ข้ามไปเนื้อหา

ฌออากีม มูว์รา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฌออากีม มูว์รา
พระมหากษัตริย์แห่งนาโปลี
ครองราชย์1 สิงหาคม 1808 – 19 พฤษภาคม 1815
ก่อนหน้าจูเซปเป ดิ บูโอนาปาร์เต
ถัดไปแฟร์ดินันโดที่ 1
แกรนด์ดยุกแห่งแบร์ค
ครองราชย์15 มีนาคม 1806 – 1 สิงหาคม 1808
ถัดไปนโปเลียน หลุยส์ โบนาปาร์ต
ประสูติ(1767-03-25)25 มีนาคม ค.ศ. 1767
ลอ, ราชอาณาจักรฝรั่งเศส
ฌออากีม มูว์รา
สวรรคต13 ตุลาคม ค.ศ. 1815(1815-10-13) (48 ปี)
แคว้นคาลาเบรีย
คู่อภิเษกแคโรลีน โบนาปาร์ต
พระนามเต็ม
ฝรั่งเศส: Joachim-Napoléon Murat
อิตาลี: Gioacchino-Napoleone Murat
ราชวงศ์ราชวงศ์มูว์รา
พระราชบิดาปีแยร์ มูว์รา-ยอร์ดี
พระราชมารดาฌ็อง ลูบีแร
ศาสนาโรมันคาทอลิก

ฌออากีม-นโปเลียน มูว์รา (ฝรั่งเศส: Joachim-Napoléon Murat) เป็นแม่ทัพและรัฐบุรุษชาวฝรั่งเศสในช่วงสงครามปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามนโปเลียน เขาได้รับยศจอมพลแห่งจักรวรรดิและจอมพลเรือแห่งฝรั่งเศส และได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าชายมูว์ราและแกรนด์ดยุกแห่งแบร์คระหว่างปี 1806 ถึง 1808 ต่อมาได้ครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งนาโปลีภายใต้พระนาม โจอักกีโน นาโปเลโอเน (อิตาลี: Gioacchino Napoleone) ระหว่างปี 1808 ถึง 1815[1][2]

ชีวิตตอนต้น

[แก้]

ฌออากีม มูว์รา เกิดที่ ลาบัสตีด-ฟอร์ตูนีแยร์ (Labastide-Fortunière) ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส เป็นบุตรของนายปีแยร์ มูว์รา-ฌอร์ดี กับนางแคเทอรีน บาดูเรส ฌออากีมเคยเป็นนักบวชไม่นาน เขาเป็นผู้หมกหมุ่นกับแนวคิดสาธารณรัฐนิยม ดังนั้นเมื่อการปฏิวัติฝรั่งเศสปะทุขึ้น เขาจึงสมัครเข้ากลุ่มปฏิวัติในทันที

ในปี 1792 มูว์ราในวัยยี่สิบห้าปีได้ติดยศร้อยตรี (sous-lieutenant) อย่างไรก็ตาม การที่เขามีพื้นเพเป็นขุนนาง ทำให้เขาตกเป็นที่ครหาในประเด็นนี้จากผู้มีอำนาจ แต่แล้วเดือนตุลาคม 1795 เขาได้ฉายความสามารถอย่างโดดเด่นภายใต้บัญชาของนายพลนโปเลียน โบนาปาร์ตในเหตุการณ์ยิงปืนใหญ่ปราบฝูงชนจลาจลนิยมเจ้า ต่อมา เขาได้เป็นนายทหารคนสนิทนโปเลียน และบังคับบัญชาทหารม้าในการทัพอิตาลีและอียิปต์

ฌออากีม มูว์รา มีบทบาทสำคัญในเหตุรัฐประหาร 18 บรูว์แมร์ ในปี 1799 ซึ่งทำให้นโปเลียนขึ้นเป็นกงสุลเอกผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ มูว์ราสมรสกับการอลีน โบนาปาร์ต น้องสาวของนโปเลียน ทำให้เขามีศักดิ์เป็นน้องเขยของนโปเลียน

จอมพลแห่งจักรวรรดิ

[แก้]
จอมพลมูว์รานำกองทหารม้าในยุทธการที่เยนา

หลังจากนโปเลียนประกาศสถาปนาจักรวรรดิฝรั่งเศสในปี 1804 มูว์ราได้รับยศจอมพลแห่งจักรวรรดิ ซึ่งในช่วงสงครามสหสัมพันธมิตรครั้งที่สาม มูว์ราแสดงบทบาทโดดเด่นในยุทธการที่เอาส์เทอร์ลิทซ์ ส่งผลให้ในปี 1806 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นแกรนด์ดยุกแห่งแบร์ค และต่อมาเขาได้นำทหารม้าฝรั่งเศสไล่ตีทัพปรัสเซียในยุทธการที่เยนา–เอาเออร์ชเต็ท และยุทธการที่ไอเลา

มูว์ราผู้เป็นยอดขุนพลทหารม้า ให้ความสำคัญกับความเร็วในการบุกมากกว่าการถนอมหน่วยทหารม้าให้อยู่ในสภาพดี เขาเน้นการโจมตีสายฟ้าแลบและการเคลื่อนพลที่เร็วมาก ซึ่งแม้จะได้ผลในบางครั้งแต่ก็ทำให้ม้าหมดสภาพอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ มูว์ราไม่แทบไม่ใส่ใจในความเป็นอยู่ของม้า เขาสนใจเพียงเครื่องแต่งกายที่งดงามของม้า

กษัตริย์แห่งนาโปลี

[แก้]

ในปี 1808 นโปเลียนแต่งตั้งมูว์ราให้เป็นกษัตริย์แห่งนาโปลี แทนที่โฌแซ็ฟ โบนาปาร์ต ที่ถูกย้ายไปครองสเปน แม้ว่ามูว์ราขึ้นครองราชย์โดยอำนาจของนโปเลียน แต่เขากลับทะเยอทะยานที่จะเป็นอิสระ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจักรพรรดิเริ่มตึงเครียดขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะเมื่อเขาเริ่มวางนโยบายอิสระและพยายามสร้างความชอบธรรมของราชวงศ์ตนเอง[3]

ในช่วงการทัพรัสเซียปี 1812 มูว์ราได้รับมอบหมายให้นำกองทหารม้าเป็นส่วนระวังหน้า และได้แสดงความสามารถเป็นที่ประจักษ์ในฐานะยอดแม่ทัพม้าในยุทธการที่สโมเลนสค์ และยุทธการที่โบโรดีโน แต่หลังความปราชัยและถอยทัพกลับอาณาจักรของตน เขาพยายามเจรจาแยกกับรัสเซียเพื่อรักษาราชบัลลังก์นาโปลีของตน ต่อมาในสงครามสหสัมพันธมิตรครั้งที่หก มูว์ราเริ่มเปลี่ยนข้าง ในปี 1814 เขาทำข้อตกลงลับกับฝ่ายสัมพันธมิตรและเข้าร่วมโจมตีฝรั่งเศสจากทางตอนใต้ เพื่อแลกกับการคงฐานะกษัตริย์ของเขาไว้

ในปี 1815 เมื่อนโปเลียนหลบหนีจากเกาะเอลบาและขึ้นครองราชย์ในปารีสอีกครั้ง มูว์ราฉวยโอกาสยกทัพขึ้นสู่อิตาลีตอนกลางเพื่อหวังจะรวมบรรดารัฐน้อยใหญ่ในคาบสมุทรอิตาลีให้เป็นประเทศเดียว และเป็นอิสระจากอำนาจอื่น แต่มูว์รากลับพ่ายแพ้ต่อกองทัพออสเตรียในยุทธการที่โตลเลนตีโน เขาหลบหนีสู่เกาะคอร์ซิกา ต่อมาถูกจับกุมโดยพระเจ้าแฟร์ดินันโดที่ 4 แห่งนาโปลี เขาถูกนำตัวขึ้นศาลและถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานเป็นกบฎต่อแผ่นดิน และถูกประหารชีวิตโดยการยิงที่เมืองปิซโซ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 1815

อ้างอิง

[แก้]
  1. Emsley 2014, pp. 59.
  2. Atteridge 1911, Chapter XIII.
  3. Esdaile, Charles. Napoleon’s Wars: An International History, 1803–1815. Penguin, 2007.