ประวัติศาสตร์เวียดนาม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ประวัติศาสตร์เวียดนาม Dien Thai Hoa.jpg
ราชวงศ์ห่งบ่าง 2879–258 ปีก่อนคริสต์ศักราช
ราชวงศ์ถุก 257–207 ปีก่อนคริสต์ศักราช
ราชวงศ์เจี่ยว 207–111 ปีก่อนคริสต์ศักราช
การปกครองของจีนครั้งแรก 111 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 40
พี่น้องจึง 40–43
การปกครองของจีนครั้งที่สอง 43–544
ราชวงศ์ลี้ยุคก่อน 544–602
การปกครองของจีนครั้งที่สาม 602–938
ราชวงศ์โง 939–967
ราชวงศ์ดิญ 968–980
ราชวงศ์เลยุคก่อน 980–1009
ราชวงศ์ลี้ 1009–1225
ราชวงศ์เจิ่น 1225–1400
ราชวงศ์โห่ 1400–1407
การปกครองของจีนครั้งที่สี่ 1407–1427
ราชวงศ์เล 1428–1788
ราชวงศ์หมัก 1527–1592
เจ้าตระกูลจิ่ญ 1545–1787
เจ้าตระกูลเหงียน 1558–1777
ราชวงศ์เต็ยเซิน 1778–1802
ราชวงศ์เหงียน 1802–1945
ลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก 1883–1945
สาธารณรัฐประชาธิปไตย
 เวียดนาม
1945–1976
สาธารณรัฐเวียดนาม 1955–1975
สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตั้งแต่ 1976
หัวเรื่องสืบเนื่อง
ราชวงศ์จามปา 192–1471
ราชวงศ์ฟูนาน 1–627
รายชื่อเมืองหลวงของประวัติศาสตร์เวียดนาม
รายพระนามกษัตริย์และจักรพรรดิแห่งเวียดนาม
ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของเวียดนาม
วัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ของเวียดนาม

เวียดนาม เรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีเนื้อที่ทั้งหมด 337,912 ตารางกิโลเมตร มีประชากรร่วม 89 ล้านคน (พ.ศ. 2554) เมืองหลวงคือ ฮานอย ประชากรส่วนใหญ่ของชาวเวียดนาม คือ ชาวเวียดนาม มีอยู่ประมาณร้อยละ 86 นอกจากนี้ยังมีชนกลุ่มน้อยอีก ได้แก่ โท้ ไต ม้ง เขมร และอื่นๆ ภาษาราชการ คือ ภาษาเวียดนาม ส่วนภาษาอื่นๆที่นิยมใช้ คือ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาของแต่ละชนชาติ

ประวัติความเป็นมาของเวียดนามสามารถสืบย้อนกลับไปได้มากกว่า 4000 ปีก่อน[1] การค้นพบทางโบราณคดีจากปี พ.ศ. 2508 ได้ค้นพบซากของสอง hominins ซึ่งเป็นมนุษย์โบราณ สายพันธุ์ของมนุษย์ที่ลิงชิมแปนซีได้แยกออกไปแล้ว โดยมีเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับ Homo erectus ทำให้สามารถย้อนไกลไปยุค สมัยไพลสโตซีนตอนกลาง อายุประมาณ 730,000-125,000 ปี เวียดนามโบราณจึงเป็นที่ตั้งของหนึ่งในอารยธรรมและสังคมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ทำให้ชาวเวียดนามโบราณเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกของโลกที่ทำการเกษตร[2][3] บริเวณหุบเขาแม่น้ำแดงได้สร้างธรรมชาติภูมิศาสตร์และหน่วยทางเศรษฐกิจ ล้อมรอบไปทางทิศเหนือและทิศตะวันตกด้วยภูเขาและป่า ไปทางทิศตะวันออกติดกับทะเลและทิศใต้ติดกับดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดง ชาวเวียดนามโบราณจำเป็นที่จะต้องมีผู้มีอำนาจคนเดียว เพื่อหาวิธีที่เพื่อป้องกันน้ำท่วมของแม่น้ำแดง, เพื่อให้ความร่วมมือในการสร้างระบบไฮดรอลิค แลกเปลี่ยนการค้าและการต่อสู้กับผู้รุกรานต่างชาติ นำไปสู่การสร้างรัฐเวียดนามครั้งแรก ประมาณ ศตวรรษที่ 29 ก่อนคริสตกาล[4][5] อีกส่วนหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างแท้จริงของประวัติศาสตร์ในเวียดนามเกิดขึ้นในช่วงปลายยุคสัมฤทธิ์ เมื่อวัฒนธรรมดงเซินก้าวหน้าทางอารยธรรมอย่างมาก ด้วยภูมิประเทศที่แปลกประหลาดของเวียดนามทำให้ประเทศที่ยากลำบากในการถูกโจมตีรุกรานโดยต่างชาติ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ประเทศเวียดนามภายใต้กษัตริย์หุ่ง เวือง เป็นรัฐอิสระเป็นระยะเวลานานและปกครองตัวเอง พวก ซิ๊ก ตีและราชวงศ์ฉินของชาวจีนฮั่น เป็นชนต่างชาติกลุ่มแรกที่รุกรานเวียดนาม แต่ชาวเวียดนามโบราณสามารถกอบกู้ชาติได้อย่างรวดเร็วหลังจากการรุกราน

เมื่อเวียดนามยอมจำนนต่อการปกครองของต่างชาติ เป็นเวลา 1,100 ปี เวียดนามได้ตกเป็นดินแดนส่วนหนึ่งที่ถูกประเทศจีนปกครองอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มราชวงศ์จีนเข้าปกครองเวียดนาม อันได้แก่: ราชวงศ์ฮั่น, ง่อก๊ก (สมัยสามก๊ก), ราชวงศ์จิ้น, ราชวงศ์หลิวซ่ง, ราชวงศ์ฉีใต้, ราชวงศ์เหลียง, ราชวงศ์สุย, ราชวงศ์ถัง, และ ราชวงศ์ฮั่นใต้;

เนื้อหา

ชนเผ่าเวียดนามโบราณ[แก้]

จากการวิจัยของโรงพยาบาลแซ็ง-ลูยในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในการเปรียบเทียบชาวเวียดนามกับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพันธุกรรมของประชากรอันใกล้ชิดด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยมีตัวแสดงเอกลักษณ์เจ็ดประการที่ไม่ซ้ำกัน ผลลัพธ์บ่งชี้ว่าเวียดนามเป็นชาติพันธุ์สืบมาจากการผสมของชาวจีนและไทย-ลาว[6]

ชนเผ่าตระกูลไท-ลาว เป็นชนเผ่าที่ถือเป็นเครือญาติกับชนเผ่าเวียดนามโบราณ นักมานุษยวิทยาที่สถาบันวิจัยชนเผ่าที่ฮานอย ถือว่า ไทย-ลาว เป็นชนเผ่าไทเผ่าหนึ่งที่นับได้ว่าเป็นเผ่าเดียวกันกับชนเผ่าเวียดโบราณ โดยมีการสันนิษฐานชาวเวียดโบราณอาจจะมีการที่ใช้ภาษาตระกูลภาษาขร้า-ไทที่ใกล้เคียงกัน อาจมีการแต่งกาย ความเชื่อ ที่คล้ายคลึงกัน ชาวเวียดโบราณนั้นเกิดจากการผสมผสานของหลายชนเผ่ามี ชาวจิงจากบริเวณตอนใต้ของมณฑลกวางสีของจีน และชาวไท-ลาว

ก่อนที่ชาวเวียดจะถูกจีนยึดครองซึ่งทำให้ชาวเวียดจะสูญเสียวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตนไป ชาวจีนที่เข้ามาปกครองเวียดนามได้ใช้นโยบายกลืนชาติ บังคับให้ชาวเวียดนามแต่งกายแบบจีน ใช้ภาษาจีนเป็นภาษาราชการ เขียนตัวอักษรจีน ซึ่งเวียดนามได้พัฒนาอักษรเป็นของตัวเองหรือ จื๋อโนม แต่ก็ยังปรากฏคำศัพท์บางคำที่ใกล้เคียงภาษาไทยและภาษาลาวอยู่บ้าง

ยุคราชวงศ์ในช่วงต้น (ค.ศ. 2879-111 ก่อนคริสต์ศักราช)[แก้]

ยุคราชวงศ์โห่งบั่ง (2879-258 ก่อนคริสตกาล)[แก้]

ดูบทความหลักที่: ราชวงศ์โห่งบั่ง
กลองมโหระทึกสำริด ศิลปะวัฒนธรรมดงเซิน

ตามตำนานเป็นเวลาเกือบสามพันปี จากจุดเริ่มต้นของรอบ 2879 ก่อนคริสตกาล (หรือต้นศตวรรษที่ 7) อาณาจักรเวียดนามได้ถูกปกครองโดย ถุก ฟ๋าน ในปี 258 ก่อนคริสตกาล ยุคโห่งบั่งได้แบ่งออกเป็นราชวงศ์ 18 ราชวงศ์ แต่ละราชวงศ์อยู่บนพื้นฐานของเชื้อสายของกษัตริย์ ตลอดยุคนี้ประเทศพบการเปลี่ยนแปลงมากมาย การเปลี่ยนแปลงบางอย่างนำไปสู่ความรุนแรงหรือสงคราม เนื่องจากข้อมูลหลักฐานที่จำกัดของหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร แหล่งข้อมูลหลักของข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาของยุคราชวงศ์โห่งบั่ง คือร่องรอยต่างๆ วัตถุและสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับการขุดค้นพบมาจากแหล่งโบราณคดี อีกทั้งการศึกษาจากตำนานและนิยายโบราณจำนวนมาก ดินแดนเวียดนามเริ่มต้นจากการเป็นรัฐที่มีชนเผ่าหลากหลายอยู่อาศัยกันอย่างกระจัดกระจาย โดยมีกษัตริย์ กิง เดือง เวือง รวบรวมบรรดารัฐเล็กๆ ในช่วง 2,879 ปีก่อนคริสตกาล ผู้ปกครองชาวเวียดนามยุคโบราณสมัยนี้รู้จักกันในนามของ กษัตริย์ ที่ชาวเวียดนาม เรียกว่า หุ่ง (เวียดนาม: Hùng Vương) ใกล้เคียงคำภาษาไทย-ลาว คำว่า ขุน (ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง)

วัฒนธรรมดงเซิน[แก้]

ดูบทความหลักที่: วัฒนธรรมดงเซิน

ยุคราชวงศ์โห่งบั่งช่วงต้น 2879-1913 ปีก่อนคริสตกาล[แก้]

อาณาเขตของอาณาจักรวันลาง นำโดยราชวงศ์ห่งบ่าง

ตั้งแต่สมัยโบราณ บริเวณประเทศเวียดนามตอนเหนือสมัยปัจจุบันและภาคใต้ของจีนมีผู้คนจำนวนมากหลากหลายเชื้อชาติ ได้มีหัวหน้าเผ่าเวียดผู้หนึ่งนามว่า ลก ตุ๊ก (2919-2794 ก่อนคริสตกาล) ผู้ซึ่งได้ประสบความสำเร็จในการขึ้นสู่ฐานะหัวหน้าเผ่าและได้มีความพยายามครั้งแรกเพื่อรวมทุกเผ่าให้เป็นหนึ่งเดียว ประมาณ 2879 ก่อนคริสตกาล ในขณะที่พระองค์ประสบความสำเร็จในรวบรวมกลุ่มรัฐทั้งหมดให้ในอาณาเขตของพระองค์ บรรดาชนเผ่าต่างๆได้มีการชุมนุมโดยประกาศให้ พระองค์ขึ้นปราบดาภิเษก เป็นกษัตริย์มีพระนามว่า กิญ เซือง เวือง

ศาลเจ้าของหลัก ล็อง เกวิน ที่ฟู้เถาะ

การขยายอาณาจักร เวียดนามใต้แห่งซึกกุ่ยถูกแบ่งออกเป็น 100 แคว้น แต่ละแคว้นปกครองโดยโอรสองค์หนึ่งในจำนวน 100 องค์ ในราว 2,879 ปี ก่อนคริสตกาล พระโอรสองค์โตได้รักบการสถาปนา เป็นกษัตริย์แห่งหลากเวียด (Lac Viet) พระองค์ทรงพระนามว่า พระเจ้าฮุงเวือง (Hung Vuong) และหลากเวียด ก็ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วันลาง (Van Lang)

ยุคราชวงศ์โห่งบั่งช่วงปลาย[แก้]

อาณาจักรวันลาง เจริญรุ่งเรืองอยู่ระหว่าง 1,000 ปี แรกก่อนคริสตกาล ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ราชวงศ์ฮุง ที่สืบราชสมบัติต่อกันมา 18 พระองค์ และได้มีการก่อตั้งราชวงศ์ฮุงเวืองขึ้น โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดหวิงห์ฝู (Vinh Phu) ในปัจจุบันอาณาจักรนี้แบ่งออกเป็น 15 จังหวัด ก่อนจะเสื่อมอำนาจลงในปีที่ 258 ก่อนคริสตกาล หลังจากนั้นก็มาสู่ยุคความรุ่งเรืองของอีกอาณาจักรหนึ่ง ภายใต้พระนามว่า พระเจ้า ฮันเซืองเวือง ทรงก่อตั้งอาณาจักรเอาหลากขึ้น และตั้งราชธานีอยู่ที่ฟุอัน 50 ปีต่อมา อาณาจักรนี้ได้ตกอยู่ในมือของกลุ่มคนจากทางเหนือ ภายใต้การนำของถุก ฟ้าน แม่ทัพชาวจีนที่นำกองทัพจีนมาปกครองเวียดนาม

ราชวงศ์ถุก[แก้]

ดูบทความหลักที่: อาน เซือง เวือง

ในช่วงก่อนคริสต์ศักราชที่ 3 ชนเผ่าเวียดอีกชนเผ่านามว่า "เอิวเวียด" อพยพจากบริเวณตอนใต้ของจีนในปัจจุบันเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บริเวณแม่น้ำแดงและได้มีการผสมกลมกลืนกับชนเผ่าวันลางที่เป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่อยู่มาก่อน ในช่วง 257 ปีก่อนคริสต์ศักราช อาณาจักรใหม่นามว่า เอิวหลัก ได้เกิดขึ้นจากการรวมของชนเผ่าเอิวเวียดและหลักเวียด โดยมี ถุก ฟ้าน ตามตำนานเขาเป็นชาวจีนฮั่นที่อพยพเข้ามาปกครองดินแดน บริเวณตอนเหนือของเวียดนาม ถุก ฟ้าน ได้ประกาศตนเองเป็นกษัตริย์ อาน เซือง เวือง มีนักประวัติศาสตร์เวียดนามสมัยใหม่ได้สันนิษฐานว่า ถุก ฟ้าน มาจากบริเวณของชาวเอิวเวียด (ภาคเหนือของเวียดนาม, ตะวันตกของมณฑลกวางตุ้ง และภาคใต้ของมณฑลกวางสี ของประเทศจีนในปัจจุบัน โดยมีเมืองหลวงบริเวณจังหวัดกาวบั่งในปัจจุบัน[7]

หลังจากนั้นอาน เซือง เวือง ได้รวบรวมกองทัพเอาชนะและโค่นล้มราชวงศ์ที่ 18 ของกษัตริย์หุ่งแห่งราชวงศ์ห่งบ่าง ในช่วง 258 ปีก่อนคริสตกาล อาน เซือง เวือง เปลี่ยนชื่อประเทศจากอาณาจักรวันลางมาเป็นเอิวหลักและสถาปนาเมืองหลวงใกล้กับเมืองฟู้เถาะ ทางตอนเหนือของเวียดนาม และได้สร้างป้อมปราการโก๋ลวาหรือป้อมเกลียวยาวประมาณ 10 ไมล์ ทางตอนเหนือของเมืองหลวง

ราชวงศ์เจี่ยว[แก้]

ดูบทความหลักที่: หนานเยฺว่
แผนที่รัฐน่านเย่ว์หรือนามเวียด

เจี่ยวด่า ได้ก่อตั้งอาณาจักรอิสระแห่งนามเวียด ขึ้น อันรวมไปถึงดินแดนส่วนใหญ่ทางใต้ของจีนในปัจจุบันนี้ด้วย และได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ในปีที่ 208 ก่อนคริสตกาล ทรงตั้งราชวงศ์เตรียวซึ่งมีอายุต่อมาจนถึงศตวรรษที่ 3 โดยมีเมืองหลวงอยู่ใกล้กับกวางตุ้ง ในปัจจุบัน อิทธิพลของจีน ภายใต้การปกครองของราชวงศ์เตียวนามเวียด ในช่วงนี้เป็นช่างที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแผนการของจักรพรรดิจีนองค์หนึ่ง ที่ตั้งพระทัยจะยึดครองนามเวียด ไม่ถึงศตวรรษต่อมาพระเจ้าหวูฮี จักพรรดิแห่งฮั่น ได้ทรองยกทัพจำนวนมหาศาลมาเพื่อยึดทรองนามเวียด ในที่สุดเวียดก็ต้องพ่ายแพ้แก่ผู้รุกรายชาวฮั่น ประเทศนี้ตกเป็นเมืองประเทศราชของจีนภายใต้ชื่อใหม่ว่า ยาวจี๋ มีการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงขึ้นมาเป้นผู้ปกครอง และมีความพยายามที่จะเผยแพร่วรรณคดี ศิลปะ และเทคนิคทางการเกษตรของจีน แต่ได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากชาวเวียดนาม

การปกครองของจีนครั้งแรก[แก้]

สองพี่น้องตระกูลจึง[แก้]

พี่น้องผู้นำการปฏิวัติ ท้ายที่สุดในปี ค.ศ. 39 ภายใต้การปกครองอย่างกดขี่ของ โตดิงห์ (To Dinh) และตรึงหยิ (Trung Nhi) วีรสตีที่รู้จักกันในชื่อไฮบาตรึง (His Ba Trac) เป็นผู้นำในการปลดแอกได้สำเร็จ แต่เพียง 3 ปีให้หลัง กองทัพของจีนที่เหนือกว่าได้เข้าบดขยี้พวกเขา การล่มสลายของพี่น้องตระกูลตรึง ถือเป็นช่วงที่สองของการยึดครองของจีนโดยนามเวียดนั้นถูกปกครองในฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของจีน แต่แล้วการยึดครองของจีนก็สิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน จากบัณฑิตนามว่า หลีโบน (Ly Bon) นำกองกำลังเข้าต่อสู้และสามารถขับไล่จีนออกไปได้ หลีโบนเข้าปกครองแคว้น และขนานนามแคว้นว่าวุ้นซวน (Van Xuan) รวมทั้งตั้งราชวงศ์หลีขึ้นปกครอง และมาจนสูญอธิปไตยให้จีนอีกครั้งในปี ค.ศ. 545 อย่างไรก็ตามการต่อสู้ปฏิวัติก็ยังคงดำเนินต่อไปบ่อยครั้ง คนเข้าสู่ยุคที่ 3 ในการยึดครองของจีน ซึ่งกินเวลาจากปี ค.ศ. 603-938 ก่อนเปลี่ยนชื่อนามเวียด เสียใหม่ว่า อันนาม (An Nam) แต่ยังคงมีการจลาจลเกิดขึ้นอยู่เนื่อง ๆ แม้จะมีโครงสร้างการบริหารที่แข็งแกร่งโดยรัฐบาลจีนภายใต้ราชวงศ์ถัง จวบจนการล่มสลายของราชวงศ์ถังของจีน ส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนตามมา สงครามที่ยึดเยื้อจบลงด้วยการรบที่แบ็คดัง (Bach Dang) ภายใต้การนำของนายพลโงเกวียน (Nho Quyen) สามารถกำจัดผู้รุกรานชาวจีนลงได้ แล้วจึงก่อตั้งราชวงศ์ของเวียดนาม ราชวงศ์แรกขึ้นมาในปีค.ศ. 939 และขนานนามประเทศว่าไดเวียด (Dai Viet) จากนั้นโงเกวี่ยน จึงตัดสินใจย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่โก่ลวา (Co Loa) ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเอาหลากมากก่อน ต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตลงในปีค.ศ. 967 อาณาจักต้องตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายอีกครั้ง เป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี เป็นที่รู้จักกันในชื่อทัพหยิสือกวาน (Thap Nhi Su Quan) หรือดินแดนแห่ง 12 แคว้น

พัฒนาการช่วงเอกราช[แก้]

ราชวงศ์ดิญ[แก้]

ในบรรดาขุนนางทั้ง 12 คนนั้น ดิงห์โบลิงห์ (Dinh Bo Linh) นับว่ามีอำนาจมากที่สุด และได้ทำการรวบรวมประเทศชาติที่แตกแยกให้กลับมาป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งภายใต้ชื่อ ไดโกเวียต (Dai Co Viet) และสถาปนาตนเป็น ดิงห์เตียนฮว่างเด๋ (Dinh Tien Hoang De) หรือจักรพรรดิดิงห์ที่ 1 ผู้ทรงอำนาจ พร้อมทรงทำสัญญาไม่รุกรานกับจีน โดยแลกเปลี่ยนกับการส่งเครื่องบรรณาการไปให้จีนทุก 3 ปี เหตุการณ์นี้นับเป็นการวางรากฐานความสัมพันธ์ในอนาคตกับจีนที่มีอายุยืนยาวอีกหลายศตวรรษ

ในส่วนของกิจการภายในประเทศนั้น พระเจ้าดิงห์เตียนฮว่าง ทรงตั้งราชสำนักและจัดลำดับยศข้าราชการทหารและพลเรือนขึ้น รวมถึงทรงวางระบบศาลที่มีประสิทธิภาพ และนำเอาโทษประหารชีวิตมาใช้กับผู้ใดก็ตามที่บังอาจขัดขวางระเบียบใหม่ในราชอาณาจักร นอกจากนั้นยังจัดให้มีกองทัพประจำการ ได้มีการรื้อฟื้นระเบียบข้อบังคับและการป้องกันประเทศขึ้นมาใหม่ อันนำไปสู่ยุคใหม่แห่งไทบิงห์ (Thai binh หมายถึง สันติสุข) แต่รัชสมัยของพระเจ้าเตียนฮว่างก็มีอายุไม่ยืนยาวนัก พระองค์ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ในปี ค.ศ.979 โดยทหารรักษาพระองค์ ผู้ที่เป็นองค์รัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์ต่อมามีพระชนมายุเพียงแค่ 6 พรรษา

ราชวงศ์เลยุคก่อน[แก้]

ด้วยการสนับสนุนของพระมารดา ผู้เป็นราชินีเลฮวาน(Le Hoan) ทรงขับไล่รัชทายาทของพระเจ้าดิงห์โบลิงห์ ออกกจากราชบัลลังห์ และสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าเลไดแฮงห์ (Le Dai Hanh) พระองค์ทรงตั้งฮวาลือ (Hoa Lu) เป็นเมืองหลวง และทรงป้องกันการรุกรานของกองทัพจีนในสมัยราชวงศ์ซ้องได้สำเร็จหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังคงถวายเครื่องบรรณาการแก่จีนทุกๆ 3 ปี ตามปกติเพื่อทรงรักษาสัมพันธไมตรีเอาไว้ ในปี ค.ศ.982 ทรงส่งกองทัพไปไปทำสงครามกับอาณาจักรจามปา ทางตอนใต้เข้าไปยังอินทรปุระ (กว่าง นาม-Quang Nam ในปัจจุบัน) และเผาทำลายที่มั่นของจามปา การพิชิตภาคเหนือของอาณาจักรจามปานับเป็นจุดเริ่มต้นของจามปาที่มีต่อวัฒนธรรมของชาวเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของดนตรีและการฟ้อนรำ รัชสมัยของพระเจ้าเลไดแฮงห์ เป็นเครื่องหมายของความพยายามในการรวบรวมชาติเวียดเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ.1005 หลังทรงปกครองอยู่ 24 ปี พระเจ้าเลไดแฮงห์ ก็ทรงเสด็จสวรรคต

ยุคต่อมา เคืองเวียต(Khuong Viet) พระที่ได้รับความศรัทธาอย่างสูง ได้ทรงวางรากฐานให้ศาสนาพุทธกลายเป็นวิถีแห่งความคิด และเสาหลักของอาณาจักร แต่ในที่สุดราชวงศ์เตี่ยนเล ก็ล่มสลายลง หลังจากการสิ้นพระชนม์ของรัชทายาทของพระเจ้าเลไดแฮงห์ ในปี ค.ศ.1009

ราชวงศ์ลี้[แก้]

นับเป็นราชวงศ์แห่งชาติราชวงศ์แรก ด้วยหลีกงอ่วนอันเป็นสานุศิษย์ของวันแฮงห์ ซึ่งเป็นพระที่ช่วยเหลือให้พระองค์ได้ขึ้นสู่อำนาจในราชสำนักฮวาลือ เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ในพระนามว่าพระเจ้าหลีไทโต (Ly Thai To) พระองค์ทรงย้ายเมืองหลวง และทรงขนานนามเมืองนั้นว่า ทังลอง (Thang Long-มังกรเหิน) ในปี ค.ศ.1054 พระเจ้าหลีแถ่งห์โตน (Ly Thanh Ton) ทรงเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่ว่า ไดเวียต (Dai Viet) ในสมัยราชวงศ์หลี ศาสนาพุทธรุ่งเรือง เนื่องจากเป็นศาสนาประจำชาติ ขุนนางชาวพุทธผู้ปฏิบัติตนเสมือนเป็น กว็อกสือ (Quoc Su) หรือที่ปรึกษาสูงสุด ได้ช่วยเหลือกษัตริย์ราชวงศ์นี้ปกครองประเทศด้วยความสงบเรียบร้อย กษัตริย์ราขวงศ์หลีหลายพระองค์ เช่น พระเจ้าไทโตง พระเจ้าแองห์โตง และพระเจ้าเกาโตง ทรงนับถือศาสนาพุทธ ลัทธิเทาเดือง และสร้างวัดขึ้นถึง 150 แห่งในแถบทังลองใกล้กับบริเวณที่เป็นฮานอยในปัจจุบัน

การรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางของกษัตริย์ ช่วยสนับสนุนให้กษัตริย์มีบทบาทสำคัญ 3 ประการคือ เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์และผู้นำทางศาสนาของจักรวรรดิ เป็นคนกลางระหว่างสวรรค์กับประชาชน และเป็นบิดาของประเทศ ในขณะเดียวกันระบบขุนนางก็กลายเป็นสถาบันที่ประกอบด้วย 6 ฝ่าย คือ เสนาการ การคลัง การยุติธรรม ฝ่ายแบบแผนและประเพณี ฝ่ายทหาร และฝ่ายพลเรือน

ในปี ค.ศ.1070 มีการตั้งวิทยาลัยแห่งชาติขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่ผู้ที่จะเป็นขุนนางในอนาคต วิทยาลัยแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ วันเหมียว (Van Mieu) ปัจจุบันนี้ได้รับการบูรณะและยังคงตั้งอยู่ที่ฮานอย เป็นสถานศึกษาที่ให้ความรู้ด้านวรรณคดีคลาสสิกของขงจื้อ รวมทั้งความเชี่ยวชาญในการแต่งคำประพันธ์และบทกวี อันเป็นสิ่งสำคัญของการศึกษาอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 3 ปี และทำการสอบเพื่อรับปริญญาในปีสุดท้าย

ราชวงศ์เจิ่น[แก้]

ตราออกศึกของราชวงศ์เจิ่น

เจิ่นแก๋งห์ (Tran Cranh) ซึ่งเป็นสามัญชน ได้ทำการอภิเษกสมรสกับพระนางเจียวสว่าง ราชินีองค์สุดท้ายของราชวงศ์หลี และก่อตั้งราชวงศ์เจิ่นขึ้น ในช่วงนี้ศาสนาพุทธยังคงมีบทบาทสำคัญต่อไป แต่ก็เริ่มเสื่อมอิทธฺพลลงตามลำดับ เนื่องจากการผสมกลมกลืนไปกับลัทธิขงจื้อ เต๋า และลัทธิความเชื่ออื่นๆ ที่ได้รับความนิยมอีกมากมาย ราชวงศ์ตรันมีชื่อเสียงอย่างยิ่งเมื่อประสบชัยชนะทางทหารหลายครั้ง โดยเฉพาะจากการรบที่แม่น้ำแบ็กดัง จากการนำทัพของตรันฮึ่งเดา พระอนุชาของกษัตริย์ผู้ทรงรบชนะกองทัพอันยิ่งใหญ่ของกุบไลข่านที่มีกำลังเหนือกว่าได้

หลังจากสงครามกับมองโกลสิ้นสุดลง อาณาจักรดั่ยเหวียดสมัยราชวงศ์เจิ่นหันมาทำสงครามกับอาณาจักรจามปาทางทิศใต้ พระจักรพรรดิเจิ่นอัญตงทรงส่งพระขนิษฐาคือเจ้าหญิงเฮวี่ยนเจิน (Huyền Trân) ไปอภิเษกเป็นพระมเหสีของพระชัยสิงหวรมันที่ 3 (Jaya Simhavarman III) หรือพระเจ้าเจ๊เมิน (Chế Mân) แห่งอาณาจักรจามปาในค.ศ. 1306 โดยอาณาจักรจามปายอมยกดินแดนให้แก่ดั่ยเหวียดกลายเป็นจังหวัดทัญฮว้า ปีต่อมาค.ศ. 1307 พระเจ้าเจ๊เมินสวรรคตตามธรรมเนียมของศาสนาฮินดูเจ้าหญิงเฮวี่ยนเจินต้องเข้าพิธีสตีกระโดดเข้าพระจิตกาธานสิ้นพระชนม์ตามพระสวามี เจ้าหญิงเฮวี่ยนเจินจึงทรงขอความช่วยเหลือไปยังดั่ยเหวียด จักรพรรดิเจิ่นอัญตงทรงส่งฑูตมานำองค์เจ้าหญิงเฮวี่ยนเจินกลับมายังดั่ยเหวียด กษัตริย์แห่งจามปาองค์ต่อมาประสงค์ดินแดนจังหวัดทัญฮว้าคืนให้แก่จามปาจึงนำทัพเข้ารุกรานดั่ยเหวียดสองครั้งแต่ไม่สำเร็จ ทัพฝ่ายดั่ยเหวียดสามารถเอาชนะทัพจามได้ทั้งสองครั้งและอาณาจักรจามปากลายเป็นเมืองขึ้นของดั่ยเหวียดอยูู่ระยะหนึ่ง ในค.ศ. 1371 พระเจ้าเจ๊บ่งงา (Chế Bồng Nga) แห่งจามปายกทัพเข้ายึดนครทังลองได้สำเร็จ ทำให้พระจักรพรรดิเจิ่นเหงะตงพร้อมทั้งขุนนางในราชสำนักต้องหลบหนีออกจากนครทังลองชั่วคราวหลังจากทัพจามกลับไปแล้วจึงคืนสู่นครทังลอง จักรพรรดิเจิ่นเหวะตงสละราชสมบัติให้แก่พระจักรพรรดิเจิ่นเซวะตง จักรพรรดิเจิ่นเซวะตงทรงยกทัพเข้ารุกรานจามปาแต่พ่ายแพ้ให้แก่ทัพของพระเจ้าเจ๊บ่งงาพระจักรพรรดิเจิ่นเซวะตงสวรรคตในที่รบ วิกฤตการณ์ในสงครามกับอาณาจักรจามปาทำให้ราชวงศ์เจิ่นเสื่อมลงและขุนนางชื่อว่าโห่กวี้ลี (Hồ Quý Ly, 胡季犛) เรืองอำนาจขึ้น ในค.ศ. 1388 โห่กวี้ลีปลดพระจักรพรรดิเจิ่นเฟ๊เด๊ออกจากราชสมบัติแล้วตั้งพระจักรพรรดิเจิ่นถ่วนตงเป็นหุ่นเชิด ในค.ศ. 1390 พระเจ้าเจ๊บ่งงารุกรานดั่ยเหวียดอีกครั้งแต่พ่ายแพ้ให้แก่ทัพของเจิ่นคัตจัน (Trần Khát Chân) พระเจ้าเจ๊บ่งงาสวรรคตในที่รบ

ราชวงศ์โห่[แก้]

ป้อมปราการเตยโดสมัยราชวงศ์โห่

ท้ายเถื่องฮหว่างเด๊จักรพรรดิเจิ่นเหงะตงเสด็จสวรรคตในค.ศ. 1394 เปิดโอกาสให้โห่กวี้ลีเรืองอำนาจขึ้นอย่างเต็มที่ โห่กวี้ลีย้ายราชธานีของราชวงศ์เจิ่นไปยังเมืองเต็ยโด (Tây Đô) ในจังหวัดทัญหว้า ในค.ศ. 1398 โห่กวี้ลีสำเร็จโทษปลงพระชนม์จักรพรรดิเจิ่นถ่วนตงรวมทั้งสังหารแม่ทัพเจิ่นคัตจันและกวางล้างสมาชิกราชวงศ์เจิ่นไปจำนวนมาก ในค.ศ. 1400 โห่กวี้ลีปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นฮหว่างเด๊หรือพระจักรพรรดิ เป็นการสิ้นสุดราชวงศ์เจิ่นและก่อตั้งราชวงศ์โห่ จักรพรรดิโห่กวี้ลีทรงเปลี่ยนชื่อประเทศจากดั่ยเหวียดเป็นดั่ยงู (Đại Ngu, 大虞) อย่างไรก็ตามในค.ศ. 1403 เจิ่นเทียมบิ่ญ (Trần Thiêm Bình, 陳添平) ผู้อ้างการสืบทอดจากราชวงศ์เจิ่นได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดิหย่งเล่อแห่งราชวงศ์หมิงที่เมืองหนานจิงทูลขอให้ราชวงศ์หมิงส่งทัพไปช่วยเหลือคืนราชสมบัติเวียดนามให้แก่ราขวงศ์เจิ่น จักรพรรดิหย่งเล่อทรงมีราชโองการลงมายังเวียดนามพร้อมกับเจิ่นเทียมบิ่ญแต่ทว่าพระจักรพรรดิโห่กวี้ลีทรงสังหารเจิ่นเทียมบิ่ญและคณะฑูตราชวงศ์หมิง พระจักรพรรดิหย่งเล่อจึงทรงส่งทัพขนาดใหญ่จำนวนกว่าสองแสนนายนำโดยแม่ทัพจางฟู่ (Zhang Fu, 張輔) และ หมู่เฉิง (Mu Sheng, 沐晟) แม่ทัพจีนทั้งสองสามารถเข้ายึดเมืองทังลองได้และในค.ศ. 1407 สามารถยึดเมืองเต็ยโดได้ พระจักรพรรดิโห่กวี้ลีทรงถูกจับองค์ไปยังนครหนานจิงเป็นการสิ้นสุดราชวงศ์โห่ซึ่งปกครองเวียดนามเพียงเจ็ดปีเท่านั้น นำไปสู่การปกครองของจีนครั้งที่สี่

การปกครองของจีนครั้งที่สี่[แก้]

ในช่วงการปกครองของจีนครั้งที่สี่ (Fourth Chinese Domination of Vietnam) จักรวรรดิจีนราชวงศ์หมิงในรัชสมัยของจักรพรรดิหย่งเล่อผนวกเวียดนามเข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน กลายเป็นมณฑลเจียวจี้ (Jiāozhǐ, 交趾) จีนจัดการปกครองเวียดนามใหม่มีการสำรวจสำมะโนประชากร จักรพรรดิหย่งเล่อทรงมีนโยบายทำลายวัฒนธรรมเวียดนามเพื่อให้เวียดนามเป็นส่วนหนึ่งของจีนทั้งในทางการเมืองและวัฒนธรรม มีการเผาทำลายวรรณกรรมท้องถิ่นของเวียดนามซึ่งเขียนด้วยอักษรจื๋อโนมไปจนเกือบหมดสิ้นเหลือเพียงวรรณกรรมจีนเท่านั้น ในค.ศ. 1407 เจิ่ญโหงย (Trần Ngỗi, 陳頠) พระโอรสของจักรพรรดิเจิ่ญเหงะตงก่อการกบฎต่อต้านการปกครองของจีนราชวงศ์หมิงขึ้นในจังหวัดทัญฮว้า แม่ทัพจีนจางฟู่นำทัพเข้าทำลายกบฎฝ่ายราชวงศ์เจิ่นได้สำเร็จในค.ศ. 1413 ราชวงศ์หมิงปกครองเวียดนามจนถึงค.ศ. 1427 เป็นเวลายี่สิบปี

ราชวงศ์เล[แก้]

เลเหล่ย (Lê Lợi, 黎利) คหบดีจากจังหวัดทัญฮว้าก่อการกบฎต่อต้านการปกครองของจีนราชวงศ์หมิงขึ้นในค.ศ. 1418 เรียกว่า กบฎลัมเซิน (Lam Sơn uprising) จัดตั้งจากกองกำลังท้องถิ่นสู้รบแบบกองโจรโดยมีฐานที่มั่นอยู๋ที่จังหวัดทัญฮว้า หลังจากการสู้รบเป็นเวลาแปดปี ในค.ศ. 1426 ทัพของเลเหล่ยสามารถเอาชนะทัพของราชวงศ์หมิงได้ในยุทธการที่โต๊ดด่ง-จุ๊กด่ง (Battle of Tốt Động – Chúc Động) และเข้ายึดเมืองดงกิญหรือเมืองฮานอยได้ ฝ่ายจีนราชวงศ์หมิงยอมเจรจาสงบศึกพระจักรพรรดิเซฺวียนเต๋อยอมรับในอธิปไตยของประเทศดั่ยเหวียต ภายใต้เงื่อนไขว่าดั่ยเหวียตต้องส่งเครื่องบรรณาการจิ้มก้องให้แก่ราชวงศ์หมิงเป็นพิธีการ ประเทศเวียดนามจึงได้รับเอกราชอีกครั้ง เลเหล่ยปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นพระจักรพรรดิเล ท้าย โต๋ (Lê Thái Tổ, 黎太祖) ในค.ศ. 1418 ก่อตั้งราชวงศ์เลหลัง (Later Lê dynasty) พระจักรพรรดิเลท้ายโต๋จัดการปกครองและร่างกฏหมายขึ้นใหม่ตามอย่างราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่ง

หลังจากรัชสมัยของจักรพรรดิเลท้ายโต๋เป็นช่วงเวลาแห่งการแก่งแย่งอำนาจระหว่างพระราชวงศ์และขุนพลผู้ใกล้ชิดของพระจักรพรรดิเลท้ายโต๋ หลังจากการยึดอำนาจในค.ศ. 1460 กลุ่มขุนนางอัญเชิญพระจักรพรรดิเล ทั้ญ ตง (Lê Thánh Tông, 黎聖宗) ขึ้นครองราชสมบัติ รัชสมัยของจักรพรรดิเลทั้ญตงเป็นสมัยแห่งความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรดั่ยเหวียดทั้งทางด้านการทหารและวัฒนธรรมเรียกว่า รัชศกห่งดึ๊ก (Hồng Đức, 洪德) แห่งความเจริญรุ่งเรือง จักรพรรดิเลทั้ญตงทรงส่งเสริมลัทธิขงจื๊อขึ้นมาให้เป็นศาสนาประจำชาติเวียดนามแทนที่พระพุทธศาสนามหายาน มีการจัดรูปแบบการปกครองและร่างกฏหมายขึ้นใหม่อีกครั้งโดยมีแบบอย่างจากจีนราชวงศ์หมิง ทรงกำหนดข้อระเบียบทางจริยธรรมให้ขุนนางและราษฎรปฏิบัติตามหลักการของลัทธิขงจื๊อ พระเจ้ามหาซาจัน (Maha Sajan) แห่งอาณาจักรจามปานำทัพจามเข้ารุกรานดั่ยเหวียด พระเจ้าเลทั้ญตงทรงนำทัพเวียดนามเข้ารุกรานอาณาจักรจามปาในค.ศ. 1471 สามารถตีเมืองวิชัย (Vijaya) ราชธานีของจามปาแตกและเข้ายึดครองผนวกเอาดินแดนของจามปาทั้งหมดในเวียดนามภาคกลางเข้ามารวมกับดั่ยเหวียด ชาวจามถอยร่นลงไปทางใต้ตั้งราชธานีใหม่ที่เมืองปัณฑุรังคะ (Panduranga) อาณาจักรจามปาซึ่งเคยยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณจึงถูกทำลายลงเกือบหมดสิ้นนับแต่นั้น และทำให้อาณาจักรดั่ยเหวียดมีอาณาเขตดินแดนเพิ่มเป็นสองเท่าจากเดิม นอกจากนี้พระจักรพรรดิเลทั้ญตงทรงนำทัพเข้าบุกอาณาจักรล้านช้างในค.ศ. 1479 ในสมัยของพระเจ้าไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว เข้ายึดเมืองหลวงพระบางได้ แม้ว่าล้านช้างจะสามารถยึดเมืองหลวงพระบางคืนไปได้ในที่สุด

ราชวงศ์หมัก[แก้]

หลังจากรัชสมัยของพระจักรพรรดิเลทั้ญตงพระจักรพรรดิราชวงศ์เลทรงขาดพระปรีชาและเกิดการยึดอำนาจขึ้นหลายครั้ง ทหารองครักษ์ชื่อว่าหมักดังซุง (Mạc Đăng Dung, 莫登庸) เรืองอำนาจขึ้นมาในราชสำนัก ในค.ศ. 1516 หมักดังซุงตั้งพระจักรพรรดิเลเจียวตง (Lê Chiêu Tông, 黎昭宗) ที่ยังพระเยาว์ขึ้นเป้นจักรพรรดิหุ่นเชิด สร้างความไม่พอใจให้แก่ขุนนางตระกูลเหงียนและตระกูลจิ่ญซึ่งนำโดยเหงียนฮหว่างซุ (Nguyễn Hoằng Dụ, 阮弘裕) รวมกลุ่มต่อต้านอิทธิพลของหมักดังซุง ในค.ศ. 1522 เหงียนฮหว่างซุนำองค์พระจักรพรรดิเลเชียวตงเสด็จไปยังจังหวัดทัญฮว้าเพื่อหลบหนีอิทธิพลของหมักดังซุง หมักดังซุงยกทัพไปสังหารเหงียนฮหว่างซุรวมทั้งสำเร็จโทษปลงพระชนม์จักรพรรดิเลเจียวตงในค.ศ. 1527 และในปีเดียวกันปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิหมักท้ายโต๋ (Mạc Thái Tổ, 莫太祖) ก่อตั้งราชวงศ์หมัก (Mạc dynasty) ราชวงศ์เลจึงขาดช่วงไประยะหนึ่ง

เหงียนกิม (Nguyen Kim, 阮淦) บุตรชายของเหงียนฮหว่างซุ และจิ่ญเกี๋ยม (Trịnh Kiểm, 鄭檢) ก่อการกบฎต่อต้านพระจักรพรรดิหมักท้ายโต๋และถวายฏีกาแด่พระจักรพรรดิเจียจิ้งแห่งจีนราชวงศ์หมิงให้ส่งทัพลงมาปราบราชวงศ์หมักและคืนราชสมบัติให้แก่ราชวงศ์เล จักรพรรดิเจียจิ้งทรงส่งกองทัพขนาดใหญ่มาที่เวียดนาม แต่ทว่าพระจักรพรรดิหมักท้ายโต๋ทรงใช้การเจรจาทำให้แม่ทัพจีนเปลี่ยนมาให้การสนับสนุนแก่ราชวงศ์หมัก ต่อมาในค.ศ. 1533 เหงียนกิมและจิ่ญเกี๋ยมอัญเชิญพระจักรพรรดิราชวงศ์เลขึ้นครองราชสมบัติอีกครั้งที่เมืองเต็ยโดอดีตราชธานีของราชวงศ์โห่ในจังหวัดทัญฮว้า ทำให้ประเทศเวียดนามแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนที่อยู่ทิศเหนือของแม่น้ำแดงมีราชวงศ์หมักปกครองอยู่ที่เมืองดงกิญ และส่วนทิศใต้ของแม่น้ำแดงราชวงศ์เลปกครองจากเมืองเต็ยโด เมื่อเหงียนกิมเสียชีวิตในค.ศ. 1545 จิ่ญเกี๋ยมขึ้นมามีอำนาจแทนและลดทอนอำนาจของตระกูลเหงียน ทำให้บุตรชายของเหงียนกิมชื่อว่า เหงียนฮว่าง (Nguyễn Hoàng, 阮潢) เดินทางออกจากเมืองเต็ยโดไปยังจังหวัดเถื่อเทียนในเวียดนามภาคกลางเพื่อหลีกให้พ้นจากอิทธิพลของจิ่ญเกี๋ยมและสร้างฐานอำนาจของตนเอง ในค.ศ. 1592 บุตรชายของจิ่ญเกี๋ยมชื่อว่าจิ่ญตุ่ง (Trịnh Tùng, 鄭松) ยกทัพเข้ายึดนครดงกิญจากราชวงศ์หมักได้และสำเร็จโทษประหารจักรพรรดิหมักเหม่าเหิป (Mạc Mậu Hợp) ทำให้ราชวงศ์หมักต้องล่าถอยไปอยู่ที่จังหวัดกาวบั่ง ราชวงศ์เลจึงนิวัติหวนคืนสู่เมืองดงกิญอีกครั้งแต่อยู่ภายใต้อิทธิพลของตระกูลจิ่ญ แม้ว่าฝ่ายราชวงศ์หมักเหลือดินแดนเพียงแค่จังหวัดกาวบั่งจังหวัดเดียวแต่เนื่องจากราชวงศ์หมักได้รับการสนับสนุนจากราชวงศ์หมิง จิ่ญตุ่งจึงงดเว้นการทำสงครามกับราชวงศ์หมักไปชั่วคราว จวบจนกระทั่งหลังจากที่ราชวงศ์หมิงสิ้นสุดลงแล้ว จิ่ญตุ่งจึงยกทัพไปยึดจังหวัดกาวบั่งในค.ศ. 1677 ทำให้ราชวงศ์หมักสิ้นสุดลง

ตระกูลจิ่ญและตระกูลเหงียน[แก้]

เวียดนามประมาณค.ศ. 1650 ตระกูลจิ่ญปกครองเวียดนามภาคเหนือ ตระกูลเหงียนปกครองเวียดนามภาคกลาง ในขณะที่เวียดนามภาคใต้ยังคงเป็นดินแดนของอาณาจักรจามปาและอาณาจักรเขมร

หลังจากที่ทำลายราชวงศ์หมักลงได้แล้ว จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างตระกูลจิ่ญและตระกูลเหงียน ตระกูลจิ่ญมีผู้นำคือจิ่ญตุ่งมีอำนาจเหนือราชสำนักราชวงศ์เลโดยมีจักรพรรดิราชวงศ์เลเป็นหุ่นเชิด ในขณะเดียวกันเหงียนฮว่างซึ่งอพยพไปอยู่เวียดนามภาคกลางนั้นได้สร้างฐานอำนาจขึ้นในจังหวัดเถื่อเทียน ในค.ศ. 1615 บุตรชายของเหงียนฮว่างชื่อว่าเหงียนฟุกเงวียน (Nguyễn Phúc Nguyên, 阮福源) อนุญาตให้ชาวโปรตุเกสและชาวญี่ปุ่นเข้ามาตั้งสถานีค้าขายที่เมืองห่อยอัน หรือฮอยอัน (Hội An ชาวโปรตุเกสเรียกเมืองไฟโฟ Faifo) ทำให้ตระกูลเหงียนสามารถเข้าถึงปืนใหญ่ตามแบบตะวันตกซึ่งจะนำไปใช้ในสงครามในอนาคต ในค.ศ. 1620 เหงียนฟุกเงวียนปฏิเสธไม่ส่งเครื่องราชบรรณาการให้แด่พระจักรพรรดิราชวงศ์เลที่นครดงกิญ จิ่ญตุ่งส่งกองทัพเข้ารุกรานฐานที่มั่นของตระกูลเหงียนในค.ศ. 1627 แต่พ่ายแพ้ ทำให้ประเทศเวียดนามถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่ เวียดนามภาคเหนือปกครองโดยตระกูลจิ่ญมีอำนาจเหนือพระจักรพรรดิราชวงศ์เลที่เมืองดงกิญ เรียกว่า จั๊วจิ่ญ (Chúa Trịnh, 主鄭) หรือเจ้าญวนเหนือ และเวียดนามภาคกลางปกครองโดยตระกูลเหงียน เรียกว่า จั๊วเหงียน (Chúa Nguyễn, 阮主) หรือเจ้าญวนใต้ โดยมีการแบ่งอาณาเขตกันที่แม่น้ำซัญ (Gianh River) ในจังหวัดกว๋างบิ่ญ นำไปสู่เป็นสงครามจิ่ญ-เหงียน (Trịnh–Nguyễn War) ซึ่งดำเนินไปเป็นเวลาประมาณห้าสิบปี โดยที่ตระกูลเหงียนมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เนื่องจากเวียดนามภาคกลางมีภูเขาอยู่ใกล้กับทะเลเหลือเพียงแผ่นดินเป็นช่องแคบตลอดแนวทำให้ง่ายต่อการป้องกัน จั๊วเหงียนเหงียนฟุกเงวียนสร้างกำแพงสองชั้นขึ้นที่พรมแดนที่แม่น้ำซัญซึ่งได้รับการติดปืนใหญ่ที่ได้มาจากชาวโปรตุเกสเพื่อช่วยในการป้องกัน จิ่ญตุ่งยกทัพเข้าทำลายกำแพงของตระกูลเหงียนสองครั้งแต่ไม่สำเร็จ ในค.ศ. 1653 เหงียนฟุกลัน (Nguyễn Phúc Lan, 阮福瀾) ยกทัพตระกูลเหงียนเป็นฝ่ายบุกเข้าภาคเหนือบ้าง แต่พ่ายแพ้ให้แก่ทัพของจั๊วจิ่ญจิ่ญตัก (Trịnh Tạc, 鄭柞) ในค.ศ. 1672 จิ่ญตักส่งทัพเข้าโจมตีกำแพงของตระกูลเหงียนแต่ล้มเหลวอีกครั้ง นำไปสู่การเจรจาสงบศึกในค.ศ. 1673 ตระกูลเหงียนยอมรับอำนาจของจักรพรรดิราชวงศ์เลแต่ในทางพิธีการเท่านั้น ทำให้ตระกูลจิ่ญและตระกูลเหงียนสงบศึกซึ่งกันและกันเป็นเวลาประมาณหนึ่งร้อยปี

ภาพวาดเมืองฮอยอันโดยพ่อค้าชาวญี่ปุ่น

สงครามจิ่ญเหงียนสิ้นสุดลงเปิดโอกาสให้ตระกูลเหงียนแผ่ขยายอำนาจลงไปทางใต้ไปยังอาณาจักรจามปาและอาณาจักรเขมรอุดง การแผ่ขยายอำนาจลงทางใต้ของชาวเวียดนามเรียกว่า นัมเที้ยน (Nam tiến) ในค.ศ. 1620 เหงียนฟุกเงวียนส่งบุตรสาวของตนคือนางเหงียนฟุกหง็อกหวั่น (Nguyễn Phúc Ngọc Vạn, 阮福玉萬) อภิเษกเป็นพระมเหสีในพระไชยเชษฐาที่ 2 แห่งกัมพูชาที่เมืองอุดงฦาไชย โดยที่ตระกูลเหงียนได้รับดินแดนปากแม่น้ำโขงที่เรียกว่าไพรนคร (Prey Nokor) มาจากกัมพูชา นำไปสู่การก่อตั้งเมืองไซ่ง่อน หรือเมืองซาดิ่ญ (Gia Định) ชาวเวียดนามค่อยๆอพยพไปยังเมืองไซ่ง่อนและอาณาบริเวณโดยรอบ ค.ศ. 1659 นางเหงียนฟุกหง็อกหวั่นร้องขอให้จั๊วเหงียนเหงียนฟุกต่าน (Nguyễn Phúc Tần, 阮福瀕) ยกทัพเข้ารุกรานกัมพูชาเพื่อปลดพระรามาธิบดีที่ 1ออกจากราชสมบัติ นับจากนั้นมาตระกูลเหงียนจึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงราชสมบัติภายในอาณาจักรเขมรหลายครั้ง ในยุคมืดของกัมพูชาเวียดนามตระกูลเหงียนและสยามอาณาจักรอยุธยาแผ่ขยายอำนาจเข้าไปในกัมพูชา นำไปสู่ความขัดแย่งระหว่างตระกูลเหงียนและอาณาจักรอยุธยาในเรื่องอิทธิพลเหนือกัมพูชา ค.ศ. 1687 มีการสร้างเมืองเว้ (Huế) สร้างคฤหาสน์ป้อมปราการไว้เป็นฐานที่มั่นสำหรับตระกูลเหงียน ในค.ศ. 1707 เจ้าญวนใต้เหงียนฟุกจู (Nguyễn Phúc Chu, 阮福淍) ยกทัพบุกกัมพูชาเพื่อยกราชสมบัติให้แก่พระแก้วฟ้าที่ 3 ทำให้พระศรีธรรมราชาธิราชที่ 2เสด็จหลบหนีไปยังอยุธยารัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ในค.ศ. 1717 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระโปรดฯให้ยกทัพสยามมาทั้งทางบกตีเมืองอุดงมีชัยและทางทะเลตีเมืองบันทายมาศ แม้ว่าม่อจิ่ว (莫玖 ภาษาเวียดนามเรียกหมักจิ๋ว Mạc Cửu) เจ้าเมืองบันทายมาศซึ่งเป็นชาวจีนโพ้นทะเลสามารถเอาชนะทัพเรือสยามได้ แต่ฝ่ายตระกูลเหงียนก็ต้องสูญเสียเมืองอุดงมีชัยให้แก่ฝ่ายสยามไป ม่อจิ่วสวามิภักดิ์ขึ้นกับเจ้าญวนใต้ตระกูลเหงียน เมืองบันทายมาศเป็นเมืองท่าซึ่งเรืองอำนาจจากการค้าโดยเฉพาะในสมัยของม่อซื่อหลิน (莫士麟 ภาษาเวียดนามเรียก หมักเทียนตื๊อ Mạc Thiên Tứ) บุตรชายของม่อจิ่ว ต่อมาในสมัยของเจ้าญวนใต้เหงียนฟุกควั้ต (Nguyễn Phúc Khoát, 阮福濶) ให้การสนับสนุนแก่กษัตริย์กัมพูชา ได้รับดินแดนบริเวณปากแ่น้ำโขงเพิ่มเติมส่งผลให้เวียดนามและกัมพูชามีพรมแดนอาณาเขตดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ราชวงศ์เต็ยเซิน[แก้]

อนุเสาวรีย์พระจักรพรรดิกวางจุง หรือเหงียนเหวะ

การกบฎเต็ยเซิน (Tây Sơn, 西山) เกิดขึ้นในค.ศ. 1771 มีต้นกำเนิดจากหมู่บ้านเต็ยเซินนำโดยสามพี่น้องตระกูลเหงียน เกิดจากความไม่พอใจในการปกครองของจั๊วเหงียน เหงียนญัค (Nguyễn Nhạc, 阮岳) พี่ชายคนโตนำทัพกบฎเต็ยเซินเข้ายึดเมืองกวีเญินและใช้เมืองกวีเญินเป็นฐานที่มั่น จั๊วจิ่ญจิ่ญซัม (Trịnh Sâm, 鄭森) ได้อาศัยโอกาสนี้ยกทัพเข้ายึดเมืองเว้จากจั๊วเหงียนได้ในค.ศ. 1774 ส่งผลให้จั๊วเหงียนเหงียนฟุกถ่วน (Nguyễn Phúc Thuần, 阮福淳) รวมทั้งสมาชิกตระกูลเหงียนต้องเดินทางลี้ภัยทางเรือไปยังเมืองไซง่อน เหงียนญัคเจรจาสงบศึกกับจั๊วจิ่ญจากนั้นจึงส่งน้องชายของตนคือเหงียนเหวะ (Nguyễn Huệ, 阮惠) ยกทัพลงทางใต้เข้าตีเมืองไซ่ง่อนแตกยึดเมืองไซ่ง่อนได้สำเร็จในค.ศ. 1777 เหงียนเหวะสังหารจั๊วเหงียนเหงียนฟุกถ่วนและสมาชิกตระกูลเหงียนไปจนเกือบหมดสิ้นที่เมืองไซ่ง่อน เหลือเพียงเหงียนฟุกอั๊ญ (Nguyễn Phúc Ánh, 阮福暎) หรือองเชียงสือเดินทางหลบหนีไปยังกรุงรัตนโกสินทร์ขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในค.ศ. 1778 เหงียนญัคปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นพระจักรพรรดิท้ายดึ๊ก (Thái Đức, 泰德) ก่อตั้งราชวงศ์เต็ยเซิน ในค.ศ. 1783 ฝ่ายสยามยกทัพมาโจมตีเมืองไซ่ง่อนเพื่อช่วยเหลือองเชียงสือ เหงียนเหวะสามารถนำทัพเรือเอาชนะทัพของสยามได้ในยุทธการที่สักเกิ่มซว่ายมุต (Battle of Rạch Gầm-Xoài Mút)

แผนที่เวียดนาม สีน้ำเงิน: ดินแดนที่เหงียนเหวะปกครอง ในขณะที่เหงียนญัค ปกครองสีเหลือง สีเขียว:ปกครองโดย เหงียน ฟุก อั๊ญ

เมื่อศึกทางทิศใต้เสร็จสิ้นแล้วราชวงศ์เต็ยเซินจึงขยายอำนาจขึ้นทางทิศเหนือ โดยเหงียนเหวะยกทัพยึดเมืองเว้คืนจากจั๊วจิ่ญได้ในค.ศ. 1786 เหงียนเหวะฝ่าฝืนราชโองการของจักรพรรดิท้ายดึ๊กยกทัพขึ้นเหนือเข้ายึดเมืองทังล็องหรือฮานอยได้สำเร็จ ทำให้การปกครองของจั๊วจิ่ญสิ้นสุดลง ทำให้ราชวงศ์เตยเซินมีอำนาจตั้งแต่เหนือจรดใตตลอดประเทศเวียดนาม แต่ทว่าเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างสองพี่น้องเต็ยเซินคือเหงียนญัคและเหงียนเหงียนเหวะ จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองสองพี่น้องยกทัพเข้ารบกัน เมื่อไม่มีฝ่ายแพ้ชนะที่เด็ดขาดเหงียนญัคและเหงียนเหวะจึงเจรจาแบ่งดินแดน โดยที่เหงียนญัคปกครองเวียดนามภาคกลางมีศูนย์กลางที่เมืองกวีเญินและเหงียนเหวะปกครองเวียดนามภาคเหนือตั้งแต่บริเวณเมืองเว้ขึ้นไป เหงียนเหวะขึ้นมาเป็นผู้นำของราชวงศ์เต็ยเซินแทนที่เหงียนญัคพี่ชาย

ยุทธการที่หง็อกฮ่อยด๊งซา (Battle of Ngọc Hồi and Đống Đa)

หลังจากที่เสียเมืองทังล็องให้แก่เต็ยเซินพระจักรพรรดิเลเจียวโท้ง (Lê Chiêu Thống, 黎昭統) พระจักรพรรดิองค์สสุดท้ายแห่งราชวงศ์เลเสด็จหลบหนีไปในป่าส่วนพระราชมารดาเสด็จไปยังมณฑลกวางสีเพื่อขอความช่วยเหลือทางการทหารจากจีนราชวงศ์ชิง ฝ่ายจีนราชวงศ์ชิงพระจักรพรรดิเฉียนหลงทรงส่งกองทัพขนาดมหึมาจากมณฑลภาคใต้ของจีนเข้ามายังเวียดนามเพื่อนำราชสมบัติคืนให้แก่พระจักรพรรดิเลเจียวโท้ง เมื่อทราบข่าวเหงียนเหวะจึงปราบดาภิเษากตนเองขึ้นเป็นพระจักรพรรดิกวางจุง (Quang Trung, 光中) ที่เมืองเว้ และยกทัพเข้าซุ่มโจมตีทัพของจีนในช่วงเทศกาลตรุษจีนจนได้รับชัยชนะในยุทธการที่หง็อกฮ่อยด๊งซา (Battle of Ngọc Hồi and Đống Đa) ในค.ศ. 1789 ทัพจีนแตกพ่ายไป จนกระทั่งเกิดการเจรจาขึ้นโดยที่เหงียนเหวะยินยอมส่งบรรณาการจิ้มก้องให้แก่ราชวงศ์ชิงเป็นประเทศราชแต่ในทางพิธีการเท่านั้น พระจักรพรรดิกวางจุงทรงปฏิรูปการปกครองโดยลดความสำคัญของลัทธิขงจื๊อลงไป

ในค.ศ. 1788 องเชียงสือเหงียนพุกอั๊ญเดินทางจากกรุงรัตนโกสินทร์สามารถเข้ายึดนครไซ่ง่อนไปครองได้อีกครั้ง ทำให้เวียดนามถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนได้แก่ เวียดนามภาคเหนือปกครองโดยพระจักรพรรดิกวางจุงเหงียนเหวะ เวียดนามภาคกลางปกครองโดยเหงียนญัค และเวียดนามภาคใต้ปกครองโดยองเชียงสือ เหงียนฟุกอั๊ญได้รับความช่วยเหลือทางการทหารจากฝรั่งเศสผ่านทางบาทหลวงปิโญ เดอ เบแอน (Pigneau de Béhaine) พระจักรพรรดิกวางจุงเสด็จสวรรคตในค.ศ. 1792 พระโอรสของจักรพรรดิกวางจุงขึ้นครองราชย์สมบัติต่อมาเป็นพระจักรพรรดิเหงียนกวางตว๋าน (Nguyễn Quang Toản, 阮光纘) มีพระชนมมายุเพียงแค่สิบชันษา ทำให้ราชวงศ์เต็ยเซินอ่อนแอลง เป็นโอกาสให้เหงียนฟุกอั๊ญสามารถขยายอำนาจไปทางทิศเหนือยึดเมืองกวีเญินและเมืองเว้ได้ เหงียนฟุกอั๊ญปราบดาภิเษกตนเองขึ้นที่เมืองเว้เป็นพระจักรพรรดิซา ล็อง เป็นปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหงียน ค.ศ. 1802 พระจักรพรรดิซาล็องทรงยกทัพขึ้นทางเหนือเข้ายึดเมืองทังล็องได้ และสำเร็จโทษพระจักรพรรดิเหงียนกวางตว๋านแห่งราชวงศ์เต็ยเซิน เป็นการสิ้นสุดการกบฎเต็ยเซินและราชวงศ์เต็ยเซินไปนับแต่นั่นมา

ราชวงศ์เหงียน[แก้]

ดูบทความหลักที่: ราชวงศ์เหงียน

เมื่อองเชียงสือเหงียนฟุกอั๊ญรวบรวมเวียดนามตั้งแต่เหนือจรดใต้ได้สำเร็จในค.ศ. 1802 แล้ว จึงปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นฮว่างเด๊หรือพระจักรพรรดิพระนามว่าจักรพรรดิซา ล็อง (Gia Long, 嘉隆) ก่อตั้งราชวงศ์เหงียน (Nguyễn dynasty) พระจักรพรรดิซาล็องทรงวางรากฐานการปกครองของราชวงศ์เหงียน ทรงส่งเสริมลัทธิขงจื๊อให้เป็นคติปรัชญาประจำชาติของเวียดนาม ทรงสร้างพระราชวังเมืองเว้ หรือ ฮว่างถ่าญ (Hoàng thành, 皇城) ตามแบบพระราชวังต้องห้ามของจีน มีการประมวลกฎหมายขึ้นใหม่เพื่อทดแทนกฎหมายจากสมัยราชวงศ์เล

ฉลองพระองค์จักรพรรดิและจักรพรรดินีสมัยราชวงศ์เหงียน
ดูบทความหลักที่: อานามสยามยุทธ

ในสมัยราชวงศ์เหงียนมีการแข่งขันระหว่างเวียดนามและสยามสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เกี่ยวกับอิทธิพลเหนืออาณาจักรเขมรอุดง นำไปสู่อานามสยามยุทธซึ่งประกอบไปด้วยสองช่วง ช่วงแรกค.ศ. 1831-1834 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) นำทัพเข้ารุกรานอาณาจักรเขมรเพื่อนำนักองค์ด้วงเจ้าชายเขมรขึ้นครองราชสมบัติกัมพูชา ทรงให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) นำทัพเรือไปโจมตีเวียดนามภาคใต้ ฝ่ายสยามได้เมืองพนมเปญและเมืองบันทายมาศ จักรพรรดิมิญ หมั่งทรงให้เจืองมิญสาง (Trương Minh Giảng, 張明講) เป็นผู้นำทัพเรือเวียดนามเข้าต้านทานทัพสยามสามารถตอบโต้การรุกรานได้ทำให้ทัพฝ่ายสยามต้องถอยออกไป พระจักรพรรดิมิญหมั่งทรงสถาปนากษัตรีองค์มี (Ang Mei) ให้เป็นเป็นหุ่นเชิดของเวียดนาม จักรพรรดิมิญหมั่งมีพระราชประสงค์ที่จะผนวกอาณาจักรเขมรเข้ามาเป็นของเวียดนามโดยสิ้นเชิงทั้งในทางการเมืองและทางวัฒนธรรม เป็นมณฑลหนึ่งของเวียดนามมีชื่อว่าเจิ๊นเต็ย (Trấn Tây, 鎮西) ชาวเขมรถูกบังคับให้เปลี่ยนมาพูดภาษาเวียดนามและดำเนินชีวิตตามแบบวัฒนธรรมเวียดนามสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวเขมร สงครามช่วงที่สองค.ศ. 1841-1845 ชาวกัมพูชาก่อการกบฎต่อต้านการปกครองของเวียดนามทำให้ฝ่ายเวียดนามต้องล่าถอยกลับมาไป ฝ่ายสยามสามารถเข้าครองนครอุดงมีชัยและนครพนมเปญได้แต่กองทัพฝ่ายเวียดนามยกทัพมายึดเมืองพนมเปญจากสยามกลับไปได้สำเร็จอีกครั้งและยกทัพเข้ารุกรานเมืองอุดงมีชัย เจ้าพระยาบดินทรเดชาฯนำทัพสยามเข้าโจมตีทัพเวียดนามอย่างไม่ทันรู้ตัวจนแตกพ่ายไป เมื่อสงครามระหว่างเวียดนามและสยามดำเนินมาเป็นเวลานานโดยไม่ประสบผลไม่สามารถเอาชนะกันได้ การเจรจาจึงเริ่มขึ้นโดยให้นักองค์ด้วงขึ้นครองราชสมบัติกัมพูชาเป็นสมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี โดยที่เป็นประเทศราชอยู่ในอาณัติของทั้งสยามและเวียดนาม

กองทัพฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองไซ่ง่อนในค.ศ. 1859

ราชสำนักราชวงศ์เหงียนมีนโยบายต่อต้านอิทธิพลของชาวตะวันตกและการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ จักรพรรดิมิญหมั่งทรงมีพระราชโองการห้ามมิให้มีการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในพระราชอาณาจักรและทรงห้ามมิให้มิชชันนารีชาวตะวันตกเดินทางเข้าประเทศ มีการลงโทษประหารชาวคริสเตียนทั้งที่เป็นชาวตะวันตกและชาวเวียดนาม เปิดโอกาสให้ฝรั่งเศสใช้เป็นข้ออ้างในการเข้ายึดดินแดนเวียดนาม ในค.ศ. 1847 มิชชันนารีดอมีนิก เลอแฟบฟวร์ (Dominique Lefèbvre) ชาวฝรั่งเศสถูกจับกุมในข้อหาลักลอบเผยแพร่ศาสนาคริสต์ใน แม่ทัพเรือฝรั่งเศสฌ็อง- บาติสต์ เซซีย์ (Jean-Baptiste Cécille) นำเรือรบเข้าปิดล้อมเมืองท่าดานัง หรือเมืองตูราน (Tourane) ยิงปืนใหญ่เข้าทำลายเรือรบของเวียดนามไปสังหารทหารเวียดนามไปจำนวนมาก เรียกว่าเหตุการณ์โจมตีเมืองตูราน (Bombardment of Tourane) ในค.ศ. 1857 แม่ทัพเรือฝรั่งเศส ชาร์ล รีโกล เดอ เยอนูยยี (Charles Rigault de Genuoilly) ยกทัพเรือฝรั่งเศสมายังเวียดนามเข้ายึดเมืองท่าดานังในค.ศ. 1858 พระจักรพรรดิตึ ดึ๊กทรงส่งแม่ทัพเหงียนจิเฟือง (Nguyễn Tri Phương, 阮知方) ยกทัพเข้าล้อมทัพฝรั่งเศสในเมืองดานังไว้ เดอเยอนูยยียึดเมืองไซ่ง่อนได้สำเร็จในค.ศ. 1859 เหงียนจิเฟืองจึงยกทัพตามไปล้อมเมืองไซ่ง่อนคืนจากฝรั่งเศส แต่ทัพฝรั่งเศสสามารถฝ่าวงล้อมของเหงียนจิเฟืองออกมาจากไซ่ง่อนและสามารถเอาชนะเหงียนจิเฟืองได้ในยุทธการที่กี่ฮว่า (Battle of Kỳ Hòa) นำไปสู่การเจรจาระหว่างราชสำนักเวียดนามกับฝ่ายฝรังเศสในค.ศ. 1862 ในสนธิสัญญาไซ่ง่อน (Treaty of Saigon) จักรพรรดิตึดึ๊กทรงยกเมืองไซ่ง่อนรวมทั้งดินแดนเวียดนามตอนใต้ซึ่งเรียกว่าโคชินจีน (Cochinchina) ให้แก่ฝรั่งเศส นับว่าเป็นการสูญเสียดินแดนให้แก่ชาติตะวันตกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เวียดนาม

กองกำลังเพื่อการเดินทัพสู่ตังเกี๋ย (Tonkin Expeditionary Corps) ของรัฐบาลฝรั่งเศส นำโดยนายอาเมดี กูร์แบ (Amédée Courbet) ยกทัพเข้ายึดป้อมปราการถ่วนอาน (Battle of Thuận An) ในค.ศ. 1883 ซึ่งเป็นป้อมปราการที่อยู่ใลก้กับเมืองเว้ การเสียป้อมถั่วนอันให้แก่ฝรั่งเศสนำไปสู่การเจรจาสนธิสัญญาเว้ (Treaty of Hue) ฝรั่งเศสจัดตั้งรัฐในอารักขาขึ้นในเวียดนามภาคเหนือ เรียกว่า รัฐในอารักขาตังเกี๋ย (Protectorate of Tonkin) และรัฐในอารักขาอันนัม (Protectorate of Annam) ในเวียดนามภาคกลาง ราชสำนักราชวงศ์เหงียนสูญสิ้นซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศเวียดนามและสูญเสียเอกราชให้แก่ฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการนับแต่นั้นเป็นต้นมา

อินโดจีนฝรั่งเศส[แก้]

เวียดนามเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสตั้งแต่ พ.ศ. 2426 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเวียดนามได้ร่วมกันจัดตั้งขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดมินห์ขึ้น โดยมีโฮจิมินห์เป็นผู้นำต่อต้านฝรั่งเศส

เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้[แก้]

ในที่สุด พ.ศ. 2497 มีการเจรจาสงบศึกกันที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ การตกลงครั้งนี้ เวียดนามได้เอกราช และแบ่งประเทศออกเป็น 2 ฝ่าย คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ เวียดนามเหนือมีโฮจิมินห์เป็นผู้นำ พยายามล้มล้างรัฐบาลเวียดนามใต้ที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ซึ่งผู้นำ คือ โงดินห์เสี่ยม เวียดนามเหนือสนับสนุนเวียดกง หรือกลุ่มประชาชนและชาวนาเวียดนามใต้ให้ต่อต้านรัฐบาลตนเอง ทั้งสองฝ่ายต่างสู้รบกัน เวียดนามใต้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ส่วนเวียดกงได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามเหนือ และสหภาพโซเวียต เมื่อ พ.ศ. 2506 โงดินห์เสี่ยม ถูกโค่นอำนาจ และเสียชีวิต เวียดนามใต้จึงขาดเสถียรภาพทางการเมือง แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงรบกันใน พ.ศ. 2515 เวียดนามเหนือโจมตีเวียดนามใต้อย่างหนัก ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องทิ้งระเบิดที่เมืองท่าไฮฟองของเวียดนามเหนือเพื่อช่วยเหลือเวียดนามใต้

สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม[แก้]

พ.ศ. 2516 มีการเจรจาหยุดยิงกันที่ปารีส แต่สงครามดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ในที่สุดเวียดนามใต้ ก็แพ้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ และมีการจัดตั้ง รัฐบาลชั่วคราวขึ้นปกครองประเทศ ในที่สุด เมื่อ พ.ศ. 2518 เวียดนามเหนือสามารถรวมเวียดนามทั้งสองเข้าเป็นประเทศเดียวกัน ใช้ชื่อประเทศใหม่ว่า สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ทางด้านเศรษฐกิจรัฐมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเจริญในอนาคต เช่น ตั้งเขตเสรีเศรษฐกิจพิเศษตามเมืองสำคัญต่างๆ ปรับ- ปรุงท่าเรือ และสนามบินนานาชาติ ส่งเสริมการต่อเรือสินค้าขนาดใหญ่ พัฒนาผลิตกระแสไฟฟ้า ปรับปรุงโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังส่งเสริม การลงทุนกับชาวต่างชาติ เช่นสิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น [8]

อ้างอิง[แก้]

  1. "BVOM.COM - Vietnamese History". 6 January 2010.
  2. "History of Vietnam".
  3. Hoa Binh Culture
  4. Lê Huyền Thảo Uyên, 2012–13. Welcome to Vietnam. International Student. West Virginia University.
  5. Handbook of Asian Education: A Cultural Perspective, p. 95
  6. Ivanova R; Astrinidis A; Lepage V; และคณะ (1999). "Mitochondrial DNA polymorphism in the Vietnamese population". Eur. J. Immunogenet. 26 (6): 417–22. doi:10.1046/j.1365-2370.1999.00184.x. PMID 10583463. Unknown parameter |month= ignored (help); Unknown parameter |author-separator= ignored (help)
  7. Chapuis, Oscar (1995-01-01). "A History of Vietnam: From Hong Bang to Tu Duc". ISBN 9780313296222.
  8. หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน : ประวัติศาสตร์