สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์
United Kingdom of Great Britain and Ireland
สหภาพรัฐ

 

พ.ศ. 2343–พ.ศ. 2465
 

ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญ
ฝรั่งเศส: "Dieu et mon droit"
“พระเจ้าและสิทธิของข้า”
เพลงชาติ
God Save the King (Queen)
อาณาเขตของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์
เมืองหลวง ลอนดอน
ภาษา ภาษาอังกฤษ
รัฐบาล ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
กษัตริย์
 -  2344 – 2363 พระเจ้าจอร์จที่ 3
 -  2363– 2373 พระเจ้าจอร์จที่ 4
 -  2373 – 2380 พระเจ้าวิลเลียมที่ 4
 -  2380 – 2444 พระราชินีนาถวิกตอเรีย
 -  2444 – 2453 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7
 -  2453 – 2470 (ต่อ) พระเจ้าจอร์จที่ 5
นายกรัฐมนตรี
 -  2344 – 2344 วิลเลียม พิตต์ ผู้เยาว์
 -  2467 – 2470 (ต่อ) สแตนลีย์ บอลด์วิน
สภานิติบัญญัติ รัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร
 -  สภาสูง สภาขุนนาง
 -  สภาล่าง สภาสามัญชน
ประวัติศาสตร์
 -  พระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1800 1 มกราคม พ.ศ. 2343
 -  สนธิสัญญาอังกฤษ-ไอร์แลนด์ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2465
 -  Royal and Parliamentary Titles Act 1927 12 เมษายน พ.ศ. 2470
พื้นที่
 -  พ.ศ. 2344 315,093 ตร.กม. (121,658 ตารางไมล์)
ประชากร
 -  พ.ศ. 2344 ประมาณการ 16,345,646 
     ความหนาแน่น 51.9 คน/ตร.กม.  (134.4 คน/ตารางไมล์)
 -  พ.ศ. 2464 ประมาณการ 42,769,196 
     ความหนาแน่น 135.7 คน/ตร.กม.  (351.6 คน/ตารางไมล์)
สกุลเงิน ปอนด์สเตอร์ลิง

สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ (อังกฤษ: United Kingdom of Great Britain and Ireland) เป็นชื่ออย่างเป็นทางการของสหราชอาณาจักร ในช่วงตั้งแต่1 มกราคม พ.ศ. 2343 (ค.ศ. 1801) [1] ถึง 12 เมษายน พ.ศ. 2470 โดยราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และราชอาณาจักรไอร์แลนด์เข้ารวมตัวกัน หลังจากที่ส่วนหนึ่งของไอร์แลนด์แยกตัวออกมาตั้งเป็นรัฐอิสระในปี พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922) ชื่อนี้ยังคงใช้ไปจนกระทั่งเปลี่ยนเป็น สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ

สงครามนโปเลียน[แก้]

วิลเลียม พิตต์ ผู้เยาว์ (William Pitt the Younger) เสนอนโยบายผ่อนปรนพวกคาทอลิก (Catholic Emancipation) ที่ถูกกดขี่ในอังกฤษมานาน แต่พระเจ้าจอร์จที่ 3 ทรงปฏิเสธเพราะจะทำให้ทรงเสียคำสัตย์ที่ให้ไว้ตอนครองราชย์ว่าจะรักษานิกายแองกลิกัน วิลเลียมพิตต์จึงลาออกและให้เฮนรี แอดดิงตัน (Henry Addington) เป็นนายกฯแทน ในค.ศ. 1804 นโปเลียนปราบดาภิเษกตนเองเป็นจักรพรรดิ บรรดาชาติต่างๆในยุโรปจึงรวมตัวกันเป็นสัมพันธมิตรครั้งที่ 3 (Third Coalition) นโปเลียนพยายามจะบุกสหราชอาณาจักรทางทะเล แต่อังกฤษนั้นบัดนี้เป็นเจ้าแห่งทะเลไปแล้ว ตีทัพเรือฝรั่งเศสและสเปนแตกยับที่แหลมทราฟัลการ์ (Trafalgar) โดยการนำของเนลสัน (Lord Nelson) แต่ชาติอื่นนั้นไม่ได้ประสบความสำเร็จเหมือนสหราชอาณาจักร สัมพันธมิตรจึงสลายตัวในค.ศ. 1805

วิลเลียมพิตต์เสียชีวิตในค.ศ. 1806 จอร์จ เกรนวิลล์ (George Grenville) กลับมาเป็นนายกฯ และได้ฟอกซ์ (Charles James Fox) กลับเข้าคณะรัฐมนตรี ซึ่งทั้งคู่ล้วนเป็นพระศัตรูเก่าของพระเจ้าจอร์จ เกรนวิลล์เสนอให้ผ่อนปรนพวกคาทอลิกอีกครั้ง คราวนี้พระเจ้าจอร์จทรงต่อต้านอย่างรุนแรง ถึงกับบังคับให้เกรนวิลล์สาบานว่าจะไม่เสนออะไรแบบนี้ออกมาอีก ซึ่งเกรนวิลล์ก็ไม่ยอม

สมัยผู้สำเร็จราชการแทน (ค.ศ. 1811 ถึง ค.ศ. 1837)[แก้]

อาการทางพระสติของพระเจ้าจอร์จย่ำแย่มากในค.ศ. 1811 จนรัฐสภาออกพระราชบัญญัติผู้สำเร็จราชการแทน (Act of Regency) ให้เจ้าชายแห่งเวลส์ (Prince of Wales) พระโอรสเป็นผู้สำเร็จราชการแทน เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงทรงเสนอนโยบายผ่อนปรนพวกคาทอลิก ซึ่งพวกโทรี (Tories) และนายกรัฐมนตรีเพอร์ชีวัล (Spencer Perceval) ต่อต้านอยู่แล้ว เจ้าชายทรงพยายามจะหันหาพวกวิก (Whigs) ซึ่งตอนนี้ไร้ซึ่งอำนาจ แต่ค.ศ. 1812 เพอร์ชีวัลถูกลอบสังหาร นายกฯคนใหม่คือเอิร์ลแห่งลิเวอร์พูล นำสหราชอาณาจักรได้ชัยชนะในการทำสงครามกับนโปเลียน ในค.ศ. 1814 การประชุมใหญ่แห่งเวียนนาได้เลื่อนพระยศพระเจ้าจอร์จจากอิเล็กเตอร์แห่งฮันโนเฟอร์เป็นกษัตริย์แห่งฮันโนเฟอร์(King of Hannover) ซึ่งพระเจ้าจอร์จก็ทรงไม่อาจจะรับรู้อะไรได้แล้ว

สหรัฐอเมริกาแม้จะเป็นเอกราชไปแล้วแต่ก็ค้าขายกับฝรั่งเศสทำให้นโปเลียนมีรายได้ รวมทั้งยังรุกรานแคนาดาของสหราชอาณาจักรอีกด้วย จึงเกิดสงครามค.ศ. 1812 (War of 1812) แต่ก็สิ้นสุดลงในค.ศ. 1815 และปีเดียวกันนโปเลียนก็กลับมาแต่ก็พ่ายแพ้ดยุกแห่งเวลลิงตันในสมรภูมิวอเตอร์ลู

สมัยผู้สำเร็จราชการแทน หรือ สมัยรีเจนซี (Regency) เป็นสมัยที่อังกฤษใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย มีรูปแบบเป็นของตน เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงให้จอห์น แนช (John Nash) สร้าง Regent's Park และ Regency Street รวมทั้ง Brighton Pavilion โดยผสมผสานสถาปัตยกรรมอินเดียจากทัชมาฮาล และของจีน เรียกว่า Indian Gothic

พีธีราชาภิเษกอันหรูหราฟุ่มเฟือยของพระเจ้าจอร์จที่ 4

ในค.ศ. 1820 พระเจ้าจอร์จที่ 3 สิ้นพระชนม์ เจ้าชายแห่งเวลส์ครองราชย์เป็นพระเจ้าจอร์จที่ 4 แห่งสหราชอาณาจักร แต่ความสัมพันธ์พระองค์กับพระราชินี คือคาโรลีนแห่งบรุนชวิก (Caroline of Brunswick) ไม่สู้จะดีนัก ทั้งสองพระองค์แยกกันประทับและไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่น พระนางคาโรลีนทรงกลับมาจากยุโรปเพื่อเข้าร่วมพิธีบรมราชาภิเษก แต่พระเจ้าจอร์จทรงไม่ยอมและจะปลดพระนาง แต่ที่ปรึกษาของพระองค์แนะนำว่าหากทรงทำเช่นนั้นความสัมพันธ์ของพระองค์กับหญิงอื่นก็จะถูกขุดขุ้ยเช่นกัน ดังนั้นจึงทรงออกร่างพระราชบัญญัติความผิดและโทษ (Pains and Penalties Bill) ในค.ศ. 1820 ให้รัฐสภาสามารถลงโทษผู้มีความผิดได้โดยไม่ต้องผ่านศาล

พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ไม่เป็นที่ต้องรับเลยในหมู่ประชาชน ทำให้รัฐสภาต้องยกเลิกมันไป พระเจ้าจอร์จก็ไม่ทรงทำอะไรได้ นอกจากกันพระนางคาโรลีนไม่ให้ร่วมพิธีราชาภิเษก เป็นพระราชพิธีที่หรูหราฟุ่มเฟือยมากและเป็นที่สนใจของประชาชน เสด็จเยือนสกอตแลนด์และไอร์แลนด์ เป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่กษัตริย์ทรงออกจากอังกฤษ

การผ่อนปรนพวกคาทอลิก[แก้]

แม้ในตอนแรกพระเจ้าจอร์จจะทรงสนับสนุนการผ่อนปรนพวกคาทอลิก แต่หลังจากขึ้นครองราชย์แล้วก็มีพระดำริกลับกัน คือทรงต่อต้านพวกคาทอลิก เพราะตามคำปฏิญาณในพิธีราชาภิเษกทรงสัญญาว่าจะรักษานิกายโปรเตสแตนต์ รวมทั้งลอร์ดลิเวอร์พูลที่ต่อต้านคาทอลิกอย่างแรก ทำให้นโยบายนี้ดูจะเป็นไปไม่ได้

แต่ในค.ศ. 1827 ลอร์ดลิเวอร์พูลลาออก จอร์จ แคนนิง (George Canning) พวกโทรีที่สนับสนุนคาทอลิก ได้เป็นนายกฯและพลักดันนโยบายนี้อีกครั้ง ทำให้พวกโทรีคนอื่นๆโดยเฉพาะดยุกแห่งเวลลิงตันไม่พอใจ จึงหันไปเข้าพวกวิก แต่แคนนิงก็เสียชีวิตปีเดียวกัน ไวเคานต์ก๊อดริช ในค.ศ. 1828 ดยุกแห่งเวลลิงตันได้เป็นนายกรัฐมนตรี และเริ่มมีความคิดหันไปสนับสนุนคาทอลิก พระเจ้าจอร์จก็เช่นกัน จนทั้งสองคนออกพระราชบัญญัติผ่อนปรนคาทอลิก (Catholic Relief Act) ปลดปล่อยชาวคาทอลิกที่ถูกลิดรอนสิทธิต่างๆมานาน 300 กว่าปี

พระเจ้าวิลเลียมที่ 4[แก้]

ดูบทความหลักที่: วิกฤตการปฏิรูป

พระเจ้าจอร์จที่ 4 สิ้นพระชนม์ในค.ศ. 1830 โดยทรงไม่มีทายาทในสมรส (ทรงมีโอรสนอกสมรส) พระอนุชาดยุกแห่งคลาเรนซ์ (Duke of Clarence) พระชนมายุ 64 พรรษา จึงขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 ผิดกับพระเชษฐา พระเจ้าวิลเลียมทรงมัธยัสถ์ ไม่หรูหราฟุ่มเฟือย และยังทรงเป็นทหารเรืออีกด้วย จึงได้รับพระสมยานามว่า กษัตริย์กะลาสี (The Sailor King) การเลือกตั้งปรากฏพวกวิกที่หายไปนานก็กลับเข้าสู่รัฐสภา มีนายกรัฐมนตรี[[ ชาลส์ เกรย์ เอิร์ลเกรย์ที่ 2|เอิร์ลเกรย์]]เป็นผู้นำ เกรย์วางแผนที่จะปฏิรูประบอบการปกครองของอังกฤษที่ล้าหลังและไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยหลายร้อยปี จึงเสนอร่างพระราชบัญญัติปฏิรูป (Reform Bill) ซึ่งก็ถูกค้านโดยสภาสามัญชน เอิร์ลเกรย์จึงจะยุบสภาสามัญ และเลือกตั้งใหม่ในค.ศ. 1831 จนได้พวกปฏิรูปเข้าสภามามาก แต่สภาขุนนางก็ยังคงต่อต้านร่างพระราชบัญญัติอยู่ดี

เกรย์เสนอร่างพระราชบัญญัติปฏิรูปอีกครั้ง แต่ก็ตกไปด้วยการออกเสียงของสภาขุนนาง คราวนี้ประชาชนลุกฮือเรียกร้องให้ออกพระราชกฤษฎีกา เรียกว่า วิกฤตการปฏิรูป (Reform Crisis) เกรย์เสนอให้พระเจ้าวิลเลียมพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้แก่พวกที่สนับสนุนการปฏิรูปเพื่อจะให้ไปออกเสียงในสภาขุนนาง แต่พระเจ้าวิลเลียมทรงปฏิเสธเพราะบรรดาศักดิ์จะพระราชทานให้ใครพร่ำเพร่อมิได้ ทำให้พระเจ้าวิลเลียมทรงเป็นที่ตำหนิของประชาชน ทรงถึงขนาดถูกปาโคลนใส่ จนทรงยอมเอิร์ล เกรย์และแต่งตั้งขุนนางใหม่จนไปออกเสียงสนับสนุนพระราชบัญญัติปฏิรูป (Reform Act) จนสำเร็จในค.ศ. 1821

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย[แก้]

ในค.ศ. 1837 พระเจ้าวิลเลียมสวรรคตโดยไม่มีทายาท พระนัดดาองค์โปรด คือ เจ้าหญิงวิกตอเรีย (Victoria) พระธิดาของดัชเชสแห่งเคนท์ (Duchess of Kent) เป็นสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แต่ตามกฎหมายแซลิก สตรีจะครองแว่นแคว้นมิได้ พระอนุชาของพระเจ้าวิลเลียม คือ ดยุกแห่งคัมบาลันด์ (Duke of Cumberland) เป็นพระเจ้าแอนสท์ เอากุสท์ที่ 1 แห่งฮันโนเฟอร์ สิ้นสุดการร่วมประมุขระหว่างสหราชอาณาจักรกับฮันโนเฟอร์

อ้างอิง[แก้]

  1. 1 มกราคม ค.ศ. 1801 คิดตามการเปลี่ยนพุทธศักราชในเดือนเมษายน ดูเพิ่มที่พุทธศักราช

ดูเพิ่ม[แก้]