกองเซอรเวฝ่ายไทย จะได้ตรวจเซอรเวไปในที่ๆ ฝรั่งเศสตั้งอยู่ ฝ่ายฝรั่งเศสจะให้หนังสือนำให้ทำการไปโดยสะดวกและจะจัดทหารรักษาไปไม่ให้มีอันตรายเหมือนกับฝ่ายไทยได้จัดการรักษาการเซอรเวของฝรั่งเศสนั้น จะส่งจนถึงเมืองหัวพันทั้งห้าทั้งหกซึ่งกองทหารไทยตั้งอยู่ 7. ราษฎรในเมืองแถงซึ่งเที่ยวแตกอยู่ตามป่าดงหลายตำบลนั้น ฝ่ายไทยจะประกาศให้กลับภูมิลำเนาเดิม ตามความสมัครใจของราษฎร 8. จะเรียกกรมการท้าขุนที่เป็นหัวหน้าที่มีอยู่ในเมืองแถงให้มาพร้อมกันทั้งสองฝ่าย พูดชี้แจงไม่ให้หวาดหวั่น 9. หนังสือราชการฝ่ายฝรั่งเศสที่จะส่งไปยังเมืองหลวงพระบาง หรือฝ่ายเมืองหลวงพระบางจะส่งขึ้นมายังเมืองแถง ฝ่ายไทยจะช่วยเป็นธุระ รับหนังสือนั้นส่งไปมาให้โดยสะดวก การกล่าวมาข้างต้นทั้ง 9 ข้อ ได้พร้อมกันทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตกลงกันได้เซ็นชื่อไว้ในท้ายหนังสือนี้ทั้ง 2 ฝ่าย ที่เมืองแถง ณ วันเสาร์ แรม 4 ค่ำ เดือนอ้าย พ.ศ. 2431

ต่อมาดอกเตอร์มาเซ (Doctor Massie) และกัปตันนิโคล็อง (เลื่อนยศจากเลฟเตแนนท์) ได้พยายามหว่านล้อมให้สั่งถอนทหารไทยจากเมืองแถง นายพลตรี เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี จึงตอบว่าเมืองแถงนี้เป็นเมืองกลางตั้งรักษาอยู่ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ถ้าฝรั่งเศสเอาอาวุธเข้ามาในเขตแขวงที่เมืองไทยรักษาอยู่โดยไม่บอกกล่าวแล้วจะขอรบกับฝรั่งเศส กัปตันนิโคล็องและดอกเตอร์มาเซก็ได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ 7 เดือนต่อมา นายพลตรี เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ได้รับท้องตราให้กลับกรุงเทพฯ ให้พระพลัษฎานุรักษ์เป็นข้าหลวงและบังคับทหารอยู่เมืองหลวงพระบางแทน นายร้อยเอก หลวงดัษกรปลาศอยู่ช่วยราชการ นายพลตรี เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ[3] ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์คุมเรือหลวงหลายสิบลำขึ้นไปรับกองทัพถึงเมืองสระบุรี

เมื่อนายพลตรี เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรียังอยู่เมืองหลวงพระบางนั้น ได้สร้างวัดตรงฝั่งเชียงแมน เรียกว่าวัดจอมเพชร (ວັດຈອມເພັດ)

ผลของการปราบฮ่อ[แก้]

เมื่อปีพุทธศักราช 2420 พระปทุมเทวาภิบาล (เคน) เป็นเจ้าเมืองหนองคาย ได้เกิดศึกฮ่อขึ้นโดยพวกฮ่อได้ยกกองทัพเข้าตีเมือง เวียงจันทน์ในประเทศลาว แล้วตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ และตระเตรียมเสบียงอาหารไว้เพื่อโจมตี เมืองรายทางต่างๆ เรื่อยมาจนถึงเมืองหนองคาย ซึ่งขณะนั้นพระปทุมเทวาภิบาล (เคน) เจ้าเมืองหนองคายไม่อยู่ ได้มอบให้ท้าวจันทร์ศรีสุราชรักษาเมืองแทน พอได้รับข่าวศึก ก็มิได้มีการตระเตรียมกองทัพไว้สู้ศึก ทำให้ราษฎรพากันอพยพครอบครัวหนีออกจากเมือง ทำให้พวกฮ่อยกกองทัพเข้าเมืองหนองคายส่วนท้าวจันทน์ศรีสุราชได้พาครอบครัวหนีไปอยู่บ้านสามพร้าว จังหวัดอุดรธานี และพระยา พิไสยสรเดช (หนู) เจ้าเมืองโพนพิสัยพร้อมด้วยกรมการเมืองก็พาราษฎรหนีออกจากเมืองไปเช่นเดียวกัน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ ทรงทราบข่าวศึกฮ่อยกกองทัพเข้ามาตีเมืองหนองคาย จึงมีพระบรมราชโองการ ให้พระยามหาอำมาตย์ซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปปราบฮ่อที่เมืองอุบลราชธานีอยู่แล้ว ยกกองทัพเข้าเมืองหนองคายและสั่งให้จับ ท้าวจันทน์ศรีสุราช กับพระยาพิไสยสรเดชประหารชีวิตเสียทั้งคู่ จากนั้นพระยามหาอำมาตย์ จึงได้เกณฑ์กำลังจากเมือง นครพนม มุกดาหาร เขมราช นครราชสีมา และร้อยเอ็ดมาสมทบกันที่เมืองหนองคาย แล้วยกกองทัพออกไปตีพวกฮ่อจนถึงเมืองเวียงจันทน์ พวกฮ่อพ่ายแพ้ พากันหนีเข้าป่าไปเมื่อบ้านเมืองสงบแล้ว พระยามหาอำมาตย์จึงได้กวาดต้อนผู้คนจากเมืองเวียงจันทน์มาเป็นเชลยลงมาไว้ที่เมืองหนองคาย แล้วจึงยกกองทัพกลับกรุงเทพ ฯ

อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ หน้าศาลากลางจังหวัดหนองคายหลังเดิม

ในปีพุทธศักราช 2427 พวกฮ่อรวบรวมกำลังกันได้ก็ยกกองทัพเข้าโจมตีเมืองต่างๆ อีกทำให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนอยู่เนืองๆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการให้มหาดไทยเมืองนครราชสีมายกกองทัพไปปราบพวกฮ่อ จนแตกหนีไปตั้งมั่นอยู่ที่เมืองขวาง และทุ่งเชียงคำ

ในปีพุทธศักราช 2428 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชนุกูล และพระยา ศรีสุริยราชวรานุวัตร ยกกองทัพขึ้นไปปราบพวกฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ เมื่อวันพุธ ขึ้น 14 ค่ำเดือน 4 เวลาประมาณ 2 โมงเช้า การรบถึงขั้น ตะลุมบอลพวกฮ่อสู้ไม่ได้จึงถอยหนีไป พระยาราชนุกูลถูกลูกปืนของข้าศึกแข้งแตกเดินไม่ได้ ในเวลา 4 โมงเย็น พวกฮ่อรวบรวมกำลังกัน ยกกองทัพมาตีเพื่อยึดค่ายคืนอีกแต่ไม่สำเร็จ กองทัพไทยยกเข้าไปล้อมพวกฮ่อไว้นาน 7 วัน พวกฮ่อจึงขอเจรจาสงบศึกโดยขอให้ไทย ยกกองทัพกลับ แล้วจะมอบสิ่งของในค่ายฮ่อให้ครึ่งหนึ่ง แต่กองทัพไทยไม่ยอมเพราะไม่ไว้ใจพวกฮ่อ

เพื่อให้การปราบพวกฮ่อเป็นไปอย่างรวดเร็วเด็ดขาด จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ "กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม" คุมกองทัพ ขึ้นไปสมทบ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมจึงดำรัสให้พระอมรวิไสยสรเดช (โต บุญนาค) ม.ร.ว.วรุณ พระยาสุริยเดช พระราชวรรินทร์ และพระเจริญราชอาณาเขตยกกองทัพไปสมทบ กองทัพไทยได้เอาปืนใหญ่ยิงเข้าไปในค่ายของพวกฮ่อจนฮ่อแตกหนีไป กองทัพจึงได้ยก กองทัพกลับเมืองหนองคาย เมื่อเหตุการณ์ต่างๆ สงบเรียบร้อยแล้ว กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมจึงโปรด ให้สร้างอนุสาวรีย์ปราบฮ่อขึ้นที่ เมืองหนองคาย เพื่อบรรจุอัฐิทหารจากกรม กองต่างๆ ที่เสียชีพเพื่อชาติในครั้งนั้น ดังนี้

ปางนี้จักแสดง พจน์พร้อมผู้ภักดี ในอนุสาวรีย์ ไว้เป็นที่ระลึกตาม ผู้กอปรด้วยภักดี ดังอาภรณ์ประดับงาม ชีพมลายขจรนาม ปรากฏเกียรตินิรันดร สูญสุริย์จันทร จึงจะสูญซึ่งความดี วายชีพทำการกิจ โดยความสวามี ภักดีต่อชุลี ละอองบาททบมาลย์ ปวงปราชญ์คงจักซ้อง ศรับแล้วสาธุการ นับว่าเป็นทัยสูญ ขมีขลาดขยาดขย่อน องอาจต่อราชกิจ มิได้คิดแต่ความมรณ์ คณะเทพไตรสร จักชูช่วยอำนวยผล นำขันธ์เสวยสุข นฤทุกข์บ่ได้ยล สุขขกิจจงจักดล ประโลกยับแปรปรวน สุดท้ายมีคำจารึกไว้ว่า "อนุสาวรีย์นี้ได้เปิดแต่ศักราช 1247 ควบ 1248 พุทธศักราชล่วงแล้ว"[4]

บำเหน็จในการสงคราม[แก้]

ดูบทความหลักที่: เหรียญปราบฮ่อ

อนุสรณ์[แก้]

อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ เป็นอนุสรณ์สถานที่กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ได้โปรดให้จัดสร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิของเหล่าทหารจากกรมกองต่างๆ ที่เสียสละชีวิต เพื่อป้องกันประเทศชาติในการปราบพวกฮ่อครั้งนั้น ประกอบด้วย กรมทหารอาสาวิเศษ กรมแปดเหล่า กรมฝรั่งแม่นปืน กรมทหารมาลา กรมสัสดี กรมเรือต้น กรมทหารมหาดเล็กและกรมการหัวเมือง โดยตั้งอยู่ที่ด้านข้างทางทิศตะวันตก ของสถานีตำรวจภูธรเมืองหนองคาย ในปัจจุบัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2492 จังหวัดหนองคายได้รับงบประมาณทำการบูรณปฏิสังขรณ์อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ โดยได้ย้ายมาก่อสร้างองค์ใหม่ ขึ้นที่บริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดหนองคาย(หลังเก่า)มีลักษณะเป็นศิลปะประยุกต์ แบบทรงสี่เหลี่ยม ก่ออิฐถือปูน มีฐานเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม กว้าง 4เมตร สูง10.10 เมตร ยอดทรงกรวยเหลี่ยมปลายแหลม และได้คัดลอกข้อความจากอนุสาวรีย์องค์เดิมมาไว้ทั้ง 4 ด้าน โดยในวันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี จังหวัดหนองคาย จะประกอบพิธีบวงสรวง ขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชาวจังหวัดหนองคาย และเป็นการระลึกถึงวีรกรรมอันหาญกล้าของบรรพบุรุษ ที่ต่อสู้ปกป้องแผ่นดินให้พ้นจากการรุกรานของพวกฮ่อ[5]

การดัดแปลงในสื่อ[แก้]

ฉากไตเติ้ลของภาพยนตร์เรื่อง "ปักธงไชย" พ.ศ. 2500

อ้างอิง[แก้]

  1. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๔ จดหมายเหตุเรื่องปราบฮ่อ พระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียง พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ จอมพล เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต ฯ (ม.ร.ว อรุณ ฉัตรกุล ณกรุงเทพ) เสนาบดีกระทรวงกลาโหม แล ราชองครักษพิเศษ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕
  2. https://www.silpa-mag.com/history/article_6504
  3. http://www.reurnthai.com/index.php?topic=5545.0
  4. อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ. "ประวัติสงครามปราบฮ่อ". สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ. สืบค้นเมื่อ 2010-12-21. line feed character in |publisher= at position 29 (help)
  5. อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ. "ประวัติสงครามปราบฮ่อ". สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ. สืบค้นเมื่อ 2010-12-21. line feed character in |publisher= at position 29 (help)
  6. ปักธงไชย (1958) - เว็บไซต์สยามโซน

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]