ประวัติศาสตร์เวียดนาม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ประวัติศาสตร์เวียดนาม Dien Thai Hoa.jpg
ราชวงศ์ห่งบ่าง 2879–258 ปีก่อนคริสต์ศักราช
ราชวงศ์ถุก 257–207 ปีก่อนคริสต์ศักราช
ราชวงศ์เจี่ยว 207–111 ปีก่อนคริสต์ศักราช
การปกครองของจีนครั้งแรก 111 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 40
พี่น้องจึง 40–43
การปกครองของจีนครั้งที่สอง 43–544
ราชวงศ์ลี้ยุคก่อน 544–602
การปกครองของจีนครั้งที่สาม 602–938
ราชวงศ์โง 939–967
ราชวงศ์ดิญ 968–980
ราชวงศ์เลยุคก่อน 980–1009
ราชวงศ์ลี้ 1009–1225
ราชวงศ์เจิ่น 1225–1400
ราชวงศ์โห่ 1400–1407
การปกครองของจีนครั้งที่สี่ 1407–1427
ราชวงศ์เล 1428–1788
ราชวงศ์หมัก 1527–1592
เจ้าตระกูลจิ่ญ 1545–1787
เจ้าตระกูลเหงียน 1558–1777
ราชวงศ์เต็ยเซิน 1778–1802
ราชวงศ์เหงียน 1802–1945
ลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก 1883–1945
สาธารณรัฐประชาธิปไตย
 เวียดนาม
1945–1976
สาธารณรัฐเวียดนาม 1955–1975
สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตั้งแต่ 1976
หัวเรื่องสืบเนื่อง
ราชวงศ์จามปา 192–1471
ราชวงศ์ฟูนาน 1–627
รายชื่อเมืองหลวงของประวัติศาสตร์เวียดนาม
รายพระนามกษัตริย์และจักรพรรดิแห่งเวียดนาม
ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของเวียดนาม
วัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ของเวียดนาม
    

เวียดนาม เรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีเนื้อที่ทั้งหมด 337,912 ตารางกิโลเมตร มีประชากรร่วม 89 ล้านคน (พ.ศ. 2554) เมืองหลวงคือ ฮานอย ประชากรส่วนใหญ่ของชาวเวียดนาม คือ ชาวเวียดนาม มีอยู่ประมาณร้อยละ 86 นอกจากนี้ยังมีชนกลุ่มน้อยอีก ได้แก่ โท้ ไต ม้ง เขมร และอื่นๆ ภาษาราชการ คือ ภาษาเวียดนาม ส่วนภาษาอื่นๆที่นิยมใช้ คือ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาของแต่ละชนชาติ

ประวัติความเป็นมาของเวียดนามสามารถสืบย้อนกลับไปได้มากกว่า 4000 ปีก่อน[1] การค้นพบทางโบราณคดีจากปี พ.ศ. 2508 ได้ค้นพบซากของสอง hominins ซึ่งเป็นมนุษย์โบราณ สายพันธุ์ของมนุษย์ที่ลิงชิมแปนซีได้แยกออกไปแล้ว โดยมีเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับ Homo erectus ทำให้สามารถย้อนไกลไปยุค สมัยไพลสโตซีนตอนกลาง อายุประมาณ 730,000-125,000 ปี เวียดนามโบราณจึงเป็นที่ตั้งของหนึ่งในอารยธรรมและสังคมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ทำให้ชาวเวียดนามโบราณเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกของโลกที่ทำการเกษตร[2][3] บริเวณหุบเขาแม่น้ำแดงได้สร้างธรรมชาติภูมิศาสตร์และหน่วยทางเศรษฐกิจ ล้อมรอบไปทางทิศเหนือและทิศตะวันตกด้วยภูเขาและป่า ไปทางทิศตะวันออกติดกับทะเลและทิศใต้ติดกับดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดง ชาวเวียดนามโบราณจำเป็นที่จะต้องมีผู้มีอำนาจคนเดียว เพื่อหาวิธีที่เพื่อป้องกันน้ำท่วมของแม่น้ำแดง, เพื่อให้ความร่วมมือในการสร้างระบบไฮดรอลิค แลกเปลี่ยนการค้าและการต่อสู้กับผู้รุกรานต่างชาติ นำไปสู่การสร้างรัฐเวียดนามครั้งแรก ประมาณ ศตวรรษที่ 29 ก่อนคริสตกาล[4][5] อีกส่วนหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างแท้จริงของประวัติศาสตร์ในเวียดนามเกิดขึ้นในช่วงปลายยุคสัมฤทธิ์ เมื่อวัฒนธรรมดงเซินก้าวหน้าทางอารยธรรมอย่างมาก ด้วยภูมิประเทศที่แปลกประหลาดของเวียดนามทำให้ประเทศที่ยากลำบากในการถูกโจมตีรุกรานโดยต่างชาติ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ประเทศเวียดนามภายใต้กษัตริย์หุ่ง เวือง เป็นรัฐอิสระเป็นระยะเวลานานและปกครองตัวเอง พวก ซิ๊ก ตีและราชวงศ์ฉินของชาวจีนฮั่น เป็นชนต่างชาติกลุ่มแรกที่รุกรานเวียดนาม แต่ชาวเวียดนามโบราณสามารถกอบกู้ชาติได้อย่างรวดเร็วหลังจากการรุกราน

เมื่อเวียดนามยอมจำนนต่อการปกครองของต่างชาติ เป็นเวลา 1,100 ปี เวียดนามได้ตกเป็นดินแดนส่วนหนึ่งที่ถูกประเทศจีนปกครองอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มราชวงศ์จีนเข้าปกครองเวียดนาม อันได้แก่: ราชวงศ์ฮั่น, ง่อก๊ก (สมัยสามก๊ก), ราชวงศ์จิ้น, ราชวงศ์หลิวซ่ง, ราชวงศ์ฉีใต้, ราชวงศ์เหลียง, ราชวงศ์สุย, ราชวงศ์ถัง, และ ราชวงศ์ฮั่นใต้;

ชนเผ่าเวียดนามโบราณ[แก้]

จากการวิจัยของโรงพยาบาลแซ็ง-ลูยในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในการเปรียบเทียบชาวเวียดนามกับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพันธุกรรมของประชากรอันใกล้ชิดด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยมีตัวแสดงเอกลักษณ์เจ็ดประการที่ไม่ซ้ำกัน ผลลัพธ์บ่งชี้ว่าเวียดนามเป็นชาติพันธุ์สืบมาจากการผสมของชาวจีนและไทย-ลาว[6]

ชนเผ่าตระกูลไท-ลาว เป็นชนเผ่าที่ถือเป็นเครือญาติกับชนเผ่าเวียดนามโบราณ นักมานุษยวิทยาที่สถาบันวิจัยชนเผ่าที่ฮานอย ถือว่า ไทย-ลาว เป็นชนเผ่าไทเผ่าหนึ่งที่นับได้ว่าเป็นเผ่าเดียวกันกับชนเผ่าเวียดโบราณ โดยมีการสันนิษฐานชาวเวียดโบราณอาจจะมีการที่ใช้ภาษาตระกูลภาษาไท-กะไดที่ใกล้เคียงกัน อาจมีการแต่งกาย ความเชื่อ ที่คล้ายคลึงกัน ชาวเวียดโบราณนั้นเกิดจากการผสมผสานของหลายชนเผ่ามี ชาวจิงจากบริเวณตอนใต้ของมณฑลกวางสีของจีน และชาวไท-ลาว

ก่อนที่ชาวเวียดจะถูกจีนยึดครองซึ่งทำให้ชาวเวียดจะสูญเสียวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตนไป ชาวจีนที่เข้ามาปกครองเวียดนามได้ใช้นโยบายกลืนชาติ บังคับให้ชาวเวียดนามแต่งกายแบบจีน ใช้ภาษาจีนเป็นภาษาราชการ เขียนตัวอักษรจีน ซึ่งเวียดนามได้พัฒนาอักษรเป็นของตัวเองหรือ จื๋อโนม แต่ก็ยังปรากฏคำศัพท์บางคำที่ใกล้เคียงภาษาไทยและภาษาลาวอยู่บ้าง

ยุคราชวงศ์ในช่วงต้น (ค.ศ. 2879-111 ก่อนคริสต์ศักราช)[แก้]

ยุคราชวงศ์โห่งบั่ง (2879-258 ก่อนคริสตกาล)[แก้]

ดูบทความหลักที่: ราชวงศ์โห่งบั่ง
กลองมโหระทึกสำริด ศิลปะวัฒนธรรมดงเซิน

ตามตำนานเป็นเวลาเกือบสามพันปี จากจุดเริ่มต้นของรอบ 2879 ก่อนคริสตกาล (หรือต้นศตวรรษที่ 7) อาณาจักรเวียดนามได้ถูกปกครองโดย ถุก ฟ๋าน ในปี 258 ก่อนคริสตกาล ยุคโห่งบั่งได้แบ่งออกเป็นราชวงศ์ 18 ราชวงศ์ แต่ละราชวงศ์อยู่บนพื้นฐานของเชื้อสายของกษัตริย์ ตลอดยุคนี้ประเทศพบการเปลี่ยนแปลงมากมาย การเปลี่ยนแปลงบางอย่างนำไปสู่ความรุนแรงหรือสงคราม เนื่องจากข้อมูลหลักฐานที่จำกัดของหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร แหล่งข้อมูลหลักของข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาของยุคราชวงศ์โห่งบั่ง คือร่องรอยต่างๆ วัตถุและสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับการขุดค้นพบมาจากแหล่งโบราณคดี อีกทั้งการศึกษาจากตำนานและนิยายโบราณจำนวนมาก ดินแดนเวียดนามเริ่มต้นจากการเป็นรัฐที่มีชนเผ่าหลากหลายอยู่อาศัยกันอย่างกระจัดกระจาย โดยมีกษัตริย์ กิง เดือง เวือง รวบรวมบรรดารัฐเล็กๆ ในช่วง 2,879 ปีก่อนคริสตกาล ผู้ปกครองชาวเวียดนามยุคโบราณสมัยนี้รู้จักกันในนามของ กษัตริย์ ที่ชาวเวียดนาม เรียกว่า หุ่ง (เวียดนาม: Hùng Vương) ใกล้เคียงคำภาษาไทย-ลาว คำว่า ขุน (ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง)

วัฒนธรรมดงเซิน[แก้]

ดูบทความหลักที่: วัฒนธรรมดงเซิน

ยุคราชวงศ์โห่งบั่งช่วงต้น 2879-1913 ปีก่อนคริสตกาล[แก้]

อาณาเขตของอาณาจักรวันลาง นำโดยราชวงศ์ห่งบ่าง

ตั้งแต่สมัยโบราณ บริเวณประเทศเวียดนามตอนเหนือสมัยปัจจุบันและภาคใต้ของจีนมีผู้คนจำนวนมากหลากหลายเชื้อชาติ ได้มีหัวหน้าเผ่าเวียดผู้หนึ่งนามว่า ลก ตุ๊ก (2919-2794 ก่อนคริสตกาล) ผู้ซึ่งได้ประสบความสำเร็จในการขึ้นสู่ฐานะหัวหน้าเผ่าและได้มีความพยายามครั้งแรกเพื่อรวมทุกเผ่าให้เป็นหนึ่งเดียว ประมาณ 2879 ก่อนคริสตกาล ในขณะที่พระองค์ประสบความสำเร็จในรวบรวมกลุ่มรัฐทั้งหมดให้ในอาณาเขตของพระองค์ บรรดาชนเผ่าต่างๆได้มีการชุมนุมโดยประกาศให้ พระองค์ขึ้นปราบดาภิเษก เป็นกษัตริย์มีพระนามว่า กิญ เซือง เวือง

ศาลเจ้าของหลัก ล็อง เกวิน ที่ฟู้เถาะ

การขยายอาณาจักร เวียดนามใต้แห่งซึกกุ่ยถูกแบ่งออกเป็น 100 แคว้น แต่ละแคว้นปกครองโดยโอรสองค์หนึ่งในจำนวน 100 องค์ ในราว 2,879 ปี ก่อนคริสตกาล พระโอรสองค์โตได้รักบการสถาปนา เป็นกษัตริย์แห่งหลากเวียด (Lac Viet) พระองค์ทรงพระนามว่า พระเจ้าฮุงเวือง (Hung Vuong) และหลากเวียด ก็ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วันลาง (Van Lang)

ยุคราชวงศ์โห่งบั่งช่วงปลาย[แก้]

อาณาจักรวันลาง เจริญรุ่งเรืองอยู่ระหว่าง 1,000 ปี แรกก่อนคริสตกาล ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ราชวงศ์ฮุง ที่สืบราชสมบัติต่อกันมา 18 พระองค์ และได้มีการก่อตั้งราชวงศ์ฮุงเวืองขึ้น โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดหวิงห์ฝู (Vinh Phu) ในปัจจุบันอาณาจักรนี้แบ่งออกเป็น 15 จังหวัด ก่อนจะเสื่อมอำนาจลงในปีที่ 258 ก่อนคริสตกาล หลังจากนั้นก็มาสู่ยุคความรุ่งเรืองของอีกอาณาจักรหนึ่ง ภายใต้พระนามว่า พระเจ้า ฮันเซืองเวือง ทรงก่อตั้งอาณาจักรเอาหลากขึ้น และตั้งราชธานีอยู่ที่ฟุอัน 50 ปีต่อมา อาณาจักรนี้ได้ตกอยู่ในมือของกลุ่มคนจากทางเหนือ ภายใต้การนำของถุก ฟ้าน แม่ทัพชาวจีนที่นำกองทัพจีนมาปกครองเวียดนาม

ราชวงศ์ถุก[แก้]

ดูบทความหลักที่: อาน เซือง เวือง

ในช่วงก่อนคริสต์ศักราชที่ 3 ชนเผ่าเวียดอีกชนเผ่านามว่า "เอิวเวียด" อพยพจากบริเวณตอนใต้ของจีนในปัจจุบันเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่บริเวณแม่น้ำแดงและได้มีการผสมกลมกลืนกับชนเผ่าวันลางที่เป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่อยู่มาก่อน ในช่วง 257 ปีก่อนคริสต์ศักราช อาณาจักรใหม่นามว่า เอิวหลัก ได้เกิดขึ้นจากการรวมของชนเผ่าเอิวเวียดและหลักเวียด โดยมี ถุก ฟ้าน ตามตำนานเขาเป็นชาวจีนฮั่นที่อพยพเข้ามาปกครองดินแดน บริเวณตอนเหนือของเวียดนาม ถุก ฟ้าน ได้ประกาศตนเองเป็นกษัตริย์ อาน เซือง เวือง มีนักประวัติศาสตร์เวียดนามสมัยใหม่ได้สันนิษฐานว่า ถุก ฟ้าน มาจากบริเวณของชาวเอิวเวียด (ภาคเหนือของเวียดนาม, ตะวันตกของมณฑลกวางตุ้ง และภาคใต้ของมณฑลกวางสี ของประเทศจีนในปัจจุบัน โดยมีเมืองหลวงบริเวณจังหวัดกาวบั่งในปัจจุบัน[7]

หลังจากนั้นอาน เซือง เวือง ได้รวบรวมกองทัพเอาชนะและโค่นล้มราชวงศ์ที่ 18 ของกษัตริย์หุ่งแห่งราชวงศ์ห่งบ่าง ในช่วง 258 ปีก่อนคริสตกาล อาน เซือง เวือง เปลี่ยนชื่อประเทศจากอาณาจักรวันลางมาเป็นเอิวหลักและสถาปนาเมืองหลวงใกล้กับเมืองฟู้เถาะ ทางตอนเหนือของเวียดนาม และได้สร้างป้อมปราการโก๋ลวาหรือป้อมเกลียวยาวประมาณ 10 ไมล์ ทางตอนเหนือของเมืองหลวง

ราชวงศ์เจี่ยว[แก้]

ดูบทความหลักที่: หนานเยฺว่
แผนที่รัฐน่านเย่ว์หรือนามเวียด

เจี่ยวด่า ได้ก่อตั้งอาณาจักรอิสระแห่งนามเวียด ขึ้น อันรวมไปถึงดินแดนส่วนใหญ่ทางใต้ของจีนในปัจจุบันนี้ด้วย และได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ในปีที่ 208 ก่อนคริสตกาล ทรงตั้งราชวงศ์เตรียวซึ่งมีอายุต่อมาจนถึงศตวรรษที่ 3 โดยมีเมืองหลวงอยู่ใกล้กับกวางตุ้ง ในปัจจุบัน อิทธิพลของจีน ภายใต้การปกครองของราชวงศ์เตียวนามเวียด ในช่วงนี้เป็นช่างที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแผนการของจักรพรรดิจีนองค์หนึ่ง ที่ตั้งพระทัยจะยึดครองนามเวียด ไม่ถึงศตวรรษต่อมาพระเจ้าหวูฮี จักพรรดิแห่งฮั่น ได้ทรองยกทัพจำนวนมหาศาลมาเพื่อยึดทรองนามเวียด ในที่สุดเวียดก็ต้องพ่ายแพ้แก่ผู้รุกรายชาวฮั่น ประเทศนี้ตกเป็นเมืองประเทศราชของจีนภายใต้ชื่อใหม่ว่า ยาวจี๋ มีการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงขึ้นมาเป้นผู้ปกครอง และมีความพยายามที่จะเผยแพร่วรรณคดี ศิลปะ และเทคนิคทางการเกษตรของจีน แต่ได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากชาวเวียดนาม

การปกครองของจีนครั้งแรก[แก้]

สองพี่น้องตระกูลจึง[แก้]

พี่น้องผู้นำการปฏิวัติ ท้ายที่สุดในปี ค.ศ. 39 ภายใต้การปกครองอย่างกดขี่ของ โตดิงห์ (To Dinh) และตรึงหยิ (Trung Nhi) วีรสตีที่รู้จักกันในชื่อไฮบาตรึง (His Ba Trac) เป็นผู้นำในการปลดแอกได้สำเร็จ แต่เพียง 3 ปีให้หลัง กองทัพของจีนที่เหนือกว่าได้เข้าบดขยี้พวกเขา การล่มสลายของพี่น้องตระกูลตรึง ถือเป็นช่วงที่สองของการยึดครองของจีนโดยนามเวียดนั้นถูกปกครองในฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของจีน แต่แล้วการยึดครองของจีนก็สิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน จากบัณฑิตนามว่า หลีโบน (Ly Bon) นำกองกำลังเข้าต่อสู้และสามารถขับไล่จีนออกไปได้ หลีโบนเข้าปกครองแคว้น และขนานนามแคว้นว่าวุ้นซวน (Van Xuan) รวมทั้งตั้งราชวงศ์หลีขึ้นปกครอง และมาจนสูญอธิปไตยให้จีนอีกครั้งในปี ค.ศ. 545 อย่างไรก็ตามการต่อสู้ปฏิวัติก็ยังคงดำเนินต่อไปบ่อยครั้ง คนเข้าสู่ยุคที่ 3 ในการยึดครองของจีน ซึ่งกินเวลาจากปี ค.ศ. 603-938 ก่อนเปลี่ยนชื่อนามเวียด เสียใหม่ว่า อันนาม (An Nam) แต่ยังคงมีการจลาจลเกิดขึ้นอยู่เนื่อง ๆ แม้จะมีโครงสร้างการบริหารที่แข็งแกร่งโดยรัฐบาลจีนภายใต้ราชวงศ์ถัง จวบจนการล่มสลายของราชวงศ์ถังของจีน ส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนตามมา สงครามที่ยึดเยื้อจบลงด้วยการรบที่แบ็คดัง (Bach Dang) ภายใต้การนำของนายพลโงเกวียน (Nho Quyen) สามารถกำจัดผู้รุกรานชาวจีนลงได้ แล้วจึงก่อตั้งราชวงศ์ของเวียดนาม ราชวงศ์แรกขึ้นมาในปีค.ศ. 939 และขนานนามประเทศว่าไดเวียด (Dai Viet) จากนั้นโงเกวี่ยน จึงตัดสินใจย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่โก่ลวา (Co Loa) ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเอาหลากมากก่อน ต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตลงในปีค.ศ. 967 อาณาจักต้องตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายอีกครั้ง เป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี เป็นที่รู้จักกันในชื่อทัพหยิสือกวาน (Thap Nhi Su Quan) หรือดินแดนแห่ง 12 แคว้น

พัฒนาการช่วงเอกราช[แก้]

ราชวงศ์ดิญ[แก้]

ในบรรดาขุนนางทั้ง 12 คนนั้น ดิงห์โบลิงห์ (Dinh Bo Linh) นับว่ามีอำนาจมากที่สุด และได้ทำการรวบรวมประเทศชาติที่แตกแยกให้กลับมาป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งภายใต้ชื่อ ไดโกเวียต (Dai Co Viet) และสถาปนาตนเป็น ดิงห์เตียนฮว่างเด๋ (Dinh Tien Hoang De) หรือจักรพรรดิดิงห์ที่ 1 ผู้ทรงอำนาจ พร้อมทรงทำสัญญาไม่รุกรานกับจีน โดยแลกเปลี่ยนกับการส่งเครื่องบรรณาการไปให้จีนทุก 3 ปี เหตุการณ์นี้นับเป็นการวางรากฐานความสัมพันธ์ในอนาคตกับจีนที่มีอายุยืนยาวอีกหลายศตวรรษ

ในส่วนของกิจการภายในประเทศนั้น พระเจ้าดิงห์เตียนฮว่าง ทรงตั้งราชสำนักและจัดลำดับยศข้าราชการทหารและพลเรือนขึ้น รวมถึงทรงวางระบบศาลที่มีประสิทธิภาพ และนำเอาโทษประหารชีวิตมาใช้กับผู้ใดก็ตามที่บังอาจขัดขวางระเบียบใหม่ในราชอาณาจักร นอกจากนั้นยังจัดให้มีกองทัพประจำการ ได้มีการรื้อฟื้นระเบียบข้อบังคับและการป้องกันประเทศขึ้นมาใหม่ อันนำไปสู่ยุคใหม่แห่งไทบิงห์ (Thai binh หมายถึง สันติสุข) แต่รัชสมัยของพระเจ้าเตียนฮว่างก็มีอายุไม่ยืนยาวนัก พระองค์ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ในปี ค.ศ.979 โดยทหารรักษาพระองค์ ผู้ที่เป็นองค์รัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์ต่อมามีพระชนมายุเพียงแค่ 6 พรรษา

ราชวงศ์เลยุคก่อน[แก้]

ด้วยการสนับสนุนของพระมารดา ผู้เป็นราชินีเลฮวาน(Le Hoan) ทรงขับไล่รัชทายาทของพระเจ้าดิงห์โบลิงห์ ออกกจากราชบัลลังห์ และสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้าเลไดแฮงห์ (Le Dai Hanh) พระองค์ทรงตั้งฮวาลือ (Hoa Lu) เป็นเมืองหลวง และทรงป้องกันการรุกรานของกองทัพจีนในสมัยราชวงศ์ซ้องได้สำเร็จหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังคงถวายเครื่องบรรณาการแก่จีนทุกๆ 3 ปี ตามปกติเพื่อทรงรักษาสัมพันธไมตรีเอาไว้ ในปี ค.ศ.982 ทรงส่งกองทัพไปไปทำสงครามกับอาณาจักรจามปา ทางตอนใต้เข้าไปยังอินทรปุระ (กว่าง นาม-Quang Nam ในปัจจุบัน) และเผาทำลายที่มั่นของจามปา การพิชิตภาคเหนือของอาณาจักรจามปานับเป็นจุดเริ่มต้นของจามปาที่มีต่อวัฒนธรรมของชาวเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของดนตรีและการฟ้อนรำ รัชสมัยของพระเจ้าเลไดแฮงห์ เป็นเครื่องหมายของความพยายามในการรวบรวมชาติเวียดเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ.1005 หลังทรงปกครองอยู่ 24 ปี พระเจ้าเลไดแฮงห์ ก็ทรงเสด็จสวรรคต

ยุคต่อมา เคืองเวียต(Khuong Viet) พระที่ได้รับความศรัทธาอย่างสูง ได้ทรงวางรากฐานให้ศาสนาพุทธกลายเป็นวิถีแห่งความคิด และเสาหลักของอาณาจักร แต่ในที่สุดราชวงศ์เตี่ยนเล ก็ล่มสลายลง หลังจากการสิ้นพระชนม์ของรัชทายาทของพระเจ้าเลไดแฮงห์ ในปี ค.ศ.1009

ราชวงศ์ลี้[แก้]

นับเป็นราชวงศ์แห่งชาติราชวงศ์แรก ด้วยหลีกงอ่วนอันเป็นสานุศิษย์ของวันแฮงห์ ซึ่งเป็นพระที่ช่วยเหลือให้พระองค์ได้ขึ้นสู่อำนาจในราชสำนักฮวาลือ เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ในพระนามว่าพระเจ้าหลีไทโต (Ly Thai To) พระองค์ทรงย้ายเมืองหลวง และทรงขนานนามเมืองนั้นว่า ทังลอง (Thang Long-มังกรเหิน) ในปี ค.ศ.1054 พระเจ้าหลีแถ่งห์โตน (Ly Thanh Ton) ทรงเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่ว่า ไดเวียต (Dai Viet) ในสมัยราชวงศ์หลี ศาสนาพุทธรุ่งเรือง เนื่องจากเป็นศาสนาประจำชาติ ขุนนางชาวพุทธผู้ปฏิบัติตนเสมือนเป็น กว็อกสือ (Quoc Su) หรือที่ปรึกษาสูงสุด ได้ช่วยเหลือกษัตริย์ราชวงศ์นี้ปกครองประเทศด้วยความสงบเรียบร้อย กษัตริย์ราขวงศ์หลีหลายพระองค์ เช่น พระเจ้าไทโตง พระเจ้าแองห์โตง และพระเจ้าเกาโตง ทรงนับถือศาสนาพุทธ ลัทธิเทาเดือง และสร้างวัดขึ้นถึง 150 แห่งในแถบทังลองใกล้กับบริเวณที่เป็นฮานอยในปัจจุบัน

การรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางของกษัตริย์ ช่วยสนับสนุนให้กษัตริย์มีบทบาทสำคัญ 3 ประการคือ เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์และผู้นำทางศาสนาของจักรวรรดิ เป็นคนกลางระหว่างสวรรค์กับประชาชน และเป็นบิดาของประเทศ ในขณะเดียวกันระบบขุนนางก็กลายเป็นสถาบันที่ประกอบด้วย 6 ฝ่าย คือ เสนาการ การคลัง การยุติธรรม ฝ่ายแบบแผนและประเพณี ฝ่ายทหาร และฝ่ายพลเรือน

ในปี ค.ศ.1070 มีการตั้งวิทยาลัยแห่งชาติขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่ผู้ที่จะเป็นขุนนางในอนาคต วิทยาลัยแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ วันเหมียว (Van Mieu) ปัจจุบันนี้ได้รับการบูรณะและยังคงตั้งอยู่ที่ฮานอย เป็นสถานศึกษาที่ให้ความรู้ด้านวรรณคดีคลาสสิกของขงจื้อ รวมทั้งความเชี่ยวชาญในการแต่งคำประพันธ์และบทกวี อันเป็นสิ่งสำคัญของการศึกษาอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 3 ปี และทำการสอบเพื่อรับปริญญาในปีสุดท้าย

ราชวงศ์เจิ่น[แก้]

ตราออกศึกของราชวงศ์เจิ่น

เจิ่นแก๋งห์ (Tran Cranh) ซึ่งเป็นสามัญชน ได้ทำการอภิเษกสมรสกับพระนางเจียวสว่าง ราชินีองค์สุดท้ายของราชวงศ์หลี และก่อตั้งราชวงศ์เจิ่นขึ้น ในช่วงนี้ศาสนาพุทธยังคงมีบทบาทสำคัญต่อไป แต่ก็เริ่มเสื่อมอิทธฺพลลงตามลำดับ เนื่องจากการผสมกลมกลืนไปกับลัทธิขงจื้อ เต๋า และลัทธิความเชื่ออื่นๆ ที่ได้รับความนิยมอีกมากมาย ราชวงศ์ตรันมีชื่อเสียงอย่างยิ่งเมื่อประสบชัยชนะทางทหารหลายครั้ง โดยเฉพาะจากการรบที่แม่น้ำแบ็กดัง จากการนำทัพของตรันฮึ่งเดา พระอนุชาของกษัตริย์ผู้ทรงรบชนะกองทัพอันยิ่งใหญ่ของกุบไลข่านที่มีกำลังเหนือกว่าได้ ในสมัยนี้ความพยายามที่จะขยายอำนาจลงไปทางใต้ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป เจ้าหญิงเฮวียนตรัน พระขนิษฐาของกษัตริย์ทรงอภิเษกสมรสกับกษัตริย์จามปา ในปี ค.ศ.1307 การอภิเษกครั้งนี้ทำให้อาณาเขตของประเทศขยายต่อไป จนถึงทางใต้อันนำไปสู่การผนวกดินแดน โดยสันติวิธีกับดินแดนในแถบเว้ ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นการเริ่มต้นการใช้การแต่งงานเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ราชวงศ์โห่[แก้]

ป้อมปราการเตยโดสมัยราชวงศ์โห่

ราชวงศ์โห่ ได้มีสถาปนาขึ้นเมื่อมีการอภิเษกสมรสระหว่างกษัตริย์กับญาติของเสนาบดีคนหนึ่งขื่อ โห่กุ๋ยหลี นำไปสู่จุดจบของราชวงศ์ตรัน เนื่องจากโห่กุ๋ยหลี ได้ใช้ประโยชน์ จากการนี้พาตัวเองขึ้นสู่อำนาจ ในที่สุดก็สามารถควบคุมอาณาจักรได้ทั้งหมดและก่อตั้งราชวงศ์โห่ ในช่วงรัชสมัยของพระองค์ได้มีการจัดระเบียบ และเสริมความเข้มแข็งให้กองทัพเพิ่มขึ้น ทรงปรับปรุงระบบเสียภาษีใหม่ และออกกฎให้เรือที่เข้ามาค้าขายสินค้าต้องจ่ายภาษีด้วย ภายใต้ระบบภาษีใหม่นี้ จำกัดสิทธิในการถือครองที่ดิน ในส่วนของการบริหารงานทรงแต่งตั้งข้าราชการเพิ่มมากขึ้น ระบบการสอบแข่งขันเพื่อเป็นขุนนางมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อสนองความต้องการความรู้เชิงปฏิบัติเกี่ยวกับชีวิตของชาวนา คณิตศตสตร์ ประวัติศาสตร์ งานคลาสสิกของขงจื้อและวรรณคดีให้มากขึ้น กฎหมายได้รับการปฏิรูป และมีการจัดบริการทางแพทย์ขึ้น แต่แล้วพระองค์ต้องเผชิญกับการโจมตีอย่างฉับพลันจากจีนอีกครั้ง นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์โห่ในปี ค.ศ.1407 ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่ถูกจีนยึดครองนั้น ชาวเวียดนามต้องเผชิญชะตากรรมจากการถูกปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณ จีนพยายามที่จะทำลายล้างเอกลักษณ์ความเป็นชาติของเวียดนามอย่างสิ้นซาก ทั้งวรรณคดี ศิลปะ ตลอดจนบันทึกทางประวัติศาสตร์ของเวียดนามถูกเผาทำลายหรือไม่ก็นำไปไว้ที่จีน มีการนำเอางานคลาสสิกของจีนเข้ามาแทนที่ในโรงเรียนทุกแห่ง สตรีชาวเวียดนามถูกบังคับให้แต่งกายและไว้ทรงผมแบบจีน เครื่องแต่งกายและขนบประเพณีทางศาสนาประจำท้องถิ่นถูกกำจัดลงไป ทรัพย์สินส่วนบุคคลถูกยึดและถูกนำไปไว้ที่จีน

ราชวงศ์เล[แก้]

เลเลย (Le Loi) ชายผู้ภายใต้สมญานามว่า เจ้าชายแห่งสันติสุข ได้จัดตั้งกลุ่มต่อต้านขึ้นที่หมู่บ้านของตน และทำสงครามกองโจรขับเคี่ยวกับศัตรู ก่อนที่เขาจะตั้งราชวงศ์ขึ้นในปี 1428 และทรงสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ภายใต้พระนามว่าพระเจ้าเลไทไต พระองค์ทรงเปลี่ยนชื่อประเทศใหม่เป็นไดเวียด และทรงเริ่มภารกิจการปรับปรุงประเทศในทันที พระเจ้าเลไทไต เสด็จสวรรคตในปี ค.ศ.1443 โดยทิ้งบัลลังก์ไว้ให้กับเลไทโตง พระโอรสของพระองค์ ผู้ซึ่งทรงสิ้นพระชนม์ หลังจากนั้นไม่นานนัก อันนำไปสู่ความสับสนวุ่นวายและการแย่งชิงอำนาจกันภายในราชสำนักต่อมาอีกนับสิบปี ก่อนสิ้นสุดลงเมื่อ พระเจ้าเลแถ่งห์โตง ทรงขึ้นครองราชย์ ในช่วงเวลา 36 ปีแห่งการครองราชย์ของพระองค์ ประเทศมีความเจริญรุ่งเรืองมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พระองค์ทรงปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษี ส่งเสริมการเกษตร และให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับขนบประเพณีและหลักศีลธรรม พระองค์ทรงก่อตั้งสถาบัน เตาดานขึ้นและเริ่มแต่งประวัติศาสตร์ของชาติชุดแรกขึ้นมา

การจัดระเบียบกองทัพของพระองค์ใหม่ยังทำให้ได้ชัยชนะต่อจามปาอย่างง่ายดาย โดยในปี 1 ทหารซึ่งเป็นชาวนาได้ช่วยกันสร้างขุมขนกสิกรรมแบบทหารขึ้นมาในทุกหนทุกแห่งที่ไปถึง ด้วยวิธีนี้อาณาเขตของประเทศจึงค่อยๆขยายตัวออกไปทางไต้เรื่อยๆ จนในที่สุดอาณาจักรจามปาก็ถูกกลืนโดยสิ้นเชิง สงครามแยกดินแดง ภายหลังราชวงศ์เลมีความตกต่ำเรื่อยๆ ในปลายศตวรรษที่ทำให้ประเทศแตกออกเป็น 2 แคว้นใหญ่ ในขณะที่กษัตริย์ผู้ทรงครองราชสมบัติต่อจาก พระเจ้าเลแถ่งห์โตง ล้วนแต่อ่อนและด้อยความสามารถ หมากดังยุง ที่ปรึกษาจึงเข้ายึดอำนาจการปกครอง และก่อตั้งราชวงศ์หมากขึ้น ส่วนทายาทของราชวงศ์เลได้ไปชุมนุมกันอยู่กับเหวียนกิม และตริงห์เกี่ยม หลังจากสู้รบกันหลายครั้ง พวกเขาก็ประสบความสำเร็จในการยึดครองเมืองหลวงในภาคใต้ ในปี ค.ศ.1543 ก็ได้ตั้งราชสำนักขึ้นทางภาคใต้ใกล้กับแถ่งห์ฮวา จนกระทั่งพระเจ้าหมากเหมาเฮิพ กษัตริย์องค์สุดท้ายในราชวงศ์หมากทรงสวรรคตในปี ค.ศ.1592

ขุนพลตริงห์ได้ปล่อยให้เหวียนฮว่าง พระราชนัดดาของเหวียนกิม ปกครองราชสำนักทางใต้เป็นการชั่วคราว ส่วนเขาได้ขึ้นมาดูแลทางเหนือ หลังจากที่ปราบปรามทางเหนือจนสงบเรียบร้อย เขาได้รวบรวมอำนาจและก่อตั้งราชวงศ์เลขึ้นใหม่อีกครั้งในฮานอย ขุนพลตริงห์จึงกลับคืนสู่ภาคใต้ แต่พบว่าเหวียนฮว่าง ได้ยึดครองราชสำนักทางใต้ไว้โดยสิ้นเชิงแล้ว ในที่สุดหลังปี 1672 ความพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่จะกำจัดเหวียนฮว่างออกไปต้องประสบความล้มเหลว ขุนพลตริงห์จำต้องยอมรับการเขตแดนของประเทศที่แม่น้ำหลิงห์ ซึ่งอยู่ตรงเส้นขนานที่ 18

ราชวงศ์เต็ยเซิน[แก้]

แผนที่เวียดนาม สีน้ำเงิน: ดินแดนที่เหวียนเหว่ปกครอง ในขณะที่เหวียนหยาก ปกครองสีเหลือง สีเขียว:ปกครองโดย เหงียน ฟุก อั๊ญ
อนุเสาวรีย์พระเจ้ากวางจุงมหาราช

กบฏเต็ยเซิน[แก้]

การจลาจลที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะการบริหารที่ขาดความเป็นปึกแผ่นเกิดขึ้นทุกหัวระแหงในช่วงปีหลังๆ ของกษัตริย์สองพระองค์ พี่น้องตระกูลเต็ยเซิน คือ เหวียนหยาก เหวียนลือและเหวียนเหว่ ฉวยจังหวะนี้ก่อการปฏิวัติต่อต้านขุนนางตระกูลเลที่ปกครองแต่ เลเจียว สามารถหลบหนีไปจีน และขอความคุ้มครองจากจีน ปี ค.ศ.1788 ราชสำนักจีนภายใต้ ราชวงศ์ชิง จึงตัดสินใจส่งกองทัพมาปราบปรามประเทศที่กำลังแตกแยกนี้ เพื่อปกป้องประเทศชาติ เหวียนเหว่ จึงได้สถาปนาตนเป็นพระเจ้ากวางตรุง แห่ง ฝูซวน และทรงเผด็จศึกกองทัพจีนได้ในเวลาอันรวดเร็ว พระองค์ทรงนำสันติสุขกลับมาสู่ภาคเหนือของประเทศตั้งแต่ชายแดนจีนจนถึงช่องเขาหายเวิน ในภาคกลาง และทรงอุทิศเวลาให้กับการฟื้นฟูประเทศ การปฏิรูประเบียบบริหารราชการและการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือพระเจ้ากวางตรุง ทรงให้ใช้ภาษาโนม ในฐานะภาษาเขียนทางการของเวียดนาม แทนภาษาจีนที่เคยถือกันว่าเป็นภาษาคลาสสิก แต่น่าเสียดายที่รัชสมัยของพระองค์กลับไม่ยืนยาวนักอันเนื่องมาจากสวรรคตก่อนอายุขัยในปี ค.ศ. 1792

ราชวงศ์เหงียน[แก้]

ดูบทความหลักที่: ราชวงศ์เหงียน

เหงียน ฟุก อั๊ญ ผู้ครองอำนาจต่อจากพระองค์ทรงได้รับการสนับสนุนจากผู้จงรักภักดีต่อตระกูลเหวียน และได้ทำการขยายอำนาจไปทั่วประเทศ จากความช่วยเหลือของเมอซิเออร์ ปิกโน เดอ เบอาง มิชชันนารีชาวฝรั่งเศส ผู้เป็นบิชอปแห่งเอดราน ชาวจีนในราชวงศ์หมิงต่างถือว่าเหงียน ฟุก อั๊ญ เป็นผู้นำที่สามารถปกป้องพวกตนในแคว้นไดเวียต ที่รวบรวมขึ้นใหม่ได้ พวกเตยชิน ระแวงว่าพวกหมิงจะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของเหงียน ฟุก อั๊ญ และยิ่งระแวงมากขึ้นเมื่อตาพดิงห์ และหลีไต ซึ่งเป็นขุนพลชั้นนำของเตยชิน ก็เร่มปฏิบัติการล้างแค้นและสังหารหมู่ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวจีนนับพันคน บิชอปแห่งเอดราน ทำการเจรจาตกลงที่จะให้ความช่วยเหลือทางทหารจากรัฐบาลฝรั่งเศสแก่เหงียน ฟุก อั๊ญ เพื่อแลกกับสิทธิพิเศษทางการค้า แต่รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังยุ่งอยู่กับปัญหาภายในของตนเอง บิชอปจึงรวบรวมเงินทุนและจัดตั้งกองทหาร ในการฝึกทหารด้วยเทคนิคสมัยใหม่ จึงถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อชัยชนะในปี ค.ศ.1801 เมื่อสามารถมีชัยชนะเหนือเตยชิน และสถาปตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิทรงพระนามว่า พระเจ้ายาลอง การช่วงชิงอำนาจระหว่างฝ่ายจีนและฝรั่งเศส ในราชสำนักเริ่มขึ้นในสมัยของพระองค์ ฝ่ายจีนในราชสำนักจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะพระองค์ทรงพึ่งพาความช่วยเหลือของขุนนางลัทธิขงจื๋อ มากกว่ามิชชันนารีคาทอลิกในการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้จักรวรรดิ ชาติที่ถูกรวบรวมขึ้นภายใต้ชื่อใหม่ว่า เวียดนาม นี้มีอาณาเขตจากชายแดนจีนจนจรดคาบสมุทรก่ามาทางใต้ พระองค์ทรงรวบรวมกฎหมายและพัฒนาระบบบริหารราชการแผ่นดินตามหลักการของลัทธิขงจื๊อ ส่งผลให้เว้กลายเป็นเมืองหลวงในการบริหารราชการแห่งใหม่ของประเทศพระเจ้ายาลอง ทรงออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อใช้แทนกฎหมายโห่งดึ๊ก โดยตั้งชื่อตามพระนามของพระองค์

สงครามกับสยาม[แก้]

ดูบทความหลักที่: อานามสยามยุทธ

กระทั่งถึงรัชกาลพระเจ้ามินหม่าง ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่3 แห่งราชวงศ์จักรี) ในแง่นี้สำหรับราชวงศ์เหงียนย่อมถือว่า พระนั่งเกล้าฯ ไม่ได้มีบุญคุณต่อราชวงศ์เหงียนและต่อพระเจ้ามินหม่าง บุญคุณนั้นเป็นเรื่องระหว่างพระพุทธยอดฟ้ารัชกาลที่ 1 กับพระเจ้ายาลองต้นวงศ์เหงียนเท่านั้น ซึ่งทั้งสองพระองค์ก็สวรรคตไปแล้ว ดังนั้น ราชวงศ์เหงียนจึงไม่มีข้อติดค้างอะไรกับสยามอีก และด้วยความมั่นใจในแสนยานุภาพของตนว่าไม่ด้อยกว่าสยามในขณะนั้นนัก (เพราะกองทัพราชวงศ์เหงียนยุคนั้นมีพื้นฐานผสมผสานระหว่างกองทัพโบราณแบบจีน และความเป็นกองทัพสมัยใหม่แบบฝรั่งเศส เพราะได้อาวุธและครูฝึกมาจากฝรั่งเศส) ดังนั้น นี่จึงน่าจะเป็นเหตุผลที่ราชสำนักเหงียนตัดสินใจขยายอิทธิพลเข้าไปในลาวและกัมพูชา โดยฉวยโอกาสจากการที่กลุ่มของเจ้าอนุ (เจ้าอนุวงศ์) แห่งเวียงจันทน์ของลาว และพวกเจ้ากัมพูชาที่ต่อต้านสยามหนีมาขอความช่วยเหลือกับตนเป็น "ข้ออ้าง" อันชอบธรรมในการที่จะส่งทหารเข้าไปแทรกแซงในลาวและกัมพูชา นำมาสู่สงคราม "อานามสยามยุทธ" ซึ่งถือเป็นความขัดแย้งทางการทางการทหารอย่างเปิดเผยครั้งแรกในประวัติศาสตร์ระหว่างสองรัฐจากสองอารยธรรมคือ สยามแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาแห่งอารยธรรมผสมอินเดีย-มอญ-เขมร กับไดเหวียด หรือเวียดนามแห่งลุ่มน้ำแดง-ลุ่มน้ำดำ แห่งอารยธรรมขงจื่อ ซึ่งกินเวลายาวนานกว่า 14 ปี

อินโดจีนฝรั่งเศส[แก้]

เวียดนามเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสตั้งแต่ พ.ศ. 2426 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเวียดนามได้ร่วมกันจัดตั้งขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดมินห์ขึ้น โดยมีโฮจิมินห์เป็นผู้นำต่อต้านฝรั่งเศส

เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้[แก้]

ในที่สุด พ.ศ. 2497 มีการเจรจาสงบศึกกันที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ การตกลงครั้งนี้ เวียดนามได้เอกราช และแบ่งประเทศออกเป็น 2 ฝ่าย คือ เวียดนามเหนือ และเวียดนามใต้ เวียดนามเหนือมีโฮจิมินห์เป็นผู้นำ พยายามล้มล้างรัฐบาลเวียดนามใต้ที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ซึ่งผู้นำ คือ โงดินห์เสี่ยม เวียดนามเหนือสนับสนุนเวียดกง หรือกลุ่มประชาชนและชาวนาเวียดนามใต้ให้ต่อต้านรัฐบาลตนเอง ทั้งสองฝ่ายต่างสู้รบกัน เวียดนามใต้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ส่วนเวียดกงได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามเหนือ และสหภาพโซเวียต เมื่อ พ.ศ. 2506 โงดินห์เสี่ยม ถูกโค่นอำนาจ และเสียชีวิต เวียดนามใต้จึงขาดเสถียรภาพทางการเมือง แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงรบกันใน พ.ศ. 2515 เวียดนามเหนือโจมตีเวียดนามใต้อย่างหนัก ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องทิ้งระเบิดที่เมืองท่าไฮฟองของเวียดนามเหนือเพื่อช่วยเหลือเวียดนามใต้

สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม[แก้]

พ.ศ. 2516 มีการเจรจาหยุดยิงกันที่ปารีส แต่สงครามดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ในที่สุดเวียดนามใต้ ก็แพ้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ และมีการจัดตั้ง รัฐบาลชั่วคราวขึ้นปกครองประเทศ ในที่สุด เมื่อ พ.ศ. 2518 เวียดนามเหนือสามารถรวมเวียดนามทั้งสองเข้าเป็นประเทศเดียวกัน ใช้ชื่อประเทศใหม่ว่า สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ทางด้านเศรษฐกิจรัฐมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเจริญในอนาคต เช่น ตั้งเขตเสรีเศรษฐกิจพิเศษตามเมืองสำคัญต่างๆ ปรับ- ปรุงท่าเรือ และสนามบินนานาชาติ ส่งเสริมการต่อเรือสินค้าขนาดใหญ่ พัฒนาผลิตกระแสไฟฟ้า ปรับปรุงโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังส่งเสริม การลงทุนกับชาวต่างชาติ เช่นสิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น [8]

อ้างอิง[แก้]

  1. "BVOM.COM - Vietnamese History". 6 January 2010.
  2. "History of Vietnam".
  3. Hoa Binh Culture
  4. Lê Huyền Thảo Uyên, 2012–13. Welcome to Vietnam. International Student. West Virginia University.
  5. Handbook of Asian Education: A Cultural Perspective, p. 95
  6. Ivanova R, Astrinidis A, Lepage V และคณะ (December 1999). "Mitochondrial DNA polymorphism in the Vietnamese population". Eur. J. Immunogenet. 26 (6): 417–22. PMID 10583463. doi:10.1046/j.1365-2370.1999.00184.x. 
  7. Chapuis, Oscar (1995-01-01). A History of Vietnam: From Hong Bang to Tu Duc. ISBN 9780313296222. 
  8. หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน : ประวัติศาสตร์