พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 แห่งเดนมาร์ก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 แห่งเดนมาร์ก
Frederik VII af August Schiøtt.jpg

พระปรมาภิไธย พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 แห่งเดนมาร์ก
พระอิสริยยศ เจ้าชายแห่งเดนมาร์ก
มกุฎราชกุมารแห่งเดนมาร์ก
กษัตริย์แห่งเดนมาร์ก
ราชวงศ์ ราชวงศ์ออลเดนบูร์ก
ครองราชย์ 20 มกราคม พ.ศ. 2391 - 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2406
รัชกาล 15 ปี 299 วัน
รัชกาลก่อน พระเจ้าคริสเตียนที่ 8
รัชกาลถัดไป พระเจ้าคริสเตียนที่ 9
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2351
พระราชวังอามาเลียนเบอร์ก โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก
สวรรคต 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2406
กลืคสบวร์ก รัฐชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์ ]
(พระชนมายุ 55 พรรษา)
พระราชบิดา พระเจ้าคริสเตียนที่ 8
พระราชมารดา ดัชเชสชาร์ล็อต เฟรเดริกาแห่งเม็คเคลนบวร์ก-ชเวริน
พระมเหสี เจ้าหญิงวิลเฮลมิเน มารีแห่งเดนมาร์ก
ดัชเชสแคโรไลน์ มารีแอนน์แห่งเมคเคลนบวร์ก
หลุยส์ ลาสมุสเซน
พระราชบุตร เฟรเดอริก คาร์ล คริสเตียน พอลเซน (นอกสมรส)[1] [2]

พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 แห่งเดนมาร์ก (ภาษาเดนมาร์ก: Frederik 7. Konge af Danmark, พระนามเดิม: เฟรเดอริก คาร์ล คริสเตียน) (6 ตุลาคม พ.ศ. 2351 - 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2406) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งเดนมาร์ก ตั้งแต่ พ.ศ. 2391 จนกระทั่งเสด็จสวรรคต พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์เดนมาร์กพระองค์สุดท้ายซึ่งสืบราชสันตติวงศ์จากราชวงศ์ออลเดนบูร์ก และเป็นพระมหากษัตริย์เดนมาร์กพระองค์สุดท้ายในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในรัชกาลของพระองค์ ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ประชาชนชาวเดนมาร์กซึ่งทำให้มีการจัดตั้งรัฐสภาขึ้นและเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ถือว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์เดนมาร์กพระองค์แรกในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ

พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะสละพระราชอำนาจบางส่วน ทำให้พระองค์กลายเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์เดนมาร์กที่ประชาชนรักมากที่สุด ทั้งๆ ที่ในเอกสารหลายฉบับจากรัชสมัยของพระองค์จะกล่าวไว้ว่า โปรดการเสวยน้ำจัณฑ์และทรงพฤติกรรมนอกรีต พระองค์มีพระบุคลิกเรียบง่ายและจริงใจอย่างแท้จริง พระองค์ทรงมักปรากฏพระองค์อย่าง"เรียบง่ายโดยยังคงเกียรติภูมิแห่งพระมหากษัตริย์" พระองค์ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทั่วเดนมาร์กและมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนทั่วไป พระองค์ทรงกระตือรือร้นการค้นคว้าเกี่ยวกับโบราณวัตถุและทรงเป็นที่ยอมรับจากปีเตอร์ กล็อบ นักโบราณคดีว่า "พระองค์ มากกว่าผู้ใด ผู้ซึ่งจุดประการความนิยมด้านโบราณวัตถุให้แพร่หลาย""[3]

คติพจน์ประจำรัชกาลของพระองค์คือ

ความรักจากพสกนิกร เป็นพลังแก่ข้าพเจ้า (Folkets kærlighed, min styrke)


ช่วงต้นพระชนม์ชีพ[แก้]

เจ้าชายเฟรเดอริกขณะมีพระชนมายุ 16 พรรษา พระบรมสาทิสลักษณ์วาดโดย ซี.เอ.เจนเซน ในปีพ.ศ. 2367

เจ้าชายเฟรเดอริก คาร์ล คริสเตียนประสูติในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2351 ณ พระราชวังอามาเลียนเบอร์ก กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าคริสเตียนที่ 8 แห่งเดนมาร์กซึ่งขณะนั้นยังทรงดำรงเป็นเจ้าชายคริสเตียนกับดัชเชสชาร์ล็อต เฟรเดริกาแห่งเม็คเคลนบวร์ก-ชเวริน พระมเหสีพระองค์แรกซึ่งเป็นพระราชธิดาในเฟรเดอริก ฟรานซิสที่ 1 แกรนด์ดยุกแห่งเม็คเคลนบวร์ก-ชเวรินกับเจ้าหญิงหลุยส์แห่งซัคเซิน-โกทา-อัลเทนบูร์ก (1756 - 1808) ต่อมาหลังจากเจ้าชายเฟรเดอริกประสูติเพียง 1 ปี ดัสเชสชาร์ล็อตพระมารดาทรงมีเรื่องอื้อฉาวกับนักร้องชาวสวิส คือ ฌอง แบ็ปติสท์ เอตัวอาร์ต ดู พีย์ เมื่อเจ้าชายคริสเตียนทรงรู้เข้าพระองค์ก็ทรงพิโรธมากและทรงหย่ากับดัสเชสชาร์ล็อตในปีพ.ศ. 2353 หลังจากทรงอภิเษกสมรสมาเป็นเวลา 4 ปี และพระองค์ทรงไม่อนุญาตให้ดัสเชสพบกับพระโอรสอีก แม้พระนางจะทรงวิงวอนก็ตาม หลังจากนั้นพระนางก็ยังทรงมีเรื่องอื้อฉาวมากมายจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ เจ้าชายเฟรเดอริกทรงได้รับการอุปการะจากพระปิตุลาและพระปิตุจฉา ในปีพ.ศ. 2371 พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 6 แห่งเดนมาร์ก ผู้เป็นพระปิตุลามีพระราชประสงค์ให้เจ้าชายเฟรเดอริกเสด็จเยือนฝรั่งเศส,อิตาลีและสวิตเซอร์แลนด์เพื่อให้เจ้าชายทรงได้เข้ารับการศึกษาด้านภาษา,วิชารัฐศาสตร์และกิจการด้านการทหาร ในขณะที่ทรงประทับอยู่ที่เจนีวาที่ซึ่งทรงได้รับการเสนอเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์เนื่องจากทรงเป็นที่นิยมของประชาชนมากระหว่างทรงประทับอยู่ที่เมืองนี้

อภิเษกสมรส[แก้]

พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 6 พระปิตุลาทรงจัดให้เจ้าชายเฟรเดอริกอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงวิลเฮลมิเน มารีแห่งเดนมาร์ก พระญาติซึ่งเป็นพระราชธิดาองค์สุดท้องของพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 6 พิธีอภิเษกสมรสจัดขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2368 ณ กรุงโคเปนเฮเกน ได้มีการประพันธ์และแสดงละครเรื่อง "เนินเขาแห่งเอลฟ์(Elverhøj)" เพื่อถวายพระเกียรติในพระพิธีอภิเษกสมรส อย่างไรก็ตามการอภิเษกสมรสได้สร้างความไม่พอพระทัยจากพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 6 ซึ่งเรื่องเกิดจากเจ้าชายเฟรเดอริกเองทรงประพฤติพระองค์เกินขอบเขตและขาดความยั้งคิดโดยพระองค์ทรงทราบเรื่องมาจากพระราชธิดา จนกระทั่งพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 6 ทรงขาดความอดทนในปีค.ศ. 2377 พระองค์ได้สั่งเนรเทศเจ้าชายเฟรเดอริกออกจากพระราชวังและทรงกดดันให้หย่าขาดจากพระราชธิดาของพระองค์ เนื่องจากระหว่างทรงประทับที่พระราชวังเฟรเดอริกเบอร์ก เจ้าชายเฟรเดอริกได้มีความสัมพันธ์กับนางกำนัลนามว่า หลุยส์ ลาสมุสเซน ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม "เคาน์เตส แดนเนอร์"และต่อมานางมีความสำคัญต่อพระองค์มาก เจ้าชายเฟรเดอริกทรงหย่าขาดกับเจ้าหญิงวิลเฮลมิเน มารีในปีพ.ศ. 2380 หลังจากพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 6 พระปิตุลาเสด็จสวรรคต พระราชบิดาของเจ้าชายเฟรเดอริกทรงครองราชย์สืบต่อ พระนาม พระเจ้าคริสเตียนที่ 8 แห่งเดนมาร์ก ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2382 และทรงแต่งตั้งเจ้าชายเฟรเดอริกเป็นมกุฎราชกุมาร ทรงประกาศยกเลิกการเนรเทศมกุฎราชกุมารและให้ทรงดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการแห่งฟูเนน ซึ่งเป็นตำแหน่งก่อนที่พระบิดาจะทรงขึ้นครองราชย์ มกุฎราชกุมารทรงอภิเษกสมรสอีกครั้งในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2357 อภิเษกกับดัชเชสแคโรไลน์ มารีแอนน์แห่งเมคเคลนบวร์ก พระราชธิดาในแกรนด์ดยุกจอร์จแห่งเมคเคลนบวร์กกับเจ้าหญิงมารีแห่งเฮสส์-คาสเซิล การอภิเษกสมรสครั้งนี้สร้างความไม่พอพระทัยแก่มกุฎราชกุมารเฟรเดอริกอีกครั้ง ทั้งสองพระองค์ทรงประทับแยกกันและทรงหย่าขาดกันในปี พ.ศ. 2389 ต่อมามีพระประสงค์ที่จะอภิเษกสมรสกับหลุยส์ ลาสมุสเซน ทำให้ทรงถูกคัดค้านอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามหลังจากทรงขึ้นครองราชย์พระองค์ก็ได้อภิเษกสมรสกับนาง

ในวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2393 ณ พระราชวังเฟรเดอริกเบอร์ก พระเจ้าเฟรเดอริกทรงอภิเษกสมรสกับหลุยส์ ลาสมุสเซน ในปีเดียวกันพระองค์ทรงสถาปนานางขึ้นเป็นแลนด์เกรฟวีน เดนเนอร์(ในเดนมาร์กรู้จักในชื่อ เคาน์เตสเดนเนอร์) หลุยส์ ลาสมุสเซนเคยเป็นอดีตนักบัลเล่ต์และเคยเป็นช่างทำหมวกสามัญชน เธอมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเฟรเดอริกมานานหลายปี ชีวิตสมรสเป็นไปอย่างมีความสุข แม้ว่าจะเป็นที่ตระหนกตกใจยิ่งในหมู่ชนชั้นขุนนางและชนชั้นกระฎมพี เคาน์เตสเดนเนอร์ถูกประณามอย่างหยาบคายโดยศัตรูของเธอ แต่ความเป็นคนแข็งแกร่งและวางเฉยทำให้ได้รับการสรรเสริญจากผู้ที่ชื่นชมเธอว่าเป็น"บุตรีแห่งประชาชน" ลักษณะพิเศษเหล่านี้น่าจะส่งผลกระทบที่น่าประทับใจต่อพระองค์ เธอเป็นผู้ทำให้พระองค์เป็นที่นิยมมากขึ้นโดยการให้พระองค์ "เยี่ยมเยือนพสกนิกร" ตามจังหวัดต่างๆ

สัมพันธภาพนอกสมรสและทายาทที่เป็นไปได้[แก้]

พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 แห่งเดนมาร์กทรงฉายพระรูปคู่กับหลุยส์ ลาสมุสเซน ฉายโดย Moritz Unna

การที่พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 ทรงไม่มีรัชทายาทสืบราชบัลลังก์กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวและแพร่กระจายไปในวงกว้าง แต่เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลไม่ค่อยออกมาแสดงความคิดเห็นหรือสถานะมากนัก ได้มีข่าวลือว่าองค์เหนือหัวทรงมีบุตรไม่ได้ ในช่วงรัชสมัยของพระราชบิดาของพระเจ้าเฟรเดอริก คือ พระเจ้าคริสเตียนที่ 8 แห่งเดนมาร์กปัญหาการสืบราชบัลลังก์จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ยุ่งยากในภายภาคหน้า

เอลเซ มาร์เกรเธ บอนโด(ขวา) ผู้ซึ่งเชื่อว่าเธอเองเป็นพระปนัดดาในพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7(ซ้าย) และเธอได้อ้างสิทธิเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งเดนมาร์ก ราชวงศ์ออลเดนบูร์ก

เคยมีการรายงานว่าองค์เหนือหัวมีพระราชโอรสอยู่ 1 พระองค์คือ เฟรเดอริก คาร์ล คริสเตียน พอลเซน ซึ่งเกิดในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2386 โดยครั้งนั้นพระองค์มีความสัมพันธ์กับนางเอลเซ มาเรีย กูล์ดบอร์ก ปีเดอเซน (หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ มารี พอลเซน) ที่ซึ่งความสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นในช่วงการอภิเษกสมรส 2 ครั้งที่ไม่มีความสุข เรื่องราวนี้ได้มีการตีพิมพ์เป็นหนังสือในปีพ.ศ. 2537 และตีพิมพอีกครั้งในปีพ.ศ. 2552 จากบทความในหนังสือพิมพ์ Politiken เจ้าของหนังสือคือ นางเอลเซ มาร์เกรเธ บอนโด ผู้ซึ่งเชื่อว่าเธอเองเป็นพระปนัดดาในพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 และเธอได้อ้างสิทธิเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งเดนมาร์ก เธอได้อ้างจากจดหมายลายพระหัตถ์ของพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 ที่ทรงเขียนถึงมารี พอลเซนโดยทรงยินยอมรับเป็นพระบิดาของเฟรเดอริก คาร์ล คริสเตียน พอลเซน จดหมายเหล่านี้ได้ถูกอ้างอิงในหนังสือด้วย[1][4][5] แต่อย่างไรก็ตามในทางกฎหมายสัมพันธภาพนอกสมรสและทายาทที่เกิดมาจะไม่มีสิทธิสืบราชสันตติวงศ์ในราชบัลลังก์เดนมาร์กทุกกรณี

มีการกล่าวหาว่าองค์เหนือหัวทรงเป็นพวกรักร่วมเพศโดยทรงมีความสัมพันธ์กับคาร์ล เบอร์ลิง บรรณาธิการหนังสือพิมพ์Berlingske Tidende เบอร์ลิงเป็นพวกรักร่วมสองเพศโดยมีบุตรนอกกฎหมายกับหลุยส์ ลาสมุสเซน ชื่อว่า คาร์ล คริสเตียนซึ่งเป็นที่โปรดปรานขององค์เหนือหัวมาก พระองค์ทรงเลือกวันที่จะลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตรงกับวันเกิดครอบรอบ 8 ปีของคาร์ล คริสเตียนในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2392 เพื่อต้องการรักษาธรรมเนียมอันชอบธรรม พระองค์อภิเษกสมรสกับหลุยส์ ลาสมุสเซน และทั้งงามคนได้ย้ายเข้าอาศัยในพระราชวังที่ซึ่งเบอร์ลิงได้รับแต่งตั้งให้เป็นมหาดเล็กจนกระทั่งพ.ศ. 2404 การอภิเษกสมรสโดยต่างฐานันดรศักดิ์ครั้งนี้ได้รับการกล่าวขานจนเป็นที่รู้จักกันดี แต่สาเหตุที่มีไม่ค่อยได้รับการอธิบายอย่างละเอียด[6][7]

การล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และปัญหาชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์[แก้]

พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 แห่งเดนมาร์กทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2392

พระเจ้าคริสเตียนที่ 8 พระราชบิดาเสด็จสวรรคตในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2391 ณ พระราชวังอามาเลียนเบอร์ก กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก สิริพระชนมายุ 61 พรรษาเจ้าชายเฟรเดอริกเสด็จขึ้นครองราชย์เป็น พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 แห่งเดนมาร์ก ด้วยพระชนมายุ 39 พรรษา พระองค์ต้องเผชิญกับการต่อต้านจากสาธารณะในช่วงแรกจากการที่ทรงไม่มีประสบการณ์ พระองค์ทรงเป็นสมาชิกในคณะกรรมการกฤษฎีกาแห่งเดนมาร์กตั้งแต่พ.ศ. 2384 แต่ก็ไม่ทรงแสดงออกว่าทรงสนพระทัยการเมือง อย่างไรก็ตามพระองค์ทรงเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ที่ปวงชนชาวเดนมาร์กรักและเป็นที่นิยมมากที่สุดในประวัติศาสตร์เดนมาร์ก อันเนื่องมาจากทรงยกเลิกระบอบการปกครองที่ดำรงมาอย่างยาวนานเมื่อครั้งอดีตและพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งเดนมาร์กที่เสรีภาพในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2392 ผลกระทบจากการปฏิวัติฝรั่งเศสปีพ.ศ. 2391 ได้ส่งผลถึงเดนมาร์ก และในวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2391 เยอรมันเรียกร้องสิทธิในดัชชีชเลสวิจให้รวมอยู่ในสมาพันธรัฐเยอรมันและเรื่องดัชชีนี้ได้รับการไกล่เกลี่ยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เสรี ข้อเรียกร้องเหล่านี้ทำให้มีการประชุมของพรรคเสรีแห่งชาติเดนมาร์กในวันที่ 20 มีนาคม เรียกว่า การประชุมคาสิโน เนื่องจากประชุมที่โรงละครคาสิโนที่ซึ่งการพูดคุยกันทำให้สับสน ออร์ลา เลห์มานน์ได้เรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีของพระมหากษัตริย์จัดสรรรัฐธรรมนูญที่เสรีแก่ทั้งเดนมาร์กและชเลสวิจ ออร์ลาได้กล่าวว่า "พวกเราไม่เชื่อว่าฝ่าพระบาทจะทรงขับเคลื่อนประเทศนี้ซึ่งสิ้นหวังในการช่วยเหลือตนเองได้" ภายใต้คำขวัญที่ว่า "Danmark til Ejderen" ทำให้เกิดการเดินขบวนประท้วงโดยผู้แทนพลเมืองในวันถัดมาที่จตุรัสหน้าพระราชวัง รัฐบาลได้ลาออกอย่างฉลาดโดยลาออกก่อนครบวาระและพระเจ้าเฟรเดอริกเสด็จไปพบปะกับกลุ่มผู้ประท้วงโดยมีพระราชดำรัสว่า "ข้าพเจ้ายินดีที่ได้บอกพวกท่านว่าข้าพเจ้าเข้าใจในเรื่องที่ซึ่งพวกเขาได้บอกแก่ข้าพเจ้าแล้ว คณะรัฐมนตรีชุดเก่าได้สิ้นสุดลงแล้ว" การปฏิวัติเดนมาร์กเดือนมีนาคมจึงสำเร็จ

ใน 2 วันถัดมาได้มีการเลือกคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยมีทั้งฝ่ายเสรีภาพและอนุรักษนิยมเข้าร่วมประชุมด้วย พระเจ้าเฟรเดอริกทรงประกาศต่อต้านคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่ซึ่งทรงพืจารณาแล้วว่าเป็นการล้มล้างระบอบเก่าแก่แต่โบราณและพระองค์เป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยทรงประกาศว่า "กษัตริย์จะเข้ารับฟังการประชุมของทางรัฐเมื่อได้รับเชิญเท่านั้น" หลังจากองค์เหนือหัวทรงเข้ารับการประชุมที่น่าเบื่อพระองค์มีพระราชดำรัสออกมาอย่างสั้นๆว่า "ในตอนนี้ ฉันสามารถนอนได้ตราบใดที่ฉันรู้สึกอยาก"

ช่วงปีพ.ศ. 2373 เกิดการเคลื่อนไหวของประชาชนชาวเยอรมันซึ่งต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นเสรีแก่รัฐชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์ ที่ซึ่งรัฐชเลสวิจอันเป็นดินแดนของราชอาณาจักรเดนมาร์กจะถูกรวมเข้ากับสมาพันธรัฐเยอรมัน ส่วนรัฐฮ็อลชไตน์และเลาว์บูร์กได้เข้าร่วมแล้ว และได้กำหนดแนวพรมแดนระหว่างรัฐชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์โดยใช้แม่น้ำคองเกียและแม่น้ำเอลเบอ และเหตุนี้ได้นำไปสู่ความเห็นของขบวนการแห่งชาติเดนมาร์ก พรรคเสรีแห่งชาติเดนมาร์กได้เสนอให้ล้มล้างดัชชีแห่งชเลสวิจและรวมเข้ากับราชอาณาจักรเดนมาร์ก คาบสมุทรจัตแลนด์ควรจะกำหนดพรมแดนทางใต้ไว้ที่แม่น้ำอีเดอร์ รัฐชเลสวิจให้เป็นชายแดนทางภาษาระหว่างเดนิชและเยอรมัน รัฐบาลเดนมาร์กยืนยันว่ารัฐชเลสวิจจักต้องอยู่ภายในราชอาณาจักรเดนมาร์กต่อไปส่วนรัฐฮ็อลชไตน์ยินดีที่ถอนตัวจากเดนมาร์กและเข้าร่วมในสมาพันธรัฐเยอรมัน ในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2391 ชาวเยอรมันในรัฐชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์ก่อการจลาจลต่อต้านรัฐบาลใหม่แห่งเดนมาร์กและก่อตั้งรัฐบาลของตนเองที่เมืองคีล ซึ่งนำไปสู่ สงครามชเลสวิจครั้งที่หนึ่งหรือสงครามสามปี ระหว่างเดนมาร์กกับกองกำลังพันธมิตรของชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์ซึ่งได้แก่ ปรัสเซียและจักรวรรดิเยอรมัน ผลปรากฏว่ากองทัพเดนมาร์กได้ชัยชนะและเข้าครอบครองรัฐชเลสวิจได้ที่แม่น้ำอีเดอร์

กองทัพเดนมาร์กเดินทางกลับสู่โคเปนเฮเกนพร้อมการต้อนรับที่ยิ่งใหญ่จากการรบชนะสมาพันธรัฐเยอรมันในสงครามชเลสวิจครั้งที่หนึ่งในปีพ.ศ. 2392 ภาพวาดโดย ออตโต บาช จิตรกรชาวเดนมาร์ก

สงครามนำมาซึ่งชัยชนะของกองทัพเดนมาร์กแต่เสถียรภาพของการเมืองยังคงเหมือนเดิม ชาวเดนส์ยกเลิกการส่งทหารที่แม่น้ำอีเดอร์ และในปีพ.ศ. 2398 ฝ่านอนุรักษนิยมได้แนะนำให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรเดนมาร์ก,ชเลสวิจและฮ็อลชไตน์ แต่ 3 ปีให้หลังจากการประกาศให้ฮ็อลชไตน์เป็นสมาชิกในสมาพันธรัฐเยอรมันกลับไม่ถูกต้องเพราะเป็นการฝ่าฝืนกฎข้อตกลงสากลที่เดนมาร์กได้ลงนามหลังจากสงครามสามปียุติ ปรัสเซียได้สนับสนุนชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์ให้รวมกับสมาพันธรัฐเยอรมัน ในขณะที่เดนมาร์กต้องการรวมชเลสวิจเข้าในราชอาณาจักร ในปีพ.ศ. 2406 ฝ่ายเสรีแห่งชาติได้ประกาศ Novemberforfatningen หรือ รัฐธรรมนูญพฤศจิกายน แทนที่รัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2398 อย่างไรก็ตามพระเจ้าเฟรเดอริกเสด็จสวรรคตในปีนั้นก่อนที่จะทรงลงพระปรมาภิไธยใน Novemberforfatningen ให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ในระหว่างสงครามได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยสภาที่ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เสรี พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 ทรงลงพระปรมาภิไธยลงในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2392 เป็นกฎหมายพื้นฐาน แม้ว่าพระองค์จะทรงแคลงพระทัยในกฎข้อบังคับบางประการ นับเป็นเวลา 187 ปีแห่งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 3 เดนมาร์กได้เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย

สวรรคต[แก้]

พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 แห่งเดนมาร์กเสด็จสวรรคตในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2406 ณ กลึคส์บูร์ก รัฐชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์ สิริพระชนมายุ 55 พรรษา พระบรมศพถูกฝังที่มหาวิหารร็อคสไลค์ พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายในราชวงศ์ออลเดนบูร์ก เนื่องจากทรงไม่มีรัชทายาททำให้เกิดวิกฤตราชบัลลังก์เดนมาร์กในกาลต่อมา

วิกฤตการสืบราชบัลลังก์เดนมาร์ก[แก้]

พระบรมสาทิสลักษณ์พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 แห่งเดนมาร์กทรงฉลองพระองค์ประดับเครื่องราชอิศริยาภรณ์แห่งฟรีเมสัน ไม่ปรากฏชื่อผู้วาด

พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 ทรงอภิเษกสมรส 3 ครั้ง แต่ไม่ทรงมีรัชทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในความเป็นจริงพระองค์ทรงเจริญพระชันษาสู่วัยกลางคนโดยปราศจากทายาท ซึ่งหมายความว่า เจ้าชายคริสเตียนแห่งกลึคส์บูร์ก(1818–1906) ผู้ซึ่งเป็นทายาทสืบเชื้อสายจากพระญาติของพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 6ได้ถูกเลือกให้เป็นรัชทายาทผู้มีสิทธิสืบราชบัลลังก์โดยชอบธรรมในปีพ.ศ. 2394 เมื่อพระเจ้าเฟรเดอริกเสด็จสวรรคตในปีพ.ศ. 2406 เจ้าชายคริสเตียนได้สืบราชบัลลังก์ต่อเป็นพระเจ้าคริสเตียนที่ 9

เนื่องมาจากกฎหมายแซลิกการสืบราชบัลลังก์หลังจากการเสด็จสวรรคตของพระเจ้าเฟรเดอริกซึ่งไร้รัชทายาทยังเป็นปัญหาที่ยังถกเถียง ซึ่งเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นแต่ก็เกิดสงครามขึ้น กลุ่มชาตินิยมของประชาชนผู้ใช้ภาษาเยอรมันในรัฐชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์ตั้งใจว่าจะไม่มีการแก้ปัญหาซึ่งให้ดัชชีรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเดนมาร์กซึ่งเป็นที่พอใจมาก ดัชชีทั้งสองต้องการประมุขที่สืบสายพระโลหิตตามกฎหมายแซลิกในหมู่ทายาทของเฮลวิกแห่งชวมบูร์ก ผู้อาวุโสของราชสกุลได้ประกาศตั้งตนเป็นเจ้าชายเฟรเดอริก ดยุกแห่งออกัสเตนเบิร์ก(ผู้ซึ่งตั้งตนเป็น เฟรเดอริกที่ 8 ดยุกแห่งชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์ หลังจากการสวรรคตของพระเจ้าเฟรเดอริก) เจ้าชายเฟรเดอริกแห่งออกัสเตนเบิร์กพระองค์นี้ทรงเป็นสัญลักษณ์ของชาตินิยมเยอรมันในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องอิสรภาพแก่รัฐชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์ ตั้งแต่ในสมัยของพระบิดาของพระองค์ซึ่งทรงแลกกับเงินโดยทรงยอมสละสิทธิในราชบัลลังก์ทั้งชเลสวิจและฮ็อลชไตน์ตามมาด้วยการทำพิธีสารลอนดอนในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 ที่ซึ่งจัดทำหลังสิ้นสุดสงครามชเลสวิจครั้งที่หนึ่ง เนื่องมาจากพระบิดาทรงสละสิทธิ ส่งผลให้เจ้าชายเฟรเดอริกทรงถูกเห็นว่าขาดคุณสมบัติที่จะสืบราชบัลลังก์

เดนมาร์กอยู่ภายใต้กฎหมายแซลิก แต่จำกัดสิทธิที่ทายาทเชื้อสายของพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 3 แห่งเดนมาร์กเท่านั้น(ผู้ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในระบอบสืบราชสันตติวงศ์ โดยก่อนรัชสมัยของพระองค์กษัตริย์จะมาจากการเลือกตั้ง) ในขณะนั้นสมาชิกในราชสกุลชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์สายออกัสเตนเบิร์กและกลึคส์บูร์กซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายชายขององค์เหนือหัวไม่ได้รับการอนุญาตให้มีสิทธิสืบราชบัลลังก์ภายใต้ข้อบัญญัติ การสืบราชบัลลังก์ทรงฝ่ายชายของพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 3 ได้มาสิ้นสุดลงหลังจากการสวรรคตของพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 และในจุดนั้น กฎหมายว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ที่ประกาศใช้โดยพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 3 ได้รวมการสืบราชบัลลังก์แบบ "กฎหมายกึ่งแซลิก" อย่างไรก็ตามมีการทดแทนในการสืบราชสันตติวงศ์ที่เป็นไปได้ไม่ว่าจะเป็นพระญาติฝ่ายหญิงที่ใกล้ชิดที่สุด ปัญหาจะได้รับการแก้ไขโดยการเลือกตั้งหรือการแบกกฎหมายเพื่อยอมรับรัชทายาทองค์ใหม่

เจ้าชายคริสเตียนได้สืบราชบัลลังก์เป็นพระเจ้าคริสเตียนที่ 9 หลังจากการสวรรคตของพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 ส่งผลให้สิ้นสุดราชวงศ์ออลเดนบูร์กสายตรงและวิกฤตการสืบราชบัลลังก์เดนมาร์ก

พระญาติฝ่ายหญิงที่ใกล้ชิดพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 มากที่สุดคือ เจ้าหญิงหลุยส์ ชาร์ล็อตแห่งเดนมาร์กพระปิตุจฉาของพระองค์ ผู้ซึ่งอภิเษกสมรสกับแลนด์เกรฟแห่งเฮสส์ อย่างไรก็ตามทรงมิใช่เชื้อสายที่สืบทอดทางบุรุษและทรงไม่มีสิทธิสืบราชบัลลังก์ในชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์ รัชทายาทซึ่งเป็นราชนิกุลฝ่ายหญิงได้มีการกำหนดมาจากสิทธิของบุตรหัวปีโดยพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 3 จากการไร้บุตรของพระราชธิดาในพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 6 หลังจากการเริ่มต้นของสิทธิของบุตรหัวปีได้ส่งผลถึงสิทธิของทายาทในเจ้าหญิงหลุยส์ ออกัสตาแห่งเดนมาร์ก พระขนิษฐาในพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 6 ผู้ซึ่งอภิเษกสมรสกับดยุกแห่งออกัสเตนเบิร์ก ทายาทของสายนั้นก็เหมือนกับเจ้าชายเฟรเดอริกแห่งออกัสเตนเบิร์กแต่โอกาสของพระองค์มาถึงหลังจากการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่ในพ.ศ. 2406

บางสิทธิได้เป็นของสายกลึคส์บูร์กซึ่งเป็นสายที่ยังอ่อนอาวุโสมากในราชวงศ์ สายตระกูลนี้เป็นทายาทของพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 3 ผ่านทางบรรพบุรุษหญิงซึ่งเป็นพระราชธิดาในพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 5 แห่งเดนมาร์กและมีทายาทชายอ่อนอาวุโสซึ่งมีสิทธิในชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์ ซึ่งก็คือ เจ้าชายคริสเตียนแห่งกลึคส์บูร์ก(1818–1906)และพระเชษฐาสองพระองค์ พระองค์โตทรงไร้รัชทายาทแต่พระองค์รองมีพระโอรส

เจ้าชายคริสเตียนแห่งกลึคส์บูร์ก(1818–1906)เป็นพระนัดดาบุญธรรมในพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 6กับสมเด็จพระราชินีมารี โซฟี ดังนั้นทำให้ทรงคุ้นเคยดีกับพระราชประเพณีและธรรมเนียมของราชวงศ์ เจ้าชายคริสเตียนเป็นพระปนัดดาในสมเด็จพระราชินีมารี โซฟีและทรงเป็นเชื้อสายของพระญาติชั้นหนึ่งในพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 6 พระองค์ถูกส่งมายังเดนมาร์กเพื่อประทับในพระราชวงศ์และตรัสภาษาเดนมาร์กและไม่ทรงเป็นชาตินิยมเยอรมัน แม้ว่าสิ่งที่ทางราชวงศ์ทำจะไม่เป็นไปตามกฎหมาย แต่ราชวงศ์ทำให้เจ้าชายทรงเป็นที่นิยมและเป็นจุดสนใจในชาวเดนมาร์ก ในขณะเป็นทายาทชายซึ่งอ่อนอาวุโส พระองค์ทรงมีสิทธิในราชบัลลังก์ชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์ แต่ไม่ใช่พระองค์แรกในราชสันตติวงศ์ เนื่องจากทรงเป็นเชื้อสายของพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 3 ทำให้ทรงมีสิทธิสืบราชบัลลังก์เดนมาร์ก แต่ก็ไม่ใช่พระองค์แรกในราชสันตติวงศ์ อย่างไรก็ตามลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ยังไม่ชัดเจน

เจ้าชายคริสเตียนแห่งกลึคส์บูร์กอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงหลุยส์แห่งเฮสส์-คาสเซิลพระธิดาองค์โตในเจ้าหญิงหลุยส์ ชาร์ล็อตแห่งเดนมาร์ก พระปิตุจฉาของพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 ซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายหญิงที่ใกล้ชิดพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 มากที่สุด พระมารดาและพระอนุชาของเจ้าหญิงหลุยส์ได้สละสิทธิในการสืบราชบัลลังก์แก่เจ้าหญิงหลุยส์และพระสวามี ทำให้พระชายาในเจ้าชายคริสเตียนเป็นพระญาติซึ่งใกล้ชิดพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 มากที่สุด

"กฎหมายกึ่งแซลิก"ในการสืบราชสันตติวงศ์ที่สลับซับซ้อนได้ถูกแก้ปัญหาโดยเจ้าชายคริสเตียนแห่งกลึคส์บูร์กได้ถูกเลือกในปีพ.ศ. 2395 ให้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 อย่างถูกต้องตามกฎหมายเมื่อพระเจ้าเฟรเดอริกเสด็จสวรรคตในปีพ.ศ. 2406 เจ้าชายคริสเตียนได้สืบราชบัลลังก์ต่อเป็นพระเจ้าคริสเตียนที่ 9 แห่งเดนมาร์ก

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2406 เจ้าชายเฟรเดอริกแห่งออกัสเตนเบิร์กทรงอ้างสิทธิเหนือรัฐชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์โดยสืบบัลลังก์ดัชชีทั้งสองต่อจากการสวรรคตของพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 ปรัสเซียและออสเตรียประกาศสงครามชเลสวิจครั้งที่สองกับเดนมาร์ก ซึ่งผลของสงครามคือ เดนมาร์กพ่ายแพ้และสูญเสียดัชชีทั้งสอง

พระราชตระกูล[แก้]

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
16. พระเจ้าคริสเตียนที่ 6 แห่งเดนมาร์ก
 
 
 
 
 
 
 
8. พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 5 แห่งเดนมาร์ก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
17. เจ้าหญิงโซฟี แม็กเดเลนแห่งบรานเดนเบิร์ก-คลัมบาร์ช
 
 
 
 
 
 
 
4. เจ้าชายเฟรเดอริก รัชทายาทแห่งเดนมาร์กและนอร์เวย์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
18. เฟอร์ดินานด์ อัลเบิร์ตที่ 2 ดยุกแห่งบรันสวิค-วอฟเฟนบุตเทล
 
 
 
 
 
 
 
9. ดัสเชสจูเลียนา มาเรียแห่งบรันสวิค-วอฟเฟนบุตเทล
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
19. เจ้าหญิงอังตัวเน็ตแห่งบรันสวิค-วอฟเฟนบุตเทล
 
 
 
 
 
 
 
2. พระเจ้าคริสเตียนที่ 8 แห่งเดนมาร์ก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
20. คริสเตียน ลุดวิกที่ 2 ดยุกแห่งเม็กเคลนบวร์ก-ชเวริน(=24)
 
 
 
 
 
 
 
10. ดยุกหลุยส์แห่งเม็คเคลนบวร์ก-ชเวริน(=12)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
21. ดัสเชสกุสตาเว แคโรไลน์แห่งเม็กเคลนบวร์ก-ชเตรลิทซ์(=25)
 
 
 
 
 
 
 
5. ดัสเชสโซเฟีย เฟรเดอริกาแห่งเม็คเคลนบวร์ก-ชเวริน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
22. ฟรานซิส โจเซียส ดยุกแห่งซัคเซิน-โคบูร์ก-ซาลฟิลด์(=26)
 
 
 
 
 
 
 
11. เจ้าหญิงชาร์ล็อต โซฟีแห่งซัคเซิน-โคบูร์ก-ซาลฟิลด์(=13)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
23. เจ้าหญิงแอนนา โซฟีแห่งชวาซบูร์ก-รูดอลสตัดท์(=27)
 
 
 
 
 
 
 
1. พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 แห่งเดนมาร์ก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
24. คริสเตียน ลุดวิกที่ 2 ดยุกแห่งเม็กเคลนบวร์ก-ชเวริน(=20)
 
 
 
 
 
 
 
12. ดยุกหลุยส์แห่งเม็คเคลนบวร์ก-ชเวริน(=10)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
25. ดัสเชสกุสตาเว แคโรไลน์แห่งเม็กเคลนบวร์ก-ชเตรลิทซ์(=21)
 
 
 
 
 
 
 
6. เฟรเดอริก ฟรานซิสที่ 1 แกรนด์ดยุกแห่งเม็คเคลนบวร์ก-ชเวริน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
26. ฟรานซิส โจเซียส ดยุกแห่งซัคเซิน-โคบูร์ก-ซาลฟิลด์(=22)
 
 
 
 
 
 
 
13. เจ้าหญิงชาร์ล็อต โซฟีแห่งซัคเซิน-โคบูร์ก-ซาลฟิลด์(=11)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
27. เจ้าหญิงแอนนา โซฟีแห่งชวาซบูร์ก-รูดอลสตัดท์(=23)
 
 
 
 
 
 
 
3. ดัสเชสชาร์ล็อต เฟรเดอริกาแห่งเม็คเคลนบวร์ก-ชเวริน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
28. เฟรเดอริกที่ 2 ดยุกแห่งแซ๊กซ์-โกทา-อัลเทนบูร์ก
 
 
 
 
 
 
 
14. เจ้าชายจอห์น ออกัสต์แห่งแซ๊กซ์-โกทา-อัลเทนบูร์ก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
29. เจ้าหญิงแม็กเดเลนา ออกัสตาแห่งอัลฮัลท์ เซิร์บส์
 
 
 
 
 
 
 
7. เจ้าหญิงหลุยส์แห่งซัคเซิน-โกทา-อัลเทนบูร์ก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
30. ไฮน์ริชที่ 1 เคานท์แห่งรอส-ชลิตซ์
 
 
 
 
 
 
 
15. เคาน์เตสหลุยส์แห่งรอส-ชลิตซ์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
31. เคาน์เตสจูเลียเน โดโรเธียแห่งโรเวนสไตน์-เวิร์ทเฮล์ม-เวอร์เนเบิร์ก
 
 
 
 
 
 

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Margrethe could be your Queen, Politiken, 2 Oct. 2009 (in Danish)
  2. Lundskov.dk/ kongehus - (Ancestry database) Slægtsbase over Europæiske Konger og Fyrster (in Danish),
  3. P.V. Glob (1969). The Bog People: Iron Age Man Preserved. London: Faber and Faber Limited. Page 68-69.
  4. [1]
  5. Gete Bondo Oldenborg Maaløe: Getes Erindringer, Ådalen, 2009, ISBN 978-87-91365-44-7
  6. DIS-Forum :: AneEfterlysning :: Louise Rasmussen (Danner)
  7. P. Fr. Suhm: Hemmelige Efterretninger om de danske Konger efter souveraineteten, Copenhagen 1918
ก่อนหน้า พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 7 แห่งเดนมาร์ก ถัดไป
พระเจ้าคริสเตียนที่ 8 2leftarrow.png Royal coat of arms of Denmark.svg
กษัตริย์แห่งเดนมาร์ก
(20 มกราคม พ.ศ. 2391 - 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2406)
2rightarrow.png พระเจ้าคริสเตียนที่ 9
พระเจ้าคริสเตียนที่ 8 2leftarrow.png Coat of arms of South Jutland.svg
ดยุกแห่งชเลสวิจ-ฮ็อลชไตน์
(ราชวงศ์ออลเดนบูร์ก)

(20 มกราคม พ.ศ. 2391 - 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2406)
2rightarrow.png พระเจ้าคริสเตียนที่ 9
พระเจ้าคริสเตียนที่ 8 2leftarrow.png COA family de Sachsen-Lauenburg.svg
ดยุกแห่งซัคเซิน-เลาว์บูร์ก
(ราชวงศ์ออลเดนบูร์ก)

(20 มกราคม พ.ศ. 2391 - 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2406)
2rightarrow.png พระเจ้าคริสเตียนที่ 9