ฌ็อง-เดอ-ดีเยอ ซูลต์
จอมพลสูงสุด ฌ็อง-เดอ-ดีเยอ ซูลต์ ดยุกแห่งดัลเมเชีย | |
|---|---|
ซูลต์ในปี 1840 | |
| นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส | |
| ดำรงตำแหน่ง 29 ตุลาคม 1840 – 18 กันยายน 1847 | |
| กษัตริย์ | หลุยส์-ฟีลิปที่ 1 |
| ก่อนหน้า | อาดอลฟ์ ตีแยร์ |
| ถัดไป | François Guizot |
| ดำรงตำแหน่ง 12 พฤษภาคม 1839 – 1 มีนาคม 1840 | |
| กษัตริย์ | หลุยส์-ฟีลิปที่ 1 |
| ก่อนหน้า | Louis-Mathieu Molé |
| ถัดไป | อาดอลฟ์ ตีแยร์ |
| ดำรงตำแหน่ง 11 ตุลาคม 1832 – 18 กรกฎาคม 1834 | |
| กษัตริย์ | หลุยส์-ฟีลิปที่ 1 |
| ก่อนหน้า | Casimir Périer |
| ถัดไป | Étienne Maurice Gérard |
| รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสงคราม | |
| ดำรงตำแหน่ง 29 ตุลาคม 1840 – 10 พฤศจิกายน 1845 | |
| นายกรัฐมนตรี | ตนเอง |
| ก่อนหน้า | Amédée Despans-Cubières |
| ถัดไป | Alexandre Moline de Saint-Yon |
| ดำรงตำแหน่ง 17 พฤศจิกายน 1830 – 18 กรกฎาคม 1834 | |
| นายกรัฐมนตรี | Jacques Laffitte Casimir Périer |
| ก่อนหน้า | เอเตียน มอริส เฌราร์ |
| ถัดไป | เอเตียน มอริส เฌราร์ |
| ดำรงตำแหน่ง 26 พฤศจิกายน 1814 – 11 มีนาคม 1815 | |
| นายกรัฐมนตรี | Pierre Louis Jean Casimir de Blacas |
| ก่อนหน้า | Pierre Dupont de l'Étang |
| ถัดไป | Henri Clarke |
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |
| เกิด | 29 มีนาคม ค.ศ. 1769 แซ็งตามางลาบัสตีด ประเทศฝรั่งเศส |
| เสียชีวิต | 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1851 (82 ปี) แซ็งตามางลาบัสตีด จังหวัดตาร์ญ ประเทศฝรั่งเศส |
| คู่สมรส | Jeanne-Louise-Elisabeth Berg (สมรส 1796; เสียชีวิต 1851) |
| บุตร | 3 |
| วิชาชีพ | นักการทหาร |
| ลายมือชื่อ | |
| ยศที่ได้รับการแต่งตั้ง | |
| รับใช้ | |
| สังกัด | กองทัพบก |
| ประจำการ | 1785–1815 |
| ยศ | จอมพลแห่งจักรวรรดิ (Maréchal d'Empire) จอมพลสูงสุด (Maréchal général de France) |
| ผ่านศึก | |
จอมพลสูงสุด นีกอลา ฌ็อง-เดอ-ดีเยอ ซูลต์ (ฝรั่งเศส: Nicolas Jean-de-Dieu Soult) เป็นนักการทหารและรัฐบุรุษชาวฝรั่งเศส เขาเป็นจอมพลแห่งจักรวรรดิในช่วงสงครามนโปเลียน และต่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศสถึงสามครั้งในรัชสมัยสมัยพระเจ้าหลุยส์-ฟีลิปที่ 1 ซูลต์ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการทหารที่โดดเด่นที่สุดในสมัยใหม่[1]
ซูลต์เป็นบุตรของพนักงานจดทะเบียนที่ดินในชนบททางตอนใต้ของฝรั่งเศส เขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพหลวงฝรั่งเศสในปี 1785 และก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส เขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพลโทหลังจากสร้างผลงานโดดเด่นในยุทธการที่ฟลอรูปี 1794 และภายในปี 1799 เขาก็ได้ยศพลเอก เขาทำการรบเสมอกับกองกำลังที่มีจำนวนเท่ากันของจอมพลอะเลคซันดร์ ซูโวรอฟ ที่กลารุสในปี 1799 และในปีเดียวกันนั้นสามารถเอาชนะกองทัพออสเตรียภายใต้การนำของฟรีดริช ฟอน ฮ็อทเซอ ที่แม่น้ำลินท์ เนื่องจากฮ็อทเซอเสียชีวิตตั้งแต่เริ่มการรบ ทำให้กองทัพออสเตรียขาดการจัดระเบียบ
ในปี 1804 นโปเลียนได้แต่งตั้งซูลต์เป็นหนึ่งใน 18 จอมพลแห่งจักรวรรดิชุดแรก ซูลต์มีบทบาทสำคัญในหลายการรณรงค์ของนโปเลียน ที่โดดเด่นที่สุดคือในการรณรงค์ที่อุล์ม (เช่นยุทธการที่เมมมิงเงิน) และในยุทธการที่เอาสเทอร์ลิทซ์ ซึ่งกองพลของเขาได้ทำการบุกโจมตีครั้งตัดสินที่ทำให้ฝรั่งเศสได้รับชัยชนะ ต่อมาเขาได้รับแต่งตั้งเป็นดยุคแห่งดัลเมเชีย ตั้งแต่ปี 1808 เขาทำหน้าที่บัญชาการกองทัพฝรั่งเศสในสงครามคาบสมุทร ในยุทธการที่โกรุนญา ซูลต์ได้ปะทะกับอังกฤษภายใต้นายพลจอห์น มัวร์ และจอห์น โฮป ในระหว่างการโจมตีของซูลต์ ทหารของเขาถูกโอบล้อมโดยทหารราบที่มีจำนวนเหนือกว่าและต้องถอยร่นกลับไปยังตำแหน่งเดิม เช่นเดียวกับทหารอังกฤษ แต่ในท้ายที่สุดเขาก็เป็นผู้ครองสนามรบเนื่องจากการถอยทัพของอังกฤษไปที่เรือ ส่งผลให้สเปนขาดการสนับสนุนจากอังกฤษไปชั่วขณะ ในยุทธการที่อัลบูเอรา เขาได้ต่อสู้จนเสมอกับกองกำลังผสมอังกฤษ-พันธมิตรที่มีจำนวนเหนือกว่าภายใต้การนำของวิลเลียม เบเรสฟอร์ด
แม้ได้รับชัยชนะในช่วงแรกหลายครั้ง เช่น ในยุทธการที่โอกัญญา แต่ในที่สุดซูลต์ก็ถูกแก้เกมและถูกขับไล่ออกจากสเปนโดยกองกำลังพันธมิตรภายใต้การนำของพลโทอาร์เธอร์ เวลสลีย์ (ต่อมาคือดยุกแห่งเวลลิงตัน) ซึ่งมีความเหนือกว่าซูลต์ทั้งในด้านคุณภาพของทหารและเสบียง จากนั้นซูลต์ยังคงต่อสู้อย่างดื้อรั้นกับเวลลิงตันที่ตูลูสในปี 1814 เพียงไม่กี่วันหลังจากการสละราชสมบัติครั้งแรกของนโปเลียน ซูลต์ประกาศตัวเป็นฝ่ายนิยมเจ้าหลังจากการฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บง แต่ก็ได้กลับไปร่วมกับนโปเลียนในช่วงสมัยร้อยวัน เขาทำหน้าที่เป็นเสนาธิการทหารของนโปเลียนในยุทธการที่วอเตอร์ลูในปี 1815 ซึ่งนโปเลียนพ่ายแพ้หมดสภาพ ในบทบาทนี้ซูลต์พิสูจน์ให้เห็นว่าเขามีความสามารถน้อยกว่าเมื่อเทียบกับตอนเป็นผู้บัญชาการในสนามรบ
ภายหลังการฟื้นฟูราชวงศ์ครั้งที่สอง ซูลต์ต้องลี้ภัยไปยังเยอรมนี ต่อมาในปี 1819 เขาถูกเรียกตัวกลับฝรั่งเศสและได้รับความไว้วางใจจากราชวงศ์อีกครั้ง และในปี 1830 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามหลังการปฏิวัติเดือนกรกฎาคม ซูลต์เป็นผู้ดูแลการปฏิรูปกองทัพฝรั่งเศสและเป็นผู้รับผิดชอบในการก่อตั้งกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส ภายใต้รัชสมัยพระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ เขาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสถึงสามสมัย คือช่วงปี 1832-1834, ช่วงเกือบหนึ่งปีระหว่างปี 1839-1840 และช่วงปี 1840-1847 ซึ่งในในปี 1847 เขาได้รับยศจอมพลสูงสุดแห่งฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ซูลต์ประกาศตัวเป็นฝ่ายสาธารณรัฐอีกครั้งหลังจากพระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ถูกโค่นล้มในการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1848
จอมพลซูลต์ถึงแก่อสัญกรรมในปี 1851 ตลอดเส้นทางอาชีพทหาร ซูลต์ได้สะสมภาพวาดจำนวนมาก ซึ่งหลายภาพได้มาในช่วงเวลาที่เขาอยู่ในสเปน คอลเลกชันดังกล่าวถูกนำออกประมูลกระจัดกระจายไปภายหลังการเสียชีวิตของเขา
ประวัติตอนต้น
[แก้]ฌ็อง-เดอ-ดีเยอ ซูลต์ เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ค.ศ. 1769 ณ เมืองแซ็งตามางลาบัสตีด (Saint-Amans-la-Bastide) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นปีเกิดเดียวกับนโปเลียน โบนาปาร์ต และดยุกแห่งเวลลิงตัน บิดาของเขาเป็นนักกฎหมายระดับท้องถิ่น แต่เสียชีวิตลงเมื่อซูลต์อายุได้เพียง 16 ปี การขาดเสาหลักของครอบครัวบีบบังคับให้เขาต้องละทิ้งเส้นทางอาชีพตามรอยบิดา และตัดสินใจสมัครเข้าเป็นพลทหารในกรมทหารราบหลวง (Régiment de Royal-Infanterie) ในปี 1785 เพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ[2]
สงครามปฏิวัติฝรั่งเศส
[แก้]การปะทุขึ้นของการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำลายเพดานแก้วของระบอบเก่า (Ancien Régime) ซึ่งเคยจำกัดตำแหน่งนายทหารชั้นสัญญาบัตรไว้เพียงกลุ่มขุนนาง สำหรับซูลต์ผู้มีต้นกำเนิดเป็นสามัญชนและมีตำแหน่งเป็นเพียงนายสิบในช่วงเริ่มต้นการปฏิวัติ โอกาสนี้ทำให้เขาสามารถใช้พรสวรรค์ด้านการทหารอย่างเต็มที่ โดยเขาได้เริ่มต้นสร้างชื่อเสียงในหลายยุทธการของสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส ผ่านการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวดและมีระบบ
ซูลต์ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันโดดเด่นในการวางแผนยุทธวิธีภายใต้การบัญชาการของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่หลายท่าน อาทิ นายพลฌ็อง-บาติสต์ ฌูร์ด็อง (Jourdan) และนายพลลาซาร์ โฮช (Hoche) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุทธการที่ฟลอรู (Fleurus) เมื่อปี 1794 ซึ่งถือเป็นสมรภูมิแจ้งเกิดของเขา ในขณะนั้นซูลต์ทำหน้าที่เป็นเสนาธิการให้กับนายพลฟร็องซัว โฌแซ็ฟ เลอแฟฟวร์ (Lefebvre) เขาแสดงความใจเย็นท่ามกลางความโกลาหล สามารถจัดระเบียบกองพลและวิเคราะห์ภูมิประเทศได้อย่างเฉียบแหลม จนมีส่วนสำคัญที่ทำให้ฝรั่งเศสได้รับชัยชนะเหนือพรรคพ่วง ความดีความชอบในครั้งนี้ส่งผลให้เขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพลโท (Général de Brigade) ในเดือนตุลาคม 1794 ด้วยวัยเพียง 25 ปี
ในช่วงปี 1799–1800 ซูลต์เป็นมือขวาของจอมพลอ็องเดร มาเซนา (Masséna) ในการทัพที่สวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี โดยเฉพาะในการปิดล้อมเจโนวา ซึ่งเขาได้แสดงความอดทนและการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดภายใต้สภาวะวิกฤต การหล่อหลอมในช่วงทศวรรษแห่งสงครามปฏิวัติทำให้ซูลต์ไม่ได้เป็นเพียงนักรบที่กล้าหาญ แต่ยังเป็น "นักบริหารทางทหาร" ผู้มีความเป็นเลิศ ซึ่งคุณลักษณะนี้เองที่ไปสะดุดตาของนโปเลียน โบนาปาร์ต ในเวลาต่อมา
จักรวรรดิฝรั่งเศส
[แก้]เมื่อนโปเลียน โบนาปาร์ต ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิในปี 1804 ซูลต์ได้รับการจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นหนึ่งใน 18 จอมพลแห่งจักรวรรดิ (Maréchal d'Empire) ชุดแรกที่ได้รับการแต่งตั้งในวันที่ 19 พฤษภาคม 1804 ในวัยเพียง 35 ปี ซูลต์ได้รับมอบหมายให้บัญชาการ กองทัพน้อยที่ 4 (IV Corps) ณ ค่ายบูโลญ เพื่อเตรียมการรุกรานอังกฤษ เขาใช้เวลาช่วงนี้เคี่ยวเข็ญทหารด้วยระเบียบวินัยที่เข้มงวดและการจัดการด้านพลาธิการที่แม่นยำ จนกองทัพน้อยของเขากลายเป็นหน่วยที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในกองทัพใหญ่ (Grande Armée)

บทบาทที่ทำให้ซูลต์กลายเป็นตำนานคือยุทธการที่เอาสเทอร์ลิทซ์ในปี 1805 จักรพรรดินโปเลียนทรงมอบหมายภารกิจที่เป็นหมัดเด็ดของแผนการรบทั้งหมด นั่นคือการบุกยึดที่ราบสูงพราทเซิน (Pratzen) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ใจกลางที่กองทัพพันธมิตรรัสเซีย-ออสเตรียละทิ้งไปเพื่อหวังเข้าตีปีกขวาของฝรั่งเศส ท่ามกลางหมอกหนาในยามเช้าที่ช่วยพรางตา ซูลต์นำทหารบุกจู่โจมขึ้นสู่ที่ราบสูงอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เมื่อหมอกจางลงและแสงอาทิตย์ส่องถึงพื้น กองทัพข้าศึกก็พบว่าตนเองถูกตัดแบ่งเป็นสองส่วนด้วยกำลังของซูลต์ ชัยชนะครั้งมโหฬารนี้ทำให้นโปเลียนถึงกับตรัสยกย่องเขาต่อหน้าเหล่าทหารว่าเป็น "นักดำเนินกลยุทธที่เก่งกาจที่สุดในยุโรป" (Le premier manoeuvrier de l'Europe)
ความรุ่งโรจน์ของซูลต์ยังคงดำเนินต่อในยุทธการที่เยนา-เอาเออร์ชเต็ทในปี 1806 และการรบที่ไอเลา (Eylau) รวมถึงที่ไฮลส์แบร์ค (Heilsberg) ในปี 1807 ซึ่งเขาได้พิสูจน์ความทรหดในการต้านทานกองทัพรัสเซีย จากความดีความชอบตลอดหลายสมรภูมิ นโปเลียนได้มอบบรรดาศักดิ์ให้เขาเป็น ดยุคแห่งดัลเมเชีย (Duc de Dalmatie) ในปี 1808
สงครามคาบสมุทร
[แก้]ในปี 1808 ภารกิจของซูลต์ได้เปลี่ยนจากสมรภูมิในยุโรปกลางสู่คาบสมุทรไอบีเรีย ซึ่งกลายเป็นแผลเนื้อร้ายของจักรวรรดิฝรั่งเศส ซูลต์เริ่มต้นด้วยการได้รับมอบหมายให้ติดตามบดขยี้กองทัพอังกฤษที่กำลังถอยร่น นำไปสู่ยุทธการที่โกรุนญา (Battle of Corunna) ในปี 1809 ซึ่งแม้กองทัพอังกฤษภายใต้นายพลจอห์น มัวร์ จะสามารถหนีลงเรือ แต่ซูลต์ก็สามารถยึดครองพื้นที่และสถาปนาอำนาจของฝรั่งเศสในสเปนตอนเหนือและโปรตุเกสได้สำเร็จในช่วงแรก[3] ซูลต์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองทัพในอันดาลูซิอา (Andalusia) ทางตอนใต้ของสเปน ซึ่งเขาได้แสดงทักษะการปกครองที่โดดเด่นควบคู่ไปกับการทหาร จนถูกค่อนขอดว่าพยายามตั้งตนเป็น "กษัตริย์นีกอลา" ในสมรภูมิเขาได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดที่ยุทธการที่โอกัญญา (Battle of Ocaña) ในปี 1809 ซึ่งเป็นการทำลายกองทัพสเปนลงอย่างย่อยยับ[4] อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงของเขาคือการเผชิญหน้ากับพลโทอาร์เธอร์ เวลสลีย์ และกองกำลังผสมอังกฤษ-โปรตุเกส ในยุทธการที่อัลบูเอรา (Battle of Albuera) ในปี 1811 ซูลต์ต้องเผชิญกับการรบที่นองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในสงคราม แม้เสมอกันในทางยุทธวิธี แต่เขาต้องสูญเสียกำลังพลมหาศาล
ในช่วงท้ายของสงครามคาบสมุทร เมื่อสถานการณ์ของฝรั่งเศสเริ่มสั่นคลอนจากการถอนทหารไปทำศึกในรัสเซีย ซูลต์ถูกเรียกตัวกลับมาเพื่อกอบกู้สถานการณ์จากการรุกคืบของเวลลิงตัน เขาแสดงความดื้อรั้นและความสามารถในการป้องกันอย่างยอดเยี่ยมในการรบที่เทือกเขาพีเรนีส และสุดท้ายในยุทธการที่ตูลูส (Battle of Toulouse) ปี ค.ศ. 1814 ซึ่งเป็นการรบครั้งสุดท้ายก่อนนโปเลียนจะสละราชสมบัติครั้งแรก แม้ว่าเขาจะสามารถต้านทานการบุกของเวลลิงตันได้อย่างเหนียวแน่น แต่การพ่ายแพ้ในภาพรวมของจักรวรรดิทำให้เขาต้องยอมรับการสงบศึก
สมัยร้อยวัน
[แก้]ภายหลังการเสด็จกลับจากเกาะเอลบาของนโปเลียนในปี 1815 ซูลต์ตัดสินใจกลับไปรับใช้จักรพรรดิอีกครั้ง แม้ว่าก่อนหน้านั้นเขาจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามภายใต้พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ก็ตาม ในการทัพครั้งสุดท้ายนี้ นโปเลียนได้มอบหมายบทบาทที่ท้าทายที่สุดให้แก่ซูลต์ นั่นคือการดำรงตำแหน่งเสนาธิการของกองทัพส่วนเหนือ เพื่อทำหน้าที่แทนจอมพลแบร์ตีเย (Berthier) ผู้ล่วงลับ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนบทบาทจากผู้บัญชาการสนามรบมาเป็นเสนาธิการกลับกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญ ซูลต์ซึ่งคุ้นชินกับการสั่งการด้วยตนเอง ขาดความละเอียดรอบคอบในการจัดการระบบสื่อสารและส่งเอกสารคำสั่งอย่างที่แบร์ตีเยเคยทำ ความผิดพลาดในการส่งสารที่กำกวมและล่าช้าส่งผลให้เกิดความสับสนระหว่างกองกำลังของนโปเลียน จอมพลเนย์ และจอมพลกรูชี ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่นำไปสู่ความหายนะในยุทธการที่วอเตอร์ลู
ในเช้าของหนึ่งวันก่อนยุทธการที่วอเตอร์ลู ซูลต์พยายามใช้ประสบการณ์จากสงครามคาบสมุทรเตือนนโปเลียนว่า "ทหารราบอังกฤษเมื่ออยู่ในชัยภูมิฝ่ายรับคือปีศาจที่ไม่มีวันตาย" แต่จักรพรรดิกลับตอบโต้ด้วยประโยคอันโด่งดังว่า "เพียงเพราะเจ้าเคยถูกเวลลิงตันตีแตก เจ้าเลยคิดว่าเขาเป็นนายพลที่เก่งงั้นหรือ? ข้าบอกเจ้าให้ว่าเวลลิงตันคือนายพลที่ห่วย และทหารอังกฤษก็เป็นทหารเลว" ความล้มเหลวในการประสานงานและการประเมินข้าศึกต่ำเกินไปส่งผลให้กองทัพใหญ่พ่ายแพ้อย่างราบคาบ และจบสิ้นยุคสมัยของนโปเลียน
สมัยราชวงศ์บูร์บง
[แก้]ภายหลังความพ่ายแพ้ของนโปเลียนในปี 1815 ซูลต์ถูกเนรเทศไปยังเยอรมนีในช่วงการฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บงครั้งที่สอง เนื่องจากเขากลับไปรับใช้จักรพรรดิในช่วงสมัยร้อยวัน อย่างไรก็ตาม พรสวรรค์ด้านการบริหารจัดการทำให้เขาได้รับอภัยโทษและเรียกตัวกลับมาในปี 1819 ก่อนจะกลับมาเรืองอำนาจสูงสุดอีกครั้งในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ หลังการปฏิวัติเดือนกรกฎาคมในปี 1830]]
ในยุคนี้ ซูลต์ได้เปลี่ยนบทบาทจากขุนพลในสนามรบสู่การเป็นรัฐบุรุษผู้ทรงอิทธิพล เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามและเป็นผู้ผลักดันการปฏิรูปกองทัพฝรั่งเศสให้ทันสมัย ผลงานที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำที่สุดคือการสถาปนา กองทหารต่างด้าวฝรั่งเศสในปี 1831 เพื่อใช้เป็นกองกำลังหลักในการขยายอิทธิพลในแอลจีเรีย นอกจากนี้เขายังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึงสามครั้ง สะท้อนถึงความสามารถในการประคับประคองการเมืองที่ผันผวนของฝรั่งเศสในขณะนั้น
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Bodart, Gaston (1908). Militär-historisches Kriegs-Lexikon (1618–1905) (ภาษาเยอรมัน). C. W. Stern. p. 790. สืบค้นเมื่อ 11 September 2023.
- ↑ Chandler, D. G. (1987). Napoleon's Marshals. Weidenfeld & Nicolson. Glover, M. (1974). The Peninsular War 1807-1814: A Concise Military History. Penguin Books.
- ↑ Esdaile, C. J. (2003). The Peninsular War: A New History. Palgrave Macmillan.
- ↑ Gates, D. (1986). The Spanish Ulcer: A History of the Peninsular War. W. W. Norton & Co.
ดูเพิ่ม
[แก้]- จอมพลชาวฝรั่งเศส
- ทหารชาวฝรั่งเศส
- บุคคลในคริสต์ศตวรรษที่ 18
- บุคคลในคริสต์ศตวรรษที่ 19
- บุคคลที่เกิดในปี พ.ศ. 2312
- บุคคลที่เสียชีวิตในปี พ.ศ. 2394
- บุคคลในสงครามนโปเลียนชาวฝรั่งเศส
- ผู้นำในสงครามนโปเลียน
- นักการทหารชาวฝรั่งเศส
- ผู้ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์
- นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส
- บุคคลจากจังหวัดตาร์น
- ผู้มีชื่อจารึกใต้ประตูชัยฝรั่งเศส
- บทความเกี่ยวกับ ชีวประวัติ ที่ยังไม่สมบูรณ์