ประเทศตองกา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ราชอาณาจักรตองกา
Kingdom of Tonga (อังกฤษ)
Puleʻanga Fakatuʻi ʻo Tonga (ตองกา)
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญKo e ʻOtua mo Tonga ko hoku tofiʻa
(พระเจ้าและตองกาคือมรดกของข้าพเจ้า)
เพลงชาติโกเอฟาซี โอเอตูอิ โอเอโอตูตองกา
(เพลงของกษัตริย์แห่งหมู่เกาะตองกา)
ธงพระอิสริยยศพระมหากษัตริย์ตองกา
ธงพระอิสริยยศพระมหากษัตริย์ตองกา
เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
นูกูอะโลฟา
21°08′S 175°12′W / 21.133°S 175.200°W / -21.133; -175.200
ภาษาทางการ ภาษาตองกาและภาษาอังกฤษ
การปกครอง ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
 -  พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชาธิบดีตูปูที่ 6 แห่งตองกา
 -  นายกรัฐมนตรี ซีอาเลอาตาโอโง ตูอีวากาโน
เอกราชโดยสมบูรณ์
 -  พ้นจากอารักขาของสหราชอาณาจักร 4 มิถุนายน ค.ศ. 1970 
พื้นที่
 -  รวม 747 ตร.กม. (198)
289 ตร.ไมล์ 
 -  แหล่งน้ำ (%) 4.0
ประชากร
 -  2013 (ประเมิน) 104,270[1] (189)
 -  2011 (สำมะโน) 103,036[2] 
 -  ความหนาแน่น 139 คน/ตร.กม. (76)
360 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2011 (ประมาณ)
 -  รวม 763 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[3] 
 -  ต่อหัว 7,344 ดอลลาร์สหรัฐ[3] 
จีดีพี (ราคาตลาด) 2011 (ประมาณ)
 -  รวม 439 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[3] 
 -  ต่อหัว 4,220 ดอลลาร์สหรัฐ[3] 
HDI (2013) 0.710[4] (ปานกลาง) (95)
สกุลเงิน ปาอางา (TOP)
เขตเวลา (UTC+13)
ระบบจราจร ซ้ายมือ
โดเมนบนสุด .to
รหัสโทรศัพท์ +676

ตองกา (อังกฤษ: Tonga) หรือ โตงา (ตองกา: Tonga) มีชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรตองกา (อังกฤษ: Kingdom of Tonga; ตองกา: Puleʻanga Fakatuʻi ʻo Tonga ปูเลอางา ฟากาตูอิโอโตงา) เป็นประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคโพลินีเซีย ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ระหว่างประเทศนิวซีแลนด์และรัฐฮาวายของสหรัฐอเมริกา โดยทะเลอาณาเขตทางตะวันตกติดกับประเทศฟิจิ ส่วนทางตะวันออกติดกับหมู่เกาะคุก นีอูเอและอเมริกันซามัว ในขณะที่ทางทิศเหนือติดกับหมู่เกาะวาลลิสและหมู่เกาะฟุตูนา ประเทศซามัวและอเมริกันซามัว ชื่อประเทศในภาษาตองกาแปลว่าทิศใต้ นอกจากนี้ประเทศนี้ได้รับฉายาว่าหมู่เกาะมิตรภาพ จากกัปตันเจมส์ คุก[5]

ประเทศตองกาเป็นประเทศขนาดเล็กมีเนื้อที่เพียง 747 ตารางกิโลเมตร นับเป็นอันดับที่ 189 ของโลก[6] หมู่เกาะตองกาประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่ประมาณ 169 เกาะ โดยมีเพียง 36 เกาะเท่านั้นที่มีการอยู่อาศัย[7] เกาะที่ใหญ่ที่สุดคือเกาะตองกาตาปู ซึ่งเป็นที่ตั้งศูนย์กลางการปกครองคือนูกูอะโลฟา เกาะส่วนใหญ่ของตองกาเป็นเกาะที่เกิดจากการทับถมของปะการัง[8] ประชากรของตองกามีทั้งสิ้น 103,036 คน[2] นับเป็นอันดับที่ 192 ของโลก[9]

สันนิษฐานว่ามนุษย์เข้ามาอยู่อาศัยในตองกาครั้งแรกเมื่อ 826 ± 8 ปีก่อนคริสตกาล[10] ตองกาเริ่มก่อตั้งอาณาจักรเป็นของตนเองในปี ค.ศ. 950 ชื่อว่าจักรวรรดิตูอิตองกา ซึ่งปกครองโดยราชวงศ์ตูอิตองกา ตูอิฮาอะตากาเลาอาและตูอิกาโนกูโปลู ต่อมาได้เกิดสงครามกลางเมือง ในท้ายที่สุดตูอิกาโนกูโปลูเตาฟาอาเฮาได้รับชัยชนะจึงรวบรวมดินแดนทั้งหมดก่อตั้งอาณาจักรโพลินีเซีย ตองกาเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่สามารถปกป้องตนเองจากการตกเป็นดินแดนอาณานิคมของชาติตะวันตก[11] ในปี ค.ศ. 2010 ประเทศตองกาจัดการเลือกตั้งทั่วไป การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน[12]

เนื้อหา

ชื่อประเทศ[แก้]

ภาษาหลายภาษาของกลุ่มโพลินีเซียและภาษาตองกาเอง ได้ให้ความหมายคำว่าโตงา (ตองกา: Tonga) ไว้ว่า ใต้[13] ซึ่งสัมพันธ์กับตำแหน่งที่ตั้งของประเทศตองกาที่เป็นหมู่เกาะตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของภูมิภาคโพลินีเซียตอนกลาง ในภาษาตองกาชื่อประเทศออกเสียงตามระบบสัทอักษรว่า ˈtoŋa[14] ส่วนภาษาอังกฤษจะเรียกชื่อประเทศนี้ว่า /ˈtɒŋə/ หรือ /ˈtɒŋɡə/ นอกจากนี้ชื่อประเทศตองกายังมีความหมายคล้ายคลึงกับคำว่าโคนา (ฮาวาย: Kona) ในภาษาฮาวายอีกด้วย[15]

ประวัติศาสตร์[แก้]

วัฒนธรรมลาพิตา[แก้]

เครื่องปั้นดินเผาลาพิตา

ชาวลาพิตา กลุ่มคนที่พูดภาษาในตระกูลภาษาออสโตรนีเชียนเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาอยู่อาศัยในตองกา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกของประเทศปาปัวนิวกินีและหมู่เกาะโซโลมอนในปัจจุบัน[16] ช่วงเวลาที่กลุ่มคนเข้ามาอาศัยในหมู่เกาะตองกาเป็นกลุ่มแรกสุดนั้นยังเป็นข้อถกเถียงในปัจจุบัน โดยในระยะแรกนั้นมีการสันนิษฐานว่ากลุ่มคนที่เชื่อว่าเข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนประเทศตองกาปัจจุบันเดินทางถึงหมู่เกาะตองกาในช่วงเวลาประมาณ 1,500 - 1,000 ปีก่อนคริสตกาล[16] ในระยะเวลาต่อมา ได้มีการนำเครื่องมือในสมัยนั้นผ่านการหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี ซึ่งช่วยกำหนดได้ว่าชาวลาพิตาเดินทางเข้ามาอยู่ในตองกาในปี 826 ± 8 ก่อนคริสตกาล[10] เมื่อชาวลาพิตาเดินทางมาถึงหมู่เกาะตองกาแล้ว ได้ลงหลักปักฐานในนูกูเลกา บนเกาะตองกาตาปูเป็นที่แรก[10] และได้ลงหลักปักฐานในฮาอะไปเป็นที่ต่อมา[17] ชาวลาพิตาใช้ชีวิตโดยพึ่งพาทะเลเป็นส่วนใหญ่ อาหารของชาวลาพิตาจึงเน้นอาหารทะเลเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น ปลานกแก้ว ปลานกขุนทอง เต่า ปลาไหล เป็นต้น[16] นอกจากนี้ยังมีการทำเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์อีกด้วย[16] หลักฐานที่สำคัญทางโบราณคดีในช่วงเวลานี้คือเครื่องปั้นดินเผาลาพิตา ซึ่งเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่ทำมาจากเปลือกหอยและหิน[18] โดยพบมากในบริเวณเขตการปกครองฮาอะไปในปัจจุบัน[19]

จักรวรรดิตูอิตองกา[แก้]

อาณาเขตจักรวรรดิตูอิตองกา

ประมาณ ค.ศ. 950 อะโฮเออิตูได้สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นตูอิตองกาแห่งจักรวรรดิตูอิตองกาพระองค์แรก[20] จักรวรรดิตูอิตองกาเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ในรัชสมัยพระเจ้าโมโม พระเจ้าตูอิตาตูอิและพระเจ้าตาลาตามา ซึ่งพระมหากษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์ได้ขยายอาณาเขตของจักรวรรดิจนมีอาณาเขตครอบคลุมบางส่วนของฟิจิ ซามัว โตเกเลา นีอูเอและหมู่เกาะคุก[20] บรรดาดินแดนในการปกครองเหล่านี้จะส่งบรรณาการที่เรียกว่า อีนาซี ซึ่งต้องส่งมาถวายตูอิตองกาที่เมืองมูอาอันเป็นนครหลวงของจักรวรรดิทุกปีในฤดูเก็บเกี่ยว[21] อำนาจของจักรวรรดิตูอิตองกาเริ่มตกต่ำลงหลังจากเกิดเหตุลอบปลงพระชนม์ตูอิตองกาหลายพระองค์[22] ส่งผลให้ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 พระเจ้าเกาอูลูโฟนูอาตูอิตองกาพระองค์ที่ 24 ตั้งพระอนุชาของพระองค์คือเจ้าชายโมอูงาโมตูอาขึ้นเป็นตูอิฮาอะตากาเลาอาพระองค์แรก เพื่อช่วยเหลือตูอิตองกาในการปกครองจักรวรรดิ[23] และอีก 2 ศตวรรษต่อมาได้มีการตั้งราชวงศ์ตูอิกาโนกูโปลูขึ้นเพื่อช่วยเหลืออีก 2 ราชวงศ์ในการปกครองจักรวรรดิ[24] ซึ่งต่อมาตูอิกาโนกูโปลูสามารถก้าวขึ้นมาเป็นราชวงศ์ที่มีอิทธิพลแทนที่ตูอิฮาอะตากาเลาอาได้[24]

กัปตันเจมส์ คุก

ในยุคจักรวรรดิตูอิตองกานี้ มีนักสำรวจชาวยุโรปเดินทางเข้ามาหลายกลุ่ม โดยนักสำรวจที่เดินทางเข้ามาเป็นกลุ่มแรกนั้นเป็นนักสำรวจชาวดัตช์ชื่อว่ายาค็อบ เลอแมร์และวิลเลม ชูเต็น ซึ่งเดินทางมาถึงจักรวรรดิตูอิตองกาในปี ค.ศ. 1616[25] ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จักรวรรดิเกิดสงครามกลางเมือง[26] โดยเข้ามาสำรวจในบริเวณเกาะนีอูอาโตปูตาปู[27] ในปี ค.ศ. 1643 แอเบล แทสมันได้เดินทางเข้ามาในตองกาในบริเวณเกาะตองกาตาปูและฮาอะไป[27] แต่การเดินทางเข้ามาทั้ง 2 ครั้งของชาวยุโรปนี้ ยังไม่มีการติดต่อกับชาวพื้นเมืองอย่างเป็นทางการมากเท่าใดนัก[26] การติดต่อกับชาวพื้นเมืองอย่างเป็นทางการของชาวยุโรปและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในจักรวรรดิคือการเดินทางเข้ามาสำรวจของกัปตันเจมส์ คุกในปี ค.ศ. 1773 1774 และ 1777[26] ซึ่งเจมส์ คุกได้ตั้งชื่อหมู่เกาะนี้ว่า "หมู่เกาะมิตรภาพ" (Friendly Islands) โดยชื่อนี้มาจากความประทับใจของเจมส์ คุก ต่อลักษณะนิสัยของชาวพื้นเมือง[26] หลังจากนั้นอเลสซานโดร มาลาสปินาเข้ามาสำรวจตองกาในปี ค.ศ. 1793[26] ในปี ค.ศ. 1797 หลังจากการเข้ามาของ อเลสซานโดร มาลาสปินาได้มีมิชชันนารีเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ให้แก่ชาวพื้นเมือง โดยคณะแรกที่เข้ามานั้นคือ London Missionary Society แต่มิชชันนารีกลุ่มนี้ไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการเผยแผ่ศาสนา[25] อย่างไรก็ตามมิชชันนารีในคณะเวสเลยันที่เข้ามาในตองกาปี ค.ศ. 1822 ประสบความสำเร็จในการเผยแผ่ศาสนาและเป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้เตาฟาอาเฮาได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมือง[25]

ในช่วงปลายของจักรวรรดิเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างผู้นำตามเกาะต่าง ๆ ระหว่างกลุ่มที่นับถือศาสนาพื้นเมืองและกลุ่มที่นับถือศาสนาคริสต์[28] สงครามกลางเมืองครั้งนี้มีสาเหตุมาจากการลอบปลงพระชนม์ตูอิกาโนกูโปลูพระเจ้าตูกูอาโฮ[29] ในท้ายที่สุดตูอิกาโนกูโปลูเตาฟาอาเฮา ซึ่งเป็นกลุ่มที่นับถือศาสนาคริสต์ได้รับชัยชนะและรวมดินแดนที่แตกแยกเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกันในปี ค.ศ. 1845[28]

หลังการรวมชาติตองกา[แก้]

พระเจ้าจอร์จ ตูปูที่ 1

หลังจากที่พระเจ้าจอร์จ ตูปูที่ 1 ได้รับชัยชนะจากสงครามกลางเมืองตองกาแล้ว พระองค์ได้ตั้งเมืองปาไงในฮาอะไป ซึ่งเป็นเขตอำนาจเดิมของพระองค์เป็นเมืองหลวงในปี ค.ศ. 1845[30] หลังจากนั้นได้ย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่ลิฟูกา ในท้ายที่สุดได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองนูกูอะโลฟาซึ่งเป็นเมืองหลวงปัจจุบันในปี ค.ศ. 1851[30] ในรัชสมัยของพระเจ้าจอร์จ ตูปูที่ 1 มีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายวาวาอู ในปี ค.ศ. 1839 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและลดบทบาทเจ้านายในท้องถิ่นต่าง ๆ โดยประมวลกฎหมายฉบับนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญของรัฐธรรมนูญตองกาที่ประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1875[31] การประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกก็เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ โดยเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1862[30] นอกจากนี้มีการประกาศความสัมพันธ์กับสหราชอาณาจักร เยอรมนีและสหรัฐอเมริกา ประเทศเหล่านี้ต่างรับรองความเป็นเอกราชของตองกา[32] การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าจอร์จ ตูปูที่ 1 นั้นเหล่ามิชชันนารีล้วนมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองการปกครองและในรัชสมัยนี้ศาสนาคริสต์ก็แผ่ได้มากขึ้นจากการอุปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์[31]

ในรัชกาลของพระเจ้าจอร์จ ตูปูที่ 2 ได้ลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพ (Treaty of Friendship) กับสหราชอาณาจักร ในวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1900[33] ส่งผลให้ตองกาเป็นรัฐภายใต้การอารักขาของสหราชอาณาจักร โดยสหราชอาณาจักรจะควบคุมทางด้านการต่างประเทศ รวมไปถึงสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเท่านั้น ส่วนกิจการภายในอื่น ๆ รัฐบาลตองกายังคงมีสิทธิบริหาร[34] อย่างไรก็ตามพบว่ารัฐบาลอังกฤษพยายามที่จะแทรกแซงกิจการภายในของตองกาอยู่เสมอ[34] เหตุผลที่ต้องลงนามในสนธิสัญญานี้เนื่องจากรัฐบาลตองกาเกรงว่าชาวต่างชาติอาจรุกรานและยึดตองกาเป็นอาณานิคม[33] ตองกาเริ่มได้อำนาจการปกครองส่วนใหญ่คืนใน ค.ศ. 1958[35] และได้เอกราชโดยสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1970[36]

การเรียกร้องประชาธิปไตย[แก้]

การจลาจลในกรุงนูกูอะโลฟา ค.ศ. 2006

หลังจากตองกาพ้นจากการอารักขาของสหราชอาณาจักรแล้ว ตองกาได้ปกครองตนเองโดยสมบูรณ์ภายใต้การนำของสมเด็จพระราชาธิบดีเตาฟาอาเฮา ตูปูที่ 4 ในปี ค.ศ. 1992 มีการก่อตั้งกลุ่มนิยมประชาธิปไตยขึ้นในตองกา[35] โดยกลุ่มนิยมประชาธิปไตยได้พยายามเรียกร้องให้มีตัวแทนของประชาชนในรัฐสภามากขึ้น ซึ่งมีเพียง 9 คนเท่านั้น ส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมักมาจากขุนนางและชนชั้นสูงที่มีความสนิทสนมกับราชวงศ์[37] ความไม่พอใจในการปกครองมีมากขึ้นจากการที่รัฐบาลเชื้อพระวงศ์และขุนนางดำเนินการผิดพลาดหลายประการ ทั้งการลงทุนที่ผิดพลาดจนสูญเสียงบประมาณ 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[35] การพิจารณาให้ตองกาเป็นสถานที่กำจัดกากนิวเคลียร์[38] การขายหนังสือเดินทางตองกาแก่ชาวต่างประเทศ[39] การอนุญาตขึ้นทะเบียนเรือต่างประเทศ[40] การถือสัญญาเช่าเครื่องบินโบอิง 757 ระยะยาวโดยไม่ได้ใช้งาน ซึ่งนำไปสู่การล้มละลายของสายการบินรอยัลตองกาแอร์ไลน์[41] รวมไปถึงการเพิ่มพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์และการจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชน[35]

จากความไม่พอใจในการบริหารงานของรัฐบาลจึงเกิดการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยทั่วกรุงนูกูอะโลฟาในปี ค.ศ. 2005 เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปการปกครองให้เป็นระบอบประชาธิปไตย[42] การประท้วงในครั้งนี้นำไปสู่การลาออกของเจ้าชายอูลูกาลาลา ลาวากา อาตานายกรัฐมนตรี และ ดร. เฟเลติ เซเวเลขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน ซึ่งถือได้ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีพลเรือนคนแรกของตองกา[35] อย่างไรก็ตามการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายตูอิเปเลหะเกจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้กระบวนการปฏิรูปการปกครองล่าช้ายิ่งขึ้น[43] ความล่าช้าในการปฏิรูปการปกครองก่อให้เกิดการจลาจลทั่วกรุงนูกูอะโลฟาในปี ค.ศ. 2006 ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียชีวิตและเศรษฐกิจ[44] ในปี ค.ศ. 2008 สมเด็จพระราชาธิบดีจอร์จ ตูปูที่ 5 ทรงสละพระราชอำนาจของพระองค์ส่วนใหญ่และเริ่มการปฏิรูปการปกครอง[35] โดยปี ค.ศ. 2010 เป็นปีแรกที่มีการเลือกตั้งทั่วไปที่สมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน[12]

การเมืองการปกครอง[แก้]

ตองกามีรูปแบบรัฐเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ[45][46] โดยใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน มีรัฐสภา พระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ มีพระราชอำนาจทางพิธีการ ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการสนับสนุนจากเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา และมีพระราชอำนาจอื่นตามรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล

รัฐธรรมนูญ[แก้]

พระราชวังตองกา ที่ประทับของพระมหากษัตริย์

รัฐธรรมนูญตองกาฉบับแรกใช้บังคับในวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1875[47] รัฐธรรมนูญตองกาประกอบไปด้วยเนื้อหา 3 ส่วน คือ สิทธิขั้นพื้นฐาน รูปแบบของรัฐบาล และที่ดิน[48] มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายครั้ง การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2010[49] สาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้ คือ ยกเลิกสมาชิกรัฐสภาที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ผู้แทนราษฎรเป็นสมาชิกส่วนใหญ่ของรัฐสภา[50] การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของตองกาสามารถทำได้โดยการผ่านการพิจารณาของรัฐสภา 3 วาระ หลังจากนั้นถวายให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน การสืบราชบัลลังก์ และที่ดินมรดกของชนชั้นขุนนาง[48]

สถาบันพระมหากษัตริย์[แก้]

พระมหากษัตริย์มีสถานะเป็นประมุขแห่งรัฐ[46] และฮาอูโอเอ โฟนูอา (ประมุขสูงสุดของหัวหน้าชนเผ่าพื้นเมืองของตองกา)[51] พระมหากษัตริย์ตองกาสืบราชสมบัติผ่านทางสายพระโลหิต[52] พระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันคือสมเด็จพระราชาธิบดีอะโฮเออิตู อูนูอากีโอโตงา ตูกูอาโฮ ตูปูที่ 6 ส่วนมกุฎราชกุมารพระองค์ปัจจุบันคือ เจ้าชายเซียโอซิ มานูมาตาองโก อาลาอีวาฮามามา โอ อะโฮเออิตู คอนสแตนติน ตูกูอาโฮ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่สำคัญซึ่งพระองค์ใช้ได้เองนั้นได้แก่ การดำรงสถานะเป็นจอมทัพของประเทศ การเรียกประชุมรัฐสภา การยุบสภาผู้แทนราษฎร การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี (จากการเลือกของรัฐสภา) การแต่งตั้งประธานรัฐสภา (ตามคำแนะนำของรัฐสภา) การแต่งตั้งผู้ว่าการเขตการปกครองฮาอะไปและวาวาอู (ตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี) รวมถึงการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ[51]

ฝ่ายนิติบัญญัติ[แก้]

อาคารรัฐสภาในกรุงนูกูอะโลฟา

สภานิติบัญญัติตองกา (ตองกา: Fale Alea) เป็นสภาเดี่ยว[48] ประกอบด้วยสมาชิก 26 คน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 17 คน และมาจากขุนนางเลือกกันเองอีก 9 คน[50] หน้าที่ของสภานิติบัญญัติตองกาหรือฟาเลอาเลอาคือการตรากฎหมาย ร่างกฎหมายจะพิจารณากันทั้งสิ้น 3 วาระ หากผ่านการลงคะแนนทั้งสามวาระ จึงจะนำถวายพระมหากษัตริย์เพื่อลงพระปรมาภิไธย เมื่อผ่านทุกกระบวนการแล้วจึงประกาศใช้เป็นกฎหมายได้[48] นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่กำหนดมูลค่าการเก็บภาษีของประชาชน กำหนดงบประมาณ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และถอดถอนคณะองคมนตรี รัฐมนตรี ผู้ว่าการเขตการปกครอง (ฮาอะไปและวาวาอู) และผู้พิพากษา[48]

สมาชิกสภานิติบัญญัติมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี[53] การเลือกตั้งในตองกาจะแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 17 เขตเลือกตั้งสำหรับตัวแทนของประชาชน[54] และอีก 5 เขตเลือกตั้งสำหรับขุนนาง[55] ในแต่ละเขตการปกครองมีเขตการเลือกตั้งดังนี้[55][54]

  • ตองกาตาปู เขตการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร 10 เขต เขตละ 1 คน สำหรับผู้แทนขุนนางมี 1 เขต เขตละ 3 คน
  • เออัว เขตการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร 1 เขต เขตละ 1 คน สำหรับผู้แทนขุนนางมี 1 เขต เขตละ 1 คน
  • ฮาอะไป เขตการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร 2 เขต เขตละ 1 คน สำหรับผู้แทนขุนนางมี 1 เขต เขตละ 2 คน
  • วาวาอู เขตการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร 3 เขต เขตละ 1 คน สำหรับผู้แทนขุนนางมี 1 เขต เขตละ 2 คน
  • นีอูอาส เขตการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร 1 เขต เขตละ 1 คน สำหรับผู้แทนขุนนางมี 1 เขต เขตละ 1 คน

ฝ่ายบริหาร[แก้]

ลอร์ดตูอีวากาโน นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

อำนาจของฝ่ายบริหารในตองกาอยู่ที่นายกรัฐมนตรี พระมหากษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามคำแนะนำของรัฐสภา[51] นายกรัฐมนตรีมีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี[56] นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ถวายคำแนะนำแด่พระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่าง ๆ [53] คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากสมาชิกในรัฐสภาและสมาชิกนอกรัฐสภาได้ไม่เกิน 4 คน[57] ปัจจุบันประเทศตองกามีกระทรวง 15 กระทรวง[58] นายกรัฐมนตรีตองกามีหน้าที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ประธานสภาผู้แทนราษฎร[59] เสนอแนะการแต่งตั้งผู้ว่าการเขตต่อพระมหากษัตริย์[57] และบริหารราชการแผ่นดิน

ฝ่ายตุลาการ[แก้]

ฝ่ายตุลาการในประเทศตองกาเป็นอิสระจากอำนาจอื่น ศาลในตองกามี 4 ประเภท คือ ศาลอุทธรณ์ (Court of Appeal) ศาลสูงสุด (Supreme Court) ศาลที่ดิน (Land Court) และศาลแขวง (Magistrates' Court)[60] พระมหากษัตริย๋แต่งตั้งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลสูงสุดตามคำแนะนำของคณะองคมนตรี[60] นอกจากนี้ ศาลสูงสุดมีอำนาจไต่สวนคดีที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐมนตรีหรือข้าราชการ รวมถึงวินิจฉัยว่ากฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ด้วย[60]

พรรคการเมือง[แก้]

พรรคการเมืองในประเทศตองกาพรรคแรกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1994 กลุ่มนิยมประชาธิปไตยคือพรรคประชาชน (People's Party) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นขบวนการสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย (Human Rights and Democracy Movement - HRDM)[61] พรรคการเมืองเข้าร่วมเลือกตั้งในตองกาเป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 1996[54] ในปี ค.ศ. 2005 สมาชิกพรรคบางส่วนของพรรค HRDM ได้ร่วมกันก่อตั้งพรรคประชาธิปไตยประชาชน[62] หลังจากปี ค.ศ. 2005 เป็นต้นมา มีการก่อตั้งพรรคการเมืองเพิ่มขึ้นอีก 3 พรรค คือ พรรคการสร้างชาติอย่างยั่งยืน (Paati Langafonua Tu'uloa) ที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 2007[63] พรรคแรงงานประชาธิปไตยตองกา (Tongan Democratic Labor Party) ซึ่งกลุ่มข้าราชการก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2010[64] และพรรคประชาธิปไตยแห่งหมู่เกาะมิตรภาพ (Democratic Party of the Friendly Islands) ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 2010[65] ปัจจุบันตองกามีพรรคการเมืองรวมทั้งสิ้น 5 พรรค

การแบ่งเขตการปกครองของตองกา

จากการเลือกตั้งทั่วไป ค.ศ. 2010 พรรคการเมืองทุกพรรคได้ที่นั่งในรัฐสภารวมกัน 12 ที่นั่ง จากทั้งหมด 17 ที่นั่ง ที่เหลือเป็นผู้สมัครอิสระ

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

ประเทศตองกาแบ่งเขตการปกครองระดับบนสุดออกเป็น 5 เขตการปกครอง[53] โดยแต่ละเขตการปกครองมีเมืองเอกดังต่อไปนี้[66]

แต่ละเขตการปกครองมีการแบ่งเขตย่อยลงไปเป็นอำเภอและหมู่บ้านหรือเมือง โดยในปี ค.ศ. 2013 ประเทศตองกามีเขตการปกครองระดับอำเภอ 23 อำเภอ และมีหมู่บ้านหรือเมือง 167 หมู่บ้านหรือเมือง[67] ในระดับเขตการปกครองนั้นมีเพียง 2 เขตการปกครองเท่านั้นที่มีผู้ว่าการเขตการปกครองคือฮาอะไปและวาวาอู[67] ส่วนในระดับย่อยลงไปนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ประจำอำเภอ (District Officer) ดูแลการปกครอง การบริหารจัดการในระดับอำเภอและทำรายงานการปกครองต่อนายกรัฐมนตรีหรือผู้ว่าการเขตการปกครอง (ในกรณีของฮาอะไปและวาวาอู)[68] ส่วนในระดับหมู่บ้านหรือเมืองนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ประจำเมือง (Town Officer) เป็นผู้ปกครองหลัก เจ้าหน้าที่ประจำอำเภอและเจ้าหน้าที่ประจำเมืองมาจากการเลือกตั้งโดยมีวาระคราวละ 3 ปี[67]

ตองกาตาปู วาวาอู ฮาอะไป เออัว นีอูอาส

1.  โกโลโฟโออู
2.  โกโลโมตูอา
3.  ไวนี
4.  ตาตากาโมโตงา
5.  ลาปาหา
6.  นูกูนูกู
7.  โกโลไว

8.  เนอิอาฟู
9.  ปาไงโมตู
10.  ฮาฮาเค
11.  เลอิมาตูอา
12.  ฮิหิโฟ
13.  โมตู

14.  ปาไง
15.  โฟอา
16.  ลูลูงา
17.  มูโอมูอา
18.  ฮาอะโน
19.  อุยฮา

20.  เออัวโมตูอา
21.  เออัวโฟโออู

22.  นีอูอาโตปูตาปู
23.  นีอูอาโฟโออู

อาชญากรรม[แก้]

ประเทศตองกามีรายงานการเกิดอาชญากรรมส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินเป็นหลัก โดยพบว่าในปี ค.ศ. 2007 เกิดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน 1,400 ครั้งจากอาชญากรรมที่มีการรายงานทั้งหมด 2,316 ครั้ง[69] ประเทศตองกายังคงโทษประหารชีวิตไว้อยู่ แต่องค์การนิรโทษกรรมสากลจัดให้ตองกาเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ การประหารชีวิตครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1982[70]

สถานเอกอัคราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำตองกา

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ[แก้]

ประเทศตองกาเน้นสร้างสัมพันธ์อันดีกับทุกประเทศ โดยให้ความร่วมมือในภารกิจระหว่างประเทศต่าง ๆ กับหลาย ๆ ประเทศ เช่น การส่งกองกำลังเข้าร่วมรบในอัฟกานิสถาน เป็นต้น[71] สำหรับนโยบายการต่างประเทศในปัจจุบันของตองกาคือนโยบายมองตะวันออก (Look East Policy) (ถึงแม้ว่าทวีปเอเชียจะตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศตองกาก็ตาม) ซึ่งเป็นนโยบายที่เน้นความร่วมมือทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจกับทวีปเอเชีย[72] ประเทศตองกายึดถือนโยบายจีนเดียว โดยตัดความสัมพันธ์ทางการทูตระดับเอกอัครราชทูตกับสาธารณรัฐจีนในปี ค.ศ. 1998 [73] สำหรับประเทศอื่น ๆ นั้นตองกามีความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์[74][75] ส่วนสหราชอาณาจักรซึ่งประเทศตองกามีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนานนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเหมือนในอดีต เห็นได้จากกรณีการปิดสำนักงานข้าหลวงใหญ่ในกรุงนูกูอะโลฟาเมื่อปี ค.ศ. 2006[76]

ประเทศตองกามีความขัดแย้งระหว่างประเทศครั้งสำคัญเมื่อครั้งที่ตองกาประกาศยึดครองแนวปะการังมิเนอร์วา (สาธารณรัฐมิเนอร์วา)[77] โดยฟิจิไม่ยอมรับการประกาศยึดครองในครั้งนี้ ก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศ อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ประเทศยังคงเจรจาในเรื่องเกี่ยวกับแนวปะการังแห่งนี้อยู่[78]

กองทัพ[แก้]

กองกำลังตองการะหว่างฝึกซ้อมการรบในอัฟกานิสถาน

กองกำลังป้องกันตองกา (อังกฤษ: Tonga Defense Services) เป็นกองทัพของประเทศตองกา ปัจจุบันมี 2 เหล่าทัพหลักคือกองทัพบกและกองทัพเรือ สำหรับกองกำลังทางอากาศนั้นสังกัดกองทัพเรือ[53] หน้าที่หลักของกองกำลังป้องกันตองกาคือปกป้องอำนาจอธิปไตยของประเทศ การช่วยเหลือหน่วยงานพลเรือนในกิจการต่าง ๆ และการสนองพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์เป็นครั้งคราว[79] ประเทศตองกาไม่มีการเกณฑ์ทหาร ผู้ที่ประสงค์เข้ารับราชการทหารในตองกาต้องมีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป โดยได้รับคำยินยอมของผู้ปกครอง อย่างไรก็ตาม ในสภาวะสงคราม พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจเรียกระดมพล[53] ส่วนความร่วมมือทางการทหาร ตองกามีข้อตกลงความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา ประเทศจีน สหราชอาณาจักร อินเดีย และนิวซีแลนด์ โดยเป็นความร่วมมือด้านการฝึกกำลังพลและโครงสร้างพื้นฐานของกองทัพเป็นหลัก[80]

สำหรับปฏิบัติการทางทหารของประเทศตองกาเกิดขึ้นครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพนิวซีแลนด์[81] ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการก่อตั้งกองกำลังป้องกันตองกาขึ้น จนกระทั่งสงครามยุติจึงประกาศยกเลิกหน่วยงานนี้ อย่างไรก็ตามกองกำลังป้องกันตองกาได้เริ่มดำเนินการอีกครั้งในปี ค.ศ. 1946[81] นับแต่นั้น กองกำลังป้องกันตองกามีโอกาสทำหน้าที่รักษาสันติภาพในหลายดินแดน ที่สำคัญคือการรักษาสันติภาพในบูแกงวิลล์ ประเทศปาปัวนิวกินี การรักษาสันติภาพในหมู่เกาะโซโลมอน การเข้าร่วมกองกำลังผสมนานาชาติเพื่อรักษาสันติภาพในอิรัก[81] รวมไปถึงการร่วมรบในอัฟกานิสถาน ซึ่งตองกาส่งกองกำลังครึ่งหนึ่งของทั้งกองทัพเข้าร่วมรบในครั้งนี้[71]

ภูมิศาสตร์[แก้]

ประเทศตองกาตั้งอยู่ในภูมิภาคโพลินีเซีย เหนือเส้นทรอปิคออฟแคปริคอร์นเล็กน้อย เมืองหลวงของประเทศคือนูกูอะโลฟา ห่างจากออกแลนด์ เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนิวซีแลนด์ ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 1,770 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากกรุงซูวา เมืองหลวงของฟิจิ ประมาณ 690 กิโลเมตร[82] ตองกามีพื้นที่ 747 ตารางกิโลเมตร โดยที่ 30 ตารางกิโลเมตรเป็นพื้นน้ำ[83] ประเทศตองกาประกอบด้วยเกาะ 169 เกาะ แต่มี 36 เกาะเท่านั้นที่มีประชากรอยู่อาศัย[7] ตองกาประกอบด้วย 3 กลุ่มเกาะหลัก คือ ตองกาตาปูซึ่งประชากรเกินครึ่งหนึ่งของประเทศอาศัยอยู่ วาวาอูซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือ และฮาอะไปซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ ภูมิอากาศของประเทศมีลักษณะแบบเขตร้อน[53] ดินของตองกามีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก[84] จุดสูงสุดของประเทศมีความสูง 1,033 เมตรตั้งอยู่บนเกาะเกา[53]

ภูมิประเทศและธรณีสัณฐาน[แก้]

เกาะที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟใต้สมุทร

หมู่เกาะตองกาเป็นหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ในแผ่นเปลือกโลกแปซิฟิกและอยู่ใกล้แผ่นเปลือกโลกออสเตรเลีย ทางตะวันตกของหมู่เกาะมีร่องลึกตองกา หมู่เกาะตองกามีทั้งเกาะที่เกิดจากภูเขาไฟและเกาะที่เกิดจากปะการัง[85] หมู่เกาะตองกากำเนิดขึ้นเมื่อใดนั้นไม่สามารถกำหนดเวลาได้ชัดเจน อย่างไรก็ตามมีการคาดการณ์ว่าหมู่เกาะตองกาถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 5 ล้านปีก่อนในสมัยไพลโอซีน ผู้เชี่ยวชาญบางคนคาดว่าเกาะแรกของหมู่เกาะตองกาอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายสมัยมีโอซีนแล้ว[86]

เกาะที่สำคัญของตองกาหลายเกาะเกิดจากภูเขาไฟ เช่น อาตา ฮาอะไป เกาและโอโงนีอูอา เป็นต้น เกาะภูเขาไฟเหล่านี้เกิดจากแนวภูเขาไฟที่วางตัวในแนวตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะอาตา แนวภูเขาไฟดังกล่าวมีส่วนสำคัญทำให้ตองกามีเกาะใหม่เพิ่มขึ้นมา ทว่าเกาะที่เกิดขึ้นมานั้นมักจะจมลงทะเลในปีถัดไป ปัจจุบันมีเกาะเกิดจากแนวภูเขาไฟแห่งนี้เพียงเกาะเดียวที่ยังคงอยู่[85]

เกาะวาวาอู

เกาะในเขตการปกครองวาวาอูจะพบว่ายังพบภูเขาไฟที่มีพลังอยู่ ส่วนพื้นดินเกิดจากหินปูน รอบ ๆ เกาะนั้นมักมีปะการังล้อมรอบ[86] ส่วนในเขตการปกครองฮาอะไปพบว่ายังมีภูเขาไฟที่มีพลังอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเกาะเกาและโตฟูอา[85] ในขณะที่สภาพดินของเกาะคล้ายกับที่วาวาอูคือเป็นดินที่เกิดจากหินปูน ส่วนในเขตการปกครองตองกาตาปูและเออัวนั้นเป็นเกาะที่กำเนิดจากปะการัง ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบที่มีความสูงไม่เกิน 30 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง และมีเถ้าจากภูเขาไฟปกคลุมบริเวณเกาะ ทำให้ดินในบริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์[87]

ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการระเบิดของภูเขาไฟในบริเวณหมู่เกาะนี้หลายครั้ง ภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดของตองกามีความสูง 515 เมตร มีความกว้าง 5 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนเกาะโตฟูอา[88] ซึ่งเกิดการระเบิดของภูเขาไฟแห่งนี้ครั้งล่าสุดในปี ค.ศ. 2013[88] ส่วนภูเขาไฟที่สูงที่สุดของประเทศนี้ตั้งอยู่บนเกาะเกา มีความสูง 1,030 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง[89]

ภูมิอากาศ[แก้]

ประเทศตองกาเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตร้อน[90] โดยได้รับอิทธิพลจากลมค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[91] ประเทศตองกามี 2 ฤดูกาลคือฤดูฝนและฤดูแล้ง ฤดูฝนในประเทศตองกายังเป็นฤดูของพายุหมุนด้วย ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายนของทุกปี[91] ส่วนฤดูแล้งอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมของทุกปี[91] เดือนมกราคม กุมภาพันธ์และมีนาคมเป็นเดือนที่มีปริมาณน้ำฝนมากที่สุด ซึ่งอาจมีปริมาณน้ำฝนต่อเดือนสูงได้ถึง 250 มิลลิเมตร[91]

อุณหภูมิเฉลี่ยในประเทศตองกาจะอยู่ระหว่าง 23-26 องศาเซลเซียสตามแต่ละท้องถิ่น ในฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูที่อากาศร้อนมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 25-26 องศาเซลเซียส ในขณะที่ฤดูแล้งซึ่งอากาศเย็นมีอุณหภูมิระหว่าง 21 - 24 องศาเซลเซียส[91] จากสถิติที่มีการบันทึกพบว่าบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงสุดในประวัติศาสตร์ตองกาอยู่ที่บริเวณหมู่เกาะวาวาอูในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 โดยมีอุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส ขณะที่บริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำสุดในประวัติศาสตร์ตองกาอยู่ที่ฟูอาอะโมตู โดยมีอุณหภูมิ 8.7 องศาเซลเซียส ซึ่งวัดในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1994[92]

ข้อมูลภูมิอากาศของนูกูอะโลฟา
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภมูิสูงสุดที่เคยบันทึก °C (°F) 32
(90)
32
(90)
31
(88)
30
(86)
30
(86)
28
(82)
28
(82)
28
(82)
28
(82)
29
(84)
30
(86)
31
(88)
32
(90)
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) 28
(82)
29
(84)
28
(82)
27
(81)
26
(79)
25
(77)
25
(77)
24
(75)
25
(77)
25
(77)
27
(81)
27
(81)
26
(79)
อุณหภูมิเฉลี่ยแต่ละวัน °C (°F) 25
(77)
25
(77)
25
(77)
24
(75)
23
(73)
21
(70)
21
(70)
21
(70)
21
(70)
22
(72)
23
(73)
23
(73)
23
(73)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) 22
(72)
22
(72)
22
(72)
21
(70)
20
(68)
18
(64)
17
(63)
18
(64)
17
(63)
19
(66)
20
(68)
20
(68)
20
(68)
อุณหภมูิต่ำสุดที่เคยบันทึก °C (°F) 16
(61)
17
(63)
15
(59)
15
(59)
13
(55)
11
(52)
10
(50)
11
(52)
11
(52)
12
(54)
13
(55)
16
(61)
10
(50)
ปริมาณฝน มม (นิ้ว) 130
(5.12)
190
(7.48)
210
(8.27)
120
(4.72)
130
(5.12)
100
(3.94)
100
(3.94)
130
(5.12)
110
(4.33)
90
(3.54)
100
(3.94)
120
(4.72)
1,530
(60.24)
ความชื้นร้อยละ 77 78 79 76 78 77 75 75 74 74 73 75 75.9
วันที่มีฝนตกโดยเฉลี่ย 11 13 14 12 12 10 10 12 10 10 10 10 134
แหล่งที่มา: Weatherbase[93]

ทรัพยากรดิน[แก้]

ชายฝั่งของตองกา

ทรัพยากรดินในหมู่เกาะฃของประเทศตองกามีความอุดมสมบูรณ์สูงมาก ยกเว้นบริเวณที่มีภูเขาไฟเกิดใหม่ ดินส่วนใหญ่ในตองกาเกิดจากการทับถมของเถ้าภูเขาไฟและหินแอนดีไซต์บนหินปูนซึ่งเกิดจากปะการัง[94] ดินในตองกาเป็นดินที่มีคุณสมบัติที่ดี เนื่องจากเป็นดินที่การระบายน้ำดีและมีความสามารถในการเก็บกักน้ำปานกลาง[94]

ดินในเกาะตองกาตาปูเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงมาก เหมาะแก่การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ในขณะที่บริเวณชายฝั่งดินส่วนใหญ่เป็นดินเค็ม เพราะอยู่ติดทะเล ขณะที่ดินของเกาะเออัวมีความอุดมสมบูรณ์ ยกเว้นทางตอนใต้ของเกาะที่เป็นหินปะการัง ส่วนในฮาอะไป เกาะส่วนใหญ่เกิดจากการทับถมของปะการัง โดยในฮาอะไปกำลังเผชิญปัญหาการพังทลายของหน้าดิน ซึ่งทำให้ดินในฮาอะไปลดความอุดมสมบูรณ์[95]

ลากูนในวาวาอู

ทรัพยากรน้ำ[แก้]

หมู่เกาะตองกามีทรัพยากรน้ำจืดที่ค่อนข้างจำกัด ชาวตองกานิยมเก็บน้ำจืดไว้ในถังคอนกรีตซึ่งมาจากการเก็บกักน้ำฝนและสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในชีวิตประจำวัน[94] แหล่งน้ำหรือทะเลสาบสำคัญมักตั้งอยู่ในเกาะภูเขาไฟ[94] โดยแหล่งน้ำที่สำคัญและมีขนาดใหญ่ของประเทศตั้งอยู่ในเกาะวาวาอู นีอูอาโฟโออู โนมูกาและนีอูอาโตปูตาปู[96]

พืชและสัตว์[แก้]

ป่าฝนเขตร้อนในเกาะเออัว

พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศตองกาปกคลุมไปด้วยป่าฝนเขตร้อน อย่างไรก็ตามจากการสนับสนุนเกษตรกรรมตามเกาะต่าง ๆ ทำให้พื้นที่ป่าลดลงไปมาก หญ้าและพืชขนาดเล็กหลายชนิดเข้าปกคลุมพื้นที่ป่าเดิม[97] ขณะที่พื้นที่ชายฝั่งและบริเวณปากปล่องภูเขาไฟมักพบไม้ล้มลุกเป็นหลัก[97] ประเทศตองกาเป็นประเทศแรกในภูมิภาคแปซิฟิกใต้ที่มีการประกาศพื้นที่เป็นเขตสงวนของชาติ[98] ปัจจุบันในหมู่เกาะตองกามีการประกาศพื้นที่ให้เป็นอุทยานแห่งชาติแล้ว 2 แห่ง (ในเขตการปกครองเออัวและวาวาอู เขตละ 1 แห่ง) และประกาศให้เป็นเขตสงวน 6 แห่ง[98]

สำหรับพืชที่ค้นพบในประเทศตองกานั้น พบว่ามีพืชที่มีท่อน้ำเลี้ยง 770 สปีชีส์ ซึ่งรวมไปถึงเฟิร์นที่มี 70 สปีชีส์ (3 สปีชีส์เป็นสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่น) พืชเมล็ดเปลือย 3 ชนิด (Podocarpus pallidus เป็นพืชเมล็ดเปลือยที่พบเฉพาะถิ่น) และมีพืชดอก 698 สปีชีส์ ซึ่งมี 9 สปีชีส์ที่เป็นไม้ดอกท้องถิ่น[99] เกาะต่าง ๆ ของประเทศตองกาต่างมีสปีชีส์ของพืชที่มีความหลากหลายแตกต่างกัน เช่น เกาะตองกาตาปูมีพืช 340 สปีชีส์ ในขณะที่วาวาอูมีพืช 7 สปีชีส์[99]

แม้จะพบพืชหลากหลายสปีชีส์ในหมู่เกาะของประเทศตองกา แต่สัตว์ที่อาศัยอยู่กลับไม่มีความหลากหลายมากนัก พบว่ามีสัตว์เลื้อยคลาน 12 สปีชีส์โดยหนึ่งในนั้นเป็นสัตว์เฉพาะถิ่น ค้างคาว 2 สปีชีส์ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียงชนิดเดียวที่เป็นสัตว์ท้องถิ่น[97] ในบริเวณชายฝั่งทะเลพบสิ่งมีชีวิตประเภทเต่า มอลลัสกาและปลาหลากหลายชนิด นอกจากนี้ในบริเวณหมู่เกาะตองกายังพบนกเป็นจำนวนมาก ซึ่งมี 75 สปีชีส์ โดยมีนก 2 สปีชีส์เป็นนกท้องถิ่นคือ Pachycephala jacquinoti ซึ่งอาศัยอยู่ในวาวาอูและ Megapodius pritchardii ซึ่งอาศัยอยู่ในนีอูอาโฟโออู[100] การเข้ามาอยู่อาศัยของมนุษย์ในดินแดนตองกาส่งผลให้นก 23 สปีชีส์สูญพันธุ์ไปจากตองกา[101]

เศรษฐกิจ[แก้]

ธนบัตรสกุลเงินปาอางา

ประเทศตองกามีเศรษฐกิจขนาดเล็ก อันเนื่องมาจากทรัพยากรมีจำกัดและอยู่ห่างไกลจากแหล่งตลาดโลก ซึ่งเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจเดียวกับที่กลุ่มประเทศในทวีปโอเชียเนียประสบอยู่[102] ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของตองกาขึ้นอยู่กับปัจจัยทางธรรมชาติเป็นสำคัญ เนื่องจากผลผลิตส่วนใหญ่ของประเทศที่ส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและการประมง การที่ประเทศตองกาอยู่ห่างไกลจากตลาดโลกไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยที่ทำให้ค่าขนส่งสินค้าแพงเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ประเทศตองกาขาดปัจจัยการผลิตอีกด้วย[102] สำนักข่าวกรองกลาง รายงานว่า ใน ค.ศ. 2013 ตองกามีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 1[53]

เกษตรกรรม[แก้]

ภาคเกษตรกรรมเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญมากของตองกา อย่างไรก็ตามในปัจจุบันส่วนแบ่งรายได้ของผลิตภัณฑ์ภาคการเกษตรในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติลดลง โดยระหว่าง ค.ศ. 1994 - 1995 ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมีส่วนแบ่งในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติร้อยละ 34 ขณะที่ช่วง ค.ศ. 2005 - 2006 ส่วนแบ่งดังกล่าวลดเหลือร้อยละ 25 เท่านั้น สาเหตุหลักเกิดจากการที่รัฐสนับสนุนภาคบริการ จนกลายเป็นภาคที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลมองว่าจะช่วยสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่ดีให้แก่ประเทศและสามารถยืนหยัดอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ได้[91]

เกษตรกรชาวตองกากับมันเทศ

ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่สำคัญของตองกาคือมะพร้าว ซึ่งรวมไปถึงต้นกล้ามะพร้าว นอกจากนี้ยังส่งออกกล้วย วานิลลา ฟักทอง โกโก้ กาแฟ ขิง พืชหัวชนิดต่าง ๆ และพริกไทย[103][7]

ประมง[แก้]

ประเทศตองกามีเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 700,000 ตารางกิโลเมตร โดยรัฐบาลตองกาอนุญาตให้กองเรือต่างชาติที่ใบอนุญาตจับปลาได้รับการอนุมัติแล้วเข้ามาทำประมงในเขตดังกล่าวได้ ซึ่งการทำประมงในเขตดังกล่าว กองเรือส่วนใหญ่นิยมจับปลาทูน่าซึ่งมีปริมาณค่อนข้างมากในบริเวณนี้ อย่างไรก็ตามด้วยการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและอิทธิพลของเอลนิโญและลานีญาส่งผลให้ปริมาณการจับปลาลดลงจากในอดีต[104]

ปลายคริสต์ทศวรรษ 1960 เริ่มมีการจับล็อบสเตอร์เพื่อการค้ามากขึ้น โดยนิยมจับบริเวณทางตอนเหนือของฮาอะไปและทางใต้ของแนวปะการังมิเนอร์วา ซึ่งสามารถจับได้ถึง 36 ตันต่อปี อย่างไรก็ตามปริมาณของลอบสเตอร์ที่จับได้ในปัจจุบันลดลงเหลือ 12 ตันต่อปี นอกจากนี้ยังพบการจับหอยสองฝาเพื่อใช้บริโภคตามครัวเรือน รวมไปถึงขายเป็นของที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวด้วย[104] ปัจจุบันรัฐบาลตองกาส่งเสริมให้ประชาชนเลี้ยงหอยนางรมเพื่อนำไข่มุกมาสร้างรายได้แก่ตน การริเริ่มเลี้ยงหอยนางรมในตองกาเกิดขึ้นในวาวาอู โดยพันธุ์ที่เลี้ยงในระยะแรกเป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่นในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970[105]

ท่าเรือเมืองเนอิอาฟู

การท่องเที่ยว[แก้]

ในช่วงหลังยุคอาณานิคมช่วงแรก ธุรกิจการท่องเที่ยวในตองกาซบเซาและไม่มีการพัฒนามากนัก อย่างไรก็ตามใน ค.ศ. 1966 รัฐบาลตองกาตัดสินใจสร้างโรงแรมแห่งแรกในประเทศคือโรงแรมอินเตอร์เนชันแนลเดทไลน์ขึ้น การสร้างโรงแรมอินเตอร์เนชันแนลเดทไลน์ในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยว[106] ปัจจุบันการท่องเที่ยวถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจตองกาและเป็นภาคสำคัญที่ทำให้เงินตราต่างประเทศไหลเข้าประเทศ ใน ค.ศ. 2011 มีนักเดินทางและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศตองกา 94,960 คน เพิ่มขึ้นจาก 66,639 คน ใน ค.ศ. 2004[107] นักท่องเที่ยวกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดมาจากประเทศนิวซีแลนด์และประเทศออสเตรเลีย[108] จุดประสงค์หลักของการเดินทางเข้าประเทศตองกาคือการพักผ่อนในวันหยุดและการเยี่ยมญาติเป็นหลัก[109] กิจกรรมการท่องเที่ยวในตองกามีอยู่หลายกิจกรรม ยกตัวอย่างเช่น การพายเรือคายัค การดำน้ำ การชมวาฬใต้ทะเล การตกปลา การดูนกและการเลือกซื้อหัตถกรรมพื้นเมือง เป็นต้น[110]

การส่งออกและการนำเข้า[แก้]

ประเทศตองกาส่งออกสินค้าไปยังประเทศเกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกาและนิวซีแลนด์เป็นหลัก โดยผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้คิดเป็นร้อยละ 18.5, 17 และ 15.6 ตามลำดับ ประเทศอื่น เช่น ฟิจิ (ร้อยละ 10.2) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 9.5) ซามัว (ร้อยละ 8.6) อเมริกันซามัว (ร้อยละ 5.4) และออสเตรเลีย (ร้อยละ 5.1) สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ตองกาส่งออกนอกประเทศคือ สควอช ปลาทะเล วานิลลาและพืชหัว[53]

สำหรับการนำเข้าสินค้า ประเทศตองกานำเข้าสินค้าเกินครึ่งหนึ่งจากประเทศฟิจิและประเทศนิวซีแลนด์ โดยคิดเป็นร้อยละ 35.7 และ 24.4 ตามลำดับ นอกจากนี้ตองกายังนำเข้าสินค้าจาก สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 10.5) และประเทศจีน (ร้อยละ 10.2) ส่วนที่เหลือเป็นการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น ๆ สินค้าที่ตองกานำเข้ามาในประเทศคือ อาหาร เครื่องจักร เชื้อเพลิงและเคมีภัณฑ์[53]

โครงสร้างพื้นฐาน[แก้]

สำมะโนตองกาในปี ค.ศ. 2011 ได้รายงานสภาพโครงสร้างพื้นฐานของตองกาในหลาย ๆ ด้าน โดยจากผลสำรวจพบว่ามีเพียง 567 ครัวเรือนจาก 18,033 ครัวเรือนทั่วประเทศที่เข้าถึงน้ำประปา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนบนเกาะตองกาตาปู[111] ในส่วนของการเข้าถึงไฟฟ้านั้นพบว่าครัวเรือนร้อยละ 88.51 มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้กระแสไฟฟ้าที่จ่ายมาตามเสาไฟฟ้า นอกจากนี้การใช้น้ำมันและพลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งพลังงานที่นิยมใช้กัน[111] โครงสร้างพื้นฐานที่ดีของประเทศส่วนใหญ่พัฒนาอยู่แต่บนเกาะตองกาตาปู โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมืองนูกูอะโลฟา อันถือได้ว่าเป็นเขตเมืองแท้จริงเพียงแห่งเดียวของประเทศ[112]

การคมนาคม[แก้]

ท่าอากาศยานนานาชาติฟูอาอะโมตู

ถนนส่วนมากในประเทศตองกาสร้างโดยใช้เงินบริจาคจากรัฐบาลต่างประเทศ[91] ประเทศตองกามีความยาวถนนรวมกัน 680 กิโลเมตร โดย 496 กิโลเมตรยังไม่ได้ลาดยาง[53] เนื่องจากตองกาเป็นประเทศเกาะขนาดเล็กและการจัดการที่ดินยังไม่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นปัญหาในการพัฒนาระบบถนน[91] ประชาชนนิยมใช้การขนส่งทางเรือในการเดินทางระหว่างเกาะ โดยท่าเรือที่สำคัญของประเทศอยู่ที่นูกูอะโลฟา ปาไงและเนอิอาฟู[53]

ประเทศตองกามีท่าอากาศยาน 6 แห่ง โดยมีเพียง 1 แห่งเท่านั้นที่มีพื้นลาดยาง (ท่าอากาศยานนานาชาติฟูอาอะโมตู)[53] สายการบินแห่งชาติของตองกาคือรอยัลตองกาแอร์ไลน์ โดยก่อตั้งในปี ค.ศ. 1985[113] ซึ่งต่อมาประสบภาวะล้มละลายและเลิกกิจการในปี ค.ศ. 2004 จากการบริหารกิจการที่ล้มเหลวของรัฐบาลในขณะนั้น[114] หลังจากนั้นได้มีการจัดตั้งสายการบินเปเอา วาวาอูขึ้นเพื่อรองรับการเดินทางภายในประเทศ อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้เพิกถอนใบอนุญาตสายการบินนี้หลังจากเหตุการณ์เพลิงไหม้สำนักงานแห่งหนึ่งของสายการบิน[115] สายการบินของต่างประเทศ ได้แก่ แอร์นิวซีแลนด์ เวอร์จินออสเตรเลีย และฟิจิแอร์เวย์ เป็นผู้ดำเนินการการเดินทางระหว่างประเทศในตองกา[116] ส่วนสายการบินเรียลตองกาดำเนินการการเดินทางในประเทศ[117]

การสื่อสาร[แก้]

Tongan Broadcasting Commission

ในประเทศตองกามีสื่อพิมพ์เผยแพร่รายสัปดาห์อยู่ 2 ฉบับ คือ นิตยสารมาตางีโตงาซึ่งเป็นของเอกชนและหนังสือพิมพ์ "Tonga Chronicle" ซึ่งเป็นของรัฐบาล โดยตีพิมพ์ในวันศุกร์ของทุกสัปดาห์เป็นภาษาตองกาและภาษาอังกฤษ[118][119] นอกจากนี้ยังมีหนังสือพิมพ์เอกชน "the Times of Tonga" ซึ่งตีพิมพ์ในเมืองออกแลนด์ นิวซีแลนด์ โดยรายงานข่าวจากหมู่เกาะตองกา 2 อาทิตย์ต่อครั้ง[119] ประเทศตองกามีสถานีวิทยุ 4 สถานี ดังนี้ "Kool 90FM" (รัฐบาลเป็นเจ้าของ), "Tonga Radio "Magic" 89.1 FM", "Nuku'alofa Radio" และ "93FM" ซึ่งทั้งสามสถานีหลังเป็นของเอกชน[118] สถานีโทรทัศน์มีผู้ดำเนินการ 2 รายคือรัฐบาลและดิจิทีวีซึ่งเป็นเอกชน[118]

ในการติดต่อสื่อสารระหว่างเกาะนั้นปรากฏการใช้โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต โดยพบว่ามีโทรศัพท์พื้นฐานใช้งาน 30,000 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 56,000 เครื่อง ขณะที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 8,400 คน[53]

นักเรียนชาวตองกา

การศึกษา[แก้]

ระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่ในตองกาเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1826 โดยคณะมิชชันนารีเวสเลยัน หลังจากนั้นไม่นานมิชชันนารีกลุ่มอื่น ๆ ทั้งโรมันคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ได้เข้ามาจัดการศึกษา จึงอาจกล่าวได้ว่ารากฐานทางการศึกษาของประเทศตองกามาจากกลุ่มมิชชันนารีเหล่านี้ ซึ่งมีการสอดแทรกหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ในการจัดการเรียนการสอนอีกด้วย[120] การศึกษาภาคบังคับของประเทศตองกากำหนดให้ประชาชนจบการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นประถมศึกษา ซึ่งข้อกำหนดนี้บังคับใช้มาตั้งแต่ ค.ศ. 1876[120] การจัดการศึกษาในประเทศตองกาอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะมิชชันนารีกลุ่มต่าง ๆ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1882 เมื่อรัฐบาลเข้าบริหารระบบการจัดการศึกษาเอง อย่างไรก็ตามคณะมิชชันนารีกลุ่มต่าง ๆ ได้รับอนุญาตให้เปิดโรงเรียนอีกครั้งในปี ค.ศ. 1906[121] ประเทศตองกาถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีระบบการจัดการศึกษาดีเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศโอเชียเนียด้วยกัน เนื่องจากประชาชนชาวตองกาส่วนมากรู้หนังสือ โดยรายงานสำมะโนตองกา ค.ศ. 2011 พบว่าประชาชนชาวตองการู้หนังสือถึงร้อยละ 98.2 นอกจากนี้ร้อยละ 86 ของประชากรสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาตองกา[111]

ประเทศตองกาจัดการศึกษาภาคบังคับให้แก่เด็กอายุตั้งแต่ 6 ถึง 14 ปี แบบให้เปล่า ซึ่งต่างจากหลายประเทศในทวีปโอเชียเนีย ระบบการศึกษาตองกาแบ่งระดับชั้นออกเป็นประถมศึกษา 6 ชั้น มัธยมศึกษา 7 ชั้นและระดับอุดมศึกษา[120] โดยในระดับอุดมศึกษาจะมีทุนให้นักศึกษาชาวตองกาเรียนต่อต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และญี่ปุ่น ซึ่งมีโครงการให้ความช่วยเหลือตองกาในด้านการศึกษา[122]

สาธารณสุข[แก้]

การสาธารณสุขของประเทศตองกาอยู่ในระดับที่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในโอเชียเนียด้วยกัน อย่างไรก็ตามประชาชนในตองกายังนิยมการรักษาพยาบาลแบบดั้งเดิมอยู่ ประชาชนจะเข้ารับการรักษาตามแผนปัจจุบันก็เมื่อเห็นว่าเป็นวิธีที่เป็นประโยชน์กับการรักษาพยาบาลของตน ประชาชนชาวตองกาได้รับสวัสดิการจากรัฐในการรักษาพยาบาลแบบให้เปล่า แต่ต้องชำระค่ายาด้วยตนเอง[123] การสาธารณสุขภาคเอกชนนั้นยังอยู่ในวงแคบและเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ผู้ดำเนินกิจการส่วนใหญ่เป็นแพทย์แผนโบราณและแพทย์แผนปัจจุบันที่ดำเนินกิจการหลังเสร็จสิ้นการทำงาน[124] นอกจากนี้ในประเทศตองกายังมีระบบการประกันสุขภาพ แต่ระบบการประกันสุขภาพนี้ครอบคลุมเฉพาะข้าราชการ[124]

รัฐบาลตองกาแบ่งเกาะต่าง ๆ ของประเทศออกเป็น 4 ส่วนในการบริหารงานด้านสาธารณสุข ตองกามีโรงพยาบาล 4 แห่ง โดยโรงพยาบาลไวโอลาในกรุงนูกูอะโลฟา เมืองหลวงของประเทศ เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ (199 เตียง) โดยเป็นโรงพยาบาลที่รองรับการรักษาพยาบาลขั้นสูง[123] อย่างไรก็ตามการรักษาพยาบาลที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีระดับสูงมากนิยมส่งไปรักษาต่อในประเทศนิวซีแลนด์โดย Medical Transfer Board เป็นผู้อนุมัติ[124] สำหรับโรงพยาบาลอีก 3 แห่งตั้งอยู่ที่เออัว ฮาอะไปและวาวาอู ส่วนในนีอูอาสไม่มีโรงพยาบาล แต่มีศูนย์การแพทย์ของรัฐบาลรองรับการรักษาพยาบาลในบริเวณนี้[123] ใน ค.ศ. 2010 ประเทศตองกามีแพทย์ 58 คน พยาบาล 379 คนและทันตแพทย์ 10 คน[124]

ประชากร[แก้]

จากสำมะโนครั้งล่าสุดในปี ค.ศ. 2011 ตองกามีประชากร 103,036 คน มีความหนาแน่นของประชากรอยู่ที่ราว 139 คนต่อตารางกิโลเมตร ประชากรของตองกากระจุกตัวอยู่ในเขตการปกครองตองกาตาปู โดยมีประชากรอาศัยอยู่ร้อยละ 73 ของประชากรทั้งประเทศ ในขณะที่เขตการปกครองวาวาอู ฮาอะไป เออัวและนีอูอาสมีประชากรอยู่อาศัยร้อยละ 15, 7, 5 และ 1 ตามลำดับ[125] ประชากรตองกาบางส่วนเดินทางออกนอกประเทศเพื่อทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนิวซีแลนด์ ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา[126] ประชากรตองกาในประเทศส่วนมากเป็นชาวตองกา โดยมีสัดส่วนประชากรร้อยละ 96.5 ที่เหลือเป็นลูกครึ่งชาวตองกา ชาวยุโรป ชาวฟิจิ ชาวฟิจิอินเดีย ชาวจีนและอื่น ๆ ประชากรที่มีเชื้อสายอื่นส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในนูกูอะโลฟา ขณะที่เขตการปกครองโอโงนีอูอามีประชากรเชื้อสายอื่นอาศัยอยู่น้อยมาก คือ 12 คนจาก 1,282 คน[111]

ประชากรตองกามีอายุคาดหมายเฉลี่ยประมาณ 75.60 ปี นับเป็นประเทศที่มีประชากรอายุยืนยาวในระดับปานกลาง คิดเป็นอันดับที่ 90 ของโลก[127] มีอัตราการเกิดที่ 24.12 คนต่อประชากรหนึ่งพันคน[128] มีอัตราการตาย 4.87 คนต่อประชากรหนึ่งพันคน[129] และมีอัตราการเพิ่มประชากรอยู่ที่ร้อยละ 0.14[130]

จำนวนประชากร[แก้]


ภาษา[แก้]

อาสนวิหารคาทอลิกในกรุงนูกูอะโลฟา

ประชากรตองกาใช้ภาษาตองกาเป็นภาษาหลักประจำชาติ[5] ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับภาษานีอูเออย่างมาก[132] ประชากรของตองกาทางตอนเหนือจะพูดภาษาตองกาต่างสำเนียงกับประชากรทางตอนใต้[132] นอกจากนี้ประชากรตองกาส่วนใหญ่สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร[133] ทั้งนี้เนื่องจากเอกสารราชการส่วนใหญ่ตีพิมพ์เป็นภาษาตองกาและภาษาอังกฤษ[5]

ผู้หญิงชาวตองกา

สาธารณสุข[แก้]

ประชากรตองกากว่าร้อยละ 90 มีน้ำหนักเกินกว่าค่ามาตรฐานตามการคำนวณดัชนีมวลกาย โดยประชากรร้อยละ 60 ของประเทศเป็นโรคอ้วน[134] เมื่อพิจารณาเฉพาะประชากรผู้หญิง พบว่าประชากรหญิงชาวตองกาช่วงอายุระหว่าง 15 - 85 ปีเป็นโรคอ้วนถึงร้อยละ 70 ประเทศตองกาและประเทศนาอูรูเป็นประเทศที่มีประชากรน้ำหนักเกินและโรคอ้วนมากที่สุดในโลก[135]

ศาสนา[แก้]

ประชากรชาวตองกาส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ โดยมีประชากรชาวตองกานับถือร้อยละ 64.9[53] ในนิกายโปรเตสแตนต์นั้นส่วนใหญ่แล้วนับถือ Free Wesleyan Church[111] รองลงมาคือ Free Church of Tonga[53] นิกายอื่นในศาสนาคริสต์ที่มีการนับถือรองลงมาคือมอร์มอน ร้อยละ 16.8 โรมันคาทอลิก ร้อยละ 15.6 ศาสนาอื่น ๆ ร้อยละ 1.1 และพบว่ามีประชากรร้อยละ 0.03 ที่ไม่นับถือศาสนา[53]

วัฒนธรรม[แก้]

การเต้นรำโอตูฮากา

สังคมตองกามีการแบ่งชนชั้นตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการแบ่งชนชั้นในสังคมตองกาเริ่มลดลงหลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปัจจุบัน[136] ในสังคมตองกาแบ่งผู้คนออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มเชื้อพระวงศ์และชนชั้นสูงซึ่งเป็นชนชั้นนำของสังคม กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มของนักบวชและชนชั้นนำอื่น ๆ ส่วนกลุ่มที่สามเป็นกลุ่มสามัญชน สถานภาพของบุคลในตองกาตามโครงสร้างทางสังคมและครอบครัวนั้นขึ้นอยู่กับสถานะและอำนาจของบุคคลนั้น เพศและอายุมีส่วนในการจัดโครงสร้างชนชั้นด้วย โดยทั่วไปเพศหญิงมีสถานภาพสูงกว่าผู้ชาย[137] อย่างไรก็ตาม ชายเป็นเจ้าของที่ดินและสามารถส่งต่อบรรดาศักดิ์ของตนแก่บุตรหลานที่เป็นชายได้[136]

ดนตรี[แก้]

กลองลาลี

ข้อมูลเกี่ยวกับดนตรีและเครื่องดนตรีพื้นเมืองของตองกาช่วงก่อนมีการติดต่อกับชาวตะวันตกนั้นมีอยู่น้อยมาก อย่างไรก็ตามกัปตันเจมส์ คุกและวิลเลียม มาริเนอร์ได้บันทึกเกี่ยวกับดนตรีและเพลงของตองกาไว้[138] เครื่องดนตรีตองกาส่วนใหญ่เป็นประเภทเครื่องกระทบ[139] เครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องกระทบที่สำคัญของตองกา เช่น กลองนาฟาซึ่งทำจากไม้ ตาฟูอาซึ่งทำจากไม้ไผ่และอูเตเตซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพิณ เป็นต้น นอกจากกลุ่มนี้แล้ว เครื่องดนตรีพื้นเมืองของตองกายังมีทั้งกลุ่มเครื่องสายและกลุ่มเครื่องลม[139] อย่างไรก็ตาม เครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องหนังนั้นเพิ่งเข้ามาแพร่หลายในตองกาเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยนำเข้าจากซามัว พร้อมกับการเต้นมาอูลูอูลู[139] ปัจจุบันดนตรีและบทเพลงของตองกาได้รับอิทธิพลจากดนตรีของยุโรปและแคริบเบียน โดยนำดนตรีที่ได้รับอิทธิพลจากภูมิภาคอื่นเหล่านี้มาใช้ร่วมกับดนตรีพื้นเมืองและบทเพลงพื้นเมือง[140]

การเต้นรำลากาลากา

การเต้นรำ[แก้]

การเต้นรำของตองกาได้รับการอนุรักษ์และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน การเต้นรำที่ขึ้นชื่อที่สุดของตองกาในปัจจุบันคือการเต้นเมเอตูอูปากี ซึ่งเป็นการเต้นรำที่ใช้ผู้ชายแสดงเท่านั้น โดยใช้เครื่องดนตรีประกอบการแสดง 3 ชิ้น คือ กลอง อูเตเตและ Ratchet โดยมีผู้ชายและผู้หญิงที่นั่งอยู่ด้านหน้าผู้เต้นเป็นผู้ร้องสนับสนุน ในอดีตการเต้นเมเอตูอูปากีจะเต้นในโอกาสการเฉลิมฉลองระดับชาติเท่านั้น แต่ในปัจจุบันมีการจัดแสดงเมเอตูอูปากีตามหมู่บ้านต่าง ๆ บ่อยครั้ง[141] นอกจากนี้ยังมีการเต้นรำอีกแบบหนึ่งซึ่งเรียกว่าโอตูฮากา ที่ใช้นักแสดงทั้งชายและหญิง การแสดงประเภทนี้เป็นการแสดงที่ใช้มือประกอบการแสดงบ่อยมาก[141] เครื่องดนตรีที่นิยมใช้ประกอบการแสดงคือเครื่องดนตรีตะวันตกผสมผสานกับเครื่องดนตรีพื้นเมือง โดยเครื่องดนตรีตะวันตกที่นำมาใช้คือกีตาร์ ในขณะที่ตาฟูอาเป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองที่ใช้ประกอบการแสดง[142]

การเต้นรำอีกประเภทหนึ่งของตองกาที่มีชื่อเสียงมากและได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในปี ค.ศ. 2013 คือลากาลากา โดยการเต้นรำประเภทนี้ถือได้ว่าเป็นนาฏศิลป์ประจำชาติของประเทศตองกา การเต้นรำลากาลากาเป็นการเต้นรำที่ใช้ทั้งการเต้น การพูด การใช้เสียงและเครื่องดนตรี การเต้นลากาลากาจะใช้ผู้แสดงประมาณ 100 คน ผสมผสานกันทั้งชายและหญิง ชายจะแสดงท่าทางที่มีพลัง ขณะที่หญิงจะแสดงท่าทางที่สวยงาม[143]

โอไต เครื่องดื่มพื้นเมืองของตองกา

อาหารและเครื่องดื่ม[แก้]

ชาวตองกาสมัยก่อนนิยมรับประทานผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเป็นอาหารหลัก อันได้แก่ มันเทศ กล้วย มะพร้าวและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่น ๆ ผลิตภัณฑ์จากทะเลก็สำคัญเนื่องจากสามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น ชาวตองกาสมัยโบราณนิยมบริโภคปลาและสัตว์จำพวกหอย โดยที่ปลาต้องผ่านกรรมวิธีการอบความร้อนก่อน ขณะที่สัตว์จำพวกหอยชาวตองกาสมัยโบราณนิยมบริโภคแบบดิบ นิยมบริโภคน้ำกะทิเป็นเครื่องดื่ม นอกจากนี้ยังพบหลักฐานการเลี้ยงสุกรในครัวเรือนชาวตองกาสมัยโบราณอีกด้วย[144]

หลังชาวยุโรปเข้ามา ชาวยุโรปได้นำพืชต่างถิ่นเข้ามาในตองกาส่งผลให้อาหารและเครื่องดื่มของตองกาในยุคหลังได้รับอิทธิพลมาจากพืชเหล่านั้น โดยพืชที่ชาวยุโรปนำเข้ามาในตองกาคือหัวหอม กะหล่ำปลี แครอท มะเขือเทศ ส้ม มะนาว ยัคคา รวมไปถึงแตงโม[145] แตงโมกลายเป็นหนึ่งในพืชที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศตองกา เนื่องจากแตงโมเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำเครื่องดื่มของตองกาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอย่างหนึ่งคือโอไต ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีแตงโมและมะพร้าวเป็นส่วนประกอบ บางครั้งมีการนำมะม่วงหรือสับปะรดเป็นวัตถุดิบด้วย[146] ชาวตองกานอกจากจะนำพืชที่ชาวยุโรปนำเข้ามาทำเป็นเครื่องดื่มแล้ว ยังนำพืชนั้นมาปรุงเป็นอาหารพื้นเมืองด้วย ยกตัวอย่างเช่น ลูปูลู ซึ่งนำมะเขือเทศและหัวหอมมาปรุงพืชพื้นเมืองตองกาและเนื้อจนได้เป็นอาหารที่ได้รับความนิยมในตองกาอย่างหนึ่ง[147]

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ประเทศตองกายังมีเครื่องดื่มยอดนิยมอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า คาวา โดยคาวานั้นทำมาจากต้นคาวา นิยมใช้ในพิธีการรวมทั้งพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ นอกจากนี้ชาวตองกานิยมนำคาวามาใช้รักษาโรคและบรรเทาอาการหลากหลาย ซึ่งคาวามีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดข้อ วัณโรค หนองในและอาการไข้[148]

กีฬา[แก้]

รักบี้ทีมชาติตองกา (ชุดสีแดง)

กีฬาประจำชาติและได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศตองกา คือ รักบี้[149] ประเทศตองกาเข้าร่วมการแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987 ซึ่งเป็นการจัดชิงแชมป์โลกครั้งแรก[150] การแข่งขันที่ตองกาประสบความสำเร็จมากที่สุดคือการแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลกในปี ค.ศ. 2007 และ ค.ศ. 2011 ซึ่งสามารถจบในอันดับที่ดีพอที่จะเข้าแข่งขันในครั้งต่อไปโดยอัตโนมัติ[149]

ด้านกีฬาฟุตบอล ประเทศตองกาเป็นสมาชิกของฟีฟ่าและโอเอฟซีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994[151] ฟุตบอลทีมชาติตองกาเข้าแข่งขันระดับนานาชาติครั้งแรกในเซาธ์แปซิฟิกเกมส์ โดยการแข่งขั้นในครั้งแรกนั้นพบกับฟุตบอลทีมชาติตาฮีติ ซึ่งฟุตบอลทีมชาติตองกาแพ้ 8–0[152] ผลการแข่งขันที่แย่ที่สุดของฟุตบอลทีมชาติตองกาคือการแพ้ต่อฟุตบอลทีมชาติออสเตรเลีย 22–0 ในปี ค.ศ. 2001[153] ส่วนผลการแข่งขันที่ดีที่สุดของฟุตบอลทีมชาติตองกาคือการชนะฟุตบอลทีมชาติไมโครนีเซีย 7 –0 ในปี ค.ศ. 2003[154]

คณะกรรมการโอลิมปิกของประเทศตองกานั้นก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1963 และได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากลในปี ค.ศ. 1984[155] ประเทศตองกาเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งแรกในปี ค.ศ. 1984[156] ประเทศตองกาเคยได้รับ 1 เหรียญรางวัลจากการแข่งขันโอลิมปิกในปี ค.ศ. 1996 ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา โดยในครั้งนั้น ปาเออา วอฟแฟรม นักกีฬามวยสากลสมัครเล่น ได้เหรียญเงิน[155] ส่วนการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวนั้น ตองกาจะเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 ที่เมืองโซชิ ประเทศรัสเซีย เป็นครั้งแรก[157]

วันหยุดราชการ[แก้]

ประเทศตองกาประกาศให้มีวันหยุดราชการ 10 วัน โดยมีวันหยุดราชการที่มีความเกี่ยวข้องกับประเทศ 6 วันและมีวันหยุดราชการที่เป็นสากลอีก 4 วัน เช่น วันอีสเตอร์และวันคริสต์มาส[158]

Data ชื่อ ชื่อวันในภาษาอังกฤษ
1 มกราคม วันขึ้นปีใหม่ New Year’s Day
- วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรตองกา Birthday of the reigning Sovereign of Tonga
- วันเฉลิมพระชนมพรรษามกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรตองกา Birthday of the Heir to the Crown of Tonga
- วันศุกร์ประเสริฐ Good Friday
- วันจันทร์ศักดิ์สิทธิ์ Easter Monday
4 มิถุนายน วันเอกราช Emancipation Day
- วันเฉลิมฉลองการครองราชย์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรตองกา the Anniversary of the Coronation Day of the reigning Sovereign of Tonga
4 ตุลาคม วันรัฐธรรมนูญ Constitution Day
4 ธันวาคม วันเฉลิมฉลองการครองราชย์ของพระเจ้าจอร์จ ตูปูที่ 1 The Anniversary of the Coronation of H.M. King George Tupou I
25 ธันวาคม วันคริสต์มาส Christmas Day and the day immediately succeeding Christmas Day

อ้างอิง[แก้]

  1. "SPC-SDP_Pop2000-2015_ by_1-and-5-year-age-groups_May2011.xls". สืบค้นเมื่อ 29 January 2013. 
  2. 2.0 2.1 "Tonga National Population Census 2011; Preliminary Count". สืบค้นเมื่อ 29 January 2013. 
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 "Tonga". International Monetary Fund. สืบค้นเมื่อ 29 January 2014. 
  4. "Human Development Report 2010". United Nations. 2010. สืบค้นเมื่อ 29 January 2014. 
  5. 5.0 5.1 5.2 "About Tonga". Tongasat. สืบค้นเมื่อ 29 January 2014. 
  6. Demographic Yearbook—Table 3: Population by sex, rate of population increase, surface area and density (pdf), United Nations Statistics Division, 2007, สืบค้นเมื่อ 29 January 2014 
  7. 7.0 7.1 7.2 "The World Factbook". CIA. สืบค้นเมื่อ 29 January 2014. 
  8. "Geography of Tonga". princeton. สืบค้นเมื่อ 29 January 2014. 
  9. "COUNTRY COMPARISON :: POPULATION". CIA. สืบค้นเมื่อ 29 January 2014. 
  10. 10.0 10.1 10.2 "Uranium dating shows Polynesians came to Tonga in 826 BC". Carina Boom. สืบค้นเมื่อ 29 January 2014. 
  11. "Tonga profile". BBC News Asia. สืบค้นเมื่อ 29 January 2014. 
  12. 12.0 12.1 "Strong showing for Tonga democrats in election". BBC News Asia-Pacific. สืบค้นเมื่อ 29 January 2014. 
  13. Bill Goodwin. "Frommer's South Pacific". สืบค้นเมื่อ 30 January 2014. 
  14. Churchward, C.M. (1985) Tongan grammar, Oxford University Press, ISBN 0-908717-05-9
  15. "HAWAIIAN ASTRONOMICAL CONCEPTS". MAUD W. MAKEMSON. สืบค้นเมื่อ 30 January 2014. 
  16. 16.0 16.1 16.2 16.3 Patrick Vinton Kirch, The Lapita Peoples: Ancestors of the Oceanic World
  17. Burley, Dickinson, Barton, & Shutler Jr., Lapita on the Periphery: New data on old problems in the Kingdom of Tonga
  18. "Lapita Pottery Tonga". go4biodiv.org. สืบค้นเมื่อ 30 January 2014. 
  19. "Lapita Pottery Archaeological Sites (A National Serial Site for consideration as the Kingdom of Tonga’s contribution to a transnational serial site listing)". UNESCO. สืบค้นเมื่อ 30 January 2014. 
  20. 20.0 20.1 "Tu'i Tonga". Palace Office2013, Tonga. 30 January 2014. 
  21. St. Cartmail, Keith (1997). The art of Tonga. Honolulu, Hawai'i: University of Hawai'i Press. p. 39. ISBN 0-824819-72-1.
  22. Thomson, Basil (January 1901). "Note Upon the Natives of Savage Island, or Niue". The Journal of the Anthropological Institute of Great Britain and Ireland (Royal Anthropological Institute of Great Britain and Ireland) 31: 137. 
  23. "Tu'i Ha'atakalaua". Palace Office2013, Tonga. 30 January 2014. 
  24. 24.0 24.1 "Tu'i Kanokupolu". Palace Office2013, Tonga. 30 January 2014. 
  25. 25.0 25.1 25.2 Charles F. Urbanowicz, Motives and Methods: Missionaries in Tonga In the Early 19th Century
  26. 26.0 26.1 26.2 26.3 26.4 James B. Minahan, Ethnic Groups of South Asia and the Pacific: An Encyclopedia (Santa Barbara, Calif. : ABC-CLIO)
  27. 27.0 27.1 "Tonga". CIA World Factbook - The best country factbook available online. 30 January 2014. 
  28. 28.0 28.1 "Tonga : History". The Commonwealth. 31 January 2014. 
  29. Ames J. Fox and Clifford Sather, Origins, Ancestry and Alliance: Explorations in Austronesian Ethnography (Canberra : ANU E Press, 2006)
  30. 30.0 30.1 30.2 "The Tupou Dynasty". royalark. 3 February 2014. 
  31. 31.0 31.1 Sione Latukefu, Church and State in Tonga: The Influence of The Wesleyan Methodist Missionaries in Political Development of Tonga, 1826 - 1875 (Canberra: ANU press, 1967)
  32. "Tonga". britannica. 3 February 2014. 
  33. 33.0 33.1 Martin Daly, Tonga: A New Bibliography (Honolulu : University of Hawaiʻi Press, 2009)
  34. 34.0 34.1 "THE TONGA MA‘A TONGA KAUTAHA: A WATERSHED IN BRITISH-TONGAN RELATIONS". Penny Lavaka. 3 February 2014. 
  35. 35.0 35.1 35.2 35.3 35.4 35.5 "Tonga profile". BBC Asia-Pacific. 3 February 2014. 
  36. "Kingdom of Tonga". nationsonline. 3 February 2014. 
  37. "Tonga's Pro-Democracy Movement". JSTOR. 3 February 2014. 
  38. Tonga's king tricked by Korean sea water to natural gas scam. michaelfield.org (December 1997).
  39. "Tonga : In Depth : History". Frommers.com. สืบค้นเมื่อ 27 June 2010. 
  40. "The ships that died of shame". smh.com.au. 14 January 2003. สืบค้นเมื่อ 27 June 2010. 
  41. iSite Interactive Limited. "No Govt Support Blamed for Airline Collapse". Islands Business. สืบค้นเมื่อ 27 June 2010. 
  42. "No resolution in sight in Tonga". tvnz. August 30, 2005. สืบค้นเมื่อ 3 February 2014. 
  43. "Tonga's Prince Tu'ipelehake killed in car accident". Radio New Zealand International. สืบค้นเมื่อ 3 February 2014. 
  44. "Rioting crowd leaves leaves trail of wreckage in Nuku'alofa". Matangi Tonga Online. สืบค้นเมื่อ 3 February 2014. 
  45. "TONGA". state.gov. 4 February 2014. 
  46. 46.0 46.1 "Constitution of Tonga". Commonwealth Governance. 4 February 2014. 
  47. "Act of Constitution of Tonga". wipo. 4 February 2014. 
  48. 48.0 48.1 48.2 48.3 48.4 "Act of Constitution of Tonga". legislation. 4 February 2014. 
  49. "ACT OF CONSTITUTION OF TONGA (AMENDMENT) ACT 2010". crownlaw. 4 February 2014. 
  50. 50.0 50.1 "Tonga Parliament enacts political reforms". Radio New Zealand International. 4 February 2014. 
  51. 51.0 51.1 51.2 "AHead of State - His Majesty King Tupou VI". Ministry of Information and Communications. 4 February 2014. 
  52. Purna Sen, Universal Periodic Review: Lessons, Hopes and Expectations (London : Commonwealth Secretariat, 2011)
  53. 53.00 53.01 53.02 53.03 53.04 53.05 53.06 53.07 53.08 53.09 53.10 53.11 53.12 53.13 53.14 53.15 53.16 "TONGA". The World Factbook. 4 February 2014. 
  54. 54.0 54.1 54.2 "TONGA Parliamentary Chamber: Fale Alea". IPU. 4 February 2014. 
  55. 55.0 55.1 "Vaea and Tu'ilakepa to enter House in Nobles seats". Matangi Tonga Online. 4 February 2014. 
  56. "Tonga : Constitution and politics". The Commonwealth. 6 February 2014. 
  57. 57.0 57.1 "ACT OF CONSTITUTION OF TONGA AMENDMENT) (NO.2) ACT 2010". /crownlaw. 6 February 2014. 
  58. "Tonga". CIA. 6 February 2014. 
  59. "Head of Government of Tonga - Prime Minister Lord Tu'ivakano". Ministry of Information and Communications. 6 February 2014. 
  60. 60.0 60.1 60.2 "The Tongan Judiciary". Ministry of Information and Communications. 17 February 2014. 
  61. "Tonga : History". Commonwealth. 4 February 2014. 
  62. "PACIFIC ISLANDS REPORT". Pacific Islands Report. 4 February 2014. 
  63. "Press Release: Sustainable Nation-Building Party". tongareview. 4 February 2014. 
  64. "Tonga PSA forms party ahead of November election". Radio New Zealand International. 4 February 2014. 
  65. "Another new political party emerges in Tonga as country prepares for 2010 elections". Radio New Zealand International. 4 February 2014. 
  66. "TONGA". citypopulation. สืบค้นเมื่อ 1 February 2014. 
  67. 67.0 67.1 67.2 "Local_Government System in Tonga". Commonwealth Local Government Forum. สืบค้นเมื่อ 1 February 2014. 
  68. "DISTRICT AND TOWN OFFICERS ACT". legislation. สืบค้นเมื่อ 1 February 2014. 
  69. "Crime Prevention". Tonga Department of Statistics. 8 February 2014. 
  70. "DEATH PENALTY: COUNTRIES ABOLITIONIST IN PRACTICE". Amnesty International. 8 February 2014. 
  71. 71.0 71.1 "RAF trains Tongan troops for Afghanistan". Ministry of Defence, UK. สืบค้นเมื่อ 19 February 2014. 
  72. "PERMANENT MISSION OF THE KINGDOM OF TONGA MISSION TO THE UNITED NATIONS". United Nations. 21 March 2014. 
  73. "China seeks to strengthen ties with Tonga". Islands Business International. 21 March 2014. 
  74. "Kingdom of Tonga country brief". Department of Foreign Affairs and Trade, Australia Government. 21 March 2014. 
  75. "Kingdom of Tonga". Ministry of Foreign Affairs and Trade, New Zealand. 21 March 2014. 
  76. "General Information About Tonga". Pacific Tourism Guide. 21 March 2014. 
  77. "Fiji, Tonga war over Minerva Reef". Fairfax New Zealand Limited. 21 March 2014. 
  78. "Fiji and Tonga govts continue talks on reef dispute". Radio New Zealand International. 21 March 2014. 
  79. "TONGA DEFENCE SERVICES ACT 1992". legislation. สืบค้นเมื่อ 19 February 2014. 
  80. "Tonga Defence Services". princeton. สืบค้นเมื่อ 19 February 2014. 
  81. 81.0 81.1 81.2 "Tala Mai Tafa - Guardians of Al Faw Palace: The Mighty Royal Tongan Marines". samoanews. สืบค้นเมื่อ 19 February 2014. 
  82. "Tonga - Location, size, and extent". Encyclopedia of the Nations. สืบค้นเมื่อ 7 February 2014. 
  83. "Tonga". Encyclopedia of the Nations. สืบค้นเมื่อ 7 February 2014. 
  84. "TONGA". FAO. สืบค้นเมื่อ 7 February 2014. 
  85. 85.0 85.1 85.2 Edward R. Lovell and Asipeli Palaki. "National coral reef status report Tonga". สืบค้นเมื่อ 21 March 2014. 
  86. 86.0 86.1 Fonte:David W. Steadman. Extinction & Biogeography of Tropical Pacific Birds. - University of Chicago, 2006. - С. 21. - 594 с. - ISBN 0-226-77142-3
  87. David Stanley, Tonga - Samoa Handbook (Emeryville, CA: Moon Publication, 1999), 216.
  88. 88.0 88.1 "Tofua". NATIONAL MUSEUM OF NATURAL HISTORY. สืบค้นเมื่อ 21 March 2014. 
  89. "Kao". NATIONAL MUSEUM OF NATURAL HISTORY. สืบค้นเมื่อ 21 March 2014. 
  90. "Chapter 14 Tonga". Climate Change in the Pacific: Scientific Assessment and New Research Volume 2: Country Reports. สืบค้นเมื่อ 13 February 2014. 
  91. 91.0 91.1 91.2 91.3 91.4 91.5 91.6 91.7 "The Kingdom of Tonga’s Initial National Communication". The Kingdom of Tonga’s Initial National Communication. สืบค้นเมื่อ 13 February 2014. 
  92. "CLIMATE SUMMARY OF TONGA". Tonga Meteorological Service. สืบค้นเมื่อ 13 February 2014. 
  93. "Weatherbase: Historical Weather for Nukuʻalofa,Tonga". weatherbase.com. 
  94. 94.0 94.1 94.2 94.3 "The Kingdom of Tonga: action strategy for managing the environment". SPREP. สืบค้นเมื่อ 8 February 2014. 
  95. "Country Pasture/Forage Resource Profiles TONGA". fao. สืบค้นเมื่อ 14 February 2014. 
  96. "Tonga - Topography". Encyclopedia of the Nations. สืบค้นเมื่อ 8 February 2014. 
  97. 97.0 97.1 97.2 "KINGDOM OF TONGA". ramsar. สืบค้นเมื่อ 13 February 2014. 
  98. 98.0 98.1 "Tonga - Parks & Marine Reserves". jasons. สืบค้นเมื่อ 13 February 2014. 
  99. 99.0 99.1 Arthur L. Review of the protected areas system in Oceania. Gland Switzerland: IUCN, 1986. — С. 148. — 312 с. — ISBN 2-88032-509-9
  100. "Avibase - Bird Checklists of the World Tonga". Avibase. สืบค้นเมื่อ 13 February 2014. 
  101. "Kingdom of Tonga and Niue, north of New Zealand". World Wildlife Fund. สืบค้นเมื่อ 13 February 2014. 
  102. 102.0 102.1 "Economy of Tonga". sprep. สืบค้นเมื่อ 6 March 2014. 
  103. "ราชอาณาจักรตองกา (Kingdom of Tonga)". กระทรวงการต่างประเทศ. สืบค้นเมื่อ 6 March 2014. 
  104. 104.0 104.1 "Fisheries Resources Profiles Kingdom of Tonga". PACIFIC ISLANDS FORUM FISHERIES AGENCY. สืบค้นเมื่อ 22 February 2014. 
  105. "PEARL OYSTER". Pearl Oyster Information Bulletin. สืบค้นเมื่อ 22 February 2014. 
  106. "TOURISM DEVELOPMENT IN THE KINGDOM OF TONGA". School of Travel Industry Management, University of Hawaii at Manoa. สืบค้นเมื่อ 7 March 2014. 
  107. "International Arrivals, Departures and Migration Bulletin 2011". Statistics Department. สืบค้นเมื่อ 7 March 2014. 
  108. "International arrivals by Air and Yacht by country of Citizenship 2005-2011". Statistics Department. สืบค้นเมื่อ 7 March 2014. 
  109. "Visitors Arrivals by Reason for Visit, 2005 - 2011". Statistics Department. สืบค้นเมื่อ 7 March 2014. 
  110. "Things to do". Tonga Visitors Bureau. สืบค้นเมื่อ 7 March 2014. 
  111. 111.0 111.1 111.2 111.3 111.4 "Census Report 2011 Vol.1 rev.". Tonga Department of Statistics. สืบค้นเมื่อ 2 February 2014. 
  112. "Tonga Travel Information". happytellus. สืบค้นเมื่อ 20 February 2014. 
  113. "Our Airline". Royal Tongan Airlines. สืบค้นเมื่อ 20 February 2014. 
  114. "Liquidator for Royal Tongan invites creditors to claim". Radio New Zealand. สืบค้นเมื่อ 20 February 2014. 
  115. "History of Peau Vava'u". Peau Vava'u Ltd. สืบค้นเมื่อ 20 February 2014. 
  116. "International flights scheduled". Tonga Airports Limited. สืบค้นเมื่อ 20 February 2014. 
  117. "Domestic flights scheduled". Tonga Airports Limited. สืบค้นเมื่อ 20 February 2014. 
  118. 118.0 118.1 118.2 "Tonga Profile". BBC. สืบค้นเมื่อ 20 February 2014. 
  119. 119.0 119.1 "Tonga". pressreference. สืบค้นเมื่อ 20 February 2014. 
  120. 120.0 120.1 120.2 "Tonga". Educational Encyclopedia. สืบค้นเมื่อ 14 March 2014. 
  121. "Tonga - Education". Encyclopedia of Nation. สืบค้นเมื่อ 14 March 2014. 
  122. "PART I DESCRIPTIVE SECTION". UNESCO. สืบค้นเมื่อ 14 March 2014. 
  123. 123.0 123.1 123.2 "Tonga. A Situation Analysis of Children, Women and Youth". unicef. สืบค้นเมื่อ 14 March 2014. 
  124. 124.0 124.1 124.2 124.3 "Western Pacific Country Health Information Profiles: 2011 Revision". World Health Organization. สืบค้นเมื่อ 14 March 2014. 
  125. "Tonga National Population Census 2011; Preliminary Count". Statistics Department. สืบค้นเมื่อ 2 February 2014. 
  126. "MIGRATION, REMITTANCE AND DEVELOPMENT TONGA". FOOD AND AGRICULTURE ORGANIZATION OF THE UNITED NATIONS. สืบค้นเมื่อ 2 February 2014. 
  127. "COUNTRY COMPARISON :: LIFE EXPECTANCY AT BIRTH". The World Factbook. สืบค้นเมื่อ 2 February 2014. 
  128. "COUNTRY COMPARISON :: BIRTH RATE". The World Factbook. สืบค้นเมื่อ 2 February 2014. 
  129. "COUNTRY COMPARISON :: DEATH RATE". The World Factbook. สืบค้นเมื่อ 2 February 2014. 
  130. "COUNTRY COMPARISON :: POPULATION GROWTH RATE". The World Factbook. สืบค้นเมื่อ 2 February 2014. 
  131. รายงานสำมะโนประชากร ค.ศ. 2011
  132. 132.0 132.1 "A language of Tonga". ethnologue. สืบค้นเมื่อ 2 February 2014. 
  133. "About Tonga". thekingdomoftonga. สืบค้นเมื่อ 2 February 2014. 
  134. Sands, Neil (10 April 2011) "Pacific island nations battle obesity epidemic", Agence France-Presse.
  135. Mark Henderson (February 18, 2008) Welcome to the town that will make you lose weight. transitionpenwith. www.transitionpenwith.org.uk
  136. 136.0 136.1 Helen Morton, Helen Morton Lee Becoming Tongan: an ethnography of childhood. - University of Hawaii, 1996. - C. 23. - 343 c. - ISBN 0-8248-1795-8
  137. "Culture of Tonga". everyculture. สืบค้นเมื่อ 8 March 2014. 
  138. "Tonga Islander’s Choral Music: Historical Perspectives". James Noxon. สืบค้นเมื่อ 8 March 2014. 
  139. 139.0 139.1 139.2 "Tongan Musical Instruments". hmcs.scu. สืบค้นเมื่อ 8 March 2014. 
  140. Fortune Brij V. Lal Kate. The Pacific Islands: an encyclopedia. - University Press of Hawaii, 2000. - C. 506. - 664 c. ISBN 0-8248-2265-X
  141. 141.0 141.1 Elizabeth May, Mantle Hood. Songs from many cultures: an introduction. - University of California Press, 1983. - C. 141. - 434 c. - ISBN 0-520-04778-8
  142. Mervyn McLean. Weavers of Song: Polynesian Music and Dance. - Auckland University Press, 1999. - C. 135. - 556 c. - ISBN 1-86940-212-X
  143. "Lakalaka, dances and sung speeches of Tonga". UNESCO. สืบค้นเมื่อ 8 March 2014. 
  144. Helen Morton, Helen Morton Lee Becoming Tongan: an ethnography of childhood. - University of Hawaii, 1996. - C. 23. - 343 c. - ISBN 0-8248-1795-8
  145. "Culture of Tonga". Advameg, Inc. สืบค้นเมื่อ 8 March 2014. 
  146. "‘Otai (Tongan Watermelon Drink)". Tara's Multicultural Table. สืบค้นเมื่อ 8 March 2014. 
  147. "Lu Pulu". food.com. สืบค้นเมื่อ 8 March 2014. 
  148. พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ และคณะ. ทรัพยากรพืชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 16: พืชให้สารกระตุ้น. พิมพ์ครั้งที่ 2. กทม. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย. 2544. หน้า 140 – 142
  149. 149.0 149.1 "Tonga Sport". virtualoceania. สืบค้นเมื่อ 21 March 2014. 
  150. "IRB Rugby World Cup 1987". ESPN. สืบค้นเมื่อ 21 March 2014. 
  151. "Tonga on FIFA.com". FIFA. สืบค้นเมื่อ 21 March 2014. 
  152. "Tonga national football team 'A' international record: 1980". 11v11. สืบค้นเมื่อ 21 March 2014. 
  153. "Tonga national football team 'A' international record: 2001". 11v11. สืบค้นเมื่อ 21 March 2014. 
  154. "Tonga national football team 'A' international record: 2004". 11v11. สืบค้นเมื่อ 21 March 2014. 
  155. 155.0 155.1 "Tonga". Olympic. สืบค้นเมื่อ 21 March 2014. 
  156. "Tonga at the Olympics". BBC. สืบค้นเมื่อ 21 March 2014. 
  157. "Tongan rugby player earns Winter Olympics spot". Fairfax NZ News. สืบค้นเมื่อ 21 March 2014. 
  158. "PUBLIC HOLIDAYS ACT". legislation. สืบค้นเมื่อ 18 February 2014. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

คุณสามารถหาข้อมูลภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ ประเทศตองกา ได้โดยค้นหาจากโครงการพี่น้องของวิกิพีเดีย:
Wiktionary-logo-th.png หาความหมาย จากวิกิพจนานุกรม
Wikibooks-logo.svg หนังสือ จากวิกิตำรา
Wikiquote-logo.svg คำคม จากวิกิคำคม
Wikisource-logo.svg ข้อมูลต้นฉบับ จากวิกิซอร์ซ
Commons-logo.svg ภาพและสื่อ จากคอมมอนส์
Wikinews-logo.svg เนื้อหาข่าว จากวิกิข่าว
Wikiversity-logo-en.svg แหล่งเรียนรู้ จากวิกิวิทยาลัย
รัฐบาล
สื่อออนไลน์