ยุทธการที่วากรัม
| ยุทธการที่วากรัม | |||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ส่วนหนึ่งของ สงครามสหสัมพันธมิตรครั้งที่ห้า | |||||||
ภาพเขียนจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ที่วากรัม โดยออรัส แวร์แน (กาลรีเดบาตาย แวร์ซาย) | |||||||
| |||||||
| คู่สงคราม | |||||||
|
| |||||||
| ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ | |||||||
|
|
| ||||||
| กำลัง | |||||||
| 171,939 นาย, ปืน 584–617 กระบอก[2] | 136,000 นาย, ปืน 388–414 กระบอก[3] | ||||||
| ความสูญเสีย | |||||||
| 35,060 นาย, ปืน 21 กระบอก[4] | 38,870 นาย, ปืน 20 กระบอก[4] | ||||||
ยุทธการที่วากรัม เป็นหนึ่งในยุทธการครั้งใหญ่และสำคัญที่สุดของสงครามนโปเลียน โดยเป็นการรบระหว่างกองทัพฝรั่งเศสภายใต้จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 กับกองทัพออสเตรียที่นำโดยอาร์ชดยุกคาร์ลแห่งออสเตรีย ในบริเวณใกล้หมู่บ้านวากรัมทางตะวันออกของกรุงเวียนนา ฝรั่งเศสได้รับชัยชนะจนทำให้เกิดสนธิสัญญาเชินบรุนซึ่งยุติสงครามสหสัมพันธมิตรครั้งที่ห้า ซึ่งทำให้นโปเลียนได้ครอบครองยุโรปกลาง
เหตุการณ์
[แก้]หลังจากความปราชัยในยุทธการที่อัสแพร์น-เอ็สลิง (Aspern-Essling) ในเดือนพฤษภาคม 1809 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นโปเลียนถูกหยุดยั้งในการข้ามแม่น้ำดานูบ และสูญเสียจอมพลฌ็อง ลาน พระองค์ใช้เวลาเตรียมกองทัพใหม่รวมถึงสร้างสะพานถาวรเพื่อการข้ามแม่น้ำอย่างมั่นคง เมื่อพร้อมในต้นเดือนกรกฎาคม นโปเลียนนำกำลังประมาณ 170,000 นาย และปืนใหญ่กว่า 500 กระบอก ข้ามแม่น้ำเข้าสู่เกาะโลเบา (Lobau) และโจมตีขึ้นฝั่งทางทิศเหนือใกล้หมู่บ้านวากรัม[5]
กองทัพออสเตรียมีกำลังราว 140,000 นายภายใต้การบัญชาการที่เป็นระเบียบ แต่ขาดความยืดหยุ่นเทียบกับโครงสร้างของฝรั่งเศส การรบเริ่มต้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ฝรั่งเศสบุกกระแทกกลางแนวรบออสเตรียโดยมีกองพลน้อยของจอมพลมาเซนาทางปีกซ้าย และจอมพลดาวูทางปีกขวา ทว่าแนวของฝรั่งเศสขยายตัวเร็วเกินไป ทำให้ปีกซ้ายเสียสมดุลและถูกออสเตรียโต้กลับอย่างหนัก
วันที่ 6 กรกฎาคม การรบเปลี่ยนเป็นสงครามยืดเยื้อ นโปเลียนเปิดการโจมตีแบบแนวกว้าง พร้อมใช้แนวปืนใหญ่กว่า 100 กระบอกยิงประสานแนวกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในการใช้ปืนใหญ่แบบมวลรวมที่ใหญ่ที่สุดในสงครามนโปเลียนเพื่อทำลายแนวรบออสเตรีย และเปิดทางให้ทัพของจอมพลจอมพลอูดีโน และมาเซนาเจาะเข้ากลางได้สำเร็จ ขณะเดียวกัน จอมพลดาวูใช้การโจมตีโอบปีกซ้ายของออสเตรีย ทำให้กองทัพออสเตรียตกอยู่ในวงล้อมกึ่งหนึ่งและต้องถอนตัวไปทางเหนือ
ผลลัพธ์
[แก้]ยุทธการครั้งนี้จบลงด้วยชัยชนะของฝรั่งเศส แต่แลกมาด้วยความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ฝรั่งเศสสูญเสียกำลังพลไปราว 34,000 นาย ขณะที่ออสเตรียสูญเสียกว่า 40,000 นาย นับเป็นหนึ่งในยุทธการที่นองเลือดที่สุดในสงครามนโปเลียน และแม้ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายชนะ แต่ก็ไม่สามารถทำลายกองทัพออสเตรียได้อย่างเด็ดขาด กองทัพของอาร์ชดยุกคาร์ลยังสามารถถอนกำลังกลับไปตั้งหลัก ซึ่งต่างจากชัยชนะในอดีตของนโปเลียน เช่น ยุทธการที่เอาส์เทอร์ลิทซ์ ที่ทำลายข้าศึกอย่างสิ้นเชิง[6]
ราชวงศ์ฮาพส์บวร์คยอมลงนามในสนธิสัญญาเชินบรุน เมื่อเดือนตุลาคม 1809 ซึ่งเป็นการยกดินแดนให้ฝรั่งเศสและพันธมิตร รวมถึงการลดจำนวนกองทัพลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่ได้ทำลายเจตจำนงของราชวงศ์ฮาพส์บวร์คเสียทีเดียว กลับทำให้พวกเขาหันมาใช้ยุทธศาสตร์การเจรจา เช่น การสมรสทางการเมืองระหว่างจักรพรรดินโปเลียนกับบเจ้าหญิงมารีอา ลูโดวีคา แห่งออสเตรีย ในปี 1810
ในอีกด้านหนึ่ง ยุทธการที่วากรัมเป็นจุดเริ่มต้นของความเสื่อมถอยในเชิงกลยุทธ์ของจักรวรรดินโปเลียน ชัยชนะที่ต้องแลกด้วยราคาสูงเผยให้เห็นข้อจำกัดของระบบกองพลน้อยและยุทธวิธีเดิม ๆ ที่ไม่สามารถบดขยี้ศัตรูได้อย่างรวดเร็วเหมือนในอดีต อีกทั้งยังทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่แม่ทัพบางคน โดยเฉพาะกรณีของจอมพลแบร์นาด็อตที่ถูกปลดหลังยุทธการ และความไม่พอใจในหมู่พันธมิตรเยอรมันที่เริ่มลังเลต่อฝรั่งเศส
อ้างอิง
[แก้]บรรณานุกรม
[แก้]- Bodart, Gaston (1908). Militär-historisches Kriegs-Lexikon (1618-1905). สืบค้นเมื่อ 15 June 2021.
- Chandler, David (1998). Napoleon's Marshals. London: Weidenfeld and Nicolson.
- Gill, John H. (2010). 1809: Thunder on the Danube - Napoleon's Defeat of the Habsburgs, Vol. 1. London: Frontline Books. ISBN 978-184415-713-6.
- Gill, John H. (2020). The Battle of Znaim: Napoleon, The Habsburgs and the end of the War of 1809. Barnsley: Greenhill Books. ISBN 978-1784384500.
- Nicholls, David (1999). Napoleon: A Biographical Companion. ABC-CLIO. p. 257. ISBN 978-0874369571.
Jacques MacDonald
- britannica (2012). "Battle of Wagram".
อ่านเพิ่ม
[แก้]- Bowden, Scotty; Tarbox, Charlie (1980). Armies on the Danube 1809. Arlington, Texas: Empire Games Press. ISBN 0-913037-08-7.
Chisholm, Hugh, บ.ก. (1911). . สารานุกรมบริตานิกา ค.ศ. 1911. Vol. 28 (11 ed.). สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์. pp. 243–245.