ข้ามไปเนื้อหา

อ็องเดร มาเซนา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก อังเดร มาสเซนา)
จอมพลแห่งจักรวรรดิ

อ็องเดร มาเซนา

ดยุกแห่งริโวลี เจ้าชายแห่งเอ็สลิง
ชื่อเล่นl'Enfant chéri de la Victoire
เกิด(1758-05-06)6 พฤษภาคม ค.ศ. 1758
นิส ราชอาณาจักรซาร์ดิเนีย
เสียชีวิต4 เมษายน ค.ศ. 1817(1817-04-04) (58 ปี)
ปารีส ประเทศฝรั่งเศส
รับใช้ ราชอาณาจักรฝรั่งเศส
สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1
จักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 1
แผนก/สังกัดกองทัพบก
ชั้นยศจอมพลแห่งจักรวรรดิ
การยุทธ์สงครามปฏิวัติฝรั่งเศส
การบุกครองนาโปลี
สงครามคาบสมุทร
สงครามนโปเลียน
บำเหน็จมหาอินทรีแห่งเลฌียงดอเนอร์
ลายมือชื่อ

อ็องเดร มาเซนา (ฝรั่งเศส: André Masséna) เป็นผู้บัญชาการทหารชาวฝรั่งเศสในช่วงสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส[1] มาเซนาเป็นหนึ่งในนายพลสิบแปดคนแรกที่ได้รับยศจอมพลแห่งจักรวรรดิ และได้รับฉายาจากนโปเลียนว่า ลูกรักของชัยชนะ (l'Enfant chéri de la Victoire)[2] เขาถือเป็นหนึ่งในสามจอมพลผู้ยอดเยี่ยมที่สุดของนโปเลียน ร่วมกับจอมพลหลุยส์-นีกอลา ดาวู และฌ็อง ลาน

ประวัติช่วงต้น

[แก้]

มาเซนาเกิดในครอบครัวยากจน เขาเคยทำงานเป็นเด็กรับใช้บนเรือสินค้าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นเวลากว่าสี่ปี และไม่ได้เรียนจบจากวิทยาลัยทหารเฉกเช่นนายพลคนอื่น เมื่อเขาเดินทางกลับฝรั่งเศสในปี 1775 เขาก็ได้บรรจุเป็นพลทหารในกรมทหารอิตาลี กองทัพหลวงฝรั่งเศส เมื่อมีก้าวหน้าจนมียศเป็นจ่าสิบเอก อันเป็นยศสูงสุดสำหรับสามัญชนผู้ไม่ได้เรียนจบทหาร เขาจึงลาออกจากราชการในปี 1789

ภายหลังลาออก เขาแต่งงานและใช้ชีวิตกับครอบครัวฝ่ายสาวในเมืองอ็องทีบส์ (Antibes) มาเซนาเปิดร้านขายของชำ และใช้ความรู้กับเส้นสายสมัยอยู่บนเรือสินค้า ทำธุรกิจลักลอบค้าของเถื่อน และเคยถูกจับขังไม่นานในภาคเหนือของอิตาลี

สงครามปฏิวัติฝรั่งเศส

[แก้]

ต่อมาเมื่อเกิดสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส เขากลับเข้ารับราชการในปี 1791 ในตำแหน่งนายทหารสัญญาบัตร และได้เป็นพันโทในปี 1792 ประจำอยู่ที่ปีเยมอนเต ใกล้ชายแดนอิตาลี เขาได้แสดงฝีมือในแนวรบอิตาลีและมีบทบาทสำคัญในยุทธการที่ซาออร์จิโอ (Saorgio) และโลอาโน (Loano) ซึ่งเปิดทางให้ฝรั่งเศสบุกอิตาลีตอนเหนือ[3]

อ็องเดร มาเซนา ในปี 1792 ขณะมียศพันโท

ในปี 1796 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของมาเซนา เขาได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการหน่วยทหารอิตาลีภายใต้นายพลหนุ่มนามว่านโปเลียน โบนาปาร์ต มาเซนาเป็นผู้ชนะในยุทธการหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุทธการที่ริโวลี (Rivoli) ซึ่งเขาแสดงความสามารถในการรบเชิงรุกและการตัดสินใจฉับไว การชนะที่ริโวลีในปี 1797 ถือเป็นหนึ่งในชัยชนะสำคัญที่ทำให้กองทัพฝรั่งเศสบุกเวโรนาและเวนิสได้สำเร็จ[4]

ในช่วงปี 1798–1799 ฝรั่งเศสเผชิญการต่อต้านจากฝ่ายสัมพันธมิตรชุดใหม่ โดยเฉพาะกองทัพออสเตรียและรัสเซีย มาเซนาได้รับมอบหมายให้รักษาแนวรบในสวิตเซอร์แลนด์ และตรึงแนวรบไว้ได้แม้จะเสียกำลังพลจำนวนมาก เขาเป็นผู้บัญชาการในยุทธการที่ซือริชครั้งที่สองในเดือนกันยายน 1799 ซึ่งสามารถเอาชนะกองทัพรัสเซียที่นำโดยจอมพลอะเลคซันดร์ ซูโวรอฟ ได้อย่างเด็ดขาด ทำให้รัสเซียถอนตัวจากพันธมิตร

จักรวรรดิฝรั่งเศส

[แก้]

หลังชัยชนะที่ซือรืช มาเซนากลายเป็นหนึ่งในแม่ทัพที่มีชื่อเสียง และเมื่อนโปเลียนสถาปนาตนเป็นจักรพรรดิในปี 1804 มาเซนาได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งใน "จอมพลแห่งจักรวรรดิ" รุ่นแรกสุดจำนวน 18 คน[3]

ในปี 1805–1806 มาเซนาได้รับมอบหมายให้คุมกองทัพในราชอาณาจักรนาโปลีของราชวงศ์โบนาปาร์ต และมีบทบาทในการเสริมเสถียรภาพของฝรั่งเศสในอิตาลีตอนใต้ ต่อมาในปี 1809 เขาได้รับมอบหมายให้เป็นแม่ทัพใหญ่ในการทำศึกกับออสเตรียในสงครามสหสัมพันธมิตรครั้งที่ห้า โดยในยุทธการที่เอ็สแพร์น-เอ็สลิง (Aspern-Essling) เขาเป็นหนึ่งในผู้นำที่คุมแนวรบในสภาวะเสียเปรียบอย่างหนักจากการข้ามแม่น้ำดานูบของฝรั่งเศส และแม้จะสูญเสียมาก แต่ก็สามารถป้องกันการพ่ายแพ้ที่เด็ดขาดไว้ได้[5] ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา มาเซนาเข้าร่วมในยุทธการที่วากรัม (Wagram) ซึ่งเป็นชัยชนะใหญ่ของนโปเลียน เขาได้รับการยกย่องจากความกล้าหาญและการคงกำลังไว้แม้จะบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในช่วงก่อนการรบ นโปเลียนจึงมอบบรรดาศักดิ์ให้มาเซนาเป็น "เจ้าชายแห่งเอ็สลิง" (Prince d'Essling)[6]

ในปี 1810 มาเซนาได้รับภารกิจสำคัญคือการรุกรานโปรตุเกสในสงครามคาบสมุทร เขานำกองทัพฝรั่งเศสราว 60,000 นายเข้าสู่ลิสบอน และต้องเผชิญกับแนวต้านที่แข็งแกร่งของทัพอังกฤษ-โปรตุเกสภายใต้การบัญชาการของพลโทไวเคานต์เวลลิงตันที่แนว Torres Vedras มาเซนาไม่สามารถเจาะแนวป้องกันได้ และในปี 1811 ถูกบีบให้ถอนทัพออกจากโปรตุเกสอย่างลำบาก ทำให้ชื่อเสียงของเขาในสายตานโปเลียนเริ่มลดลง[7]

บั้นปลาย

[แก้]

หลังความล้มเหลวในโปรตุเกส มาเซนาถูกเรียกกลับปารีสและไม่ได้รับมอบหมายในตำแหน่งสำคัญอีก เขาถูกมองว่าเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ และเริ่มมีปัญหาด้านสุขภาพ เขาแสดงวางตัวเป็นกลางในสมัยร้อยวัน ส่งผลให้ในช่วงการฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บง เขาได้รับตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาขุนนาง (Chambre des Pairs) จนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 เมษายน 1817 ที่กรุงปารีส ด้วยวัย 58 ปี

อ้างอิง

[แก้]
  1. Horward, Donald D. (ed.) (1973). The French Campaign in Portugal, An Account by Jean Jacques Pelet, 1810-1811. Minneapolis, MN, p. 501.
  2. Franceschi, Michel (2005). Austerlitz. Montreal: International Napoleonic Society, p. 20.
  3. 1 2 Chandler, David G. The Campaigns of Napoleon. Macmillan, 1966.
  4. Smith, Digby. The Napoleonic Wars Data Book. Greenhill Books, 1998.
  5. Esdaile, Charles. Napoleon’s Wars: An International History, 1803–1815. Penguin, 2007.
  6. Gates, David. The Spanish Ulcer: A History of the Peninsular War. Pimlico, 2001.
  7. Oman, Charles. A History of the Peninsular War, Vol. IV. Oxford: Clarendon Press, 1903.