กษัตรีองค์มี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กษัตรีองค์มี
Ang Mey.jpg

พระบรมนามาภิไธย นักองค์มี
พระปรมาภิไธย กษัตรีองค์มี
พระอิสริยยศ สมเด็จพระท้าว[1]
ราชวงศ์ ราชวงศ์นโรดม
ครองราชย์ พ.ศ. 2378 - พ.ศ. 2384 และ พ.ศ. 2387 - พ.ศ. 2388
รัชกาล 6 ปี
รัชกาลก่อน สมเด็จพระอุทัยราชา
รัชกาลถัดไป ว่างกษัตริย์
ลำดับถัดไป
สมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ พ.ศ. 2358
สวรรคต ธันวาคม พ.ศ. 2417 (59 ปี)
อาณาจักรเขมรอุดง กัมพูชา
พระราชบิดา สมเด็จพระอุทัยราชา
พระราชมารดา นักนางกระจับ
พระราชบุตร พระโอรส-ธิดา 20 พระองค์

กษัตรีองค์มี หรือ พระองค์เจ้าหญิงมี[2] หรือ นักองค์เม็ญ[3] (เขมร: ក្សត្រីអង្គមី; พ.ศ. 2358 — ธันวาคม พ.ศ. 2417) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 97 แห่งกัมพูชาในช่วงอาณาจักรเขมรอุดง[4] พระนางทรงเป็นหนึ่งในผู้ปกครองที่เป็นสตรีไม่กี่คนในประวัติศาสตร์กัมพูชา[5] เวียดนามสถาปนาพระนางเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชา พระนางทรงครองราชย์ในช่วงจักรวรรดินิยมของอานามสยามยุทธ

กษัตรีองค์มีทรงเป็นที่รู้จักในนาม บา กง จั๊ว (พระนางเจ้าหญิง) หรือ กษัตรี (เขมร: ក្សត្រី) ทั้งนี้มีพระนามเป็นภาษาเวียดนามว่า เจ้าหญิงหง็อก เวิน (เวียดนาม: Quận chúa Ngọc Vân) แต่เป็นที่รู้จักที่สุดในนาม เจ้าหญิงหมี เลิม (เวียดนาม: Quận chúa Mỹ Lâm)

พระนางทรงได้รับการสถาปนาให้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระราชบิดาซึ่งเสด็จสวรรคต โดยได้สถาปนาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2378 และทรงถูกปลดจากราชบัลลังก์ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2383 พระนางทรงกลับคืนสู่ราชบัลลังก์อีกครั้งใน พ.ศ. 2387 และทรงถูกปลดจากราชบัลลังก์อีกครั้งโดยพวกเวียดนาม พระนางถูกส่งไปจองจำที่เมืองเว้พร้อมกับพระขนิษฐาในปี พ.ศ. 2388

ช่วงต้นของพระชนม์ชีพ[แก้]

นักองค์มี หรือ นักองเม็ญ ประสูติในปี พ.ศ. 2358 เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่สองใน พระบาทสมเด็จพระราชันกริยา พระอุทัยราชาธิราชรามาธิบดี พระศรีสุริยปุรปรมสุรินทร มหาจักรปฏิรัตตปรมนาถ ภูปติสถิตแปนอิศวรกัมพุชรัฐเจ้า พระชฐวราวรมันทัมรามสา กรุงกัมพูชาอธิบดี ศรีสุธนนครอินทรบดี คุรุราชปุรี รามอุทมหาสาธนา ซึ่งเป็นที่รู้จักในพระนามว่า นักองค์จันที่ 2หรือ สมเด็จพระอุทัยราชา พระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชาในช่วงสมัยอาณาจักรเขมรอุดงกับพระภรรยารองอันดับที่สองคือ นักนางกระจับ[6]

หลังจากนักองค์จันที่ 2 เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2377 ในขณะนั้นไม่มีรัชทายาทสืบราชบัลลังก์เขมร เนื่องจากพระเจ้าอยู่หัวไม่มีพระราชโอรสแต่มีพระราชธิดา 4 พระองค์ได้แก่ พระองค์หญิงแบน, พระองค์หญิงมี, พระองค์หญิงโพธิ์และพระองค์หญิงสงวน[7] กลายเป็นความยินดีของทั้งฝ่ายสยามและเวียดนาม ซึ่งต้องการกำจัดพระประมุขแห่งราชวงศ์กัมพูชา ถึงแม้ว่าพระอนุชาของนักองค์จันยังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ซึ่งได้แก่ นักองค์อิ่มและนักองค์ด้วง ทำการอ้างสิทธิในราชบัลลังก์แต่ทั้งสองพระองค์กระทำการไม่สำเร็จเนื่องจากเวียดนามซึ่งยึดครองกัมพูชาในขณะนั้นไม่ยอมรับทั้งสองพระองค์[8]

ในทางกลับกันองค์พระจักรพรรดิเวียดนามและขุนนางกัมพูชาได้ต้องการที่จะสถาปนาพระองค์หญิงแบน พระราชธิดาพระองค์โตในนักองค์จันขึ้นเป็นพระประมุข แต่พระนางทรงไม่ได้รับเลือกอันเนื่องมาจากทรงนิยมเข้าข้างฝ่ายไทย ทรงเกลียดชังเวียดนามอย่างมากและทรงปฏิเสธที่จะอภิเษกสมรสกับพระราชโอรสขององค์จักรพรรดิ[9] พระองค์หญิงมีเป็นพระขนิษฐาในพระองค์หญิงแบน เอกสารจากทางฝ่ายไทยได้บันทึกว่าเวียดนามพยายามเชิญชวนให้พระองค์หญิงมีอภิเษกสมรสกับพระราชโอรสในสมเด็จพระจักรพรรดิยา ลอง เพื่อให้สะดวกในการควบคุมกัมพูชาให้เป็นรัฐของเวียดนามแต่ได้ถูกปฏิเสธโดยขุนนางเขมร

พระมหาราชินีหุ่นเชิดของเวียดนาม[แก้]

พระมหากษัตริย์ราชวงศ์วรมัน (ตั้งแต่ 1760)
Coat of arms of Cambodia.svg พระอุทัยราชาที่ ๒
Coat of arms of Cambodia.svg สมเด็จพระอุทัยราชา
Angmeyphoto.jpg สมเด็จพระมหาราชินีองค์มี
King Ang Doung.jpg สมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี
King Norodom.jpg พระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร
Prince Sisawat.jpg พระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์
Monivon1931.gif พระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์
Norodom Sihanouk (1983).jpg พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ
Suramarit.jpg พระบาทสมเด็จพระนโรดม สุรามฤต
Norodom Sihamoni (2007) (crop).jpg พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี
    

ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2378 นักองค์มี หรือ พระองค์หญิงมีได้รับการสถาปนาให้เป็น พระองค์เจ้าหญิง (quan-chua) ตามธรรมเนียมจากกรุงเว้และเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชา พระภคินีทั้งสามพระองค์ได้รับการแต่งตั้งเป็น huyen quan (พระประมุขรอง)[10] ประชาชนชาวกัมพูชาไม่คุ้นเคยกับประเพณีที่ปกครองโดยสตรีและสิ้นหวังจากการ "ทำให้เป็นเวียดนาม" (Vietnamization) นโยบายนี้ถอนรากถอนโคนรากเหง้าทางวัฒนธรรมของกัมพูชา ซึ่งเป็นของไม่มีอารยะในทัศนะของเวียดนาม ตลอดจนชีวิตของคนทุกระดับตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินลงไปถึงประชาชน บรรดาศักดิ์ตั้งเป็นภาษาเวียดนาม ชาวกัมพูชาต้องแต่งกายแบบเวียดนาม ไว้ผมยาว เลิกเปิบข้าวด้วยมือ[11] ในสังคมภายนอก สตรีทุกคนถูกสั่งให้สวมกางเกงแทนที่ผ้านุ่งแบบเขมรและให้ไว้ผมยาวตามแบบเวียดนาม[12] ตลาดขายเฉพาะอาหารเวียดนาม ระบำหลวงของกัมพูชาได้ถูกปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมเวียดนามและจีน เวียดนามเรียกว่า ""ภารกิจแห่งความศรีวิไล"

วัดในลักษณะอัตลักษณ์แบบเขมรถูกกำจัดจนหมดสิ้น[13] แทนที่ด้วยชื่อแบบเวียดนาม พื้นที่รอบกรุงพนมเปญได้เปลี่ยนชื่อจาก อันนาม เป็น ตราน เตย์(Tran Tay) แปลว่า "เขตอำนาจทางตะวันตก"[14] [15]

พงศาวดารกัมพูชาบันทึกเหตุการณ์ช่วงนี้ว่า "...มัน (เวียดนาม) คิดจะยึดเอาพระนครประเทศเขมรทั้งหมดให้อยู่ในกำมือของมัน"[16]ชาวเขมรซึ่งสนับสนุนสยามพยายามขอความช่วยหรือจากสยามให้สถาปนาพระประมุขซึ่งเป็นบุรุษคือ นักองค์ด้วง[17] เวียดนามได้ส่งทหารควบคุมพระองค์หญิงทั้งสี่ กษัตรีองค์มีทรงมีทหารติดตามถึง 100 นายเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพระนาง ส่วนพระองค์หญิงอีกสามพระองค์มีทหารติดตาม 30 นาย เกี่ยวกับความปลอดภัยของพระองค์อย่างเห็นได้ชัด ทหารต้องแน่นอนว่าจะไม่ปล่อยให้พวกพระนางทรงหลบหนีไปได้[18]

สมเด็จพระจักรพรรดิมิน มางแห่งเวียดนามทรงประกาศถอดถอนกษัตรีองค์มีและลดพระอิสริยยศของพระองค์หญิงทั้งสี่ ทุกพระองค์ถูกจับและถูกคุมพระองค์มาที่เวียดนาม พระจักรพรรดิมีพระบัญชาให้จับพระองค์หญิงแบน พระเชษฐภคินีของพระนางใส่ในถุงกระสอบถ่วงน้ำจนสิ้นพระชนม์ที่แม่น้ำโขงจากการเป็นทุรยศต่อเวียดนาม

พระองค์หญิงแบน พระเชษฐภคินีของพระมหาราชินีองค์มีทรงประสบกับพระชะตาที่เหมือนกัน หลังจากทางการเวียดนามตรวจพบว่าพระองค์หญิงแบนทรงแค้นพระทัยอย่างมากที่เวียดนามกระทำการย่ำยีประเทศชาติของพระนางจึงทรงติดต่อกับพระมารดาและพระมาตุลาของพระนางซึ่งประทับอยู่ที่เมืองพระตะบองและพระนางทรงวางแผนที่จะลี้ภัยไปยังสยาม ซึ่งทางสยามยินดีที่จะช่วยเหลือ แต่แผนการกลับรั่วไหลพระนางทรงถูกจองจำและไต่สวนความผิดที่กรุงพนมเปญ สมเด็จพระจักรพรรดิมิน มางแห่งเวียดนามทรงประกาศถอดถอนกษัตรีองค์มีและลดพระอิสริยยศของพระองค์หญิงทั้งสี่ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2384 ทุกพระองค์ถูกจับและถูกคุมพระองค์มาที่เวียดนามพร้อมข้าราชบริพาร[19] ในเวลานั้นพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ของพระองค์มีทรงถูกจองจำที่เกาะคอนสอน ตามเอกสารของฝ่ายไทยและกัมพูชาระบุไว้ว่าพระองค์หญิงแบนทรงถูกทหารเวียดนามจับใส่ถุงกระสอบถ่วงน้ำจนสิ้นพระชนม์ที่แม่น้ำโขงจากการเป็นทุรยศต่อเวียดนาม ถึงแม้ว่า คิน สก ได้ระบุไว้ว่า พระองค์หญิงแบนทรงถูกทารุณกรรมจนสิ้นพระชนม์และทหารเวียดนามนำพระศพไปถ่วงแม่น้ำโขง[20] การกระทำเช่นนี้ของเวียดนามในสายตาของชาวกัมพูชาแล้วเท่ากับเป็นการ "...ทำลายล้างวงศ์เจ้านาย ไม่มีพระมหากษัตริย์ปกครองต่อไปจะให้เมืองเขมรวินาศแลให้อยู่ในเงื้อมมือของญวนฝ่ายเดียว..."[21]

ในช่วงที่แผ่นดินกัมพูชาว่างกษัตริย์ เป็นระยะเวลาแห่งความสับสนวุ่นวายในกัมพูชา ด้วยว่า

ขุนนางน้อยใหญ่เจ้ากรมการทุก ๆ หัวเมืองและอาณาประชาราษฎรทุกคน พากันโกรธแคืองเจ็บแค้นญวนเปนอันมาก ก็ชักชวนกันรวมเปนหมู่เปนพวกไล่จับองญวนที่อยู่กำกับรักษาราชการตามหัวเมืองฆ่าเสียเปนหลายคน...ฝ่ายขุนนางแลราษฎรเขมรเมื่อเห็นว่าบ้านเมืองไม่มีกระษัตริย์แลไม่มีเจ้านายของตนปกครองแล้ว ต่างคนต่างก็ตั้งตนขึ้นเปนเจ้าฟ้าทะละหะบ้าง เปนออกญาจักรี ออกญาวังบ้างกับตำแหน่งอื่นๆทุกๆตำแหน่ง แล้วรวบรวมกันตั้งเป็นกองทัพทุกๆเมืองไม่ยอมอ่อนน้อมขึ้นกับญวน[22]
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งสยามทรงส่งกองทัพเข้ามากัมพูชาและมีพระบรมราชโองการว่า "หากเขมรสงบเรียบร้อยเมื่อใดให้อภิเษกพระองค์ด้วงขึ้นครองเขมร"

ขุนนางชาวกัมพูชาและผู้ติดตามจำนวนมากได้ก่อกบฏต่อต้านการปกครองเวียดนามในกรณีสิ้นพระชนม์ของพระองค์หญิงแบนและการจับกุมพระมหาราชินีองค์มี รัฐบาลเวียดนามในกรุงพนมเปญได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลกลางให้เชิญพระองค์มีกลับมาเพื่อขจัดการก่อกบฏแต่สมเด็จพระจักรพรรดิมิน มางทรงปฏิเสธข้อเรียกร้อง อย่างไรก็ตามในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2384 ในเวลาที่พระนางเสด็จกลับพนมเปญได้มีการออกประกาศสู่ทางการท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนราชบัลลังก์ของพระนาง ในขณะนั้นนักองค์ด้วงได้รับการสนับสนุนจากอุดง[23] พระมหาราชินีองค์มีทรงกลับคืนสู่ราชบัลลังก์อีกครั้งและพระองค์หญิงโพธิ์ พระขนิษฐาได้รับการเลือกให้เป็นองค์รัชทายาทในปีพ.ศ. 2387 อย่างไรก็ตามราชสำนักกัมพูชายังคงอยู่ภายใต้เวียดนามจนกระทั่งเดือนตุลาคม พ.ศ. 2389 เมื่อเวียดนามได้ปลดปล่อยพระราชธิดาของสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี (นักองค์ด้วง) และข้าราชบริพารชาวกัมพูชาได้มาร่วมกับนักองค์ด้วงที่กรุงอุดง ปัญหาไทยและเวียดนามในกรณีกัมพูชาได้รับการแก้ปัญหาโดยผลมาจากการประนีประนอมโดยให้ทั้งนักองค์ด้วงและพระองค์หญิงมีครองราชสมบัติร่วมกัน ทางฝ่ายไทยโดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการว่า "หากเขมรสงบเรียบร้อยเมื่อใดให้อภิเษกพระองค์ด้วงขึ้นครองเขมร" ดังนั้น เมื่อกองทัพของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สามารถจัดการเหตุการณ์ในเขมรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงมีการอภิเษกนักองค์ด้วงขึ้นครองราชสมบัติที่เขมรเมื่อพระชนมายุ 51 พรรษา มีพระนามว่า "สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี" ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2390 โดยได้สืบราชสมบัติต่อจากพระราชินีองค์มี ผู้ซึ่งเป็นพระนัดดา [24] (ภายหลังทรงแก้พระนามเป็น "สมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี" เมื่อ พ.ศ. 2394)

พระชนม์ชีพท่ามกลางเรื่องอื้อฉาว[แก้]

ภาพถ่ายที่เชื่อว่าเป็น พระบรมฉายาลักษณ์ของกษัตรีองค์มีกับพระราชธิดาทั้ง 2 พระองค์

เรื่องราวของกษัตรีองค์มีได้รับการกล่าวขานอย่างเป็นกลางในพงศาวดารกัมพูชาที่ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระนางทรงเป็นหุ่นเชิดแก่องค์จักรพรรดิเวียดนามและเป็นทางการ สมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดีทรงควบคุมดูแลเน้นย้ำความสัมพันธ์ของพระองค์หญิงมีกับเวียดนามและทรงตำหนิพระนางซึ่งเคยเป็นประมุขในช่วงอิทธิพลของญวนเพื่อให้สิ้นสภาพสัญญาการเป็นทาสของเวียดนาม นักประวัติศาสตร์ในยุคนั้นได้บอกเป็นนัยว่าเหล่าขุนนางและชาวกัมพูชาส่วนใหญ่เห็นพ้องให้พระองค์หญิงมีเป็นพระประมุขอย่างไม่เต็มใจและสิ้นหวังสำหรับดูนองหรือ นักองค์อิ่มหรือ นักองค์ด้วงในการให้เสด็จกลับมาเป็นพระประมุข

มีการเล่าลือกันว่ากษัตรีองค์มีทรงมีเรื่องอื้อฉาวกับตรุง มิง เกียง ผู้ว่าราชการชาวเวียดนามในพนมเปญ ฌ็อง โมราให้คำปรึกษาแก่ข้าราชบริพารและสตรีในราชสำนักในรัชสมัยของกษัตรีองค์มีและผู้สังเกตการณ์อิสระได้ประกาศว่าข่าวลือนั้นไม่เป็นความจริง[25] พฤติกรรมอื่น ๆ เกี่ยวกับการกล่าวหากษัตรีองค์มีเกี่ยวกับการกระทำผิดก็คือ "พระองค์หญิงผู้มีพระสิริโฉมงดงามผู้ซึ่งขายชาติบ้านเมืองแต่มิได้ขายตัวพระองค์เองแก่เวียดนาม"[26] ตราบจนบัดนี้ประวัติศาสตร์ได้สร้างให้พระมหาราชินีองค์มีทรงเป็นผู้เคราะห์ร้ายซึ่งไม่มีปฏิกิริยาที่ไม่ค่อยจะถูกตามหลักทำนองคลองธรรมในสายตาของพสกนิกรของพระนางเอง[27] กษัตรีองค์มีทรงถูกตำหนิติเตียนในทางลบตลอดรัชกาลของพระนาง ในรัชสมัยที่ซึ่งแผ่นดินเขมร, วัฒนธรรมและความเป็นเอกราชแทบจะสูญสิ้น ในขณะที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าชาวเวียดนามได้เข้ามามีอิทธิพลควบคุมกัมพูชาในรัชสมัยของพระราชินีองค์มี พระนางทรงรับช่วงต่อประเทศที่ซึ่งผูกพันธะกับทางเว้โดยพระราชบิดาของพระนางคือ นักองค์จัน กษัตรีองค์มีทรงครองราชสมบัติเป็นพระประมุขแห่งราชอาณาจักรที่ซึ่งเวียดนามกำลังเตรียมพร้อมจัดการกับกัมพูชา มันเป็นการยากที่จะทำให้แน่ใจในทางปฏิบัติมากกว่าการยอมรับพระนาง[28] อย่างไรก็ตามกษัตรีองค์มีดูราวกับทรงทอดสายพระเนตรเห็นสถานะสงบสุขในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในประเทศของพระนาง จากการบอกเล่าของคณะทูตซึ่งถูกส่งโดยสมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี ที่ซึ่งพระนางทรงปรารถนาให้กลับมาสู่ความสงบสุขและความเป็นไมตรีและทรงหวังว่าพระนางและพระขนิษฐาจะได้ดำรงพระชนม์ชีพร่วมกับพระปิตุลาอย่างสงบสุข ในทางการทูตเวียดนามเห็นว่าพระนางทรงเป็นสตรีที่มีสติปัญญาสูงยิ่งในการครองราชย์ของพระนาง[29] ไม่มีการสู้รบกันทันทีต่อเวียดนาม ผู้ซึ่งทำการสังหารพระเชษฐภคินีของพระนางและการดำเนินการเปลี่ยนสถานะของพระนางจากการที่มีพระอาการทางประสาทและพฤติกรรมที่ดื้อรั้นของพระนาง กษัตรีองค์มีทรงได้รับการรายงานว่ามีพระสติวิปลาส[30]

บั้นปลายพระชนม์ชีพและสวรรคต[แก้]

พระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร ทรงปล่อยให้พระนางอยู่ในความดูแลของข้าราชบริพารเก่าแก่ในอุดง ส่วนพระราชวงศ์ได้ย้ายไปประทับที่พนมเปญ

ในตลอดพระชนม์ชีพของกษัตรีองค์มีด้วยความทรงจำเกี่ยวกับความตายและการเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นเวลากว่า 20 ปี พระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร ทรงปล่อยให้พระนางอยู่ในความดูแลของข้าราชบริพารเก่าแก่เมื่อพระองค์และราชสำนักได้ย้ายไปที่พนมเปญ ที่เมืองอุดง กษัตรีองค์มีทรงเชื่อว่าพระนางยังคงมีเกียรติยศอยู่บ้างและข้าราชบริพารของพระนางสามารถบรรเทาความโกรธแค้นของชาวบ้านให้สงบลงได้ซึ่งพระนางมักจะทำร้ายทุบตีเมื่อพระสติของพระนางผิดปกติหรือจ่ายสำหรับสินค้าที่ซึ่งพระนางทรงถือสิทธิครอบครองสินค้าจากแม่ค้าในตลาด[31]

ในระหว่างที่ทรงถูกนำพระองค์กลับมายังอุดงหลังจากการรุกรานของศัตรูในปี พ.ศ. 2390 หลังจากนั้นทรงอภิเษกสมรสกับบุรุษผู้หนึ่งซึ่งไม่ปรากฏนามและมีพระราชธิดาสองพระองค์[32](วรรคนี้มิอาจสรุปได้ว่าพระนางมีพระบุตร) พระนางและพระสวามีประสบอุบัติเหตุสวรรคตในหลังเดือนธันวาคม พ.ศ. 2417 แต่พระบรมศพได้รับการพระราชทานเพลิงพระบรมศพที่กรุงพนมเปญในปี พ.ศ. 2427 และพระอัฐิของพระองค์ถูกบรรจุไว้ที่เจดีย์ใหญ่องค์หนึ่งที่วัดวิหารซ็อมณอร์ กรุงอุดงมีชัย[3] ดังปรากฏในราชพงษาวดารกรุงกัมพูชาว่า[1]

"...ลุศักราช ๑๑๙๙ (พ.ศ. ๒๓๘๐) ปีรกา นพศก เจ้าฟ้าทะละหะ หลง จัดทำเมรุถวายพระเพลิงพระศพนักองค์เม็ญ ซึ่งเป็นสมเด็จพระท้าวเสร็จแล้ว แห่พระอัฐิไปบรรจุในพระเจดีย์ ซึ่งได้สร้างขึ้นใหม่อยู่ข้างใต้วัดวิหารตะกั่ว"

แต่ปัจจุบันเจดีย์ดังกล่าวถูกต้นไม้ปกคลุมจนไม่ทราบรูปแบบของเจดีย์ และมีสภาพทรุดโทรมมาก[3]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 กรมศิลปากร. ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา. กรุงเทพฯ:แพร่พิทยา. 2513, หน้า 251
  2. ศานติ ภักดีคำ ผศ. ดร. เขมรสมัยหลังพระนคร. กรุงเทพฯ:มติชน. 2556, หน้า 114
  3. 3.0 3.1 3.2 ศานติ ภักดีคำ ผศ. ดร. เขมรสมัยหลังพระนคร. กรุงเทพฯ:มติชน. 2556, หน้า 98
  4. បញ្ជី​ព្រះនាម​ព្រះមហាក្សត្រ​ខ្មែរ​ពី​សតវត្ស​ទី​១ ដល់​បច្ចុប្បន្ន
  5. Female Heads of State of Cambodia
  6. The Varman Dynasty
  7. Sexual Culture in the east Asia pp,127-155
  8. Forgotten History Part 1: Queen Ang Mey
  9. Fieldnote, 2006
  10. A Comparation analysis of traditional and contemporary of female house hold p 48 by Andrey Riffaund
  11. David P. Chandler, A History of Cambodia,pp. 124 - 127
  12. Fieldnote, 2005,2006
  13. Cambodian people by Sipar, p.29
  14. Phnom Penh: a cultural and literary history By Milton Osborne, p.51
  15. Violent against woman in Asian society 2003, p.107
  16. นายพันตรีหลวงเรืองเดช ธนะรัชต์ (แปล). ราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา ฉบับหอสมุดแห่งชาติ, พิมพ์ครั้งที่ 2. พระนคร:แพร่วิทยา, 2513, หน้า 251
  17. Ayutthaya, Capital of a Kingdom, Part 19 King Rama 3 (Phra Nangklao Chao Yuhua) The Period of 1824 - 1851
  18. Lost goddesses: the denial of female power in Cambodian history By Trudy Jacobsen, p.112
  19. Siam, Cambodia, and Laos 1800-1950
  20. Trudy Jacobsen, Lost goddesses: the denial of female power in Cambodian history, p.113
  21. นายพันตรีหลวงเรืองเดช ธนะรัชต์ (แปล). ราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา ฉบับหอสมุดแห่งชาติ. พิมพ์ครั้งที่ 2. พระนคร:แพร่วิทยา, 2513, หน้า 257
  22. นายพันตรีหลวงเรืองเดช ธนะรัชต์ (แปล). ราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา ฉบับหอสมุดแห่งชาติ, พิมพ์ครั้งที่ 2. พระนคร:แพร่วิทยา, 2513, หน้า 257
  23. Lost goddesses: the denial of female power in Cambodian history By Trudy Jacobsen, p.114
  24. Restorer of the Monarchy
  25. Khmer woman on the move, p.113
  26. River Road to China: The Search for the Source of the Mekong, 1866-73 By Milton Osborne p.25
  27. Phnom Penh Post, 20 December 2002- 2 January 2003, p 14
  28. Lost goddesses: the denial of female power in Cambodian history By Trudy Jacobsen p.116
  29. Lost goddesses: the denial of female power in Cambodian history By Trudy Jacobsen, p.117
  30. Jacobsen rewrites history
  31. River Road to China: The Search for the Source of the Mekong, 1866-73 By Milton Osborne p.26
  32. WOMEN IN POWER 1800-1840
ก่อนหน้า กษัตรีองค์มี ถัดไป
สมเด็จพระอุทัยราชา 2leftarrow.png สมเด็จพระราชินีนาถแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา
(พ.ศ. 2377 - พ.ศ. 2383)
2rightarrow.png ว่างกษัตริย์
ลำดับถัดไป
สมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี