ยุคราชสำนักเหนือ-ใต้

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ยุคราชสำนักเหนือ-ใต้ (ญี่ปุ่น: 南北朝時代โรมาจิNanboku-chō jidai) กินเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1336 ถึง ค.ศ. 1392 เป็นช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ก่อตั้งรัฐบาลโชกุนอาชิกางะในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

แผนที่ที่แสดงถึงที่ตั้งราชสำนักของฝั่งเหนือและฝั่งใต้

ในช่วงแรกราชสำนักเหนือก่อตั้งโดยอาชิกางะ ทากาอูจิในเกียวโต และราชสำนักใต้ก่อตั้งโดยจักรพรรดิโกไดโงะในโยชิโนะ ราชสำนักทั้งสองได้ต่อสู้กันเป็นเวลา 50 ปี โดยที่ราชสำนักใต้ได้ยอมแพ้ต่อราชสำนักเหนือใน ค.ศ. 1392 อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง ราชสำนักเหนืออยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลโชกุนอาชิกางะและมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงเพียงเล็กน้อย

การล่มสลายของรัฐบาลโชกุนคามากูระในปี ค.ศ. 1333 และความล้มเหลวของการฟื้นฟูเค็มมุ ในปี ค.ศ. 1336 สร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลใหม่คือรัฐบาลโชกุนอาชิกางะ[1] การเปลี่ยนแปลงในระบบมรดก (荘園) ซึ่งเป็นฐานรายได้ของขุนนางและนักรบส่งผลต่อสถานะของกลุ่มสังคมต่าง ๆ

เบื้องหลัง[แก้]

ความขัดแย้งหลักที่นำไปสู่สงครามกลางเมืองระหว่างราชสำนักคือความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างตระกูลโฮโจซึ่งเป็นตระกูลชิกเก็งหรือผู้สำเร็จราชการแทนของรัฐบาลโชกุนคามากูระและกลุ่มนักรบอื่น ๆ ภายหลังการรุกรานญี่ปุ่นของมองโกลในปี ค.ศ. 1274 และ ค.ศ. 1281 และความล้มเหลวของการฟื้นฟูเค็มมุ ซึ่งก่อให้เกิดการต่อสู้ระหว่างผู้สนับสนุนที่จงรักภักดีต่อราชสำนักและผู้สนับสนุนตระกูลอาชิกางะ

ความไม่พอใจต่อระบอบการปกครองของรัฐบาลโชกุนคามากูระที่นำโดยตระกูลโฮโจปรากฏขึ้นท่ามกลางเหล่านักรบในช่วงปลายศตวรรษที่ 13 ความแค้นนี้เกิดจากอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของตระกูลโฮโจที่มีเหนือตระกูลนักรบตระกูลอื่น ๆ ในระบอบการปกครอง การรุกรานของมองโกลและการรวมศูนย์อำนาจเกิดขึ้นในยุคการเป็นผู้สำเร็จราชการของโฮโจ โทกิมูเนะ (北条時宗, 1268-1284) ในช่วงวิกฤต มีสามสิ่งเกิดขึ้น[2][3] เมื่อพันธมิตรต่อต้านโฮโจเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1331 พวกเขาใช้เวลาเพียงสองปีในการโค่นล้มระบอบการปกครองของตระกูลโฮโจ

เนื่องจากความมั่งคั่งในสังคมเกษตรกรรมผูกติดอยู่กับที่ดิน ที่ดินจึงกลายเป็นสาเหตุหลักของความไม่พอใจในหมู่นักรบ ตั้งแต่ยุคคามากูระ ชัยชนะในการต่อสู้จะได้รับรางวัลเป็นที่ดิน ชัยชนะจากการรุกรานของชาวมองโกลหมายความว่าไม่มีที่ดินที่จะมอบให้กับผู้ชนะ

เมื่อรัฐบาลโชกุนคามาคุระถูกทำลายในปี ค.ศ. 1333 สังคมราชสำนักเกียวโตก็ต้องเผชิญหน้ากับชนชั้นนักรบ ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคเฮอังมาถึงยุคคามากูระ เหล่านักรบก็เป็นอิสระจากการครอบงำของลัทธิรักชาติในราชสำนัก หลังจากการล่มสลายของคามากูระ ทางราชสำนักได้พยายามฟื้นฟูอำนาจในการฟื้นฟูเค็มมุ แต่ไม่ประสบความสำเร็จจนกระทั่งการฟื้นฟูเมจิในคริสต์ศตวรรษที่ 19

การฟื้นฟูเค็มมุ[แก้]

ดูบทความหลักที่: การฟื้นฟูเค็มมุ
พระสาทิสลักษณ์ของจักรพรรดิโกไดโงะ

ในฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ. 1333 จักรพรรดิโกไดโงะ และผู้สนับสนุนของพระองค์วางแผนที่จะฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ของราชสำนัก จักรพรรดิไดโงะ (901-923) ซึ่งมีพระชนม์ชีพอยู่ในช่วงเวลาที่ราชสำนักไม่มีคู่แข่งที่แข็งแกร่งและมีการปกครองที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งได้เป็นแบบอย่างของจักรพรรดิโกไดโงะรวมถึงพระนาม[4] การฟื้นฟูเค็มมุเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อฟื้นฟูอำนาจของราชสำนัก แกนนำสำคัญ 2 คนของการเคลื่อนไหวนี้คือเจ้าชายโมรินางะ (護長親王) และคิตาบาตาเกะ ชิกาฟูซะ (北畠親房) เจ้าชายโมรินางะเป็นพระราชโอรสของจักรพรรดิโกไดโงะ และเป็นคู่ปรับของอาชิกางะ ทากาอูจิ เนื่องจากพระองค์สนับสนุนการทหารของขุนนางซึ่งเป็นขั้นตอนที่จำเป็นต่อการปกครองที่มีประสิทธิภาพ[5] เจ้าชายโมรินางะเป็นตัวอย่างที่ดีของชิกาฟูซะในขณะที่คนหลังเป็นขุนนางเกียวโตซึ่งเป็นขุนศึกด้วย ระหว่างการปิดล้อมที่ยาวนานในฮิตาชิ (1338-1343) ชิกาฟูซะได้เขียนชินโน โชโตกิ (神皇正統記) ซึ่งเป็นผลงานที่ทรงอิทธิพลต่อความชอบธรรมของระบบจักรพรรดิญี่ปุ่น ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นฐานอุดมการณ์ของการฟื้นฟูเมจิในศตวรรษที่ 19[6]

อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูเค็มมุล้มเหลวเนื่องจากความพระราชปณิธานของจักรพรรดิโกไดโงะ ในการฟื้นฟูไม่เพียงแต่อำนาจของราชสำนักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรมด้วย พระองค์พระราชนิพนธ์ตำรา 決無年中魚人 เพื่อรื้อฟื้นพระราชพิธีในราชสำนักที่สูญหายไป ในปี ค.ศ. 1336 ทาคาอูจิได้กบฏต่อราชสำนักและประกาศการเริ่มต้นของรัฐบาลใหม่ หลังจากการประกาศของเขา เขาถูกบังคับให้ล่าถอยไปยัง คีวชู หลังจากกองกำลังราชสำนักที่นำโดยคิตาบาตาเกะ อากิอิเอะ (北畠顕家) โจมตีและเอาชนะเขาใกล้เกียวโต การทรยศต่อการฟื้นฟูเค็มมุโดยทากาอูจิทำให้ชื่อเสียงของเขากลายเป็นจุดด่างพร้อยในยุคต่อมาของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และเริ่มสงครามนันโบกุโชอย่างเป็นทางการ

ประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้สอนว่าการฟื้นฟูครั้งนี้ล้มเหลวเนื่องจากไม่มีประสิทธิผลในการให้ที่ดินแก่ซามูไร ดังนั้น การกบฏและความปรารถนาของทากาในการสร้างระบอบนักรบจึงเป็นปัจจัยสำคัญในความล้มเหลวของการฟื้นฟูครั้งนี้ การกบฏของเขาได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนักรบซึ่งปรารถนาที่จะเห็นการสร้างระบอบการปกครองของทหารตามแบบของรัฐบาลโชกุนคามากูระ

สงครามนันโบกุ-โชเป็นการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างผู้ภักดีที่ต้องการให้จักรพรรดิกลับคืนสู่อำนาจ กับบรรดาผู้ที่เชื่อในการสร้างระบอบการปกครองของทหารตามแบบอย่างของคามากูระ ชิกาฟูซะจริงจังกับความต้องการนักรบที่จะมีส่วนร่วมในการฟื้นฟู แต่ความแตกต่างอย่างรุนแรงระหว่างชิกาฟูซะและทากาอูจิทำให้ผู้นำแตกแยกเป็นเวลาหลายปี ความล้มเหลวของการฟื้นฟูนำไปสู่การเกิดขึ้นของรัฐบาลโชกุนอาชิกางะ

อ้างอิง[แก้]

  1. Weber 1968: 212–297. Throughout this article this question becomes central for the Muromachi regime.
  2. Hori 1974:193–195, 198
  3. Varley, H. Paul (1967). "The Onin War: History of its Origins and Background with a Selective Translation of the Chronicle of Onin". The American Historical Review. 73 (1): 46–50. doi:10.2307/1849150. ISSN 0002-8762. JSTOR 1849150.
  4. Varley 1971:67
  5. Varley 1971:76–77
  6. Varley 1971:100–112

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม[แก้]

  • Arnesen, P. J. The Medieval Japanese Daimyo. New Haven: Yale University Press, 1979.
  • Arnesen, P. J. "Provincial Vassals of the Muromachi Shoguns", in The Bakufu in Japanese History. Eds. Jeffrey P. Mass and William B. Hauser. Stanford: Stanford University Press, 1985.
  • Brunner, G., "Legitimacy Doctrines and Legitimation Procedures in East European Systems." In Legitimation in Communist States. Ed. by T.H. Rigby and Ference Feber. New York: St. Martin's Press, 1982.
  • Chan, H., Legitimation in Imperial China. Seattle: University of Washington Press, 1984.
  • Elias, N. Power and Civility. Oxford: Basil Blackwell, 1982.
  • Fenollosa, E. Epochs of Chinese & Japanese art: An outline history of East Asiatic design. Frederick A. Stokes, 1921
  • Gay, S. "Muromachi Bakufu Rule in Kyoto: Administrative and Judicial Aspects", in The Bakufu in Japanese History. Eds. Jeffrey P. Mass and William B. Hauser. Stanford: Stanford University Press, 1985
  • Gay, S. "The Kawashima: Warrior-Peasants of Medieval Japan", in Harvard Journal of Asiatic Studies. 46 (June 1986), 81-119.
  • Grossberg, K. Japan's Renaissance. Cambridge: Harvard University Press, 1981.
  • Hall, John Whitney. Government and Local Power in Japan: 500-1700. Princeton: Princeton University Press, 1966.
  • Harrington, L. F. "Regional Outposts of Muromachi Bakufu Rule: the Kanto and Kyushu", in The Bakufu in Japanese History. Eds. Jeffrey P. Mass and William B. Hauser. Stanford: Stanford University Press, 1985.
  • Hori, K. "The Economic and Political Effects of the Mongol Wars", in Medieval Japan. Eds. John W. Hall and Jeffrey P. Mass. New Haven: Yale University Press, 1974.
  • Kahane, R. Legitimation and Integration in Developing Societies. Boulder: Westview Press, 1982.
  • Kawai, M. "Shogun and Shugo: the Provincial Aspects of Muromachi Politics", in Japan in the Muromachi Age. Eds. John W. Hall and Toyoda Takeshi. Berkeley: U.C. Press, 1977.
  • Kierstead, T. E., "Fragmented Estates: the breakup of the Myo and the Decline of the Shoen System", in Monumenta Nipponica. 40 (Autumn 1985), 311–30.
  • Lipset, S.M., "Social Conflict, Legitimacy, and Democracy." In Legitimacy and the State. Ed. by William Connolly. New York: New York University Press, 1984.
  • Mass, Jeffrey P. "The Emergence of the Kamakura Bakufu", in Medieval Japan. Eds. John W. Hall and Jeffrey P. Mass. New Haven: Yale University Press, 1974.
  • __________. "Jito Land Possession in the Thirteenth Century: The Case of Shitaji Chubun", in Medieval Japan. Eds. John W. Hall and Jeffrey P. Mass. New Haven: Yale University Press, 1974.
  • __________. Lordship and Inheritance in Early Medieval Japan. Stanford: Stanford University Press, 1989.
  • Mehl, Margaret. (1997). History and the State in Nineteenth-Century Japan.
  • Miyagawa, M. "From Shoen to Chigyo: Proprietary Lordship and the Structure of Local Power", in Japan in the Muromachi Age. Eds. John W. Hall and Toyoda Takeshi. Berkeley: U.C. Press, 1977.
  • Nagahara, K. "Village Communities and Daimyo Power", in Japan in the Muromachi Age. Eds. John W. Hall and Toyoda Takeshi. Berkeley: U.C. Press, 1977.
  • Nagahara, K. "Shugo, Shugo Daimyo, Sengoku Daimyo", in Rekishi Koron, 8 (August 1982), 10–19.
  • Papinot, Edmund. Historical and Geographical Dictionary of Japan. Tokyo: Tuttle, 1972.
  • Sansom, George Bailey. A History of Japan: 1334-1615. Stanford: Stanford University Press, 1961.
  • Sato, S. "The Ashikaga Shogun and the Muromachi Bakufu Administration", in Japan in the Muromachi Age. Eds. John W. Hall and Toyoda Takeshi. Berkeley: U.C. Press, 1977.
  • Tanuma, M. "Muromachi Bakufu, Shugo, Kokujin", in Muromachi Bakufu. Nihon Rekishi, vol. 7. Tokyo: Iwanami Shoten, 1976.
  • Varley, H. Paul. The Onin War. New York: Columbia University Press, 1967.
  • __________. Imperial Restoration in Medieval Japan. New York: Columbia University Press, 1971.
  • Wintersteen, P. B. "The Muromachi Shugo and Hanzei", in Medieval Japan. Ed. John W. Hall and Jeffrey P. Mass. New Haven: Yale University Press, 1974.
  • Wintersteen, P. B. "The Early Muromachi Bakufu in Kyoto", in Medieval Japan. Ed. John W. Hall and Jeffrey P. Mass. New Haven: Yale University Press, 1974.
  • Weber, M. Economy and Society v.I. Berkeley: University of California Press, 1968.
  • Yamamura, K. The Cambridge History of Japan, Volume 3: Cambridge: Cambridge University Press, 1990.