ราชอาณาจักรเนเปิลส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ราชอาณาจักรเนเปิลส์
Regno di Napoli
ราชอาณาจักร

ค.ศ. 1285ค.ศ. 1816
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
เมืองหลวง เนเปิลส์[1]
รัฐบาล ราชาธิปไตย
ประวัติศาสตร์
 -  สถาปนา ค.ศ. 1285
 -  รวมเป็นอาณาจักรเดียวกับซิซิลีที่เรียกว่าราชอาณาจักรซิซิลีทั้งสอง ค.ศ. 1816

ราชอาณาจักรเนเปิลส์ (อังกฤษ: Kingdom of Naples) เป็นอาณาจักรที่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรอิตาลี (Italian peninsula) หรือบางครั้งก็รู้จักกันอย่างสับสนกับ “ราชอาณาจักรซิซิลี” ซึ่งเป็นราชอาณาจักรที่ก่อตั้งหลังจากการแยกตัวของซิซิลีจากราชอาณาจักรซิซิลีเดิมที่เป็นผลมาจากกบฏซิซิเลียนเวสเปิร์ส (Sicilian Vespers) ของปี ค.ศ. 1282 ระหว่างการเป็นราชอาณาจักร ราชอาณาจักรเนเปิลส์ปกครองสลับกันปกครองโดยพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสหรือพระมหากษัตริย์สเปน ขึ้นอยู่กว่าผู้ใดจะมีอำนาจมากกว่า


ประวัติศาสตร์[แก้]


ราชวงศ์โฮเฮินสเตาเฟิน[แก้]

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 ชาวนอร์มันได้ครอบครองรัฐในอิตาลีตอนใต้และซิซิลีที่ในอดีตเคยเป็นของชาวไบเซนไทน์, ชาวลอมบาร์ด และชาวมุสลิม ปี ค.ศ. 1130 โรเจอร์ที่ 2 ผู้รวบรวมดินแดนทั้งหมดของชาวนอร์มันเข้าด้วยกันตั้งตนเป็นกษัตริย์แห่งซิซิลีและปุลยา การมีตัวตนของรัฐนอร์มันดังกล่าวนี้ในช่วงแรกถูกคัดค้านจากสมเด็จพระสันตะปาปาและจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ที่อ้างตนเป็นพระมหากษัตริย์ปกครองพื้นที่ทางตอนใต้ ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ราชอาณาจักรถูกส่งต่อให้จักรพรรดิราชวงศ์โฮเฮินสเตาเฟิน (ที่โด่งดังที่สุดคือจักรพรรดิฟรีดริชที่ 2 กษัตริย์แห่งซิซิลีตั้งแต่ ค.ศ. 1198 ถึง ค.ศ. 1250) ภายใต้ผู้ปกครองกลุ่มแรกนี้ราชอาณาจักรเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ในทางการเมืองราชอาณาจักรเป็นรัฐที่รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางมากที่สุดในยุโรป ในทางเศรษฐกิจราชอาณาจักรเป็นศูนย์กลางสำคัญทางการค้าและผู้ผลิตธัญพืช และในทางวัฒนธรรมราชอาณาจักรซึบซับเอาศาสตร์ของชาวกรีกและชาวอาหรับเข้ามาในยุโรปตะวันตก

ราชวงศ์อ็องฌู[แก้]

ธงอ็องฌูของเนเปิลส์ ค.ศ. 1282–1442

หลังสิ้นเชื้อสายตามกฎหมายของราชวงศ์โฮเฮินสเตาเฟิน ชาร์ลส์แห่งอ็องฌู พระอนุชาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศสได้รับสิทธิ์ในการควบคุมราชอาณาจักรในปี ค.ศ. 1266 ตามคำเชื้อเชิญของสมเด็จพระสันตะปาปาที่กลัวว่าพื้นที่ทางใต้จะตกเป็นของกษัตริย์ที่เป็นปรปักษ์กับพระองค์ ชาร์ลส์ได้ย้ายเมืองหลวงจากปาแลร์โมบนเกาะซิซิลีมาอยู่ที่เนเปิลส์ซึ่งตั้งอยู่บนแผ่นดินใหญ่ เป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวคิดทางการเมืองของพระองค์ที่เอนเอียงไปทางอิตาลีตอนเหนือที่ทรงเป็นผู้นำของฝ่ายเกลฟ์ (ผู้นิยมสมเด็จพระสันตะปาปา) แต่การปกครองที่รุนแรงและการเรียกเก็บภาษีอย่างขูดเลือดขูดเนื้อก่อให้เกิดการปฏิวัติที่มีชื่อว่า "เวสปรี ซีซีลีอานี" ในปี ค.ศ. 1282 ส่งผลให้เกาะซิซิลีแยกตัวออกจากแผ่นดินใหญ่ไปอยู่ในการครอบครองของราชตระกูลอารากอนของชาวสเปน เหตุการณ์นี้ส่งผลอย่างมากต่อทั้งเนเปิลส์และซิซิลี ความขัดแย้งระหว่างชาวอ็องฌูกับชาวอารากอนดำเนินต่อไปเป็นเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ ซึ่งผู้ชนะตัวจริงคือกลุ่มบารอนที่แผ่ขยายอำนาจที่ได้มาจากกษัตริย์ ภาวะอนาธิปไตยที่เกิดขึ้นทำให้ระบอบศักดินาของราชอาณาจักรทั้งสองแข็งแกร่งขึ้น

ราชวงศ์อารากอน[แก้]

ธงหลังพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 1 (พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 5 แห่งอารากอน) แห่งราชวงศ์ตรัสตามาราขึ้นเป็นกษัตริย์ ค.ศ. 1442–1516

เนเปิลส์เจริญรุ่งเรืองในช่วงสั้น ๆ ในรัชสมัยของพระเจ้ารอแบต์แห่งเนเปิลส์ (ค.ศ. 1309–43) แต่ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 ไปจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ประวัติศาสตร์ของราชอาณาจักรมีเพียงเรื่องราวความขัดแย้งภายในราชวงศ์อ็องฌู สุดท้ายในปี ค.ศ. 1422 ราชอาณาจักรเนเปิลส์ก็ตกเป็นของพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 5 แห่งอารากอน ผู้ปกครองซิซิลีที่ในปี ค.ศ. 1443 ได้ตั้งตนเป็น "กษัตริย์แห่งเนเปิลส์และซิซิลี"

ราชวงศ์ฮับสบวร์กและราชวงศ์บูร์บงของสเปน[แก้]

ใช้ธงของจักรวรรดิสเปนหลังพระเจ้าการ์โลสที่ 5 แห่งราชวงศ์ฮับสบวร์กขึ้นเป็นกษัตริย์ในปี ค.ศ. 1516

ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 ราชอาณาจักรเนเปิลส์ยังคงพัวพันอยู่ในความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจจากต่างแดนที่เข้ามาครอบงำอิตาลี ในปี ค.ศ. 1495 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 8 แห่งฝรั่งเศสอ้างตนเป็นผู้ปกครองราชอาณาจักรในช่วงสั้น ๆ หลังตกเป็นของชาวสเปนในปี ค.ศ. 1504 เนเปิลส์และซิซิลีอยู่ภายใต้การปกครองของอุปราชเป็นเวลาสองศตวรรษ ภายใต้การปกครองของสเปนประเทศถูกมองเป็นเพียงแหล่งรายได้และประสบกับความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง การเรียกเก็บภาษีที่ขูดเลือดขูดเนื้อก่อให้เกิดการก่อกบฏของชนชั้นกลางและชนชั้นล่างในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1647 (การปฏิวัติของมาซานีเอโล) แต่ชาวสเปนกับกลุ่มบารอนร่วมมือกันปราบจราจลได้ในปี ค.ศ. 1648

เปลี่ยนธงหลังจักรพรรดิคาร์ลที่ 6 ขึ้นเป็นกษัตริย์ ค.ศ. 1714–1738

สงครามสืบราชบัลลังก์สเปนในปี ค.ศ. 1701–14 ส่ผลให้ราชอาณาจักรเนเปิลส์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของราชวงศ์ฮับสบวร์กของออสเตรีย (ซิซิลีตกอยู่ภายในการปกครองของปีเยมอนเตในช่วงสั้น ๆ) ปี ค.ศ. 1734 ดอนการ์โลส เด บูร์บง เจ้าชายสเปนที่ต่อมากลายเป็นพระเจ้าการ์โลสที่ 3 ได้พิชิตเนเปิลส์และซิซิลีที่ขณะนั้นอยู่ภายใต้การบริหารราชการของราชวงศ์บูร์บงของสเปนในฐานะราชอาณาจักรแยก ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 กษัตริย์ราชวงศ์บูร์บงที่ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันทรงภูมิธรรมได้สนับสนุนการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนจากความอยุติธรรมในทางสังคมและการเมืองมาเป็นรัฐสมัยใหม่

ราชอาณาจักรของนโปเลียน[แก้]

ค.ศ. 1738–1806 และ ค.ศ. 1815–1816 เปลี่ยนธงหลังพระเจ้าการ์โลสที่ 3 กลายเป็นกษัตริย์แห่งเนเปิลส์ ธงถูกนำกลับมาใช้เป็นธงชาติเนเปิลส์อีกครั้งหลังสงครามนโปเลียน

พระเจ้าเฟร์นันโดที่ 4 แห่งราชวงศ์บูร์บงหยุดโครงการปฏิรูปชั่วคราวโดยมีการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากปล่อยให้แนวคิดเรื่องสาธารณรัฐและระบอบประชาธิปไตยดำเนินต่อไป แนวคิดดังกล่าวเป็นที่เรียกร้องของกลุ่มเสรีชน อันได้แก่ กลุ่มปัญญาชนชั้นกลาง, กลุ่มขุนนาง และกลุ่มนักบวช ที่มองว่าการปฏิรูปของราชวงศ์บูร์บงเป็นการทำเพื่อเพิ่มอำนาจให้กษัตริย์มากกว่าเพื่อผลประโยชน์ของชาติ กลุ่มผู้รักชาติเริ่มวางแผนการสมคบคิดและถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรง กองทัพของพระเจ้าเฟร์นันโดร่วมมือกับกองทัพพันธมิตรต่อต้านสาธารณรัฐฝรั่งเศสในสงครามสัมพันธมิตรครั้งที่สองซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือความหายนะ เนเปิลส์ถูกชาวฝรั่งเศสแย่งชิงไป พระเจ้าเฟร์นันโดหนีไปซิซิลี วันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1799 มีการประกาศตั้งสาธารณรัฐปาเตโนเปอาแต่ถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการคุ้มครอง นครเนเปิลส์ที่ถูกชาวฝรั่งเศสทอดทิ้งถูกกองกำลังของพระเจ้าเฟร์นันโดตีแตกในวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1799 กลุ่มคนรักชาติที่ต้านทานด้วยความสิ้นหวังได้รับการสัญญาว่าจะให้อิสรภาพในการตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อหรือจะออกจากประเทศจึงยอมแพ้ แต่ในวันที่ 24 มิถุนายน กองเรือของโฮราชิโอ เนลสันมาถึง เนลสันที่ทำข้อตกลงกับกลุ่มอำนาจในซิซิลีได้ยกเลิกเงื่อนไขในข้อตกลงยอมแพ้ ชาวสาธารณรัฐหลายคนถูกจับตัวและถูกประหารชีวิต พระเจ้าเฟร์นันโดเสด็จกลับเนเปิลส์ แต่การสมคบคิดวางแผนกับชาวออสเตรียและชาวบริเตนของพระองค์ทำให้นโปเลียนเดือดดาล

ค.ศ. 1806–1808 เปลี่ยนธงชาติเนเปิลส์ใหม่หลังโฌแซ็ฟ โบนาปาร์ต ขึ้นเป็นกษัตริย์
ค.ศ. 1808–1811 ธงชาติเนเปิลเปลี่ยนหลังฌออากีม มูว์ราขึ้นเป็นกษัตริย์

หลังปราบชาวออสเตรียได้ที่เอาสเทอร์ลิทซ์ นโปเลียนส่งโฌแซ็ฟ น้องชายของตนไปพิชิตราชอาณาจักรของพระเจ้าเฟร์นันโดซึ่งตอนแรกนโปเลียนได้ผนวกเข้ากับราชอาณาจักรฝรั่งเศส แต่ต่อมาในวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1806 ได้ประกาศให้เป็นเอกราชโดยมีโฌแซ็ฟเป็นกษัตริย์ เมื่อโฌแซ็ฟถูกย้ายไปสเปนในปี ค.ศ. 1808 นโปเลียนยกเนเปิลส์ให้ฌออากีม มูว์รา ซึ่งเป็นน้องเขย ภายใต้การปกครองของชาวฝรั่งเศสเนเปิลส์ถูกทำให้เป็นสมัยใหม่มากขึ้นด้วยการล้มเลิกระบอบศักดินาและนำกฏข้อบัญญัติต่าง ๆ มาใช้ มูว์ราเป็นกษัตริย์ที่ได้รับความนิยมพอสมควร พระเจ้าเฟร์นันโดที่ 4 (ต่อมาคือพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 1 แห่งซิซิลีทั้งสอง) ถูกบีบให้หนีไปซิซิลีสองครั้ง ที่นั่นทรงได้รับการช่วยเหลือจากชาวบริเตน

ค.ศ. 1811–1815 ธงชาติเนเปิลเปลี่ยน

การฟื้นฟูราชอาณาจักรที่ในตอนนี้ถูกเรียกว่าราชอาณาจักรซิซิลีทั้งสองทำให้สุดท้ายถูกจัดให้เป็นรัฐอนุรักษ์นิยมของยุโรป แม้มีหลายคนในราชอาณาจักรที่รับเอาแนวคิดแบบเสรีชนมา แต่กษัตริย์ยืนยันหลายครั้งว่าราชอาณาจักรปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้เกิดการบดขยี้กันทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การปฏิวัติครั้งรุนแรงเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1820 เมื่อพระเจ้าเฟร์นันโดที่ 1 ถูกบีบให้มอบรัฐธรรมนูญและเกิดขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1848 ในรัชสมัยของพระเจ้าฟรานเชสโกที่ 2 เมื่อซิซิลีพยายามจะประกาศอิสรภาพ การเมืองและเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของราชอาณาจักรนำไปถูกการแตกพ่ายอย่างง่ายดายเมื่อต้องรับมือกับการรุกรานของจูเซปเป การีบัลดีในปี ค.ศ. 1860 ในการลงประชามติในปีเดียวกันนั้นทั้งเนเปิลส์กับซิซิลีลงคะแนนเสียงขอรวมตัวกับอิตาลีเหนืออย่างท่วมท้น

การสืบบัลลังก์[แก้]


ราชวงศ์อ็องฌู[แก้]

พิธีราชาภิเษกของพระเจ้าคาร์โลที่ 1

ปฐมกษัตริย์แห่งเนเปิลส์คือชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอ็องฌู พระโอรสคนเล็กของพระเจ้าหลุยส์ที่ 8 แห่งฝรั่งเศสกับพระราชินีบลังกาแห่งกัสติยา พระเจ้าคาร์โล (ชาร์ลส์) อภิเษกสมรสสองครั้ง ครั้งแรกกับเบียทริซแห่งพรอว็องส์ พระนางจึงเป็นพระราชินีคู่สมรสคนแรกของเนเปิลส์ หลังพระนางสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1267 พระเจ้าชาร์ลส์อภิเษกสมรสกับมาร์เกอรีตแห่งบูร์กอญ หลังพระเจ้าชาร์ลส์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1285 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์คือพระเจ้าคาร์โลที่ 2 แห่งเนเปิลส์ผู้เป็นพระโอรส พระบิดาของพระองค์ได้จับพระโอรสธิดาสองคนแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรี โดยพระเจ้าชาร์ลส์ถูกจับแต่งงานกับมาเรียแห่งฮังการี ขณะที่พระขนิษฐาของพระองค์อภิเษกสมรสกับพระเจ้าลาสโลที่ 4 แห่งฮังการี พระเจ้าชาร์ลส์กับมาเรียมีพระโอรสธิดาด้วยกัน 14 คน หลังพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1309 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์คือพระเจ้าโรแบร์โตแห่งเนเปิลส์ พระโอรสคนที่สาม พระโอรสคนโตของพระองค์สิ้นพระชนม์ไปในปี ค.ศ. 1295 ส่วนพระโอรสคนที่สองเป็นบิชอป ขณะที่คาร์โล พระภาติยะของพระเจ้าโรแบร์โตถูกมองข้ามไปด้วยยังเป็นเพียงเด็กน้อยในเวลานั้น พระเจ้าโรแบร์โตแต่งงานสองครั้ง ครั้งแรกกับโยลันดาแห่งอารากอน ทั้งคู่ที่พระโอรสที่มีชีวิตรอดหนึ่งคน หลังพระนางสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1302 ทรงแต่งงานใหม่ในปี ค.ศ. 1309 กับซันชาแห่งมายอร์กา แต่ทั้งคู่ไม่มีพระโอรสธิดาด้วยกัน พระโอรสคนเดียวของพระองค์สิ้นพระชนม์ก่อนพระองค์โดยมีพระธิดาทิ้งไว้สองคน เมื่อพระเจ้าโรแบร์โตสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1343 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์คือสมเด็จพระราชินีนาถโจวานนาที่ 1 แห่งเนเปิลส์

สมเด็จพระราชินีนาถโจวานนาที่ 1 จากไบเบิ้ลแห่งเนเปิลส์


ในตอนนั้นโจวานนาน้อยเป็นเด็กกำพร้าเนื่องจากพระมารดาของพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1331 เพื่อฟื้นฟูสายเลือดพระภาติยะของพระเจ้าโรแบร์โตให้กลับคืนสู่บัลลังก์ โจวานนาจึงถูกจับแต่งงานกับแอนดรูว์แห่งฮังการี แม้จะได้รับยศเป็นกษัตริย์ แต่แอนดรูว์มีบทบาทน้อยมากในการบริหารปกครอง ทรงถูกฆาตกรรมในปี ค.ศ. 1345 ส่วนพระราชินีนาถโจวานนาได้ให้กำเนิดพระโอรสที่ประสูติหลังการสิ้นพระชนม์ของพระบิดาในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1345 ทรงมีชีวิตอยู่ได้เพียงสองปี ในปี ค.ศ. 1347 พระองค์แต่งงานใหม่กับลุยจิ เจ้าชายแห่งตารันโต แต่การแต่งงานไม่เป็นที่นิยมอย่างมาก พระเชษฐาของแอนดรูว์ที่เป็นกษัตริย์แห่งฮังการีบุกเนเปิลส์ พระราชินีนาถโจวานนาจึงหนีออกไปจากราชอาณาจักร เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1348 ทรงให้กำเนิดพระธิดานามว่าแคทเธอรีน ทั้งคู่ได้กลับมาเนเปิลส์อีกครั้งหลังกษัตริย์แห่งฮังการีทิ้งเนเปิลส์ไปเมื่อเกิดโรคระบาด เดือนตุลาคม ค.ศ. 1351 พระนางให้กำเนิดพระธิดาอีกคนนามว่าฟร็องซัวส์ แต่พระธิดาทั้งสองสิ้นพระชนม์เร็ว และพระราชินีนาถโจวานนาก็ไม่ได้ตั้งครรภ์อีกแม้จะทรงแต่งงานใหม่อีกสองครั้ง พระราชินีนาถโจวานนาถูกฆาตกรรมอย่างทารุณในปราสาทมูโรในปี ค.ศ. 1382


ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระราชินีนาถโจวานนาคือพระเจ้าคาร์โลที่ 3 แห่งเนเปิลส์ที่เป็นบุตรคนเดียวของลุยจิแห่งดูรัซโซกับภรรยา มาร์เกริตาแห่งซันเซเวริโน ลุยจิแห่งดูรัซโซเป็นบุตรชายคนเล็กของจอห์น ดยุคแห่งดูรัซโซ พระโอรสคนเล็กของพระเจ้าคาร์โลที่ 2 แห่งเนเปิลส์กับมาเรียแห่งฮังการี พระองค์แต่งงานกับมาร์เกริตาแห่งดูรัซโซ บุตรสาวของมาเรีย พระขนิษฐาของพระราชินีนาถโจวานนาที่ 1 ลูกพี่ลูกน้องลำดับที่หนึ่งของตนและมีพระโอรสธิดาด้วยกันสามคน พระองค์ยังเป็นกษัตริย์แห่งฮังการีในช่วงสั้น ๆ จนกระทั่งถูกลอบสังหารตามคำสั่งของเอลิซาเบธแห่งบอสเนีย พระราชินีม่ายของพระเจ้าลาโยสที่ 1 แห่งฮังการีที่คิดว่ามาเรีย พระธิดาของพระองค์ควรได้เป็นกษัตริย์ หลังสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1386 ผู้สืบทอดเนเปิลส์ต่อจากพระองค์คือพระเจ้าลาดิสเลา (ลาสซโล) แห่งเนเปิลส์ พระโอรสของพระองค์

พิธีราชาภิเษกของพระเจ้าลาดิสเลาแห่งเนเปิลส์ในปี ค.ศ. 1403

พระเจ้าลาดิสเลาแต่งงามสามครั้ง ครั้งแรกกับคอนสตันซา เคียรามอนเตในปี ค.ศ. 1390 แต่ทั้งคู่หย่ากันในปี ค.ศ. 1392 โดยไม่มีพระโอรสธิดา ปี ค.ศ. 1403 ทรงแต่งงานกับมารีแห่งลูซินญ็อง แต่พระนางสิ้นพระชนม์ในปีต่อมา ปี ค.ศ. 1406 ทรงแต่งงานกับมารีแห่งอ็องกิย็อง แต่ทั้งคู่ก็ไม่มีพระโอรสธิดาด้วยกัน หลังพระองค์สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1414 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์คือสมเด็จพระราชินีนาถโจวานนาที่ 2 แห่งเนเปิลส์ พระเชษฐภคินีของพระองค์ ขณะขึ้นครองราชย์ทรงมีพระชนมายุ 41 พรรษาและเคยแต่งงานมาแล้วกับวิลเฮล์ม ดยุคแห่งออสเตรียที่เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1406 วันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1415 ทรงอภิเษกสมรสกับฌาคส์ที่ 2 เคานต์แห่งลามาร์ช แต่ทั้งคู่ไม่มีพระโอรสธิดาด้วยกัน เนื่องจากพระนางไม่มีทายาทสายตรงจึงได้ประกาศชื่อเรอเนแห่งอ็องฌูเป็นทายาทของตน หลังพระนางสิ้นพระชนม์ เรอเนกลายเป็นกษัตริย์

พระเจ้าเรนาโต (เรอเน) แต่งงานสองครั้ง ครั้งแรกกับอิซาแบล ดัชเชสแห่งโลร์แรน ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกัน 10 คนซึ่งมีเพียงบางคนที่มีชีวิตรอดจนถึงวัยผู้ใหญ่ หลังพระนางสิ้นพระชนม์ พระองค์แต่งงานใหม่กับแฌน เดอ ลาวาลในปี ค.ศ. 1454 แต่ทั้งคู่ไม่มีพระโอรสธิดาด้วยกัน มาร์เกอรีต พระธิดาของพระองค์ต่อมาแต่งงานกับพระเจ้าเฮนรีที่ 6 แห่งอังกฤษ พระเจ้าเรนาโตถูกขับไล่ออกจากเนเปิลส์โดยพระเจ้าอัลโฟนซ์ที่ 5 แห่งอารากอนที่พระราชินีนาถโจวานนาที่ 2 มองว่าเป็นทายาทของตน

ราชวงศ์อารากอน[แก้]

รูปปั้นแกะสลักพิธีราชาภิเษกเป็นกษัตริย์แห่งเนเปิลส์ของพระเจ้าเฟร์ดินันโดที่ 1

พระเจ้าอัลฟอนโซ (อัลโฟนซ์) แต่งงานกับมารีอาแห่งกัสติยา แต่ทั้งคู่ไม่มีพระโอรสธิดาด้วยกัน หลังพระเจ้าอัลฟอนโซสิ้นพระชนม์ ผู้สืบทอดตำแหน่งในอารากอนต่อจากพระองค์คือพระเจ้าชวนที่ 2 แห่งอารากอน แต่พระองค์ได้ร้องทุกข์ต่อสมเด็จพระสันตะปาปาขอยกราชอาณาจักรเนเปิลส์ให้พระโอรสนอกสมรสที่ต่อมากลายเป็นพระเจ้าเฟร์ดินันโด (เฟร์นันโด) ที่ 1 แห่งเนเปิลส์ เมื่อปี ค.ศ. 1444 พระเจ้าเฟร์ดินันโดได้แต่งงานกับอิซาเบลลาแห่งเคร์มงต์ซึ่งเป็นหลานสาวจากการแต่งงานครั้งแรกของมารีแห่งอ็องกิย็อง พระเจ้าเฟร์ดินันโดกับอิซาเบลลามีพระโอรสธิดาด้วยกันหกคนก่อนที่พระนางจะสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1465 พระองค์แต่งงานใหม่กับชวนนาแห่งอารากอน พระธิดาของพระเจ้าชวนที่ 2 แห่งอารากอน ทั้งคู่มีพระธิดาที่รอดชีวิตหนึ่งคน หลังทรงสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1494 ผู้สืบทอดตำแหน่งของจากพระองค์คือพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 2 แห่งเนเปิลส์ พระโอรส

พระเจ้าอัลฟอนโซแต่งงานกับอิปโปลิตา มาเรีย สฟอร์ซาเมื่อปี ค.ศ. 1465 ทั้งคู่มีพระโอรสธิดาด้วยกัน 3 คน พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 8 แห่งฝรั่งเศสบุกเนเปิลส์ในปี ค.ศ. 1495 พระเจ้าอัลฟอนโซจึงรีบสละราชสมบัติให้พระเจ้าเฟร์ดินันโดที่ 2 แห่งเนเปิลส์ พระโอรส พระเจ้าอัลฟอนโซสิ้นพระชนม์หลังจากนั้นไม่นาน พระเจ้าเฟร์ดินันโดเอาราชอาณาจักรกลับคืนมาได้ ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1496 ทรงแต่งงานกับโจวานนาแห่งเนเปิลส์ พระปิตุจฉาที่เป็นพระขนิษฐาต่างมารดาของพระบิดาวัย 18 พรรษา พระองค์ล้มป่วยในเดือนต่อมาและสิ้นพระชนม์ในวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1496 ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระองค์คือพระเจ้าเฟเดริโกแห่งเนเปิลส์ พระปิตุลา

ชวนนา (ฆวนนา) กับพระบิดามารดา สมเด็จพระราชินีนาถอิซาเบลที่ 1 แห่งกัสติยากับพระเจ้าเฟร์รันโดที่ 2 แห่งอารากอน โดยเปโดร มาร์กูเอลโล ค.ศ. 1482

พระองค์แต่งงานกับอานน์แห่งซาวอยเมื่อปี ค.ศ. 1478 อานน์เสียชีวิตจากการคลอดลูกในปี ค.ศ. 1480 แต่ทั้งคู่มีพระธิดาที่มีชีวิตรอดหนึ่งคนชื่อชาร์ลอตเต พระองค์แต่งงานใหม่และมีพระโอรสธิดาอีกห้าคนกับอิซาเบลลา เดล บันโซ ในปี ค.ศ. 1501 ทรงถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งกษัตริย์แห่งเนเปิลส์โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 แห่งฝรั่งเศส สงครามที่ตามมาทำให้พระเจ้าเฟร์รันโดที่ 2 แห่งอารากอนกลายเป็นกษัตริย์แห่งเนเปิลส์ในปี ค.ศ. 1504 ผู้สืบทอดตำแหน่งกษัตริย์แห่งซิซิลี, กษัตริย์แห่งอารากอน, บาเลนเซีย และมายอร์กา, เคานต์แห่งบาร์เซโลนา, กษัตริย์แห่งกัสติยาและเลออน, กษัตริย์แห่งเนเปิลส์ และกษัตริย์แห่งนาวาร์ต่อจากพระองค์คือ ชวนนา (ฆวนนา) พระธิดา และผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากพระนางคือจักรพรรดิคาร์ล (การ์โลส) ที่ 5 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์

ราชวงศ์ฮับสบวร์กและราชวงศ์บูร์บงของสเปน[แก้]

ราชวงศ์ฮับสบวร์กปกครองเนเปิลส์ไปจนถึงปี ค.ศ. 1734 ที่ทั้งเนเปิลส์และซิซิลีถูกกองทัพสเปนยึด การ์โลส ดยุคแห่งปาร์มา พระโอรสคนเล็กของพระเจ้าเฟลีเปที่ 5 แห่งสเปนได้รับแต่งตั้งเป็กษัตริย์แห่งเนเปิลส์และซิซิลีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1735 ทรงแต่งงานกับมาเรีย อามาเลียแห่งซัคเซินในปี ค.ศ. 1738 และมีพระโอรสธิดาด้วยกัน 13 คน แต่มีเพียงบางคนที่มีชีวิตรอดจนถึงวัยผู้ใหญ่ การ์โลสไม่ถูกนับเป็นกษัตริย์ผู้ปกครอง แต่พระองค์กลับเป็นที่รู้จักในชื่อการ์โลสแห่งบูร์บง เมื่อการ์โลสขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งสเปนในปี ค.ศ. 1759 ทรงยกเนเปิลส์และซิซิลีให้เฟร์นันโด พระโอรสคนเล็ก พระเจ้าเฟร์ดินันโด (เฟร์นันโด) แต่งงานกับมาเรีย คาร์โรลินาแห่งออสเตรีย พระธิดาของจักรพรรดินีมาเรีย เธเรเซียในปี ค.ศ. 1768 พระองค์ถูกปลดลงจากบัลลังก์เนเปิลส์สองครั้ง หนึ่งครั้งโดยกลุ่มปฏิวัติสาธารณรัฐปาร์เธโนเปียเป็นระยะเวลา 6 เดือนในปี ค.ศ. 1799 และอีกครั้งโดยนโปเลียน โบนาปาร์ตในปี ค.ศ. 1805 วันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1816 พระองค์ได้รวมราชอาณาจักรเนเปิลส์และราชอาณาจักรซิซิลีเข้าด้วยกันกลายเป็นราชอาณาจักรซิซิลีทั้งสอง

อ้างอิง[แก้]

  1. Catholic Encyclopedia: Naples [1]