สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย
เป็นส่วนหนึ่งของ การรวมชาติเยอรมัน
Franco-Prussian War Collage.jpg
ตามเข็มจากบนขวา: ยุทธการมารส์-ลา-ตูร์, กรมทหารราบเบาที่ 9 เลาเอินบวร์ค, กระสุนปืนนัดสุดท้าย, การป้องกันช็องปีญนี, การปิดล้อมกรุงปารีส, การประกาศสถาปนาจักรวรรดิเยอรมัน
วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1870 ถึง
10 พฤษภาคม ค.ศ. 1871
สถานที่ ฝรั่งเศสและปรัสเซีย
ผลลัพธ์ ฝ่ายเยอรมันชนะ เกิดสนธิสัญญาแฟรงก์เฟิร์ต
ดินแดน
เปลื่ยน
สถาปนาจักรวรรดิเยอรมัน
เยอรมันผนวกอาลซัส-ลอแรน
จักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 2 สิ้นสภาพ
สถาปนาสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3
คู่ขัดแย้ง
ฝรั่งเศส จักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 2 (ถึง 4 กันยายน ค.ศ. 1870)
ฝรั่งเศส สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 (เริ่ม 4 กันยายน ค.ศ. 1870)
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
ฝรั่งเศส นโปเลียนที่ 3  (เชลย)
ฝรั่งเศส ฟร็องซัวส์ แอคชิล บาเซน  (เชลย)
ฝรั่งเศส แพทริช เดอ แมคมาฮอน  (เชลย)

สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3
ฝรั่งเศส หลุยส์ จูลส์ ทรอชู
ฝรั่งเศส จูเซปเป การีบัลดี
ฝรั่งเศส เลยง แกมเบตต้า

War Ensign of Prussia (1816).svg พระเจ้าวิลเฮล์มที่ 1
War Ensign of Prussia (1816).svg เฮลมุท ฟอน มอลท์เคอ
War Ensign of Prussia (1816).svg ออทโท ฟอน บิสมาร์ค
War Ensign of Prussia (1816).svg คาร์ล ฟรีดริช ฟ็อน ชไตน์เม็ทซ์
War Ensign of Prussia (1816).svg อัลเบรช ฟอน รูน
กำลัง
492,585 active[1]
417,366 Garde Mobile[2]
300,000 regular
900,000 reserves and Landwehr[3]
กำลังพลสูญเสีย
138,871 เสียชีวิต[4]
143,000 บาดเจ็บ
474,414 ถูกจับเป็นเชลย[5]
44,781 เสียชีวิต
89,732 บาดเจ็บ[6]

สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย (อังกฤษ: Franco-Prussian War) หรือ สงครามฝรั่งเศส-เยอรมัน ในฝรั่งเศสเรียกกันว่า สงครามปี 1870[7] (1870 War) เป็นความขัดแย้งระหว่างจักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง(และต่อมากลายเป็นสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3) และรัฐเยอรมันแห่งสมาพันธรัฐเยอรมันเหนือภายใต้การนำโดยราชอาณาจักรปรัสเซีย กินเวลาตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1870 ถึง 28 มกราคม ค.ศ. 1871 ความขัดแย้งครั้งนี้มีสาเหตุมาจากความทะเยอทะยานของปรัสเซียที่จะขยายอำนาจในการรวมชาติเยอรมันและความเกรงกลัวของฝรั่งเศสในการเปลี่ยนแปลงสมดุลแห่งอำนาจในยุโรปที่จะส่งผลลัพธ์ หากปรัสเซียทำสำเร็จ นักประวัติศาสตร์บางคนได้โต้แย้งว่า นายกรัฐมนตรีปรัสเซีย อ็อทโท ฟ็อน บิสมาร์ค ได้มีความจงใจในการยั่วยุฝรั่งเศสให้ประกาศสงครามกับปรัสเซีย เพื่อที่จะชักนำให้รัฐทางใต้ของเยอรมันที่เป็นอิสระ ได้แก่ บาเดิน เวือร์ทเทิมแบร์ค บาวาเรีย และเฮ็สเซิน - ดาร์มชตัดท์ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับสมาพันธรัฐเยอรมันเหนือซึ่งถูกปกครองโดยปรัสเซีย ในขณะที่คนอื่นยืนยันว่า บิสมาร์คไม่ได้วางแผนและใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ครั้งนี้ในขณะที่พวกเขาได้แฉออกไป อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครโต้แย้งความจริงที่ว่าบิสมาร์คต้องยอมรับศักยภาพของพันธมิตรเยอรมันใหม่ในการรับมือสถานการณ์โดยรวม[8]

ฝรั่งเศสได้ระดมกองทัพ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1870 ทำให้สมาพันธรัฐเยอรมันเหนือได้ทำการตอบโต้ด้วยการระดมพลเช่นกันในวันเดียวกัน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1870 รัฐสภาฝรั่งเศสได้โหวตเพื่อประกาศสงครามกับปรัสเซียและคำประกาศสงครามได้ถูกไปยังปรัสเซียในสามวันต่อมา กองทัพฝรั่งเศสได้เข้ารุกดินแดนเยอรมัน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม เยอรมันได้ระดมพลของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าฝรั่งเศสและได้เข้ารุกทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม กองทัพเยอรมันมีจำนวนที่เหนือกว่า มีการฝึกอบรมและความเป็นผู้นำที่ดี และมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือทางรถไฟ และปืนใหญ่

หนึ่งในชัยชนะอย่างรวดเร็วของปรัสเซียและเยอรมันในทางตะวันออกของฝรั่งเศส จุดสูงสุดในการล้อมที่แม็สและยุทธการที่เชอด็อง ทำให้จักรพรรดิฝรั่งเศส นโปเลียนที่ 3 ถูกจับกุมและกองทัพจักรวรรดิที่สองได้ปราชัยอย่างย่อยยับ รัฐบาลปกป้องชาติได้ประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่สามขึ้นในปารีส เมื่อวันที่ 4 กันยายน และทำสงครามต่อไปในอีกห้าเดือน กองทัพเยอรมันได้ต่อสู้รบและพ่ายแพ้ให้กับกองทัพฝรั่งเศสใหม่ในภาคเหนือของฝรั่งเศส ปารีสซึ่งเป็นเมืองหลวงได้ถูกปิดล้อมและถูกยึดครอง เมื่อวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1871 ภายหลังการก่อการกำเริบของฝ่ายคณะปฏิวัติที่เรียกตนเองว่า คอมมูนปารีส ได้เข้ายึดอำนาจในเมืองและถือครองไว้เป็นเวลาสองเดือน จนกระทั่งกองทัพฝรั่งเศสได้เข้าปราบปรามอย่างเลือดเย็น เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1871

รัฐเยอรมันทั้งหมดได้ประกาศว่าจะรวมตัวกันเป็นจักรวรรดิเยอรมันภายใต้การนำโดยกษัตริย์แห่งปรัสเซีย วิลเฮล์มที่ 1 ในที่สุดเยอรมนีก็รวมชาติเป็นหนึ่งเดียวในฐานะที่เป็นชาติ-รัฐ(ออสเตรียได้ถูกแยกออกไป) สนธิสัญญาแฟรงก์เฟิร์ต เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ.1871 ทำให้ส่วนใหญ่ของแคว้นอาลซัสและบางส่วนของแคว้นลอแรนตกเป็นของเยอรมนี ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นดินแดนจักรวรรดิแห่งอาลซัสและลอแรน(Reichsland Elsaß-Lothringen). การที่เยอรมันพิชิตฝรั่งเศสและรวมชาติเยอรมนีทำให้เกิดการเสียสมดุลแห่งอำนาจในยุโรปที่มีมาตั้งแต่การประชุมใหญ่แห่งเวียนนา ในปี ค.ศ. 1815 และบิสมาร์คยังรักษาอำนาจอย่างมากในกิจการระหว่างประเทศเป็นเวลาสองทศวรรษ

ด้วยความมุ่งมั่นของฝรั่งเศสที่จะชิงอาลซัสและลอแรนกลับคืนมา และความหวาดกลัวของสงครามฝรั่งเศสและเยอรมันอีกครั้งพร้อมกับความหวั่นเกรงของบริติชเกี่ยวกับสมดุลแห่งอำนาจ กลายเป็นปัจจัยในสาเหตุของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

อ้างอิง[แก้]

  1. Howard, Michael (1991). The Franco-Prussian War: The German Invasion of France 1870–1871. Routledge. p. 39. ISBN 0-415-26671-8.
  2. Howard(1991). p. 39
  3. Wawro(2003), p. 42.
  4. Nolte, Frédérick (1884). L'Europe militaire et diplomatique au dix-neuvième siècle, 1815-1884. E. Plon, Nourrit et ce. p. 527.
  5. Nolte(1884). pp. 526-527
  6. Micheal Clodfelter: Warfare and armed conflicts: a statistical reference to casualty and other figures, 1500-2000. Jefferson, NC, 2002 (2nd ed.), ISBN 0-7864-1204-6, p. 210
  7. Taithe, Bertrand (2001). Citizenship and Wars: France in Turmoil 1056-1871. Routledge.
  8. Ramm 1967, pp. 308–313, highlights three difficulties with the argument that Bismarck planned or provoked a French attack..

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]