ไข่เยี่ยวม้า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไข่เยี่ยวม้าที่ถูกผ่าครึ่ง
การตกแต่งไข่เยี่ยวม้าอย่างสวยงาม

ไข่เยี่ยวม้า หรือ ไข่สำเภา คือ การแปรรูปไข่เพื่อการบริโภครูปแบบหนึ่งของคนจีนที่มีมาแต่โบราณกาล คนจีนเรียกว่า เหอี่ยห่มา หรือจี๋ไฮ่ โดยการใช้กรรมวิธีทำให้เป็นด่างถือว่าเป็นการถนอมอาหารรูปแบบหนึ่ง สามารถทำได้กับไข่เป็ด ไข่ไก่ และไข่นกกระทา โดยนำไข่ไปแช่หรือหมักในส่วนผสมที่มาจาก ปูนขาว, เกลือ, โซเดียมคาร์บอเนต, ใบชาดำ, ซิงก์ออกไซด์ และ น้ำ ซึ่งใช้เวลาในการหมักประมาณ 10-15 วัน ก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้ การแช่นั้นจะผสมโซเดียมคาร์บอเนตลงไปด้วยทำให้มีสีชมพุ หรืออาจเกิดจากปฏิกิริยาของปูนขาวกับเปลือกไข่ ทำให้ไข่มีสีที่แตกต่างไปจากเดิม[1][2] ไข่เยี่ยวม้าที่ผลิตด้วยกรรมวิธีที่เหมาะสม สามารถเก็บไว้ได้ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน [3]

บางครั้ง ผู้ผลิตจะใส่สารประกอบของตะกั่วลงไป เพื่อควบคุมความเป็นกรดด่าง (pH) ให้คงที่ ซึ่งช่วยให้ไข่ขาวแข็งตัวอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นในไข่เยี่ยวม้า จึงอาจมีสารตะกั่วในรูปของลีดซัลไฟด์อยู่ โดยสังเกตได้จากส่วน ของไข่ขาวจะมีสีดำมาก ลักษณะขุ่น ส่วนไข่เยี่ยวม้าที่ไม่มีลีดซัลไฟด์ ไข่ขาวจะมีสีน้ำตาลคล้ำและมีลักษณะใส ซึ่งถ้าพบไข่เยี่ยวม้ามีลักษณะ ไข่ขาวขุ่นไม่ใสก็ควรจะหลีกเลี่ยงไม่รับประทาน

ประวัติศาสตร์[แก้]

ต้นกำเนิดของไข่เยี่ยวม้ามีแนวโน้มว่าเป็นการถนอมอาหารของไข่ด้วยช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยพอกด้วยดินด่างซึ่งคล้ายกับวิธีการถนอมอาหารของไข่ในวัฒนธรรมตะวันตก ดินที่พอกรอบไข่ทำให้เกิดการบ่มเป็นไข่เยี่ยวม้าแทนที่ไข่จะเสีย

เล่ากันว่าไข่เยี่ยวม้า มีเกิดมากว่าห้าศตวรรษแลัว ตามตำนานที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ บอกว่าไข่เยี่ยวม้าค้นพบเมื่อประมาณ 600 ปีก่อนในมณฑลหูหนานในสมัย ราชวงศ์หมิง เมื่อเจ้าของบ้านพบไข่เป็ดในบ่อปูนขาวที่ใช้ในระหว่างการก่อสร้างบ้านของเขา เมื่อได้ลองชิมแล้วรู้สึกว่ามันมีกลิ่นรสเฉพาะตัวและสามารถนำมารับประทาน เขาจึงริเริ่มการผลิตเพื่อขาย โดยนำไข่ดิบมากลบอยู่ในบ่อปูนขาวประมาณ 2 เดือน และเติม เกลือลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ จึงพัฒนามาเป็นวิธีทำไข่เยี่ยวม้าในปัจจุบัน และนอกจากนี้ยังเป็นอาหารโปรดของคนในปัจจุบันด้วย

อ้างอิง[แก้]

  1. http://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20080210225604AAi81Zy สูตรการทำไข่เยี่ยวม้า<
  2. http://www.horapa.com/webboard/show.php?No=353 สูตรการทำไข่เยี่ยวม้า
  3. http://www.chemtrack.org/News-Detail.asp?TID=4&ID=25