ข้ามไปเนื้อหา

สับปะรด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สัปปะรด
สับปะรดบนต้นแม่
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ แก้ไขการจำแนกนี้
อาณาจักร: พืช
Plantae
เคลด: พืชมีท่อลำเลียง
Tracheophyta
เคลด: พืชดอก
Angiosperms
เคลด: พืชใบเลี้ยงเดี่ยว
Monocots
เคลด: Commelinids
อันดับ: หญ้า
Poales
วงศ์: สับปะรด
Bromeliaceae
สกุล: Ananas
(L.) Merr.
สปีชีส์: A.  comosus
ชื่อทวินาม
Ananas comosus
(L.) Merr.
ชื่อพ้อง[1]
รายการ
    • Ananas acostae C. Commelijn
    • Ananas ananas (L.) H.Karst. ex Voss nom. inval.
    • Ananas argentata J.C.Wendl. ex Schult. & Schult.f.
    • Ananas aurata J.C.Wendl. ex Schult. & Schult.f.
    • Ananas bracteatus Baker
    • Ananas coccineus Descourt.
    • Ananas debilis Schult. & Schult.f.
    • Ananas lyman-smithii Camargo nom. inval.
    • Ananas maxima Schult. & Schult.f.
    • Ananas monstrosus (Carrière) L.B.Sm.
    • Ananas ovatus Mill.
    • Ananas pancheanus André
    • Ananas penangensis Baker
    • Ananas porteanus Veitch ex K.Koch
    • Ananas pyramidalis Mill.
    • Ananas sativa Lindl.
    • Ananas sativus Schult. & Schult.f.
    • Ananas serotinus Mill.
    • Ananas viridis Mill.
    • Ananassa ananas (L.) H.Karst.
    • Ananassa debilis Lindl.
    • Ananassa monstrosa Carrière
    • Ananassa porteana (Veitch ex K.Koch) Carrière
    • Ananassa sativa (Schult. & Schult.f.) Lindl. ex Beer
    • Bromelia ananas L.
    • Bromelia ananas Willd.
    • Bromelia communis Lam.
    • Bromelia comosa L.
    • Bromelia edulis Salisb. nom. illeg.
    • Bromelia mai-pouri Perrier
    • Bromelia pigna Perrier
    • Bromelia rubra Schult. & Schult.f.
    • Bromelia violacea Schult. & Schult.f.
    • Bromelia viridis (Mill.) Schult. & Schult.f.
    • Distiacanthus communis (Lam.) Rojas Acosta

สับปะรด (อังกฤษ: pineapple; ชื่อวิทยาศาสตร์: Ananas comosus) เป็นพืชในวงศ์ Bromeliaceae เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากบริเวณทวีปอเมริกาใต้ ลำต้นมีขนาดสูงประมาณ 80–100 เซนติเมตร การปลูกสามารถปลูกได้ง่ายโดยการฝังกลบหน่อหรือส่วนยอดของผลที่เรียกว่า จุก เปลือกของผลสับปะรดภายนอกมีลักษณะคล้ายตาล้อมรอบผล

เป็นผลไม้เขตร้อนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นอันดับสามของโลก โดยรัฐฮาวายเป็นแหล่งเพาะปลูกสับปะรดที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา และในปี ค.ศ. 2016 คอสตาริกา, บราซิล และฟิลิปปินส์มีสัดส่วนการผลิตสับปะรดเกือบ 1 ใน 3 ของโลก[2]

แต่ละท้องถิ่นในประเทศไทยเรียกสับปะรดแตกต่างกันออกไป เช่น[3]

  • ภาคกลาง เรียกว่า "สับปะรด"
  • ภาคอีสาน เรียกว่า "บักนัด, หมากนัด"
  • ภาคเหนือ เรียกว่า "บะนัด, บะขะนัด, บ่อนัด"
  • ภาคใต้ เรียกว่า "สัปรด, ย่านัด, หย่านัด, ย่านนัด, ขนุนทอง, มะลิ" (โดย ย่านัด หรือ หย่านัด ([jaː nat]) มีที่มาจากภาษาโปรตุเกส: Ananás)[4]

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

[แก้]

รูปลักษณะ ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 90–100 ซม. มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ใบเดี่ยวเรียงสลับ ซ้อนกันถี่มากรอบต้น กว้าง 6.5 ซม. ยาวได้ถึง 1 เมตร ไม่มีก้านใบ ดอกช่อออกจากกลางต้น มีดอกย่อยจำนวนมาก ผลเป็นผลรวม รูปทรงกระบอก มีใบเป็นกระจุกที่ปลาย ผลสุกสีเหลืองสดและฉ่ำน้ำ[5]

สับปะรดเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดี เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เมื่อเจริญเป็นผลแล้วจะเจริญต่อไปโดยตาที่ลำต้นจะเติบโตเป็นต้นใหม่ได้อีก และสามารถดัดแปลงเป็นไม้ประดับได้อีกด้วย

สับปะรดแบ่งออกตามลักษณะความเป็นอยู่ได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือพวกที่มีระบบรากหาอาหารอยู่ในดิน หรือเรียกว่าไม้ดิน, พวกอาศัยอยู่ตามคาคบไม้หรือลำต้นไม้ใหญ่ ได้แก่ ไม้อากาศต่าง ๆ ที่ไม่แย่งอาหารจากต้นไม้ที่มันเกาะอาศัยอยู่ พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ประดับ, และพวกที่เจริญเติบโตบนผาหินหรือโขดหิน

ส่วนสับปะรดที่เราใช้บริโภคจัดเป็นไม้ดิน แต่ยังมีลักษณะบางประการของไม้อากาศเอาไว้ คือ สามารถเก็บน้ำไว้ตามซอกใบได้เล็กน้อยมีเซลล์พิเศษสำหรับเก็บน้ำเอาไว้ในใบ ทำให้ทนทานในช่วงแล้งได้ด้วย

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

[แก้]

สับปะรดต้องการอากาศค่อนข้างร้อนอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 23.9–29.4 ℃ ปริมาณน้ำฝนที่ต้องการอยู่ในช่วง 1,000–1,500 มิลลิเมตรต่อปี แต่ต้องตกกระจายสม่ำเสมอตลอดปี และมีความชื้นในอากาศสูง

สับปะรดชอบขึ้นในดินร่วน, ดินร่วนปนทราย, ดินปนลูกรัง, ดินทรายชายทะเล และชอบที่ลาดเท เช่น ที่ลาดเชิงเขา สภาพความเป็นกรดด่าง (pH) ของดินควรเป็นกรดเล็กน้อย คือตั้งแต่ 4.5–5.5 แต่ไม่เกิน 6.0

ฤดูกาลของสับปะรด

[แก้]

แหล่งที่ปลูกสับปะรดในไทย

[แก้]
ไร่สับปะรด

เนื่องจากความทนทาน ทำให้ปลูกได้ในดินแทบทุกแห่งในประเทศไทย แหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญของไทยอยู่ในพื้นที่ใกล้ทะเล ได้แก่

พันธุ์สับปะรดที่นิยมปลูกในประเทศไทย

[แก้]
  • พันธุ์ปัตตาเวีย (Smooth Cayenne) หรือเรียกว่า สับปะรดศรีราชา นิยมปลูกทั่วไป ผลใหญ่ ฉ่ำน้ำ เนื้อสีเหลืองอ่อน
  • พันธุ์อินทรชิต (Singapore Spanish) เป็นสับปะรดพันธุ์พื้นเมือง ถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
  • พันธุ์ขาว (Selangor Green) ลักษณะคือด้านบนมีหลายจุก ใบสั้นแคบและชิดกันมีสีเขียวอ่อนอมเหลือง เนื้อสับปะรดมีรสชาติหวานไม่มาก
  • พันธุ์ภูเก็ต หรือ พันธุ์สวี (Mauritius Pine, Ceylon, Malacca Queen) นิยมปลูกทางภาคใต้ ใบมีแถบสีแดงที่ตอนกลางใบ กลีบดอกสีม่วงอ่อน ผลเล็กเปลือกหนาเนื้อสีเหลืองเข้ม หวานกรอบ
  • พันธุ์นางแล หรือ พันธุ์น้ำผึ้ง นิยมปลูกในจังหวัดเชียงราย ผลกลม ตานูน เปลือกบาง เนื้อสีเหลืองเข้ม รสหวานจัด
  • พันธุ์ตราดสีทอง จุดสังเกตของพันธุ์นี้คือลักษณะของผลที่มีสีเหลืองคล้ายสีทองสวยงามน่ากิน รสชาติมีความหวานกรอบตลอดทั้งผล
  • พันธุ์ภูแล ลักษณะเด่นคือผลมีขนาดเล็กและสามารถทานได้ทั้งผล
  • พันธุ์ห้วยมุ่น
  • พันธุ์เพชรบุรี ผลย่อยติดกันไม่แน่น แกะออกมารับประทานได้โดยไม่ต้องปอกเปลือก แกนผลรับประทานได้ รสหวานอมเปรี้ยว [6]

สรรพคุณ

[แก้]
สับปะรดสด
คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 g (3.5 oz)
พลังงาน202 kJ (48 kcal)
12.63 g
น้ำตาล9.26 g
ใยอาหาร1.4 g
0.12 g
0.54 g
วิตามินและแร่ธาตุ
วิตามินปริมาณ
%DV†
ไทอะมีน (บี1)
7%
0.079 mg
ไรโบฟลาวิน (บี2)
2%
0.031 mg
ไนอะซิน (บี3)
3%
0.489 mg
กรดแพนโทเทนิก (บี5)
4%
0.205 mg
วิตามินบี6
6%
0.110 mg
โฟเลต (บี9)
4%
15 μg
วิตามินซี
40%
36.2 mg
แร่ธาตุปริมาณ
%DV†
แคลเซียม
1%
13 mg
เหล็ก
2%
0.28 mg
แมกนีเซียม
3%
12 mg
ฟอสฟอรัส
1%
8 mg
โพแทสเซียม
4%
115 mg
สังกะสี
1%
0.10 mg
†เปอร์เซ็นต์ประมาณการโดยใช้คำแนะนำ
ของสหรัฐอเมริกาสำหรับผู้ใหญ่
สำหรับโพแทสเซียมใช้การประมาณการตามคำแนะนำ
ของผู้เชี่ยวชาญจาก National Academies

สรรพคุณทางสารเคมี

[แก้]

มีเอนไซม์ย่อยโปรตีนชื่อบรอมีเลน (bromelain) ช่วยการย่อยในระบบทางเดินอาหาร มีเกลือแร่, วิตามินซีจำนวนมาก และนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์เพื่อรักษาอาการอักเสบของเนื้อเยื่อ และนำไปใช้ในการผลิตเบียร์เพื่อป้องกันการตกตะกอนทำให้เบียร์ไม่ขุ่น[7]

สรรพคุณทางสมุนไพร

[แก้]
  • ช่วยบรรเทาอาการแผลเป็นหนอง
  • ช่วยขับปัสสาวะ
  • แก้ร้อนกระสับกระส่าย กระหายน้ำ
  • แก้อาการบวมน้ำ ปัสสาวะไม่ออก
  • บรรเทาอาการโรคบิด
  • ช่วยย่อยอาหารพวกโปรตีน
  • แก้ท้องผูก
  • เป็นยาแก้โรคนิ่ว
  • แก้ส้นเท้าแตก
  • ส่วนของรากสับปะรด นำมาใช้เป็นยาแก้กระษัย บำรุงไตได้[8]
  • ช่วยในการฆ่าตัวอ่อนของหนอนแมลงวัน

อ้างอิง

[แก้]
  1. ↑ "The Plant List: A Working List of All Plant Species". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 23 กรกฎาคม 2021. สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2014.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. ↑ "Pineapple production in 2016, Crops/Regions/World list/Production Quantity (pick lists)". UN Food and Agriculture Organization, Corporate Statistical Database (FAOSTAT). 2017. สืบค้นเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2018.
  3. ↑ "สับปะรด". tungsong.com.
  4. ↑ "คิดต่างระหว่างบรรทัด 29 10 58". ฟ้าวันใหม่. 29 ตุลาคม 2015. สืบค้นเมื่อ 31 ตุลาคม 2015.
  5. ↑ "สับปะรส". rspg.or.th.
  6. ↑ สับปะรด” สุดยอดผลไม้ ที่ให้ประโยชน์ทั้งแง่เศรษฐกิจและสุขภาพ สืบค้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564
  7. ↑ "รายงานการศึกษาดูงาน ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยแนวทางการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์สัปปะรด" (PDF). สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 4 มีนาคม 2016.
  8. ↑ "สับปะรด สรรพคุณและประโยชน์ของสับปะรด 32 ข้อ !". greenerald.com. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2014-04-07. สืบค้นเมื่อ 2013-10-20.

บรรณานุกรม

[แก้]
  • Christopher Menzel (c. 1994). "Tropical and Subtropical Fruit". ใน Charles J. Arntzen; Ellen M. Ritter (บ.ก.). Encyclopedia of Agricultural Science. Vol.4, S–W. San Diego: Academic Press. น. 380–382. ISBN 0-12-226670-6..